เศรษฐกิจ

ดุสิตโพล: การเมืองไทยแย่ลง จริงหรือ?

สถานการณ์การเมืองไทยแย่ลงในสายตาประชาชน จริงหรือไม่? ดุสิตโพลเผยผลสำรวจล่าสุดที่น่าสนใจเกี่ยวกับมุมมองของประชาชนต่อสถานการณ์การเมืองไทยในปี 2568 โดยเน้นไปที่ประเด็นสำคัญอย่างการจัดการภัยพิบัติ และความเชื่อมั่นต่อพรรคการเมืองต่างๆ

ดุสิตโพล เผยประชาชนมองการเมืองไทยแย่ลง จัดการภัยพิบัติ แผ่นดินไหว – น้ำท่วม ไม่เป็นระบบ

ผลสำรวจจาก “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต พบว่าประชาชนส่วนใหญ่มีความคิดเห็นว่าภาพรวมการเมืองไทยแย่ลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความกังวลเกี่ยวกับการจัดการภัยพิบัติที่ไม่เป็นระบบ เช่น ปัญหาน้ำท่วมและแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ประชาชนมองอย่างไรต่อพรรคการเมือง?

นอกจากประเด็นเรื่องภัยพิบัติแล้ว ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังคงมองว่าพรรคการเมืองต่างๆ ยังเน้นการทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวลและควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ในการสำรวจความคิดเห็นประชาชนจำนวน 1,194 คน ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 9-12 ธันวาคม 2568 พบประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • ร้อยละ 55.53 มองว่าภาพรวมการเมืองไทยแย่ลง
  • ร้อยละ 67.59 กังวลเรื่องการจัดการภัยพิบัติที่ไม่เป็นระบบ
  • ร้อยละ 59.05 มองว่าพรรคการเมืองเน้นประโยชน์ส่วนตน

สิ่งที่น่าสนใจคือ ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชน โดยสำหรับพรรคฝ่ายรัฐบาลคือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพได้จริง (ร้อยละ 56.28) ในขณะที่พรรคฝ่ายค้านคือ การตรวจสอบรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา (ร้อยละ 64.07)

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ได้ให้ความเห็นว่า ผลโพลนี้สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนมองการเมืองไทยแย่ลง และปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความกังวลคือปัญหาการจัดการภัยพิบัติและปัญหาเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ประชาชนยังมองว่าพรรคการเมืองยังคงให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าผลประโยชน์ของประชาชน

ผศ.สรศักดิ์ มั่นศิลป์ รองคณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้วิเคราะห์ว่า ความรู้สึกเบื่อหน่ายต่อการเมืองไทยอาจมีสาเหตุมาจากปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นหลายพื้นที่ รวมถึงความไม่พอใจต่อการที่พรรคการเมืองเน้นผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวม

ผลสำรวจนี้เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญสำหรับนักการเมืองและพรรคการเมืองต่างๆ ที่จะต้องหันกลับมาให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาภัยพิบัติ หรือปัญหาอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน

การเมืองที่เน้นการแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง จะนำไปสู่ความเชื่อมั่นและความศรัทธาจากประชาชน ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

ที่มา – ดุสิตโพล เผนประชาชนมองการเมืองไทยแย่ลง จัดการภัยพิบัติ แผ่นดินไหว – น้ำท่วม ไม่เป็นระบบ

ปี 2569 รัฐเจอศึกหนัก! รายได้ภาษีเสี่ยงหลุดเป้า

ปี 2569 รัฐเจอศึกหนัก! รายได้ภาษีเสี่ยงหลุดเป้า นักเศรษฐศาสตร์–สาธารณสุข–ภาคการเงิน เตือนโครงสร้างภาษีซับซ้อนทำรายได้รั่วไหล แนะเร่งปฏิรูปโครงสร้างภาษี เพื่อสร้างรายได้

ปีงบประมาณ 2569 ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปีที่ท้าทายที่สุดของการคลังไทยในรอบทศวรรษ หลายสัญญาณชี้ชัดรายได้ภาษีอาจไม่ถึงเป้าหมายทั้งจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป รวมถึงความซับซ้อนของโครงสร้างภาษีในบางผลิตภัณฑ์ที่กระตุ้นให้รัฐบาลทบทวนมาตรการแก้ไขเร่งด่วน

ภาษีไทยปี 2569 รายได้เสี่ยงหลุดเป้า โจทย์หนักกว่าที่คาด

แม้เศรษฐกิจไทยมีสัญญาณฟื้นตัวหลังโควิด-19 แต่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ยังไม่ฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์ ทำให้ระบบเศรษฐกิจยังไม่กลับมาเดินเครื่องเต็มร้อย และกำลังซื้อก็ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้ภาษีนิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT โตไม่ตามกรอบ และหนี้ครัวเรือนยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่ฝั่งภาษีศุลกากร และภาษีสรรพสามิตก็ยังมีหลายส่วนที่ไม่เป็นไปตามเป้าซึ่ง KKP Research ของธนาคารเกียรตินาคินภัทรจำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ความสามารถในการจัดเก็บภาษีของไทยลดจาก 17% เหลือเพียง 15% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และเตือนชัดว่าหากรายได้ภาษีหลุดเป้าในช่วง 1–2 ปีข้างหน้า ความเสี่ยงทางการคลังจะสูงขึ้นมาก และอาจส่งผลต่ออันดับเครดิตของประเทศได้

