เสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล

จ่อสอบ! อดีต ผอ.สำนักพุทธ คดีอลงกต

“บิ๊กเต่า” เผยคดี “อลงกตการละคร” เตรียมประชุมทีมคลี่คลายคดี จ่อเรียกสอบ อดีต ผอ.สำนักพุทธ-ตลกดัง และนักแสดงเพิ่ม หลังพบเส้นเงินพัวพัน เชื่อมีความเสียหายสูงมาก อาจมีแบ่งผลประโยชน์กัน 70/30 หรือรูปแบบอื่น ๆ

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 2 กันยายน 2568 พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. เปิดเผยถึงความคืบหน้าคดีอดีตพระอลงกต ว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้รับการประสานจากสมาชิกวงดนตรีออร์เคสตราชื่อดัง เพื่อขอเข้าให้ข้อมูลและเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการเล่นดนตรีให้กับวัด โดยเฉพาะข้อมูลการโอนเงินจำนวน 400,000-500,000 บาทต่อครั้ง คาดว่าจะเป็นการโอนจากคนใกล้ชิดหลวงพ่อโดยตรง ไม่ได้ผ่านทางวัด

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ระบุว่า จากการพูดคุยเบื้องต้นพบว่าข้อมูลยังไม่ชัดเจน ต้องรอให้บุคคลที่เกี่ยวข้องนำเอกสารทางการเงิน เช่น สเตทเมนต์การโอนเงิน มาชี้แจงอย่างละเอียดภายในสัปดาห์นี้ เพื่อตรวจสอบว่าเป็นการเล่นดนตรีจริงหรือไม่ และมีการจ้างงานกันอย่างไร เชื่อว่าการกระทำเช่นนี้เกิดขึ้นมานานกว่า 10 ปีแล้ว

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ยังกล่าวอีกว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเตรียมออกหมายเรียกพยานบุคคลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งดารา นักแสดง ตลก และอดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงิน จะเรียกเข้าให้ปากคำในฐานะพยานเพื่อประกอบการพิจารณาคดี

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ย้ำว่าการตรวจสอบเส้นทางการเงินในคดีนี้ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่ามีความเสียหายสูงมาก เพราะเงินบริจาคบางส่วนไม่ได้เข้าวัดทั้งหมด แต่เข้าสู่บัญชีของบุคคลใกล้ชิดและประชาชนบางส่วนผ่านโครงการรับตู้บริจาค ซึ่งอาจจะมีการแบ่งผลประโยชน์กัน 70/30 หรือรูปแบบอื่น ๆ

ดังนั้น ในสัปดาห์นี้เจ้าหน้าที่ชุดคลี่คลายคดีจะมีการประชุมร่วมกันเพื่อวางแผนการบริหารจัดการคดีให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากเอกสารและข้อมูลมีจำนวนมหาศาล เพื่อป้องกันไม่ให้คดีล่าช้าไปกว่าเดิม

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ระบุว่า ในส่วนของอดีตพระอลงกต เจ้าหน้าที่ยังคงมีการทำงานกันอย่างต่อเนื่อง เพราะเอกสารมีจำนวนมาก แต่ไม่เป็นกังวลเนื่องจากทั้งตัวอดีตพระอลงกต และ หมอบี ไม่ได้รับการประกันตัวอยู่แล้ว แต่สำหรับกรณีอื่นๆ ที่จะมีการเปิดเผยใหม่ ตำรวจจะเร่งดำเนินการสืบสวนสอบสวนโดยเร็ว โดยเฉพาะกรณีการยืมเงินจากวัด ถ้าหากพิสูจน์ได้ว่าเป็นเงินของวัดจริง ผู้ให้ยืมเงินไปจะมีความผิดตามกฎหมาย ส่วนผู้ยืมจะต้องไปตรวจสอบเจตนาว่าตั้งใจที่จะยืมเงินวัดจริงหรือไม่ ถ้าหากตั้งใจยืมเงินวัดจริงจะมีความผิดเช่นกัน.

จ่อเรียกสอบ อดีต ผอ.สำนักพุทธ-ตลกดัง

ทำไมถึงต้องจ่อเรียกสอบ อดีต ผอ.สำนักพุทธ?

การจ่อเรียกสอบ อดีต ผอ.สำนักพุทธ-ตลกดัง ในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากการพบเส้นทางการเงินที่พัวพันกับคดีอลงกต ซึ่งเป็นคดีที่ได้รับความสนใจจากสังคมเป็นอย่างมาก การตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างละเอียดถี่ถ้วนจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้เกิดความกระจ่างและนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย

นอกจากอดีต ผอ.สำนักพุทธ และตลกดังแล้ว ยังมีดารา นักแสดง และบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินดังกล่าว ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำการเรียกสอบเพื่อรวบรวมข้อมูลและพยานหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อประกอบการพิจารณาคดี

ความสำคัญของการตรวจสอบเส้นทางการเงิน

  • เพื่อค้นหาความจริงและนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ
  • เพื่อป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงการศาสนา
  • เพื่อสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือให้กับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
  • เพื่อปกป้องเงินบริจาคของประชาชนที่ตั้งใจทำบุญ

คดีนี้ยังคงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด เพราะมีรายละเอียดและข้อมูลที่ต้องทำการตรวจสอบอีกมากมาย การจ่อเรียกสอบ อดีต ผอ.สำนักพุทธ-ตลกดัง เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการสืบสวนสอบสวน เพื่อค้นหาความจริงและนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ

การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งดำเนินการสืบสวนสอบสวนอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และแสดงให้เห็นว่ากฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์และสามารถลงโทษผู้กระทำผิดได้

ที่มา – จ่อเรียกสอบ อดีต ผอ.สำนักพุทธ-ตลกดัง เส้นเงินพัวพันคดีอลงกต เชื่อมีแบ่ง 70/30

“ทิดจอร์จ” ไม่เครียด นอนคุกคืนแรก “หมอบี” เครียดเล็กน้อยจริงหรือ?

