เสียงข้างมากในสภา

“โสภณ” รับมติพรรคชิงประธานสภา พ่วง “มัลลิกา”

“โสภณ” รับ มติพรรคเสนอชื่อชิงประธานสภาผู้แทนราษฎร พ่วง “มัลลิกา” นั่งรองประธานสภาฯคนที่ 1 เป็นข่าวใหญ่ในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ เมื่อพรรคภูมิใจไทยมีมติชัดเจนในการผลักดันนายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรีและ ส.ส.บุรีรัมย์ ให้ลงชิงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมเสนอนางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รมช.คมนาคมและ ส.ส.ลพบุรี เป็นรองประธานสภาฯ คนที่ 1 ข่าวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสวิจารณ์เรื่องบุรีรัมย์อาจครองอำนาจสองสภา

“โสภณ” รับ มติพรรคเสนอชื่อชิงประธานสภาผู้แทนราษฎร พ่วง “มัลลิกา” นั่งรองประธานสภาฯคนที่ 1

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2567 เวลา 13.35 น. ที่สำนักงานพรรคภูมิใจไทย นายโสภณได้ออกมาเปิดเผยหลังการประชุมพรรค โดยยืนยันว่ามติพรรคได้เสนอชื่ออย่างเป็นทางการแล้ว การเลือกตั้งจะมีขึ้นในวันที่ 15 มีนาคม 2567 หลังพิธีเปิดประชุมสภาสมัยแรกเสร็จสิ้น นายโสภณย้ำว่า ผลจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับเสียงข้างมากในสภา แต่ตัวเขาเองพร้อมเต็มที่ 100%

“โสภณ” รับ มติพรรคเสนอชื่อชิงประธานสภาผู้แทนราษฎร พ่วง “มัลลิกา” นั่งรองประธานสภาฯคนที่ 1 เหตุผลคือความเหมาะสม

เหตุผลหลักที่พรรคเลือกทั้งสองคนนี้เพราะเห็นความเหมาะสมและศักยภาพในการทำงาน นายโสภณซึ่งมีประสบการณ์ยาวนานในแวดวงการเมือง ทั้งในฐานะ ส.ส. รองนายกฯ และแกนนำพรรคภูมิใจไทย เชื่อมั่นว่าจะสามารถควบคุมการประชุมสภาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่น.ส.มัลลิกาก็มีบทบาทสำคัญในกระทรวงคมนาคม แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการ

นายโสภณกล่าวว่า “ไม่ว่าตำแหน่งไหน ผมก็ทำงานเต็มที่ ไม่ใช่คนเล่นๆ” เขายังตอบโต้กระแสวิจารณ์ที่ว่า บุรีรัมย์จะกินรวบทั้งประธานวุฒิสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยระบุว่าไม่เกี่ยวข้องกัน เพราะวุฒิสภาเป็นเรื่องของวุฒิสภา ส่วนตัวเขาเป็นตัวแทนพรรค หากพรรคมีเสียงไม่พอ ก็ไม่มีโอกาสอยู่แล้ว

สำหรับการทำงาน นายโสภณย้ำว่าต้องพิสูจน์ด้วยผลงานจริง ไม่ใช่มาจากจังหวัดเดียวกันแล้วจะตีตราว่าไม่เหมาะสม เขากล่าวว่า “ถ้าทำงานดี ก็เป็นประโยชน์ต่อชาติ ถ้าไม่ ก็ให้สังคมตัดสิน” นอกจากนี้ ยังพูดถึงรองประธานคนที่ 2 จากพรรคเพื่อไทยว่าไม่ทราบรายชื่อ แต่เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างพรรค

ความสำคัญของตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรในยุคใหม่

ตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรไม่ใช่แค่พิธีการ แต่เป็นหัวใจของนิติบัญญัติ ประธานต้องเป็นกลาง ควบคุมให้การอภิปรายราบรื่น และรักษาความสมดุลระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ในสมัยที่การเมืองไทยมีความหลากหลายมากขึ้น บทบาทนี้ยิ่งสำคัญเพื่อป้องกันความขัดแย้ง

หากนายโสภณได้เป็นประธาน จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้รัฐบาลกึ่งกลางอย่างพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาลร่วมกับเพื่อไทย ขณะที่ฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์ พรรคก้าวไกล และอื่นๆ ก็พร้อมตรวจสอบ นายโสภณมั่นใจว่าไม่หนักใจ เพราะแต่ละฝ่ายทำหน้าที่ของตัวเอง

ตอบคำถามบุรีรัมย์กินรวบสองสภา?