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TTB ระบุว่า “เมื่อรายได้ภาษีไม่ถึงเป้า แต่รายจ่ายรัฐเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ความเสี่ยงเชิงการคลังจะสูงขึ้น และอาจส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของประเทศสูงขึ้นตามไปด้วย”

โจทย์ใหม่ของการคลังไทย “แก่ก่อนรวย” ทำฐานภาษีหดตัว

สิ่งที่ทวีความเสี่ยงให้การเก็บภาษีในปี 2569 หนักยิ่งขึ้นคือโครงสร้างประชากรไทยที่เดินหน้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุสมบูรณ์” (Super-Aged Society) อย่างต่อเนื่อง ทำให้คนวัยทำงานลดลง ฐานภาษีเงินได้จึงลดลงตาม ในขณะเดียวกันการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุสมบูรณ์นั้น ทำให้โครงสร้างการใช้จ่ายเปลี่ยนไป กล่าวคือผู้สูงอายุใช้จ่ายน้อยลงในสินค้าที่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ใช้จ่ายมากขึ้นในหมวดสุขภาพที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่งผลให้การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มโตช้ากว่าที่คาด แต่ภาระรายจ่ายรัฐเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทัั้งจากงบบำนาญ งบสาธารณสุขและงบสวัสดิการผู้สูงอายุ เมื่อฐานภาษีหดตัว แต่รายจ่ายเพิ่มต่อเนื่อง ทำให้ปี 2569 เป็นต้นไปรัฐบาลจะมีพื้นที่นโยบายทางการคลัง (Fiscal Space) น้อยลงกว่าที่เคยเป็นมา 

ผู้บริโภคเลือกสินค้าราคาประหยัด ทำรายได้สรรพสามิตต่ำกว่ากรอบ

พฤติกรรม “คุมค่าใช้จ่าย” ในสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน ส่งผลโดยตรงกับสินค้าสรรพสามิต ที่ผู้บริโภคจำนวนมากเปลี่ยนไปซื้อสินค้าราคาถูกลง (Down Trading) เช่น บุหรี่ราคาประหยัด สุราราคาถูก สินค้าพลังงานต้นทุนต่ำ ที่มีภาษีต่อหน่วยต่ำ แม้ยอดขายอาจใกล้เคียงเดิม แต่รัฐจัดเก็บภาษีได้ลดลง นอกจากนี้ สินค้าผิดกฎหมาย เช่น บุหรี่เถื่อน แอลกอฮอล์เถื่อน ที่ลักลอบหนีภาษี ยังขยายตัวและบั่นทอนรายได้รัฐโดยตรง

ปี 2569 รัฐเจอศึกหนัก รายได้ภาษีเสี่ยงหลุดเป้า

โฟกัส “ภาษียาสูบ” – ช่องโหว่ใหญ่สุดของรายได้รัฐในปี 2569

จากการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในปีงบประมาณ 2568 พบว่า ภาษีรถยต์ สุรา และยาสูบ เป็นกลุ่มสินค้าที่สร้างรายได้หลักให้กับสรรพสามิต แต่มีการจัดเก็บได้ลดน้อยลงจากปีงบประมาณก่อนหน้า โดยภาษีรถยนต์ และภาษีสุรา มีการจัดเก็บน้อยลงเนื่องจากมาตรการลดภาษีเพื่อช่วยผู้ประกอบการ และจูงใจให้ผู้บริโภคหันไปใช้สินค้าที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า เช่น รถยนต์ไฟฟ้า แต่สำหรับสินค้ายาสูบนั้นไม่ได้มีมาตรการใดออกมา แต่กลับจัดเก็บรายได้ได้ลดลงต่อเนื่อง เนื่องจากโครงสร้างภาษีแบบ “สองอัตรา” เปิดช่องให้เกิดพฤติกรรมหลีกเลี่ยงภาษีโดยไม่ผิดกฎหมาย ทั้งในฝั่งผู้ผลิตและผู้บริโภค เป็นปรากฏการณ์ที่ผู้บริโภค Down Trading ไปยังบุหรี่ราคาถูก และผู้ผลิตตั้งราคาถูกลงเพื่ออยู่ในชั้นภาษีต่ำ รายได้รัฐที่เก็บได้ต่อซองต่ำลง บุหรี่ผิดกฎหมายเพิ่มส่วนแบ่งตลาด ซ้ำเติมการจัดเก็บรายได้ของรัฐ

