เสถียรภาพทางการเมือง

“วีระยุทธ” กังวลไทยเข้าสู่สภาวะนำเข้าทดแทนผลิต ชี้ไทยช่วยไทยพลัส นโยบายไม่ครอบคลุม

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจไทยในช่วงนี้กันบ้างแล้วนะครับ ล่าสุด นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาฉายภาพที่น่ากังวลว่า ขณะนี้ไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่เรียกว่า “วีระยุทธ” กังวลไทยเข้าสู่สภาวะนำเข้าทดแทนผลิต ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ภาคการผลิตบ้านเราต้องเร่งปรับตัวอย่างหนักในยุคที่สินค้าต่างชาติทะลักเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

วิเคราะห์วิกฤต “วีระยุทธ” กังวลไทยเข้าสู่สภาวะนำเข้าทดแทนผลิต

จากการเสวนา “โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลก” คุณวีระยุทธชี้ให้เห็นว่า ในอดีตไทยเคยใช้ยุทธศาสตร์ผลิตสินค้าเพื่อทดแทนการนำเข้าจนส่งออกได้สำเร็จ แต่ปัจจุบันโมเดลดังกล่าวกลับตาลปัตร เมื่อตัวเลขการบริโภคที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมในประเทศขยายตัวตาม แต่กลับไปกระตุ้นให้เกิดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมากขึ้นแทน ทำให้เกิดสภาวะที่ “วีระยุทธ” กังวลไทยเข้าสู่สภาวะนำเข้าทดแทนผลิต ซึ่งหากรัฐบาลไม่รีบวางนโยบายอุตสาหกรรมที่ชัดเจนและยั่งยืน เราอาจสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันไปอย่างถาวร

ปัญหาเชิงโครงสร้างและนโยบายไทยช่วยไทยพลัส

นอกจากประเด็นภาคการผลิตแล้ว คุณวีระยุทธยังได้สะท้อนมุมมองต่อโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่มองว่ายังขาดความรอบคอบและไม่ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายจริงๆ เช่น การปิดกั้นผู้ประกอบการรายเล็กที่เป็นนิติบุคคลบางกลุ่มไม่ให้เข้าร่วมโครงการ เพียงเพราะรายได้เกินเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ทั้งที่จริงๆ แล้วกลุ่มเหล่านี้คือฟันเฟืองสำคัญที่กำลังประสบปัญหาต้นทุนพลังงานพุ่งสูงขึ้น

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น มีประเด็นที่รัฐบาลควรทบทวน ดังนี้:

  • การยกเครื่องบัญชีนวัตกรรม: ปัจจุบันบัญชีนวัตกรรมถูกบิดเบือนโดยสินค้าที่ไม่ใช่นวัตกรรมจริง แต่เพียงแค่เพิ่มลูกเล่นเล็กน้อยเพื่อหวังประโยชน์จากการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
  • การสนับสนุนอุตสาหกรรมเดิม: ไม่ควรทิ้งอุตสาหกรรมที่ยังสร้างงานจำนวนมาก เช่น ยานยนต์สันดาป ในขณะที่กำลังส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่
  • ความชัดเจนของนโยบาย: ทุกนโยบายต้องผ่านการวิเคราะห์เชิงลึกว่าส่งผลกระทบต่อใครบ้าง เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างเหมือนกรณีโครงการไทยช่วยไทยพลัส

ในมุมมองของคุณวีระยุทธ การสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การอัดฉีดเงินเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถ “ผลิตเพื่อสู้” กับสินค้าต่างชาติได้จริง หากเรายังคงปล่อยให้สภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นโดยไม่มีมาตรการรองรับ เศรษฐกิจไทยคงอยู่ในภาวะที่ยากลำบากต่อไปในระยะยาว รัฐบาลจำเป็นต้องรับฟังเสียงสะท้อนจากทุกภาคส่วนเพื่อปรับทิศทางให้ทันต่อโลกที่หมุนไปไวครับ