ประเด็นบุรีรัมย์กินรวบถูกหยิบยกขึ้นมาเพราะประธานวุฒิสภาเป็นคนบุรีรัมย์เช่นกัน นายโสภณชี้ว่าไม่ใช่ปัญหา เพราะการทำงานไม่เกี่ยวกับถิ่นกำเนิด “กินรวบหรือไม่ อยู่ที่ผลงาน ถ้าทำงานดีจังหวัดไหนก็ได้” เขายกตัวอย่างว่าถ้าทำงานแบบกินรวบจริง ก็เกิดได้แม้ต่างจังหวัด

  • จุดเด่นของนายโสภณ: ประสบการณ์สูง สุภาพ มีวินัยในการประชุม
  • จุดเด่นของน.ส.มัลลิกา: ผู้หญิงแกร่ง ทำงานคมนาคมได้ผลดี
  • ความท้าทาย: ต้องพิสูจน์ความเป็นกลาง ท่ามกลางเสียงค้าน
  • ผลกระทบ: ส่งผลต่อเสถียรภาพรัฐบาลใหม่

นอกจากนี้ การเสนอชื่อนี้ยังสะท้อนกลยุทธ์ของพรรคภูมิใจไทยในการยึดเก้าอี้สำคัญ เพื่อต่อรองอำนาจในสภา ซึ่งจะช่วยให้พรรคมีบทบาทมากขึ้นในการออกกฎหมาย โดยเฉพาะนโยบายที่พรรคถนัดอย่างเกษตร คมนาคม และสาธารณสุข

ในมุมมองผู้เขียน การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่ผลงานต้องมาก่อนเส้นสาย หาก “โสภณ” รับ มติพรรคเสนอชื่อชิงประธานสภาผู้แทนราษฎร พ่วง “มัลลิกา” นั่งรองประธานสภาฯคนที่ 1 แล้วได้เป็นจริง คงต้องรอดูการทำงานว่าจะพิสูจน์ตัวเองได้หรือไม่ สุดท้ายแล้ว สภาไทยจะยิ่งเข้มแข็งขึ้นหรือไม่ อยู่ที่ทุกฝ่ายร่วมมือกัน

คุณคิดอย่างไรกับการเสนอชื่อครั้งนี้? คิดว่าโสภณเหมาะสมไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวันเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “โสภณ” รับ มติพรรคเสนอชื่อชิงประธานสภาผู้แทนราษฎร พ่วง “มัลลิกา” นั่งรองประธานสภาฯคนที่ 1

รัฐบาลพร้อมเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ หากอภิปรายไม่ไว้วางใจ?

สถานการณ์การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เมื่อ “ภราดร” ออกมาเปิดเผยว่ารัฐบาลพร้อมเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ เพื่อเร่งผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 2 แต่ในขณะเดียวกันก็ยอมรับว่า โอกาสที่จะชนะการโหวตในการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นริบหรี่เต็มที หากเสียงไม่ไว้วางใจมีมากกว่า 247 เสียง นายกรัฐมนตรีก็อาจจะต้องพ้นจากตำแหน่ง

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 นายภราดร ปริศนานันท์ฐกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม รัฐสภา ได้กล่าวถึงการยื่นเปิดสมัยประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 2 ว่า คาดการณ์ว่ากระบวนการจะแล้วเสร็จภายในสัปดาห์หน้า โดยวันที่ 21 พฤศจิกายน การพิจารณาจะเสร็จสมบูรณ์ และสัปดาห์หน้าจะเป็นช่วงเวลาสำหรับการทบทวน

ครม. ได้หารือกับนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับแนวโน้มการขอเปิดสมัยประชุมวิสามัญ ซึ่งนายกฯ และครม. ไม่ได้ขัดข้องหากคณะกรรมาธิการมีความพร้อม และร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จทันตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ รัฐบาลพร้อมเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ โดยคาดว่าจะอยู่ในช่วงวันที่ 8-11 ธันวาคม