ศาสตราจารย์ ดร.อรรถกฤต ปัจฉิมนันท์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่าตั้งแต่มีการบังคับใช้โครงสร้างภาษีบุหรี่แบบ 2 อัตรา ยังไม่เห็นข้อดีของโครงสร้างแบบนี้ จึงเสนอแนะให้ใช้โครงสร้างภาษีแบบอัตราเดียว เช่นเดียวกับในต่างประเทศซึ่งจะทำให้ระบบภาษีโปร่งใสและลดการบิดเบือนราคาได้มากกว่าเดิม

มุมสาธารณสุข ภาษีหลายอัตราเปิดช่องให้เยาวชนเข้าถึงบุหรี่ได้ง่ายขึ้น

นอกจากรายได้รัฐที่รั่วไหล โครงสร้างภาษีแบบหลายอัตรายังถูกวิพากษ์จากมุมสาธารณสุขอย่างหนัก เพราะทำให้ราคาบุหรี่บางกลุ่มต่ำเกินจริง โดยเฉพาะสินค้าราคาประหยัดที่เยาวชนเข้าถึงได้ง่ายที่สุด ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าเยาวชนมี price sensitivity สูง ผู้ที่ “เริ่มสูบครั้งแรก” มักเลือกสินค้าที่ราคาต่ำที่สุดในตลาด เมื่อระบบภาษีเปิดช่องให้ยังมีบุหรี่ราคาถูกอยู่จำนวนมาก จึงทำให้มาตรการป้องกันการเริ่มสูบ “ไม่ทำงานเต็มที่”

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประกิต วาทีสาธกกิจ กล่าวไว้ชัดว่า “ภาษีบุหรี่เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดตามคำแนะนำของธนาคารโลกและองค์การอนามัยโลก จึงมีความปรารถนาตลอดเวลาให้ประเทศไทยมีระบบภาษีบุหรี่ที่ดี คือ ‘อัตราเดียว’ เพราะจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมการบริโภคและเพิ่มรายได้รัฐไปพร้อมกัน”

ปี 2569 ปีแห่งการปฏิรูปภาษีไทย – เริ่มจากหมวดที่รั่วไหลที่สุด

เมื่อพิจารณาทั้งภาพเศรษฐกิจ ภาพการคลัง และภาพประชากร จะเห็นว่าปี 2569 จะเป็นปีที่ไทยต้องเร่ง “ปฏิรูปโครงสร้างภาษี” เพื่อสร้างรายได้ มากกว่าจะรอพึ่งพาการเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว หาสิ่งที่เป็น Quick Big Win และเลือกขึ้นมาก่อน เป็นก้าวแรกของรากฐานทางการคลังที่เข้มแข็ง

รับมืออย่างไรเมื่อ ปี 2569 รัฐเจอศึกหนัก รายได้ภาษีเสี่ยงหลุดเป้า

สำหรับผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไป การทำความเข้าใจสถานการณ์ ปี 2569 รัฐเจอศึกหนัก รายได้ภาษีเสี่ยงหลุดเป้า เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับนโยบายและการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น การวางแผนการเงินอย่างรอบคอบ การปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ และการสนับสนุนนโยบายที่ส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืน เป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้เพื่อช่วยให้ประเทศก้าวผ่านความท้าทายนี้ไปได้ด้วยดี

ที่มา – ปี 2569 รัฐเจอศึกหนัก รายได้ภาษีเสี่ยงหลุดเป้า เตือนโครงสร้างซับซ้อนทำรายได้รั่วไหล

ทรัมป์สุมไฟอีก ขู่ยุติทำธุรกิจบางอย่างกับจีน

โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ขู่จะยุติการทำธุรกิจกับจีนในบางเรื่อง รวมถึงการนำเข้าน้ำมันปรุงอาหาร เพื่อตอบโต้ที่จีนจงใจไม่ซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ สถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เมื่ออดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อจีน

เมื่อวันอังคารที่ 14 ตุลาคม 2568 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความเติมเชื้อไฟในสงครามการค้ากับจีนให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้ประกาศจะตั้งกำแพงภาษีสินค้าจีน 100% จนทำให้ตลาดเงินคริปโตปั่นป่วนอย่างหนัก ก่อนที่เขากับรองประธานาธิบดีจะพยายามผ่อนคลายสถานการณ์

ข้อความล่าสุดของนายทรัมป์ซึ่งโพสต์บน Truth Social ระบุว่า “ผมเชื่อว่าการที่จีนจงใจไม่ซื้อถั่วเหลืองของเรา และก่อให้เกิดความยากลำบากต่อเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองของเรานั้น ถือเป็นการกระทำที่เป็นปรปักษ์ทางเศรษฐกิจ”