จากกรณีที่เป็นข่าวใหญ่โต เกี่ยวกับการจับกุมอดีตพระอลงกต หรือที่รู้จักกันในนาม “ทิดจอร์จ” และหมอดูชื่อดัง “หมอบี” ในข้อหายักยอกเงินบริจาค ทำให้หลายคนจับตามองว่าชีวิตในเรือนจำวันแรกของทั้งคู่จะเป็นอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า “ทิดจอร์จ” ไม่เครียด นอนคุกคืนแรก “หมอบี” เครียดเล็กน้อย นั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่

นางกนกวรรณ จิ๋วเชื้อพันธุ์ รองโฆษกกรมราชทัณฑ์ ได้ออกมาเปิดเผยถึงสภาพความเป็นอยู่ของทั้งสองคนในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร โดยระบุว่า “ทิดจอร์จ” อดีตหลวงพ่ออลงกต ไม่ได้แสดงอาการเครียดให้เห็นมากนัก สามารถเดินได้เอง ไม่ต้องใช้รถเข็น ในขณะที่ “หมอบี” มีความเครียดเล็กน้อย แต่ยังคงพูดคุยได้ปกติ ไม่ได้ซึมเศร้าหรือแยกตัวแต่อย่างใด

“ทิดจอร์จ” ไม่เครียด นอนคุกคืนแรก “หมอบี” เครียดเล็กน้อย

ในส่วนของสุขภาพร่างกาย ทั้งสองคนแจ้งว่ามีโรคประจำตัวและมียาที่ต้องรับประทาน ซึ่งทางเรือนจำอนุญาตให้ใช้ยาได้ และจะมีการตรวจสุขภาพโดยแพทย์ประจำเรือนจำอีกครั้งในวันที่ 28 สิงหาคม โดยจะมีการนำประวัติการรักษามาร่วมพิจารณาด้วย

สำหรับอาหารมื้อแรกในเรือนจำของทั้งสองคน เป็นเมนูแกงเผ็ดไก่ ปลาราดพริก และข้าวสวย ซึ่งทั้งคู่สามารถรับประทานได้ตามปกติ แสดงให้เห็นว่าแม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก แต่ทั้งสองก็ยังคงดูแลตัวเองได้

ทางเรือนจำได้แนะนำการปฏิบัติตัวสำหรับผู้ต้องขังใหม่ให้กับทั้งสองคน ซึ่งทั้งคู่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี หลังจากนั้นได้นำตัวไปแยกกักโรคเป็นเวลา 5 วัน เมื่อครบกำหนด จะมีการประชุมคณะทำงานเพื่อจำแนกลักษณะผู้ต้องขัง และพิจารณาแดนขังที่เหมาะสมต่อไป โดยเบื้องต้นคาดว่าจะไม่ได้นำตัวทั้งสองคนไปขังรวมกัน

ความเป็นอยู่ของ “ทิดจอร์จ” และ “หมอบี” ในเรือนจำ

เรื่องของการเยี่ยม ทางเรือนจำอนุญาตให้ทนายความสามารถเข้าเยี่ยมได้ตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม ส่วนญาติสามารถเข้าเยี่ยมได้หลังจากการกักโรคครบ 5 วัน ในวันที่ 2 กันยายน สำหรับมาตรการด้านความปลอดภัยและการควบคุมดูแลผู้ต้องขัง จะเป็นไปตามมาตรฐานสากลและหลักสิทธิมนุษยชน

โดยรวมแล้ว ทั้ง “ทิดจอร์จ” และ “หมอบี” อยู่ในระหว่างการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ในเรือนจำ และสามารถนอนหลับได้ตามปกติ สำหรับอาหาร 3 มื้อในวันที่ 28 สิงหาคม ประกอบด้วย:

  • มื้อเช้า: แกงจืดวุ้นเส้นและไข่เจียวใส่ผัก
  • มื้อกลางวัน: ข้าวต้มเครื่องใส่หมูและผลไม้
  • มื้อเย็น: แกงกะหรี่ไก่ใส่ผักและผัดผักใส่ไก่

เรื่องราวของ “ทิดจอร์จ” ไม่เครียด นอนคุกคืนแรก “หมอบี” เครียดเล็กน้อย ยังคงเป็นที่สนใจของสังคม และหลายคนยังคงติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือการให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และเคารพกระบวนการยุติธรรม

สรุป “ทิดจอร์จ” กับ “หมอบี” ในเรือนจำ

ถึงแม้ว่าข้อมูลเบื้องต้นจะบ่งชี้ว่า “ทิดจอร์จ” ปรับตัวได้ดีกว่า “หมอบี” ในการใช้ชีวิตในเรือนจำวันแรก แต่ก็ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปอะไรในตอนนี้ การใช้ชีวิตในเรือนจำเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับทุกคน และต้องใช้เวลาในการปรับตัว การสนับสนุนและกำลังใจจากคนรอบข้างจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – “ทิดจอร์จ” ไม่เครียด นอนคุกคืนแรก “หมอบี” เครียดเล็กน้อย แต่กินข้าวได้ปกติ

“หมอบี” บริหารรักไม่ดี ทำขัดแย้ง “อลงกตการละคร”

คดีอดีตพระอลงกต หรือ ทิดจอร์จ ยังคงเป็นที่จับตา ล่าสุด พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผบช.ก. ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าของคดี พร้อมทั้งให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “หมอบี” และความสัมพันธ์ภายในวัดพระบาทน้ำพุ

“หมอบี” บริหารรักไม่ดี ทำขัดแย้ง “อลงกตการละคร” จริงหรือ?

จากกรณีที่ “บิ๊กเต่า” พบเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงไปยังคนใกล้ชิดของ “ทิดอลงกต” ประมาณ 30 คน ความขัดแย้งภายในเริ่มปะทุขึ้นเมื่อหนึ่งในหญิงคนสนิทของ “หมอบี” พบว่ามีการเขียนหนังสือระบุว่าทั้ง 4 คนเป็นพี่น้องกัน เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ ประเด็นนี้ทำให้เกิดคำถามว่าในวันที่ตำรวจเข้าจับกุม นักร้องสาวชื่อดังอยู่ในบ้านด้วยหรือไม่

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า หลักฐานที่ยึดมาได้มีจำนวนมาก ทั้งเงินสดหลายล้านบาท ปืน เอกสาร สังหาริมทรัพย์ และที่ดิน ซึ่งอยู่ระหว่างการคัดแยกและตรวจสอบอย่างละเอียด

เกี่ยวกับประเด็นคนใกล้ชิดของหมอบีที่ออกมาแฉ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เผยว่า พบคนใกล้ชิดหมอบีทั้งหมด 3 คน และคนใกล้ชิดห่างๆ อีก 1 คน โดยทั้งหมดอยู่ในบ้านในวันที่เข้าตรวจค้น ส่วนเลขาของหมอบีก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำถึงนักร้องสาวชื่อดัง รองผบช.ก. ตอบว่า “เห็นแว้บๆ” ทำให้เกิดความสงสัยในความสัมพันธ์ของคนกลุ่มนี้

เมื่อถามถึงระยะเวลาที่ทั้ง 3 คนอาศัยอยู่ที่บ้านสีดำกับหมอบี พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เลี่ยงที่จะตอบโดยตรง แต่กล่าวว่า หมอบีมีความสามารถในการสะกดจิตใจให้ทุกคนเชื่อได้ โดยการเขียนหนังสือว่าทุกคนเป็นพี่น้องกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อน หมอบีเป็นคนที่มีความสามารถในการโน้มน้าวใจคน

ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ ความขัดแย้งภายในบ้านเกิดจากการปันความรักไม่เท่ากัน หรือการบริหารงานของหมอบีไม่ดีเท่าที่ควร พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวติดตลกว่า อยากจะไปเรียนรู้การบริหารของหมอบีบ้าง แต่คิดว่าตนเองอาจจะไม่มีความสามารถพอ

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการจ้างคอนเสิร์ตโดยดารานักร้อง และการนำเงินบริจาคไปใช้ ซึ่งอดีตพระอลงกตได้บ่นถึงเรื่องนี้ว่า กลุ่มนักร้องที่มาแสดงดนตรีโกงค่าใช้จ่ายที่ตกลงกันไว้

เกี่ยวกับการโอนชื่อบ้านดำของหมอบีไปยังบุคคลอื่น พบว่า หมอบีได้โอนไปให้อดีตพระอลงกตก่อนที่จะมีเรื่องกัน นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลการเดินบัญชีที่แสดงให้เห็นว่ามีการนำเงินไปซื้อกระเป๋าแบรนด์เนม

ส่วนกระแสข่าวเรื่องพินัยกรรมที่ระบุว่า หากอดีตพระอลงกตเสียชีวิต บ้านหลังดังกล่าวจะกลับมาเป็นชื่อของหมอบี ตำรวจยังไม่พบข้อมูลดังกล่าว

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ย้ำว่า ตำรวจมีนโยบายที่จะนำทรัพย์สินของคนที่บริจาคและมีผู้อื่นเป็นผู้ครอบครอง คืนให้กับวัด หากไม่คืนจะถือว่ามีเจตนานำทรัพย์สินของวัดไปเป็นของตนเอง

ในส่วนของโรงเรียนและใจฟ้าอคาเดมี รัฐบาลได้เข้าไปดูแลแล้ว อดีตพระอลงกตมีความห่วงใยเพียงแค่เรื่องผู้ป่วย HIV ที่พักรักษาตัวอยู่ในวัด ซึ่งกองปราบได้ประสานกระทรวงสาธารณสุขเข้าไปดูแลแล้ว

ประเด็นเรื่องภรรยาและลูกของอดีตพระอลงกตยังคงเป็นข้อสงสัยที่ต้องตรวจสอบต่อไป โดยได้เก็บดีเอ็นเอของอดีตพระอลงกตเพื่อตรวจสอบแล้ว

เส้นทางการเงินที่ซับซ้อน และ “อลงกตการละคร

การตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่า มีเงินหมุนเวียนในเรื่องการเบิกถอน และมีผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการประมาณ 30 คน ซึ่งเป็นคนที่ทำงานใกล้ชิดกับอดีตพระอลงกต เชื่อว่าเงินน่าจะผ่านบัญชีวัดหลายพันล้านบาท เรื่องนี้ ปปง. ได้ตรวจสอบในเบื้องต้นแล้ว และจะมีการขยายผลต่อไป โดยผู้ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเส้นเงินเหล่านี้จะถูกดำเนินคดีในข้อหาฟอกเงิน

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ การที่อดีตพระอลงกตสามารถเดินได้สะดวกระหว่างถูกจับกุม ซึ่งแตกต่างจากภาพลักษณ์ที่นั่งวีลแชร์เป็นประจำ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า อาจจะเป็น “อลงกตการละคร” เพื่อตบตาประชาชนและได้รับเงินบริจาค

เรื่องราวของ “หมอบี” และอดีตพระอลงกตยังคงมีเงื่อนงำอีกมากมายที่ต้องติดตามกันต่อไป การบริหารจัดการภายในวัด การใช้จ่ายเงินบริจาค และความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน ล้วนเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ

สิ่งที่เกิดขึ้นกับอดีตพระอลงกตและคนใกล้ชิด สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบการทำงานขององค์กรการกุศล และความโปร่งใสในการใช้จ่ายเงินบริจาค เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นอีก

คดีความต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับอดีตพระอลงกต และ “หมอบี” สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหา และความจำเป็นในการตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และเพื่อให้สังคมได้รับรู้ความจริงที่เกิดขึ้น การออกมาแฉเรื่องราว “หมอบี” บริหารรักไม่ดี ทำขัดแย้ง “อลงกตการละคร” นี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการสงฆ์และการบริจาค

ที่มา – “หมอบี” บริหารรักไม่ดี ทำขัดแย้ง “อลงกตการละคร” นั่งวีลแชร์ตบตาเพื่อเงินบริจาค

ทิดจอร์จ หมอบี นอนคุก ศาลไม่ให้ประกันตัว

ความคืบหน้าล่าสุดของคดีดังที่หลายคนให้ความสนใจ ตำรวจกองปราบฯ ได้ยื่นฝากขัง “ทิดจอร์จ” และ “หมอบี” ต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ โดย “หมอบี” ได้ยื่นขอประกันตัว แต่ศาลยกคำร้องเนื่องจากคดีนี้มีอัตราโทษสูง และเกรงว่าจะหลบหนี ก่อนที่จะคุมตัวทั้งสองเข้าคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

ทิดจอร์จ หมอบี นอนคุกพิเศษกรุงเทพฯ ศาลไม่ให้ประกันตัว เหตุอัตราโทษสูง กลัวหลบหนี

สำหรับกรณีของ “อดีตพระอลงกต” หรือ “ทิดจอร์จ” และ “หมอบี” แห่งวัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 เวลา 11.00 น. ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง พนักงานสอบสวน กก.5 บก.ป. ได้ยื่นคำร้องขอฝากขังครั้งแรก โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • พระราชวิสุทธิประชานาถ หรือนายอลงกต พูลมุข (ทิดจอร์จ) ผู้ต้องหาที่ 1 ถูกตั้งข้อหา: เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยินยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต, ฟอกเงิน และสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน
  • นายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล (หมอบี) ผู้ต้องหาที่ 2 ถูกตั้งข้อหา: เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่รักษาทรัพย์ใดฯ, เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ, ฟอกเงิน และสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้อนุญาตให้ฝากขังทั้งสองเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 27 ส.ค. – 7 ก.ย. นี้

ในส่วนของการยื่นขอประกันตัว ผู้ต้องหาที่ 1 (ทิดจอร์จ) ไม่ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวในชั้นนี้

ส่วนผู้ต้องหาที่ 2 (หมอบี) ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว แต่ศาลพิจารณาแล้วมีคำสั่งไม่อนุญาต โดยให้เหตุผลว่าเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง มูลค่าทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดมีมูลค่าสูง พนักงานสอบสวนคัดค้านการขอปล่อยตัวชั่วคราว เกรงว่าจะหลบหนีและยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หากได้รับการปล่อยชั่วคราว เกรงว่าจะหลบหนี ยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน และเป็นอุปสรรคต่อการสอบสวน จึงให้ยกคำร้อง

ทำไมศาลถึงไม่ให้ประกันตัว ทิดจอร์จ หมอบี?