ความท้าทายในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

เมื่อถูกถามถึงกรณีที่ฝ่ายค้านอาจยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ และอาจส่งผลกระทบต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายภราดรตอบว่า ต้องพิจารณาว่าเป็นการอภิปรายคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ หรือเป็นรายบุคคล หากรัฐบาลแพ้การโหวต จะส่งผลให้ต้องมีการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ หรืออาจเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีในการตัดสินใจทางการเมือง เช่น การยุบสภา ซึ่งไม่มีใครสามารถคาดเดาได้

นายภราดร ยังกล่าวเสริมว่า รัฐบาลไม่ได้หวาดกลัวต่อการตรวจสอบ แต่ด้วยสถานะที่เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย โอกาสที่จะชนะเสียงในสภาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นเป็นเรื่องยาก ต้องพิจารณาว่าเสียงโหวตไม่ไว้วางใจมีมากกว่า 247 เสียงหรือไม่ หากมีมากกว่านั้น นายกรัฐมนตรีก็อาจจะไม่สามารถอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้ สถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้เห็นถึงความไม่แน่นอน และความท้าทายที่รัฐบาลกำลังเผชิญอยู่

สถานการณ์เช่นนี้แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของรัฐบาลผสม และความสำคัญของการเจรจาต่อรองทางการเมือง การที่รัฐบาลพร้อมเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ เป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลต้องการที่จะผลักดันวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สำเร็จลุล่วง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่

รัฐบาลพร้อมเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ?

การเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่ามกลางกระแสการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นับเป็นเดิมพันที่สำคัญของรัฐบาล หากรัฐบาลสามารถผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สำเร็จได้ ก็จะเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาของประเทศ แต่หากรัฐบาลไม่สามารถผ่านพ้นการอภิปรายไม่ไว้วางใจไปได้ ก็อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของประเทศในระยะยาว

การตัดสินใจของ สส. แต่ละคนในการโหวตอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดอนาคตทางการเมืองของประเทศ การที่รัฐบาลพร้อมเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญในการเผชิญหน้ากับความท้าทาย แต่ผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นอย่างไรนั้น ยังคงต้องติดตามกันต่อไป

ข้อสังเกตที่น่าสนใจ

  • การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นวาระสำคัญที่รัฐบาลให้ความสำคัญ และต้องการผลักดันให้สำเร็จ
  • การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นความท้าทายที่สำคัญที่รัฐบาลต้องเผชิญ
  • เสียงของ สส. แต่ละคนจะเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดอนาคตทางการเมืองของประเทศ
  • อนาคตทางการเมืองของรัฐบาลยังคงไม่แน่นอน และขึ้นอยู่กับผลของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ การตัดสินใจทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้น จะมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศไทยในอนาคตอันใกล้นี้ การที่รัฐบาลพร้อมเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหา แต่ความสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ซึ่งรวมถึงการสนับสนุนจาก สส. และการตอบสนองของประชาชน

ถึงแม้ว่าสถานการณ์จะมีความท้าทาย แต่ก็เป็นโอกาสที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศชาติ การแก้ไขรัฐธรรมนูญและการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นกระบวนการที่สำคัญในระบอบประชาธิปไตย และทุกฝ่ายควรมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอย่างรอบคอบและมีความรับผิดชอบ

สถานการณ์ทางการเมืองไทยขณะนี้ช่างเข้มข้นและน่าติดตามอย่างยิ่ง ทุกการตัดสินใจของผู้มีอำนาจจะส่งผลต่ออนาคตของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่มา – รัฐบาลพร้อมเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ รับหากยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ อยู่ไม่ได้

วิปฝ่ายค้านเผย เพื่อไทยยังไม่แบ่งงาน เชื่อไม่มีร่างกม.ครม.