“เรากำลังพิจารณาที่จะยุติการทำธุรกิจกับจีน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันปรุงอาหาร และองค์ประกอบทางการค้าอื่น ๆ เพื่อเป็นการตอบโต้ ตัวอย่างเช่น เราสามารถผลิตน้ำมันปรุงอาหารเองได้อย่างง่ายดาย เราไม่จำเป็นต้องซื้อจากจีน” คำขู่ของทรัมป์ครั้งนี้ ส่งผลให้เกิดความกังวลในตลาดโลกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศมหาอำนาจ

ทรัมป์สุมไฟอีก ขู่ยุติทำธุรกิจบางอย่างกับจีน

การที่ทรัมป์ออกมาขู่ว่าจะ ยุติการทำธุรกิจบางอย่างกับจีน นั้น สร้างความไม่แน่นอนให้กับหลายภาคส่วน ภาคธุรกิจจะต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว นักลงทุนเองก็ต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

ผลกระทบจากการที่ทรัมป์ขู่ ยุติการทำธุรกิจบางอย่างกับจีน

  • ภาคการเกษตร: เกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองในสหรัฐฯ อาจได้รับผลกระทบโดยตรง หากจีนลดการนำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ
  • ภาคพลังงาน: หากสหรัฐฯ ยุติการนำเข้าน้ำมันปรุงอาหารจากจีน อาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันปรุงอาหารในประเทศ
  • ตลาดการเงิน: ความไม่แน่นอนทางการค้าอาจส่งผลให้ตลาดหุ้นผันผวน และนักลงทุนอาจหันไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่า

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ การพึ่งพาซึ่งกันและกันมากเกินไป อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงเมื่อเกิดความขัดแย้งทางการเมือง การกระจายความเสี่ยงและแสวงหาตลาดใหม่ๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับธุรกิจในยุคปัจจุบัน

ทรัมป์สุมไฟอีก ขู่ยุติทำธุรกิจบางอย่างกับจีน ท่าทีแข็งกร้าวของทรัมป์ที่มีต่อจีนนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การออกมาขู่ว่าจะยุติการทำธุรกิจบางอย่างนั้น ถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งขึ้นไปอีกขั้น สิ่งที่น่าจับตามองคือ จีนจะตอบโต้อย่างไร และสถานการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างไรบ้าง

การที่ทรัมป์กลับมาแสดงบทบาทในเวทีการเมืองอีกครั้ง ยิ่งทำให้สถานการณ์โลกมีความไม่แน่นอนมากขึ้น การตัดสินใจของเขาอาจส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ ทุกฝ่ายจึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น

การที่ทรัมป์ออกมาโจมตีจีนในเรื่องการค้า สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของสหรัฐฯ เกี่ยวกับความได้เปรียบทางการค้าของจีน สหรัฐฯ มองว่าจีนใช้กลยุทธ์ที่ไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน และพยายามที่จะลดการพึ่งพาจีนในหลายๆ ด้าน

ไม่ว่าผลลัพธ์ของความขัดแย้งนี้จะเป็นอย่างไร สิ่งที่แน่นอนคือ ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนจะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกในอนาคตอันใกล้นี้ การทำความเข้าใจพลวัตของความสัมพันธ์นี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – ทรัมป์สุมไฟอีก ขู่ยุติทำธุรกิจบางอย่างกับจีน ตอบโต้ไม่ซื้อถั่วเหลืองสหรัฐฯ

IMF เตือนเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ความไม่แน่นอนคือ New Normal

IMF เตือนเศรษฐกิจโลกชะลอตัวต่อเนื่อง ความไม่แน่นอนกลายเป็น New Normal สถานการณ์ที่ทั่วโลกต้องเผชิญหน้าในปัจจุบัน นางคริสตาลินา จอร์เจียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund-IMF) ได้ออกมากล่าวเตือนถึงภาวะดังกล่าว

นางจอร์เจียวา ระบุว่า ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจทั่วโลกจะกลายเป็น “ความปกติใหม่” (New normal) พร้อมเสริมว่าเศรษฐกิจโลกในภาพรวมยังดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ก็ยังแย่กว่าที่ควรจะเป็น ความยืดหยุ่นของระบบเศรษฐกิจโลกยังไม่ได้รับการทดสอบอย่างเต็มที่ แต่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าการทดสอบครั้งใหญ่อาจกำลังใกล้เข้ามา

IMF เตือนเศรษฐกิจโลกชะลอตัวต่อเนื่อง ความไม่แน่นอนกลายเป็น New Normal

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ คือ นโยบายภาษีศุลกากร ซึ่งนางจอร์เจียวา มองว่า ผลกระทบเต็มรูปแบบของนโยบายนี้ยังไม่ปรากฏออกมาอย่างชัดเจน นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงเส้นทางการค้า โดยสินค้าจำนวนมากที่เคยส่งไปยังตลาดสหรัฐฯ เปลี่ยนไปสู่ตลาดอื่นๆ อาจเป็นชนวนเหตุให้เกิดการปรับขึ้นภาษีศุลกากรรอบใหม่

ถึงแม้ตลาดการเงินโดยทั่วไปยังคงมีเสถียรภาพ แม้จะเผชิญกับความผันผวนทางนโยบาย แต่หากเกิดการปรับฐานอย่างฉับพลัน สภาพการณ์ทางการเงินที่ตึงตัวมากขึ้น ก็อาจฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจโลกได้ IMF จึงกระตุ้นให้ผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกยังคงให้ความสำคัญกับการค้าในฐานะที่เป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจ และดำเนินนโยบายด้วยความรอบคอบ

ทำไม IMF ถึงเตือนเรื่องเศรษฐกิจโลกชะลอตัวต่อเนื่อง ความไม่แน่นอนกลายเป็น New Normal?