เหตุผลหลักที่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว “หมอบี” คือเรื่องของอัตราโทษที่สูง และความกังวลว่าผู้ต้องหาอาจหลบหนี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาคดีอาญา

หลังจากศาลมีคำสั่งดังกล่าว เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้คุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ต่อไป

คดีของ ทิดจอร์จ หมอบี ถือเป็นคดีที่ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับบุคคลที่มีชื่อเสียง และมีประเด็นที่น่าติดตามในเรื่องของการทุจริตและการฟอกเงิน การที่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวแสดงให้เห็นถึงความ seriousness ของคดีนี้ ที่ต้องดำเนินการสอบสวนอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

การที่ ทิดจอร์จ หมอบี นอนคุกพิเศษกรุงเทพฯ ศาลไม่ให้ประกันตัว เหตุอัตราโทษสูง กลัวหลบหนี เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา – ทิดจอร์จ หมอบี นอนคุกพิเศษกรุงเทพฯ ศาลไม่ให้ประกันตัว เหตุอัตราโทษสูง กลัวหลบหนี

อดีตพระอลงกตปฏิเสธ! ทุจริต-ยักยอกเงินวัดพระบาทน้ำพุ

ตำรวจกองปราบคุมตัวอดีตพระอลงกตและหมอบีเข้าห้องคุมขัง หลังสอบปากคำนานกว่า 24 ชั่วโมง เตรียมนำตัวส่งฝากขังต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง โดยมีความเห็นคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากมีพฤติกรรมหลบหนีและกลัวว่าจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน

ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อเวลา 03:00 น. วันที่ 27 สิงหาคม 2568 ที่ บช.ก. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามนำตัวอดีตพระอลงกตและนายเสกสันน์ หรือหมอบีเข้าห้องคุมขังที่อาคารศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง หลังถูกควบคุมตัวตามหมายจับตั้งแต่เมื่อกลางดึกและเช้ามืดวานนี้

โดยขณะตำรวจควบคุมตัวเข้าห้องคุมขัง ผู้ต้องหาทั้งสองปฏิเสธที่จะตอบคำถามกับสื่อมวลชนในประเด็นต่าง ๆ ที่เป็นข้อสงสัย โดยอดีตพระอลงกตยิ้มตอบรับกับสื่อมวลชน แต่จากการสังเกต ผู้ต้องหาทั้งสองมีอาการอ่อนเพลียหลังจากถูกสอบปากคำนานกว่า 24 ชั่วโมง

พนักงานสอบสวนให้ข้อมูลว่า การสอบปากคำเบื้องต้นอดีตพระอลงกตยังให้การเป็นประโยชน์ต่อตัวเอง และปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา เช่นเดียวกับนายเสกสันน์ได้ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาเช่นกัน โดยอ้างว่ามีหลักฐานมาหักล้างการกระทำความผิดจากบัญชีที่เปิดรับบริจาค

ภายหลังการสอบปากคำ พนักงานสอบสวนมีความเห็นค้านการประกันตัวในชั้นสอบสวน เนื่องจากผู้ต้องหามีพฤติกรรมหลบหนีและกลัวว่าจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานอื่น ๆ ซึ่งการสอบสวนถือว่าเป็นการสิ้นสุดแล้ว ก่อนนำตัวส่งฝากขังต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลางภายในวันนี้

อดีตพระอลงกต หมอบี ปฏิเสธทุกข้อหา ทุจริต-ยักยอก-ฟอกเงินบริจาควัดพระบาทน้ำพุ

คดีของอดีตพระอลงกตและหมอบีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต ยักยอก และฟอกเงินบริจาคของวัดพระบาทน้ำพุยังคงเป็นที่สนใจของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าอดีตพระอลงกต หมอบี ปฏิเสธทุกข้อหา

อดีตพระอลงกต หมอบี ปฏิเสธทุกข้อหา ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต ยักยอก และฟอกเงินบริจาควัดพระบาทน้ำพุ ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงความจริงเบื้องหลังเรื่องนี้

อดีตพระอลงกต หมอบี ปฏิเสธทุกข้อหา จริงหรือ?

การที่อดีตพระอลงกตและหมอบีปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น ยังมีขั้นตอนอีกมากมายที่ต้องดำเนินการต่อไป ทั้งการรวบรวมพยานหลักฐาน การสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติม และการพิจารณาคดีในชั้นศาล เพื่อให้ความจริงปรากฏและนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย

เรื่องราวของอดีตพระอลงกตและหมอบีถือเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญเกี่ยวกับความโปร่งใสและความรับผิดชอบในการจัดการเงินบริจาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินบริจาคที่มาจากศรัทธาของประชาชน การตรวจสอบและติดตามการใช้จ่ายเงินบริจาคอย่างเข้มงวดจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันการทุจริตและสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริจาคว่าเงินของพวกเขาจะถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง

การที่ อดีตพระอลงกต หมอบี ปฏิเสธทุกข้อหา ทำให้คดีนี้มีความซับซ้อนและต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – อดีตพระอลงกต หมอบี ปฏิเสธทุกข้อหา ทุจริต-ยักยอก-ฟอกเงินบริจาควัดพระบาทน้ำพุ

ทนาย “หมอบี” เตรียมหลักฐานสู้คดีแล้ว

“ทนายความ” เผยตำรวจเรียกญาติ “หมอบี” สอบปากคำขยายผลเพิ่ม พร้อมเตรียมหลักฐานสู้คดี ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ

เมื่อเวลา 20.02 น. วันที่ 26 ส.ค. 2568 นายกสานติ์ ปัญญาชัยรักษา ทนายความของนายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือ หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีทุจริตเงินบริจาควัดพระบาทน้ำพุ เปิดเผยหลังตำรวจนำตัวนายเสกสันน์มาสอบปากคำหลังผ่านไปแล้วกว่า 10 ชั่วโมง ว่า ตนเองยังไม่ได้พูดคุยกับนายเสกสันน์เลย กำลังรออยู่เหมือนกัน เพราะยังไม่ได้เจอนายเสกสันน์ เนื่องจากยังติดกระบวนการการสอบปากคำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงยังไม่เข้าสู่ขั้นตอนการยื่นขอประกันตัว

ส่วนจะถูกแจ้งข้อหาอะไรบ้างนั้น ตนก็ยังไม่ทราบ เพราะยังไม่ได้คุยกัน รวมถึงแนวทางการสู้คดีก็ว่าไปตามกระบวนการของศาล และตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่ทางทีมงานได้เตรียมหลักฐานสู้คดี ซึ่งยังไม่ได้นำหลักฐานมา