ประธานวิปฝ่ายค้านเผยยังไม่แบ่งงาน “เพื่อไทย” เชื่อ ไม่มีร่างกฎหมายครม.เข้าสภา ฝ่ายค้านไม่ต้องแบกองค์ประชุม ย้ำขอแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนพิจารณาเปิดศึกซักฟอกหรือไม่

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 9 ก.ย. 2568 ที่รัฐสภา นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน(วิปฝ่ายค้าน) กล่าวถึงการทำงานร่วมกันกับพรรคเพื่อไทย ว่า มีการพูดคุยกันอย่างไม่เป็นทางการบ้างแล้ว วันนี้จึงเชิญตัวแทนจากพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมประชุมวิปฝ่ายค้านด้วย และยังไม่ได้มีการแต่งตั้งตัวแทนวิปฝ่ายค้านจากพรรคเพื่อไทยอย่างเป็นทางการ ต้องรอพูดคุยกันก่อน เวลา 4 เดือนที่เหลือ ครม. ที่มีเวลาไม่มาก คงไม่ยื่นร่างกฎหมายเข้ามา ดังนั้น 4 เดือนที่เหลือจะเป็นเวลาที่สำคัญ นับถอยหลังจากวันแถลงนโยบาย คาดว่าอาจจะเป็นปลายเดือนนี้หรือต้นเดือนหน้า ก็เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่ร่างของสส.จะได้รับการพิจารณา จึงชวนเพื่อไทยว่า อยากจะผลักดันร่างใหม่ให้จบ ภายใน 4 เดือนนี้ก็อยากจะให้ร่วม พูดคุยกันให้ชัดเจน ยังมีหลายนโยบายที่พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนเห็นตรงกัน 

วิปฝ่ายค้านเผยยังไม่แบ่งงาน “เพื่อไทย” เชื่อ ไม่มีร่างกฎหมายครม.เข้าสภา

นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ขณะนี้ฝ่ายค้านคุมเสียงข้างมากในสภา ดังนั้นร่างกฎหมายใดที่พรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยเห็นตรงกัน รัฐบาลก็ไม่สามารถคัดค้านได้ เพราะเสียงข้างมากในสภาจะเห็นชอบกับกฎหมายนั้น จึงเชิญชวนให้มาผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์และกฎหมายที่เป็นนโยบาย ที่ได้สัญญากับประชาชนไว้ให้สำเร็จ

เชื่อ ไม่มีร่างกฎหมายครม.เข้าสภา

นายปกรณ์วุฒิ ยังกล่าวถึง ปัญหาองค์ประชุม ที่ขณะนี้ฝ่ายค้านจะต้องเป็นองค์ประชุมให้ฝ่ายรัฐบาล ว่า ที่ผ่านมาเวลาเรานับองค์ประชุม ต้องดูว่าวาระนั้นเป็นวาระอะไร ไม่ว่าพรรคไหนจะมาเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพราะมีพรรคร่วมฝ่ายค้านสลับสับเปลี่ยนหน้ากันมามาก หลักการที่ตนพูดกับพรรคร่วมฝ่ายค้านยังคงเดิม หากร่างกฎหมายใด หรือวาระใดที่พรรคประชาชนเห็นด้วย พรรคประชาชนพร้อมเป็นองค์ประชุมให้เสมอ แต่หากเรื่องใดที่ ครม. เสนอมา แล้วเราไม่ได้เห็นด้วย ร่างบางร่างเสนอมาอย่างเร่งรีบ ไม่รอบคอบ เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่เสนอกฎหมายมา ที่จะต้องรักษาองค์ประชุม ซึ่งถ้าหากเป็นร่างของพรรคประชาชน เราไม่นับองค์ประชุมแน่นอน และหลังจากนี้คงจะมีการพิจารณาร่างกฎหมายที่สส.เสนอเข้ามาเท่านั้น และก่อนที่จะเสนอร่างเข้ามาในระเบียบวาระก็คงมีการพูดคุยกันมาในระดับหนึ่งแล้ว ดังนั้นร่างของพรรคเพื่อไทย เราพร้อมที่จะพูดคุยให้สภาบรรจุวาระ และคิดว่าคงไม่มีเหตุการณ์ที่พรรคเพื่อไทยขอนับองค์ประชุมในขณะที่พิจารณาร่างของพรรคเพื่อไทยอยู่