ที่มา – “วีระยุทธ” กังวลไทยเข้าสู่สภาวะนำเข้าทดแทนผลิต ชี้ไทยช่วยไทยพลัส นโยบายไม่ครอบคลุม

“อนุทิน” โยนไฟแนนเชียลไทมส์จัดไทย “คนป่วยเอเชีย”

ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์อย่างเป็นกันเองเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะประเด็นร้อนที่สื่อดังระดับโลกอย่างไฟแนนเชียลไทมส์ (Financial Times) วิเคราะห์ว่าไทยกลายเป็น “คนป่วยเอเชีย” ซึ่งนายอนุทินได้ชี้แจงชัดเจนว่า “อนุทิน โยนไฟแนนเชียลไทมส์จัดไทยเป็น “คนป่วยเอเชีย” เพราะเป็นการประเมินจากรัฐบาลชุดที่แล้วเท่านั้น รัฐบาลใหม่พร้อมพิสูจน์ศักยภาพและความมั่นคงทางการคลัง

“อนุทิน” โยนไฟแนนเชียลไทมส์จัดไทยเป็น “คนป่วยเอเชีย”

คำวิเคราะห์จากไฟแนนเชียลไทมส์ที่เรียกไทยว่า “คนป่วยเอเชีย” (Sick Man of Asia) สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในสังคมไทย คำนี้เคยใช้เรียกจักรวรรดิออตโตมันในอดีตที่อ่อนแอลง แต่ปัจจุบันถูกนำมาเปรียบเทียบกับเศรษฐกิจที่เติบโตช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านในเอเชีย นายอนุทินยืนยันว่าการประเมินดังกล่าวอิงข้อมูลจากรัฐบาลชุดก่อน ซึ่งเผชิญปัญหาการเมืองไม่แน่นอนและนโยบายที่อาจขาดวินัย แต่หลังการเลือกตั้งใหม่ สื่อต่างชาตินับไม่ถ้วนเริ่มมองไทยในแง่บวกมากขึ้น

รัฐบาลชุดปัจจุบันมีนโยบายที่ชัดเจน เน้นประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่ประชานิยมไร้สาระ โดยเฉพาะการรักษาวินัยการเงินการคลังให้เข้มแข็ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติ นายอนุทินยกตัวอย่างการทำงานของนายเอกนิติ นิติทัณฑประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่จัดการงบประมาณอย่างโปร่งใส ไม่นำไปใช้แบบสุรุ่ยสุร่าย แต่เลือกคืนหนี้ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แทน สิ่งนี้ทำให้บริษัทจัดอันดับเครดิตเห็นว่าไทยยังน่าเชื่อถือ อันดับเศรษฐกิจไม่ร่วงต่ำลง

“อนุทิน” โยนไฟแนนเชียลไทมส์จัดไทยเป็น “คนป่วยเอเชีย” ชี้รัฐบาลใหม่มั่นใจ

นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจที่จะประกาศ จะประกอบด้วยบุคคลที่มีความสามารถ ซึ่งจะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ไทยในสายตานานาชาติ ผู้สื่อข่าวถามถึงปัจจัยทางการเมืองที่อาจไม่นิ่ง นายอนุทินตอบอย่างมั่นใจว่า “นั่นเป็นอดีตแล้ว” ผลการเลือกตั้งล่าสุดสะท้อนเสถียรภาพทางการเมือง ไม่มีขั้วอำนาจขัดแย้งรุนแรง วาทกรรมหาเสียงยังมีบ้างแต่ไม่ลุกลาม ทุกอย่างอยู่ในร่องรอย ทำให้รัฐบาลมีความเข้มแข็ง สามารถผลักดันนโยบายเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ลองมาดูประเด็นสำคัญที่รัฐบาลใหม่กำลังดำเนินการ:

  • รักษาวินัยการคลัง: จัดสรรงบประมาณอย่างมีวินัย คืนหนี้ ลดภาระดอกเบี้ย
  • สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน: แสดงผลงานทันทีหลังเข้ารับตำแหน่ง
  • เสถียรภาพการเมือง: ลดความขัดแย้ง เน้นสามัคคีเพื่อพัฒนาประเทศ
  • นโยบายเศรษฐกิจส่วนรวม: ช่วยเหลือประชาชนทุกกลุ่ม ไม่เลือกประเภท