เมื่อสอบถามว่า เหมือนตอนแรกจะไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ แต่เหตุใดถึงกลับให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในภายหลัง ทนายความตอบเพียงว่า ตอนนี้ยังไม่ทราบเลย เพราะยังไม่ได้คุยกัน ส่วนการสอบปากคำญาติของนายเสกสันน์ ทางเจ้าหน้าที่ได้มีการสอบปากคำไปบางคน แต่ไม่ทราบว่าใครถูกเรียกสอบปากคำบ้าง ส่วนเรื่องประกันตัวก็แล้วแต่ความเห็นของพนักงานสอบสวน

จากนั้น เวลา 20.40 น. ดร.ยุทธนา มาสำราญ ทีมทนายความของอดีตพระอลงกต ได้เดินทางกลับหลังจากการสอบปากคำอดีตพระอลงกตเสร็จสิ้น พร้อมเผยว่า อดีตพระอลงกตมีความสบายใจ ส่วนการต่อสู้ทางคดีต้องรอการสอบสวนให้แล้วเสร็จ โดยตำรวจยังไม่ให้ญาติเข้าพบ แนวทางการสู้คดีต้องรอการสอบสวนอีกคนหนึ่งให้แล้วเสร็จ ส่วนเรื่องเส้นเงินต่างๆ คิดว่าทางอดีตหลวงพ่อสามารถชี้แจงได้.

ทนาย “หมอบี” เตรียมหลักฐานสู้คดีแล้ว

คดีของหมอบี ทูตสื่อวิญญาณ ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคมอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ถูกจับกุมในข้อหาทุจริตเงินบริจาควัดพระบาทน้ำพุ ล่าสุดทนายความของหมอบีได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าของคดี โดยระบุว่าทางทีมทนายความได้เตรียมหลักฐานเพื่อสู้คดีแล้ว และทุกอย่างจะเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม

ความคืบหน้าล่าสุดของการเตรียมหลักฐานสู้คดีของทนาย “หมอบี”

ถึงแม้ว่ารายละเอียดของหลักฐานที่ทนายความเตรียมไว้นั้นยังไม่ถูกเปิดเผย แต่ก็เป็นที่คาดการณ์ว่าจะเป็นข้อมูลที่สามารถหักล้างข้อกล่าวหาต่างๆ ที่หมอบีได้รับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการใช้เงินบริจาคผิดวัตถุประสงค์ หรือข้อหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ ทนายความยังกล่าวอีกว่ากำลังรอพูดคุยกับหมอบีเพื่อวางแนวทางการต่อสู้คดีอย่างละเอียด

การที่ทนายความออกมาให้ข้อมูลเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในการต่อสู้คดี และความเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของลูกความ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องการสอบปากคำญาติของหมอบีก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจ เพราะอาจมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการสู้คดี อย่างไรก็ตาม ทนายความยังไม่สามารถให้รายละเอียดได้ในขณะนี้ เนื่องจากอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

เรื่องนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่าผลสรุปของคดีจะเป็นอย่างไร และหลักฐานที่ทนายความเตรียมไว้นั้นจะสามารถช่วยให้หมอบีพ้นจากข้อกล่าวหาได้หรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ กระบวนการยุติธรรมจะต้องดำเนินไปอย่างโปร่งใส และเป็นธรรม

ในฐานะประชาชน เราควรติดตามข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณ และรอฟังข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย เพื่อให้การตัดสินใจของเราตั้งอยู่บนข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน

คดีนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูล และความรับผิดชอบในการใช้เงินบริจาค เพื่อให้เงินทุกบาททุกสตางค์ถูกนำไปใช้อย่างถูกต้องและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่สังคม

ที่มา – ทนาย “หมอบี” เตรียมหลักฐานสู้คดีแล้ว บอกทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ

ทิดอลงกต! ผันเงินบริจาคหลักพันล้าน ซื้อที่ดิน?

“บิ๊กเต่า” เผยพฤติการณ์ทิดอลงกต ใช้เงินบริจาคมหาศาลไม่ทัน จึงนำไปซื้อที่ดิน ทำสนามฟุตบอล ลงทุนในรูปของบริษัท ยอดหลักพันล้าน ยอมเผยข้อมูลส่วนตัว แต่ขอไปเทียบหลักฐานเพื่อให้ได้ความชัดเจนก่อน

วันที่ 26 ส.ค. 68 พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผย ภายหลังเข้าร่วมสอบปากคำ “หลวงพ่ออลงกต” อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ก่อนที่ “หลวงพ่ออลงกต” จะยินยอมลาสิกขา เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา

โดยพลตำรวจตรีจรูญเกียรติ เปิดเผยว่า วันนี้ตำรวจได้เข้าตรวจค้น 17 จุด และขณะนี้ก็ยังไม่เสร็จสิ้น อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารต่าง ๆ เมื่อมีความชัดเจนว่ามีความเกี่ยวข้องเกี่ยวโยงกับบุคคลใดอย่างไร ก็จะมีการแถลงข่าวในภายหลัง

แต่เบื้องต้น “อดีตพระอลงกต” ให้ความร่วมมือในหลายเรื่องที่ตำรวจตั้งข้อสงสัย ตำรวจก็ได้พูดถึงความดีที่ท่านสร้างมา และอธิบายว่าเมื่อได้เงินเข้ามาจำนวนมหาศาล และได้กระทำในสิ่งที่ผิด ท่านแยกระหว่างพระธรรมวินัยกับเรื่องกฎหมายบ้านเมืองได้ แยกได้ว่าสิ่งที่ทำบางสิ่งก็มีประโยชน์กับประชาชน บางสิ่งก็ผิดกฎหมายบ้านเมืองก็ยอมรับโดยดี ยินดีเข้าสู่กระบวนการ ยอมลาสิกขาโดยไม่มีการถูกบังคับขู่เข็ญ

ทั้งนี้ ก่อนการสึก ได้เทศน์ให้ประชาชน และพระให้การปฏิบัติตน หรือใช้ชีวิตด้วย ซึ่งตำรวจก็จะเผยแพร่คลิปดังกล่าวต่อไป

ส่วนพฤติการณ์ในการกระทำความผิดนั้น เป็นการที่มีก้อนเงินเข้ามามากมาย และนำไปใช้จ่ายอย่างอื่นไม่ทัน จึงได้นำไปซื้อที่ดิน ทำสนามฟุตบอล ลงทุนในรูปของบริษัท ที่มีทั้งทำกำไร และขาดทุน ซึ่งน่าจะมียอดหลักพันล้านขึ้นไป เมื่อเงินบริจาคเยอะไป ใช้ไม่ทัน ก็ทำให้พระเกิดกิเลส