การที่ IMF ออกมาเตือนถึงสถานการณ์เช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่อปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือปัญหาหนี้สินที่เพิ่มสูงขึ้นในหลายประเทศ สถานการณ์เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนและผันผวนมากขึ้น

ก่อนหน้านี้ IMF ได้ปรับลดประมาณการการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ทั่วโลกปี 2568 เหลือร้อยละ 3 ในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก เดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นการปรับลดลงจากประมาณการครั้งก่อน สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่อแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง

ผลกระทบต่อประเทศไทย

สำหรับประเทศไทย สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงย่อมส่งผลกระทบต่อการส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นสองเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกยังอาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนและการจ้างงานในประเทศ

ดังนั้น ภาครัฐและภาคเอกชนไทยจึงควรเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้น โดยการปรับตัวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก และการแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ในตลาดต่างๆ ทั่วโลก จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรและเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

นอกจากนี้ การส่งเสริมการบริโภคและการลงทุนภายในประเทศก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อชดเชยผลกระทบจากการชะลอตัวของการส่งออกและท่องเที่ยว รัฐบาลควรดำเนินนโยบายที่สนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและผู้บริโภค

สถานการณ์ IMF เตือนเศรษฐกิจโลกชะลอตัวต่อเนื่อง ความไม่แน่นอนกลายเป็น New normal เป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนต้องตระหนักและเตรียมพร้อมรับมือ เพื่อลดผลกระทบและคว้าโอกาสในการเติบโตในยุคที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวนและไม่แน่นอน

ที่มา – IMF เตือนเศรษฐกิจโลกชะลอตัวต่อเนื่อง ความไม่แน่นอนกลายเป็น New Normal

พรรคประชาชน ชำแหละนโยบาย ครม.อนุทิน

พรรคประชาชนเตรียมทีมอภิปรายนโยบายรัฐบาลใหม่! เน้น 4 หมวดหมู่หลัก ตรวจสอบละเอียดทุกประเด็นร้อน

“พริษฐ์ วัชรสินธุ” เผย พรรคประชาชน ตั้งทีมเตรียมผู้อภิปรายวันแถลงนโยบายในสภาฯ แล้ว โดยแบ่งประเด็นการตรวจสอบออกเป็น 4 หมวดหมู่ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่เงื่อนไข MOA ไปจนถึงประเด็นที่ดินเขากระโดง และโครงการคนละครึ่ง รวมถึงรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่อาจมีข้อกังขา

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 ณ รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง สภาฯ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ว่าเวทีแรกที่จะทำการตรวจสอบอย่างเข้มข้นคือการแถลงนโยบายของรัฐบาล โดยพรรคประชาชนได้จัดตั้งทีมและเตรียมผู้อภิปรายไว้ในระดับหนึ่งแล้ว แบ่งออกเป็น 4 หมวดหมู่หลัก ได้แก่

  1. การตรวจสอบและติดตามการรักษาสัญญาตามเงื่อนไขข้อตกลง (MOA) ที่รัฐบาลได้ให้ไว้
  2. การตรวจสอบประเด็นที่สังคมยังคงตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความเป็นธรรม เช่น กรณีการฮั้ว สว. และประเด็นที่ดินเขากระโดงซึ่งยังคงเป็นข้อพิพาท
  3. การตรวจสอบนโยบายเฉพาะหน้าที่คาดว่ารัฐบาลชุดนี้จะให้ความสำคัญและผลักดันเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างโครงการคนละครึ่งที่มีข่าวออกมา รวมไปถึงการป้องกันไม่ให้มีการใช้งบประมาณจำนวน 69 บาท เพื่อสร้างคะแนนนิยมทางการเมือง
  4. การตรวจสอบความเหมาะสมของรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ละท่าน เช่น กรณีของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่เคยเป็นอดีตตำรวจในจังหวัดบุรีรัมย์ และมีความเกี่ยวข้องกับอดีตตำรวจท่านหนึ่งที่เป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งกำลังถูกตั้งคำถามในคดีฮั้ว สว. รวมถึงจุดยืนของรัฐมนตรีท่านนี้ต่อนโยบายกัญชา