การที่ “อนุทิน โยนไฟแนนเชียลไทมส์จัดไทยเป็น “คนป่วยเอเชีย”” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของผู้นำไทยในการโต้แย้งข้อเท็จจริงและนำเสนอข้อเท็จจริงใหม่ๆ เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังฟื้นตัวจากโควิด-19 GDP เติบโตต่อเนื่อง อัตราเงินเฟ้อควบคุมได้ การท่องเที่ยวกลับมาคึกคัก และการส่งออกยังแข็งแกร่ง แม้จะมีแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก แต่ไทยมีจุดแข็งเรื่องอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และการท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม ยังมีโจทย์ท้าทาย เช่น หนี้สาธารณะที่สูงขึ้น และการแข่งขันจากเวียดนาม อินโดนีเซีย รัฐบาลจึงต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้าง เช่น พัฒนาดิจิทัลอีโคโนมี สร้างงานคุณภาพสูง และดึงดูด FDI (การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ) ด้วยกฎหมายที่เป็นมิตร

ในมุมมองของผู้เขียน รัฐบาลชุดนี้มีโอกาสสูงที่จะพลิกภาพลักษณ์ไทยจาก “คนป่วย” สู่ “ยักษ์ใหญ่เอเชีย” หากยึดมั่นวินัยและความโปร่งใส นักลงทุนจะมั่นใจมากขึ้น สุดท้ายแล้ว เศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน คุณล่ะคิดเห็นอย่างไร? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลถึงมือคนอื่นๆ กันเถอะ!

ที่มา – “อนุทิน” โยนไฟแนนเชียลไทมส์จัดไทยเป็น “คนป่วยเอเชีย” เพราะประเมินจากรัฐบาลชุดที่แล้ว

นายกฯ เปรย บีบยุบสภาเร็ว เท่ากับสั่งประหารแก้ไขรัฐธรรมนูญ

“อนุทิน” ลั่น ยุบสภาไม่เกิน ม.ค. 69 เตือนนายกฯ เปรยบีบใหยุบสภาเร็ว เท่ากับสั่งประหารแก้ไขรัฐธรรมนูญล้ม ชี้เป็นการไม่ให้เกียรติพรรคประชาชนที่หนุนนั่งนายกฯ

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Dinner Talk หัวข้อ “THAILAND THE NEXT 4 YEAR” โดยให้ความเห็นถึงทิศทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศว่า เสถียรภาพทางการเมืองคือความมั่นคงทางเศรษฐกิจยืนยันว่าปีหน้าจะมีการเลือกตั้งแน่นอน โดยจะยุบสภาไม่เกินวันที่ 31 มกราคม อย่างไรก็ตามมีหลายคนต้องการให้นายกฯ เปรยบีบใหยุบสภาเร็ว เท่ากับสั่งประหารแก้ไขรัฐธรรมนูญกว่านั้น ซึ่งหากรถคันนี้ไปต่อไม่ได้ก็พร้อมคืนอำนาจให้ประชาชน แต่หากยุบสภาก่อนกำหนดหลายอย่างจะทำไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ตนพยายามจะทำให้เพราะพรรคประชาชนอุตส่าห์ยอมให้ตนเป็นนายกฯ ก็เพราะอยากแก้รัฐธรรมนูญ

นายอนุทินกล่าวต่อว่า หากเดินหน้าตามแผนได้ประเทศไทยจะได้โครงสร้างประชาธิปไตยที่เป็นมาตรฐาน ซึ่งจะช่วยยุติการโต้เถียงว่ารัฐธรรมนูญมาจากรัฐประหาร หากไม่ยุบสภาก่อนจะมีการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 3 และตั้งกรรมาธิการเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญต่อไป แต่ถ้ายุบเร็วกว่านั้นเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญจะไม่มีอีก จนกว่าจะมีกลไกให้รัฐธรรมนูญแบบนี้สิ้นสุดไป ซึ่งไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ดี