ส่วนเรื่องไทม์ไลน์ของอดีตพระอลงกต ประเด็นบัตรประชาชนต่าง ๆ ตำรวจขอตรวจสอบเอกสารต่าง ๆ ตั้งแต่เกิดจนถึงปัจจุบันให้ละเอียดก่อน โดยช่วงเวลาที่ประวัติของ “อดีตพระอลงกต” หายไปนั้น ท่านให้ข้อมูลมาแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ต้องไปเปรียบเทียบกับเอกสารพยานหลักฐานต่าง ๆ ก่อนเพื่อให้ได้ความชัดเจน และจะต้องมีการสอบปากคำ “อดีตพระอลงกต” รวมถึงญาติพี่น้อง ผู้ที่เกี่ยวข้องก่อน ซึ่งถ้าปลอมใบสุทธิก็เป็นความผิดทางอาญา

ส่วน “หมอบี” ยังให้การอยู่ แต่ไม่ค่อยเป็นประโยชน์สักเท่าไร

ด้าน พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผู้บังคับการปราบปราม เปิดเผยว่า ตำรวจกองบังคับการปราบปรามจะดำเนินคดีหมอบีเป็นหลัก เรื่องบัญชีใจฟ้า 300 ล้านบาท ที่มีวัตถุประสงค์บริจาคให้วัดพระบาทน้ำพุ แต่ถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์

เบื้องต้นมีการปิดบัญชีแล้ว และเปลี่ยนกลับไปเป็นบัญชีวัดแล้ว หลังจากนี้ตำรวจก็จะขยายผลบุคคลที่เกี่ยวข้องบ้าง ขยายผลทรัพย์สินของบุคคลใกล้ชิดที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ก็จะแจ้ง ปปง. ยึดอายัดทรัพย์ต่อ

อย่างไรก็ตามปัญหาของคดีนี้คือโอนเงินออกจากบัญชีมาเป็นเงินสด การใช้จ่ายต่างๆ จะเป็นเงินสดทั้งหมด ทำให้การตรวจสอบธุรกรรมการเงินต้องใช้เวลา

ส่วนหลังสอบปากคำเสร็จจะให้ประกันตัวหรือไม่นั้น ยังต้องพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง แต่ยืนยันว่าตำรวจได้เฝ้าติดตามและพบพฤติการณ์ที่อาจจะหลบหนี จึงต้องเข้าจับกุมตามหมายจับ

ขณะที่นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการ ปปท. บอกว่า ตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการจนถึงวันนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบเส้นทางการเงิน เบื้องต้นที่พอจะกล่าวได้มีเข้าไปเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์เกี่ยวกับบุคคลรายบุคคล ยอดจำนวนเงินต้องใช้คำว่า “มหาศาล” ไม่ใช่หลัก 10 ล้านบาทหรือ 100 ล้านบาท แต่เป็นหลักมหาศาล ซึ่งในชั้นนี้ขอให้ทางเจ้าหน้าที่ และ ปปง. ได้ร่วมกันปฏิบัติดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้เป็นที่ยุติก่อน 

เช่นเดียวกับทาง ป.ป.ช. จะดำเนินการในส่วนที่จะตรวจสอบข้อเท็จจริง ค้นหาความจริงที่ประชาชนสงสัยว่าเงินบริจาคได้ใช้ในทางที่ถูกต้องหรือไม่ หากเห็นว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ก็คงจะต้องมีการส่งให้ ป.ป.ช. ดำเนินการต่อไป

เผยพฤติการณ์ “ทิดอลงกต” ผันเงินบริจาคหลักพันล้าน ซื้อที่ดิน-ลงทุน

จากกรณีข่าวการลาสิกขาของอดีตพระอลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ และการถูกกล่าวหาเรื่องการใช้เงินบริจาคผิดวัตถุประสงค์ ทำให้เกิดคำถามมากมายในสังคมถึงความโปร่งใสในการจัดการเงินบริจาคของวัด วันนี้เราจะมาเจาะลึกถึงพฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหา รวมถึงประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้

ข้อกล่าวหาสำคัญ: ผันเงินบริจาคหลักพันล้านซื้อที่ดิน

ประเด็นหลักที่ถูกกล่าวหาคือ การที่อดีตพระอลงกต นำเงินบริจาคจำนวนมหาศาลไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ โดยมีการนำเงินไปซื้อที่ดิน ลงทุนในธุรกิจต่างๆ รวมถึงการทำสนามฟุตบอล ซึ่งการกระทำดังกล่าวขัดต่อเจตนารมณ์ของผู้บริจาคที่ต้องการให้เงินเหล่านั้นถูกนำไปช่วยเหลือผู้ป่วย HIV/AIDS และเด็กกำพร้าที่อยู่ในความดูแลของวัดพระบาทน้ำพุ

เรื่องราวของ “ทิดอลงกต” และประเด็นการเผยพฤติการณ์ “ทิดอลงกต” ผันเงินบริจาคหลักพันล้าน ซื้อที่ดิน-ลงทุน ได้กลายเป็นที่สนใจของสังคมอย่างกว้างขวาง ทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงจริยธรรมและความโปร่งใสในการบริหารจัดการเงินบริจาคขององค์กรการกุศลต่างๆ

การเผยพฤติการณ์ “ทิดอลงกต” ผันเงินบริจาคหลักพันล้าน ซื้อที่ดิน-ลงทุน ยังนำไปสู่การตรวจสอบเส้นทางการเงิน และทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการขยายผลไปยังบุคคลที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิด

การดำเนินการทางกฎหมายกับอดีตพระอลงกต และผู้ที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญในการรักษากฎหมาย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการบริจาคเงินเพื่อการกุศล

ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการบริจาค

กรณีนี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในการบริจาคเงินให้กับองค์กรการกุศลต่างๆ หลายคนเริ่มตั้งคำถามถึงความโปร่งใส และประสิทธิภาพในการจัดการเงินบริจาค ทำให้เกิดความลังเลในการบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการไม่เหมารวมว่าองค์กรการกุศลทุกแห่งจะมีการบริหารจัดการที่ไม่โปร่งใส ยังมีองค์กรอีกมากมายที่ทำงานอย่างซื่อสัตย์ และมุ่งมั่นในการช่วยเหลือสังคมอย่างแท้จริง การตรวจสอบ และกำกับดูแลองค์กรการกุศลอย่างเข้มงวด จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และส่งเสริมให้เกิดการบริจาคอย่างยั่งยืนต่อไป

การเผยพฤติการณ์ “ทิดอลงกต” ผันเงินบริจาคหลักพันล้าน ซื้อที่ดิน-ลงทุน เป็นอุทาหรณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบ และกำกับดูแลองค์กรการกุศลอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการทุจริต และสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริจาคว่าเงินของพวกเขาจะถูกนำไปใช้อย่างถูกต้อง และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง

สิ่งที่เกิดขึ้นกับอดีตพระอลงกตนั้นเป็นเรื่องที่น่าเสียใจและเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับทุกฝ่าย การเรียนรู้จากความผิดพลาดและความไม่โปร่งใสจะช่วยให้เราสร้างระบบการจัดการเงินบริจาคที่ดีขึ้นโปร่งใสขึ้นและสามารถช่วยเหลือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – เผยพฤติการณ์ “ทิดอลงกต” ผันเงินบริจาคหลักพันล้าน ซื้อที่ดิน-ลงทุน

“ทนายหมอบี” เตรียมประกันตัวด้วยหลักทรัพย์ 6 หลัก

“ทนายหมอบี” ยืนยันไม่กังวล พร้อมเตรียมข้อมูล การชี้แจง และพยานหลักฐานไว้เพื่อต่อสู้ตามกระบวนการ เตรียมหลักทรัพย์ 6 หลัก ยื่นประกันตัว เชื่ออุปสรรคจะทำให้เห็นเพชรแท้

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 26 ส.ค. 68 ที่กองบังคับการปราบปราม นายกสานติ์ ปัญญาชัยรักษา ทนายความของนายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือ “หมอบี” ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนก่อนเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อเยี่ยมลูกความ โดยระบุว่า เชื่อมั่นในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างถูกต้อง และสัมผัสได้ว่ามีการให้สิทธิ์ผู้ต้องหาตามกระบวนการอย่างเต็มที่ตามที่ควรจะได้รับ

เมื่อถามถึงการเตรียมพร้อมของหมอบีต่อการถูกจับกุมในครั้งนี้ ทนายกสานติ์เผยว่า เป็นขั้นตอนที่ต้องมาถึงในสักวันหนึ่ง และได้มีการเตรียมข้อมูล คำชี้แจง และพยานหลักฐานไว้เพื่อสนับสนุนอยู่แล้ว ขณะนี้หมอบีไม่ได้มีความกังวลเป็นพิเศษ และต่อสู้คดีไปตามกระบวนการรูปคดี

ในด้านหลักฐาน ทนายยืนยันว่ามีการให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่มาโดยตลอด ตั้งแต่ขั้นตอนการสืบสวนจนถึงปัจจุบัน และในวันนี้ได้นำหลักฐานทางทรัพย์สินมามอบให้ตำรวจเพิ่มเติม เพื่อพิสูจน์ที่มาของทรัพย์สินว่ามีแหล่งที่มาอย่างไร พร้อมย้ำว่าพยานเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้ส่งมอบให้ครบถ้วนแล้ว

สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างหมอบีกับหลวงพ่ออลงกตนั้น ทนายเปิดเผยว่า ทั้งคู่เป็นศิษย์-อาจารย์ หมอบีเข้ามาร่วมงานกับหลวงพ่อด้วยความศรัทธา และหลวงพ่อก็ชักชวนให้ทำหน้าที่เป็นสะพานบุญ ซึ่งจะปรากฏในสื่อสังคมอยู่แล้ว

ส่วนหลายเหตุการณ์ที่เจออยู่ ณ ขณะนี้ เป็นเหมือนบททดสอบว่าหมอบีเป็นเพชรแท้หรือไม่ พิสูจน์ต่อความดีสิ่งที่ตัวเองทำ ความชัดเจนอย่างเดียวตอนนี้คือหมอบีถูกจับกุมแล้ว เบื้องต้นได้เตรียมหลักทรัพย์มาประมาณ 6 หลักเพื่อเตรียมประกันตัว

นอกจากนี้ นายกสานติ์ยังยอมรับว่า เมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา หมอบีได้ปิดบัญชีกสิกรไทยที่มียอดเงินคงเหลือประมาณ 1.5 ล้านบาท แต่ไม่ทราบแน่ชัดว่ายอดเงินดังกล่าวถูกโอนหรือส่งมอบไปยังวัดหรือไม่ และจำเป็นต้องตรวจสอบรายละเอียดก่อน ส่วนกรณีที่หลวงพ่ออลงกตระบุว่าหมอบียังค้างเงินบริจาคจำนวน 5 ล้านบาทนั้น ตนเข้าใจว่าอาจเป็นความคลาดเคลื่อนจากเอกสารที่ทับซ้อนกัน ส่วนจะจริงหรือไม่นั้นตนไม่ขอพูด

“ทนายหมอบี” เตรียมหลักทรัพย์ 6 หลัก ขอประกันตัว เชื่ออุปสรรคทำให้เห็นเพชรแท้

จากกรณีที่นายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือ “หมอบี” ถูกจับกุม ทนายความส่วนตัวได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมในการต่อสู้คดี โดยมีการเตรียมหลักทรัพย์จำนวน 6 หลักเพื่อขอประกันตัวลูกความ สิ่งที่น่าสนใจคือความเชื่อมั่นที่ว่าอุปสรรคครั้งนี้จะเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นถึงคุณงามความดีที่ “หมอบี” ได้ทำมา

ประเด็นสำคัญที่ทนาย “ทนายหมอบี” ได้กล่าวถึง

  • ความไม่กังวลและความพร้อมในการให้ข้อมูลและพยานหลักฐานต่อเจ้าหน้าที่
  • ความร่วมมือในการพิสูจน์ที่มาของทรัพย์สิน
  • ความสัมพันธ์ระหว่าง “หมอบี” กับหลวงพ่ออลงกตในฐานะศิษย์อาจารย์
  • การเตรียมหลักทรัพย์ 6 หลักเพื่อขอประกันตัว

ทนายกสานติ์ยังได้กล่าวถึงประเด็นเรื่องการปิดบัญชีธนาคารและการค้างเงินบริจาค โดยยอมรับว่ามีการปิดบัญชีจริง แต่ยังไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการโอนเงินไปยังวัด ส่วนเรื่องเงินบริจาคที่ค้างจ่ายนั้น อาจเป็นความคลาดเคลื่อนของเอกสาร ซึ่งต้องตรวจสอบให้ชัดเจนต่อไป

คดีของ “หมอบี” ได้รับความสนใจจากสังคมเป็นอย่างมาก หลายคนจับตาดูว่ากระบวนการยุติธรรมจะเป็นไปในทิศทางใด และสุดท้ายแล้วความจริงจะปรากฏออกมาอย่างไร การที่ “ทนายหมอบี” เตรียมหลักทรัพย์ 6 หลัก ขอประกันตัว เชื่ออุปสรรคทำให้เห็นเพชรแท้ นั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของลูกความ

การเตรียมหลักทรัพย์ 6 หลักเพื่อขอประกันตัว “ทนายหมอบี” แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะให้ลูกความได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว เพื่อออกมาต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ การต่อสู้คดีหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร และผลลัพธ์จะออกมาในรูปแบบใด คงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ในขณะที่ “ทนายหมอบี” เตรียมหลักทรัพย์ 6 หลัก ขอประกันตัว เชื่ออุปสรรคทำให้เห็นเพชรแท้ สังคมก็ยังคงตั้งคำถามและรอคอยความกระจ่างในทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ ความโปร่งใสและความยุติธรรมในการดำเนินคดีจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