พรรคประชาชน ชำแหละนโยบาย ครม.อนุทิน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคประชาชนไม่เห็นด้วยกับนิติสงคราม แต่เมื่อพิจารณารายชื่อ ครม. ชุดใหม่ กลับพบว่ามีบุคคลที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ และอาจมีการยื่นเรื่องให้องค์กรอิสระตรวจสอบคุณสมบัติ นายพริษฐ์ตอบว่า การใช้องค์กรอิสระในการตรวจสอบยังคงเป็นแนวทางเดิม คือหากมีการกระทำใดที่เป็นการทุจริต พรรคประชาชนมองว่าการทุจริตเป็นเรื่องที่มีนิยามชัดเจน และสามารถใช้มาตรการทางกฎหมายดำเนินการได้

อย่างไรก็ตาม จุดยืนที่พรรคประชาชนแตกต่างออกไปคือเรื่องมาตรฐานทางจริยธรรม เนื่องจากมองว่าเป็นเรื่องที่แต่ละฝ่ายอาจมีนิยามที่ไม่ตรงกัน และอาจนำไปสู่การใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ ซึ่งเป็นจุดยืนที่พรรคฯ ยึดมั่นมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลพรรคเพื่อไทย และจะเป็นจุดยืนเดิมที่ใช้ในการตรวจสอบทุกรัฐบาล ไม่ว่าหน้าตานายกรัฐมนตรีหรือ ครม. จะเป็นอย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนจะยังคงตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา

จับตา 4 หมวดหมู่หลักในการ ชำแหละนโยบาย ครม.อนุทิน

การตรวจสอบของพรรคประชาชนจะเน้นไปที่:

  • ความโปร่งใสในการดำเนินนโยบาย
  • การใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน
  • การป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ
  • ความเหมาะสมของบุคคลที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

การจัดตั้งทีมเพื่อชำแหละนโยบาย ครม.อนุทิน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น โดยมุ่งเน้นไปที่การรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน การป้องกันการทุจริต และการส่งเสริมธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศ

นี่คือการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าพรรคประชาชนจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่และพร้อมที่จะตรวจสอบทุกประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของประชาชน แม้ว่ารัฐบาลชุดนี้จะประกอบด้วยพรรคการเมืองที่หลากหลาย แต่พรรคประชาชนยืนยันว่าจะยึดมั่นในหลักการและมาตรฐานเดียวกันในการตรวจสอบทุกรัฐบาล

การตรวจสอบอย่างเข้มข้นนี้ ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะขัดขวางการทำงานของรัฐบาล แต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าทุกนโยบายและการดำเนินงานของรัฐบาลจะอยู่ภายใต้การตรวจสอบอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม พรรคประชาชนเชื่อว่าการตรวจสอบอย่างสร้างสรรค์จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

การตัดสินใจของพรรคประชาชนในการชำแหละนโยบาย ครม.อนุทิน ถือเป็นบทบาทสำคัญในการสร้างความสมดุลทางการเมือง และเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เพื่อให้มั่นใจว่ารัฐบาลจะบริหารประเทศโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

ที่มา – พรรคประชาชน จัดทีมชำแหละนโยบาย ครม.อนุทิน 4 หมวดหมู่

เพื่อไทย แซะ ครม.หนู มักเป็นเหยื่องู จริงหรือ?

“อนุสรณ์” ลั่นพรรคเพื่อไทย ขอทำหน้าที่ฝ่ายค้านเต็มที่ ยันจะไม่เป็นฝ่ายค้านตัดแต่งพันธุกรรม ลับลวงพราง ขณะที่ “พร้อมพงศ์” แซะ ครม.หนูมักเป็นเหยื่อของงู

วันที่ 6 กันยายน 2568 นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี สภาผู้แทนราษฎรเลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีว่า พรรคเพื่อไทยขอประกาศจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านแท้ๆ ที่ทรงพลัง เข้มแข็ง ไม่อ่อนข้อให้การใช้อำนาจรัฐที่ไม่ถูกต้องตามหลักประชาธิปไตยที่แท้จริงไม่อาจดำรงอยู่ได้ หากปราศจากฝ่ายค้านที่กล้าหาญ ไม่เกรงกลัว พรรคเพื่อไทยจะยืนหยัดในสภาเป็นด่านแรกและด่านสุดท้ายคานอำนาจ ตรวจสอบทุกการตัดสินใจ ปกป้องผลประโยชน์ประชาชนสุดกำลัง มิใช่เพียงการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน แต่คือการสู้เพื่อความจริง ความยุติธรรม จะจับจ้องทุกการใช้อำนาจรัฐที่บิดเบี้ยว ขอประกาศต่อรัฐบาลใหม่ว่า ทุกการกระทำที่ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ประชาชน พรรคเพื่อไทยจะติดตามคัดค้านบนพื้นฐานข้อมูล ข้อเท็จจริง ทำหน้าที่ตรงไปตรงมา ไม่ใช่ฝ่ายค้านตัดแต่งพันธุกรรม ลับลวงพราง พร้อมทำหน้าที่สมศักดิ์ศรี เพื่อประโยชน์ประเทศและประชาชน