นายกฯ เปรยบีบใหยุบสภาเร็ว เท่ากับสั่งประหารแก้ไขรัฐธรรมนูญ

จากคำกล่าวของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจในการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่พรรคประชาชนให้ความสำคัญและเป็นเหตุผลหลักที่สนับสนุนให้นายอนุทินดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี การที่นายกฯ ออกมาเตือนถึงผลกระทบของการยุบสภาที่เร็วกว่ากำหนด จึงเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความพยายามที่จะรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนและพรรคการเมือง

ทำไมนายกฯ จึงมองว่าการยุบสภาเร็วคือการสั่งประหารแก้ไขรัฐธรรมนูญ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและการพิจารณาอย่างรอบคอบ หากมีการยุบสภาก่อนที่จะมีการพิจารณาในวาระ 3 และการตั้งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กระบวนการทั้งหมดจะต้องเริ่มต้นใหม่ ซึ่งอาจทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญล่าช้าออกไป หรืออาจจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลยในรัฐบาลชุดต่อไป เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองและลำดับความสำคัญของนโยบายอาจเปลี่ยนแปลงไป

นอกจากนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญยังเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งถูกมองว่ามีที่มาจากการรัฐประหาร การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นความพยายามที่จะสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย การที่ต้องเริ่มต้นกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งหมด จึงอาจถูกมองว่าเป็นการทำลายโอกาสที่จะสร้างประชาธิปไตยที่ยั่งยืนในประเทศไทย

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเต็มไปด้วยความท้าทาย การตัดสินใจทางการเมืองที่สำคัญจะต้องพิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว การที่นายกฯ เปรยบีบใหยุบสภาเร็ว เท่ากับสั่งประหารแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นการแสดงความกังวลถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับกระบวนการสร้างประชาธิปไตยที่ยั่งยืนในประเทศไทย

ถึงเเม้ว่าการยุบสภาจะเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี เเต่จากคำกล่าวของนายอนุทินก็พอจะคาดการ์ณได้ว่าการตัดสินใจดังกล่าวยังคงต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายๆ ด้าน เเละผลกระทบที่จะตามมา ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือ เสถียรภาพทางการเมืองในอนาคต

ที่มา – นายกฯ เปรยบีบใหยุบสภาเร็ว เท่ากับสั่งประหารแก้ไขรัฐธรรมนูญ

“ทวี” ยัน ประชาชาติอยู่กับเพื่อไทย ชี้ทางออกการเมืองยุบสภา

“ทวี สอดส่อง” ยืนยันพรรคประชาชาติอยู่กับเพื่อไทย ชี้ทางออกการเมือง “ยุบสภา” คืนอำนาจให้ประชาชน ไม่เห็นด้วยเสียงข้างน้อยรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล ผิดหลักประชาธิปไตย โผล่พบ “ชัยเกษม” ที่บ้านพัก

วันที่ 2 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงการจัดตั้งรัฐบาล ว่า เนื่องจากพรรคเราเป็นพรรคเล็ก จึงยืนยันว่าจะอยู่กับพรรคใหญ่พรรคเดิม คือพรรคเพื่อไทย เป็นหลักในการรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวถามต่อ มั่นใจหรือไม่ว่าพรรคเพื่อไทยจะรวบรวมเสียงในการจัดตั้งรัฐบาลได้ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ภาพที่ออกมาก็ดูเหมือนว่าเสถียรภาพไม่ค่อยดีนักในทุกพรรค ดังนั้นทางที่ดีที่สุดของประชาชนคือการยุบสภา ถ้าจะมีรัฐบาลใหม่จะต้องเป็นรัฐบาลที่มีนโยบายเดียว คือการยุบสภาคืนอำนาจให้กับประชาชน ขณะเดียวกัน เราเป็นห่วงการเลือกตั้งแม้จะมีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพราะการเลือกตั้งต้องมีความบริสุทธิ์ยุติธรรมด้วย