การที่ทนายความออกมาให้ข้อมูลอย่างเปิดเผยเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในพยานหลักฐานและความบริสุทธิ์ของลูกความ อย่างไรก็ตาม การต่อสู้ในชั้นศาลยังคงเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม และทุกฝ่ายต้องเคารพการตัดสินของศาล

ที่มา – “ทนายหมอบี” เตรียมหลักทรัพย์ 6 หลัก ขอประกันตัว เชื่ออุปสรรคทำให้เห็นเพชรแท้

ค้น 5 จุดวัดพระบาทน้ำพุ หาหลักฐานการเงิน

เจ้าหน้าที่สนธิกำลังเข้าตรวจค้น 5 จุด “วัดพระบาทน้ำพุ” เน้นจุดสำคัญคือกุฏิของ “หลวงพ่ออลงกต” เพื่อหาหลักฐานทางการเงิน หลังจากการบุกจับ “พระอลงกต” รักษาการเจ้าอาวาสยอมรับว่ากังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ เพราะยังมีผู้ป่วยที่อยู่ในความดูแลของวัด

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่ตำรวจป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), ตำรวจกองบังคับการปราบปราม, เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.), เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.), และเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบวัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี ภายหลังการเข้าควบคุมตัวหลวงพ่ออลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัด ในช่วงกลางดึกที่ผ่านมา ภายในสนามกีฬาฟุตบอลใจฟ้าอคาเดมี่

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการอ่านหมายค้นจำนวน 5 จุดภายในวัด ซึ่งพระครูสุวัฒน์กิตติสาร รักษาการเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ เป็นผู้รับหมายค้น เพื่อทำการตรวจค้นเอกสารบัญชีรายรับรายจ่าย และเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางการเงินของวัด รวมถึงการตรวจสอบและค้นหาข้อมูลในเครื่องมือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดของวัด เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานประกอบการสอบสวน

ตรวจค้น 5 จุด วัดพระบาทน้ำพุ หาหลักฐานการเงิน

อุปสรรคในการตรวจค้น 5 จุด “วัดพระบาทน้ำพุ” คือเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าไปภายในกุฏิของหลวงพ่ออลงกตได้ เนื่องจากประตูทางเข้าออกต้องใช้รหัสผ่าน ซึ่งทั้งผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่ภายในวัดไม่มีใครทราบรหัสผ่านดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ภายหลังเจ้าหน้าที่วัดได้แสดงตัวและนำกุญแจมาเปิดให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าไปตรวจค้นภายในได้

พระครูสุวัฒน์กิตติสารกล่าวว่า ก่อนหน้านี้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับวัดพระบาทน้ำพุ แต่จากการตรวจสอบภายในไม่พบความผิดปกติเกี่ยวกับการเปิดรับบริจาคและการใช้จ่ายเงินของวัด แต่เมื่อศาลได้ออกหมายจับ และตำรวจมีหมายค้น แสดงว่าต้องมีหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งขอให้เป็นหน้าที่ของตำรวจในการดำเนินการต่อไป

พระครูสุวัฒน์กิตติสารกล่าวเพิ่มเติมว่า เพิ่งเข้ารับตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาสได้ไม่นาน ทำให้ยังไม่ทราบข้อมูลรายละเอียดต่างๆ ภายในวัดมากนัก แต่ยอมรับว่ามีความกังวลเกี่ยวกับผู้ป่วยที่อาศัยอยู่ภายในวัด เนื่องจากเงินของวัดเหลือน้อยลง และผู้คนไม่บริจาคเงินให้กับวัดเหมือนในอดีต ซึ่งจากงบประมาณที่มี คาดว่าจะสามารถดูแลผู้ป่วยไปได้อีกระยะหนึ่ง พร้อมทั้งกล่าวว่า ทางวัดไม่สามารถปฏิเสธการช่วยเหลือผู้ป่วยในอนาคตได้ เพราะวัดเป็นที่พึ่ง หากมีใครมาขอความช่วยเหลือก็ต้องให้การดูแล ส่วนเรื่องมูลนิธิของวัดนั้น จะมีการหารือร่วมกับคณะกรรมการชุดใหม่อีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

สำหรับการตรวจค้น 5 จุด “วัดพระบาทน้ำพุ” ในครั้งนี้ ประกอบด้วย:

  • กุฏิเจ้าอาวาส
  • จุดรับบริจาค
  • มูลนิธิธรรมรักษ์
  • สำนักงานโครงการเมตตาธรรม
  • บริษัทใจฟ้า

ทำไมต้องตรวจค้น 5 จุด “วัดพระบาทน้ำพุ”?

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ยืนยันว่า เมื่อคืนนี้ เวลา 02.00 น. ชุดสืบสวนได้เข้าจับกุมหลวงพ่ออลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ภายในอาคารสนามกีฬาฟุตบอลใจฟ้าฯ เดิมชุดสืบสวนจะเข้าจับกุม 08.00 น.วันนี้ แต่หลวงพ่ออลงกตมีพฤติการณ์พยายามจะหลบหนี ชุดสืบสวนจึงเข้าแสดงตัวจับกุม ซึ่งจากการตรวจค้นภายในรถก็พบเงินสดหลักแสนที่กระจายอยู่ตามกระเป๋าต่างๆ ซึ่งในขณะนี้กำลังสอบปากคำและขยายผลต่อไปว่า เงินสดที่พวกนั้นกำลังจะนำไปทำอะไร เบื้องต้นยังให้การปฏิเสธ ซึ่งขณะนี้ชุดสืบสวนได้คุมตัวหลวงพ่ออลงกตไปสอบสวนเพิ่มเติมที่สอบสวนกลาง

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ระบุว่า คดีนี้นอกจากหลวงพ่อแล้ว ยังมีหลักฐานอีกหลายประเด็นที่ต้องดำเนินการต่อ โดยเฉพาะบุคคลใกล้ชิด ที่อาจเข้าข่ายในการกระทำความผิดกฎหมายด้วย

สถานการณ์ที่วัดพระบาทน้ำพุยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบต่อผู้ป่วยที่อยู่ในความดูแลของวัด การตรวจค้น 5 จุด “วัดพระบาทน้ำพุ” ครั้งนี้ หวังว่าจะนำไปสู่ความกระจ่างและความโปร่งใสในการบริหารจัดการวัดต่อไป

ที่มา – ตรวจค้น 5 จุด “วัดพระบาทน้ำพุ” หาหลักฐานการเงิน หลังบุกจับ “พระอลงกต”

Scroll to top