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า คงได้แต่หวังว่า ครม.ชุดใหม่ที่ออกมา จะไม่ใช่การแบ่งเค้กสมประโยชน์กันเฉพาะกลุ่มการเมือง เกิดเสียงยี้ ขอให้เลือกคนมีความรู้ ความสามารถมาแก้ปัญหาให้ประชาชน โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง หนี้สิน รวมถึงปัญหาฮั้วสว. ที่ดินเขากระโดง ที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยวางบรรทัดฐานตรวจสอบทวงคืนความยุติธรรม คงไม่เงียบหายไป หลังเห็นท่าทีหน่วยงานรัฐบางแห่งเริ่มส่งสัญญาณแปลกๆ พรรคประชาชนที่เป็นฝ่ายค้านอย่าปล่อยปละละเลย พรรคภูมิใจไทยต้องทำให้ถูกต้อง ไม่ใช่ทำแบบขอไปที ไม่ช่วยพวกพ้อง กลั่นแกล้งใคร ไม่เอาเรื่องกัญชามาปัดฝุ่นอีก และอย่าปักธงล้มนโยบายพรรคเพื่อไทย ให้แยกแยะ ปีนี้นักษัตรงูเล็ก กำลังได้ครม.หนู1 มาแก้ปัญหา แต่ไหนแต่ไรหนูมักเป็นอาหารอันโอชะของงู ตลอดวาระรัฐบาลภูมิใจไทย อะไรที่สัญญาประชาคมทำให้ดี ไปพร้อมกับการเตรียมรับมือภาคการเมือง สังคม ประชาชน ที่จะร่วมกันตรวจสอบการทำงานรัฐบาล ทุกโครงการอย่างหนักหน่วงเข้มข้น

เพื่อไทย แซะ ครม.หนู มักเป็นเหยื่องู

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่ร้อนแรง พรรคเพื่อไทยได้ออกมาเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกมาวิพากษ์วิจารณ์คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งนำโดยพรรคภูมิใจไทย ประเด็นที่น่าสนใจคือการที่พรรคเพื่อไทยมองว่า ครม.หนู มักเป็นเหยื่องู ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบที่น่าสนใจและชวนให้ติดตาม

มุมมองของพรรคเพื่อไทยต่อ ครม.ชุดใหม่

พรรคเพื่อไทยแสดงความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพและความสามารถในการแก้ไขปัญหาของ ครม.ชุดใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชน นอกจากนี้ยังมีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความโปร่งใสในการทำงานและผลประโยชน์ทับซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ การที่พรรคเพื่อไทยออกมาแซะ ครม.หนู มักเป็นเหยื่องู สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ไว้วางใจและความมุ่งมั่นที่จะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น

นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังประกาศว่าจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ โดยจะไม่เป็นฝ่ายค้านที่ยอมอ่อนข้อให้กับการใช้อำนาจรัฐที่ไม่ถูกต้อง และจะยืนหยัดปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนอย่างสุดกำลัง การประกาศดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังรัฐบาลว่า พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะเป็นปากเสียงให้กับประชาชนและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา

การที่พรรคเพื่อไทยออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ครม.ชุดใหม่ ถือเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย แต่สิ่งที่น่าสนใจคือการใช้ถ้อยคำที่คมคายและเสียดสี เช่น การเปรียบเทียบ ครม.หนู มักเป็นเหยื่องู ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความไม่พอใจและต้องการกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น การติดตามการทำงานของรัฐบาลและการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบถือเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคน เพื่อให้มั่นใจว่าการบริหารประเทศเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม การวิพากษ์วิจารณ์ควรเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลข้อเท็จจริง เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง การกล่าวหาหรือใส่ร้ายป้ายสีโดยไม่มีหลักฐานย่อมไม่เป็นผลดีต่อสังคมโดยรวม

พรรคเพื่อไทยออกมาแซะ ครม.หนู มักเป็นเหยื่องู ทำให้เกิดคำถามว่ารัฐบาลจะสามารถบริหารประเทศได้อย่างราบรื่นหรือไม่ และจะสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน คงต้องติดตามดูกันต่อไป

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การจับตาดูการทำงานของรัฐบาลและการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบจึงเป็นสิ่งสำคัญ การที่พรรคเพื่อไทยออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในระบอบประชาธิปไตย

ดังนั้น เราทุกคนควรติดตามข่าวสารและสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด และมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหา เพื่อให้ประเทศของเราก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

สิ่งที่พรรคเพื่อไทยออกมาแสดงความคิดเห็นนั้น เป็นอีกหนึ่งมุมมองที่ประชาชนควรนำไปพิจารณาประกอบการตัดสินใจและติดตามการทำงานของรัฐบาลต่อไป ว่าจะสามารถนำพาประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้องและตอบสนองความต้องการของประชาชนได้หรือไม่