ส่วนคำถามว่ามีโอกาสเป็นไปได้มากแค่ไหนระหว่างการยุบสภากับการเป็นฝ่ายค้าน พ.ต.อ.ทวี ตอบว่า วันนี้พรรคเพื่อไทยยืนยันว่าสามารถที่จะรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่ก็ต้องดูเพราะวันนี้มีกติกาที่บอกว่าพรรคการเมืองเสียงข้างน้อยก็สามารถรวบรวมเสียงตั้งรัฐบาลได้ ซึ่งถือว่าผิดหลักประชาธิปไตย เราต้องหาทางออกให้ได้ อย่าให้ใครมาครอบงำหรือมีอิทธิพล เพราะประชาชนไม่ควรถูกข่มขู่ ดังนั้น สิ่งที่เป็นไปได้คือการคืนอำนาจให้กับประชาชน

ในประเด็นคำถามตอนนี้อยู่ที่พรรคประชาชน ถ้ารวมเสียงไม่ได้ทางเลือกคือการยุบสภาใช่หรือไม่ พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า ต้องดูพรรคเพื่อไทย ส่วนเราพร้อมสนับสนุนพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งในความเห็นส่วนตัวเราสนับสนุนพรรคใหญ่ เพราะระบอบประชาธิปไตยใช้ระบอบเสียงข้างมาก ถ้าพรรคนั้นขอเป็นรัฐบาลเราก็พร้อมสนับสนุน แต่ถ้าพรรคเสียงข้างน้อยไปรวบรวมเสียงมาเพื่อเป็นรัฐบาลถือว่าไม่เป็นไปตามหลักประชาธิปไตย นี่คือความเห็นส่วนตัว

ทางด้านคำถามว่าได้ทำใจในการเป็นพรรคฝ่ายค้านหรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาลก็มีเกียรติ พรรคประชาชาติไม่สามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ ก็ต้องดูว่าพรรคไหนมีอุดมการณ์ตรงกับพรรคเรา

สำหรับที่ตอนนี้ยังมีข้อถกเถียงกันอยู่ว่า รักษาการนายกรัฐมนตรีสามารถยุบสภาได้หรือไม่ พ.ต.อ.ทวี เผยว่า เรื่องนี้มีข้อยุติอยู่แล้ว เนื่องจากกฎหมายเขียนว่ารัฐสภา รัฐบาล ศาล องค์กรอิสระ ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายและหลักนิติธรรม อะไรที่เป็นความเห็นเกินกว่ารัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุด ซึ่งรัฐธรรมนูญเขียนว่าไม่ได้มีข้อห้าม

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าภายหลังการกระชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ พ.ต.อ.ทวี เดินทางไปพบกับ นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย โดยนำกระเช้าผลไม้ไปมอบให้ที่บ้านพัก.

พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง ย้ำถึงความสำคัญของการยุบสภาเพื่อคืนอำนาจให้กับประชาชน และแสดงความเห็นถึงหลักการประชาธิปไตยที่ควรจะเป็น โดยการตัดสินใจทางการเมืองครั้งนี้ ส่งผลต่ออนาคตของประเทศชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“ทวี” ยัน ประชาชาติอยู่กับเพื่อไทย ชี้ทางออกการเมืองยุบสภา

สถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบันมีความซับซ้อน การยุบสภาจึงเป็นทางออกหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณา

ทางออกการเมือง: ยุบสภา

พรรคประชาชาติให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจทางการเมือง และการยุบสภาถือเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงเจตจำนงผ่านการเลือกตั้งใหม่

การตัดสินใจทางการเมืองครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย เราในฐานะประชาชน ควรติดตามข่าวสารและสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ที่มา – “ทวี” ยัน ประชาชาติอยู่กับเพื่อไทย ชี้ทางออกการเมืองยุบสภา ก่อนไปพบ “ชัยเกษม”

Scroll to top