ที่มา – เพื่อไทย แซะ ครม.หนู มักเป็นเหยื่องู ยันพรรคจะไม่เป็นฝ่ายค้านตัดแต่งพันธุกรรม

อินโดฯ ไล่ออกตำรวจขับรถชนคนตาย เหตุประท้วง

กรณีอินโดนีเซียไล่ออกตำรวจขับรถชนคนตายที่กลายเป็นชนวนเหตุของการประท้วงครั้งใหญ่เมื่อสัปดาห์ก่อน ล่าสุดตำรวจที่เกี่ยวข้องถูกไล่ออกแล้ว

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 สำนักงานตำรวจแห่งชาติของอินโดนีเซียได้สั่งไล่ออก นายตำรวจ คอสมาส เค. กาอี ซึ่งเป็นผู้ที่ขับรถชน นายอัฟฟาน คูร์นีอาวาน คนขับจักรยานยนต์รับจ้างจนเสียชีวิต เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการประท้วงขยายวงกว้าง

นายทรูโนยูโด วิสนุ อันดิโก โฆษกตำรวจแห่งชาติอินโดนีเซีย กล่าวว่า การไล่ออกเจ้าหน้าที่คอสมาสเกิดขึ้นหลังจากการสอบสวนพบว่าเขามีความผิดจริง ฐานละเมิดจรรยาบรรณและปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อในช่วงที่มีการประท้วง เป็นเหตุให้นายอัฟฟานเสียชีวิต

สถานการณ์ก่อนหน้านี้ ประชาชนชาวอินโดนีเซียจำนวนมากได้ออกมาประท้วงเพื่อแสดงความไม่พอใจต่อความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ รวมถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ที่สมาชิกสภานิติบัญญัติได้รับ ความรุนแรงในการประท้วงทวีความรุนแรงมากขึ้นหลังจากมีภาพวิดีโอเผยแพร่เหตุการณ์รถตำรวจชนและทับนายอัฟฟานจนเสียชีวิตเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม

ถึงแม้สื่ออินโดนีเซียจะรายงานว่า นายคอสมาสเป็นผู้ที่อยู่ในรถตำรวจคันดังกล่าว แต่นายทรูโนยูโดไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับบทบาทของเขาในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

นายคอสมาสมีเวลา 3 วันในการยื่นอุทธรณ์คำสั่งไล่ออก โดยหลังจากการประกาศคำสั่ง เขากล่าวว่าเขาเพียงแต่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมและความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ และไม่ได้มีเจตนาที่จะทำให้ใครเสียชีวิต เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่าทราบข่าวการเสียชีวิตของนายอัฟฟานจากสื่อสังคมออนไลน์

ตำรวจอินโดนีเซียได้ทำการควบคุมตัวเจ้าหน้าที่อีก 6 คนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของอินโดนีเซียรายงานว่า การประท้วงทั่วประเทศในขณะนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 10 ราย ในขณะที่คณะกรรมการเยียวยาเหยื่อความรุนแรงและการหายตัวไป แจ้งว่ามีประชาชนอย่างน้อย 20 คนที่หายตัวไประหว่างการประท้วง

อินโดนีเซียไล่ออกตำรวจขับรถชนคนตาย

เหตุการณ์อินโดนีเซียไล่ออกตำรวจขับรถชนคนตายนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความไม่พอใจของประชาชนต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐและความเหลื่อมล้ำในสังคมอินโดนีเซีย

ผลกระทบจากเหตุการณ์ อินโดนีเซียไล่ออกตำรวจขับรถชนคนตาย

การตัดสินใจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการ อินโดนีเซียไล่ออกตำรวจขับรถชนคนตาย มีผลกระทบหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น

  • ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม
  • การควบคุมสถานการณ์การประท้วง
  • ภาพลักษณ์ของตำรวจอินโดนีเซีย

การจัดการกับสถานการณ์นี้อย่างโปร่งใสและเป็นธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

สถานการณ์ อินโดนีเซียไล่ออกตำรวจขับรถชนคนตาย แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดที่สะสมในสังคมอินโดนีเซีย การแก้ไขปัญหาความไม่เท่าเทียมและการสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต

การที่ประชาชนแสดงออกถึงความไม่พอใจผ่านการประท้วงเป็นสัญญาณที่รัฐบาลต้องรับฟังปัญหาและหาทางแก้ไขอย่างจริงจัง ความโปร่งใสและความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่รัฐเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและลดความขัดแย้งในสังคม

ตำรวจอินโดนีเซียเผชิญความท้าทายอย่างมากในการรักษาความสงบเรียบร้อยและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม การฝึกอบรมและการปลูกฝังจริยธรรมให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้พวกเขาสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมืออาชีพและเคารพสิทธิมนุษยชน

ที่มา – อินโดนีเซียไล่ออกตำรวจขับรถชนคนตาย หนึ่งในชนวนเหตุประท้วงใหญ่

Scroll to top