ส่วนเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่พรรคเพื่อไทยเสนอจะขอเปิดในอีก 1 เดือนนั้น นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นสิทธิของท่าน แต่อยากให้มีการพูดคุย พิจารณาให้ดีก่อน อย่างน้อยพรรคเพื่อไทยเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากช่วงเวลา 1 เดือนหลังจากที่รัฐบาลได้ทำงานแล้วการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีการขยับไปข้างหน้า ก็ต้องมาคุยกันว่า ควรจะเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญให้สำเร็จดีหรือไม่ แต่ทั้งนี้ก็เป็นสิทธิของพรรคเพื่อไทย ส่วนของพรรคประชาชนเองเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในข้อตกลงที่ทำกับพรรคภูมิใจไทยว่า เราจำเป็นจะต้องประคอง หากหลักฐานข้อมูลที่มีการอภิปรายมีความหนักแน่นและมีความชัดเจน เราก็พร้อมลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ไม่ว่าคนใดก็ตาม ถ้าถึงเวลาที่สุกงอมแล้วเหมาะสมจริงๆ พรรคประชาชนเองก็พร้อมที่จะยื่นบางรายชื่อที่เราไม่ไว้วางใจ ในครม.ชุดนี้เช่นกัน

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานร่วมกันของพรรคร่วมฝ่ายค้าน และการผลักดันกฎหมายต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน การที่ประธานวิปฝ่ายค้านออกมาให้ความเห็นเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอน และความท้าทายในการทำงานร่วมกันของพรรคการเมืองต่างๆ ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ของรัฐบาล

การที่วิปฝ่ายค้านเผย เพื่อไทยยังไม่แบ่งงาน และเชื่อว่าไม่มีร่างกฎหมายครม.เข้าสภา อาจส่งผลต่อการพิจารณากฎหมายสำคัญต่างๆ ในสภา หวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน

ที่มา – ประธานวิปฝ่ายค้านเผยยังไม่แบ่งงาน “เพื่อไทย” เชื่อ ไม่มีร่างกฎหมายครม.เข้าสภา

ด่วน! นายกฯ ญี่ปุ่นประกาศลาออก รับผิดชอบแพ้เลือกตั้งหลายครั้ง

เกิดอะไรขึ้นในญี่ปุ่น? นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ประกาศลาออก รับผิดชอบแพ้เลือกตั้งหลายครั้ง ซึ่งสร้างความตกตะลึงไปทั่ววงการการเมืองระหว่างประเทศ การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากการพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งหลายครั้งของพรรค LDP ซึ่งส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองของญี่ปุ่นอย่างมาก

แหล่งข่าวรายงานว่า นายชิเงรุ อิชิบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (7 ก.ย. 2568) การลาออกครั้งนี้ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนในด้านนโยบายต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจของญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน

แม้ว่าญี่ปุ่นจะเพิ่งประสบความสำเร็จในการเจรจาข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แต่นายอิชิบะในวัย 68 ปี ยอมรับว่าเขาต้องรับผิดชอบต่อความล้มเหลวในการนำพาพรรค LDP ไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งที่ผ่านมา

นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อไม่ถึงหนึ่งปีที่ผ่านมา นายอิชิบะต้องเผชิญกับความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้รัฐบาลผสมของเขาต้องสูญเสียเสียงข้างมากในทั้งสองสภา ท่ามกลางความไม่พอใจของประชาชนชาวญี่ปุ่นเกี่ยวกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายอิชิบะได้สั่งการให้พรรคเสรีนิยมประชาธิปไตย (LDP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลที่ครองอำนาจมาเกือบตลอดช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ทำการเลือกตั้งผู้นำพรรคคนใหม่ โดยเขาจะยังคงอยู่ในตำแหน่งจนกว่าผู้สืบทอดจะได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ

“เมื่อญี่ปุ่นได้ลงนามในข้อตกลงการค้า และประธานาธิบดี (ทรัมป์) ก็ได้ลงนามในคำสั่งพิเศษแล้ว เราก็ได้ก้าวข้ามอุปสรรคสำคัญมาได้แล้ว” นายอิชิบะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ “ผมจึงอยากส่งมอบภารกิจนี้ให้กับคนรุ่นต่อไป”

การตัดสินใจลาออกของนายอิชิบะเกิดขึ้นภายหลังจากแรงกดดันอย่างหนัก หลังจากที่พรรค LDP ภายใต้การนำของเขา ประสบความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา พรรค LDP มีกำหนดจะลงมติในวันจันทร์เพื่อตัดสินใจว่าจะจัดการเลือกตั้งผู้นำพรรควิสามัญหรือไม่

นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ประกาศลาออก รับผิดชอบแพ้เลือกตั้งหลายครั้ง

สถานการณ์ทางการเมืองในญี่ปุ่นขณะนี้มีความไม่แน่นอนสูง การลาออกของนายกรัฐมนตรีอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายที่สำคัญ และส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของญี่ปุ่นในอนาคต นักวิเคราะห์กำลังจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่าใครจะขึ้นมาเป็นผู้นำคนใหม่ของพรรค LDP และญี่ปุ่นจะเดินหน้าต่อไปอย่างไรในช่วงเวลาที่ท้าทายนี้

ทำไมนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ประกาศลาออก รับผิดชอบแพ้เลือกตั้งหลายครั้ง

สาเหตุหลักของการลาออกของนายอิชิบะคือความรับผิดชอบต่อผลการเลือกตั้งที่ไม่เป็นที่น่าพอใจ การพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งหลายครั้งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจของประชาชนต่อการบริหารงานของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่สูงขึ้น การลาออกจึงเป็นความพยายามที่จะแสดงความรับผิดชอบและเปิดทางให้มีการเปลี่ยนแปลงในพรรค LDP

  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ: ความไม่แน่นอนทางการเมืองอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและความผันผวนของตลาดหุ้น
  • นโยบายต่างประเทศ: การเปลี่ยนแปลงผู้นำอาจนำไปสู่การปรับเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศของญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย
  • การเลือกตั้งครั้งต่อไป: การเลือกตั้งผู้นำพรรค LDP จะเป็นตัวบ่งชี้สำคัญว่าพรรคจะเลือกเส้นทางใดในการฟื้นฟูความนิยมและกลับมาเป็นรัฐบาล

การลาออกของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ถือเป็นการสิ้นสุดยุคสมัยหนึ่ง แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการเปิดโอกาสให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและเริ่มต้นใหม่ การเมืองญี่ปุ่นยังคงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและจับตามองอย่างใกล้ชิด

การลาออกของ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ประกาศลาออก รับผิดชอบแพ้เลือกตั้งหลายครั้ง เป็นสัญญาณเตือนใจให้ผู้นำทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการรับฟังเสียงของประชาชน และความรับผิดชอบต่อผลการกระทำของตนเอง

ที่มา – นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ประกาศลาออก รับผิดชอบแพ้เลือกตั้งหลายครั้ง

ปชช. ค้าน! ใช้เงิน รฟม. อุดหนุนรถไฟฟ้า 20 บาท

พรรคประชาชน (ปชช.) นำโดย “สุรเชษฐ์-ศุภณัฐ” แถลงคัดค้านรัฐบาลใช้เงิน รฟม. อุดหนุนนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ชี้เสี่ยงผิดวินัยการเงินการคลัง เสนอใช้กลไกตั๋วร่วม บัตรโดยสารใบเดียวใช้ได้กับทุกผู้ประกอบการ

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ณ รัฐสภา สส.พรรคประชาชน นำโดย นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และ นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพฯ (หลักสี่ จตุจักร บางเขน) ร่วมแถลงข่าวภายหลังสภาผู้แทนราษฎรผ่านร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งทางรางจำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง, ร่าง พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม และ ร่าง พ.ร.บ.การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.).

นายสุรเชษฐ์กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยเคยประกาศนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายภายใน 3 เดือน แต่ได้เลื่อนเป็นภายใน 2 ปี โดยจะเริ่มวันที่ 1 ตุลาคม 2568 และล่าสุดก็เลื่อนอีกครั้ง การพิจารณากฎหมายทั้ง 3 ฉบับของสภาผู้แทนราษฎรเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.ขนส่งทางราง ที่ผ่านไปได้ด้วยดี และข้อเรียกร้องต่างๆ จากพรรคประชาชนก็ได้ถูกนำไปใส่ไว้ในร่างที่ผ่านสภา ซึ่งถือเป็นความสำเร็จร่วมกัน

สำหรับร่าง พ.ร.บ.ตั๋วร่วม พรรคประชาชนสนับสนุนในภาพรวม เพราะเป็นสิ่งที่ดี และเป็นฉบับที่สำคัญที่สุดในการดำเนินนโยบายเรือธงของรัฐบาล เพราะจะทำให้ประชาชนได้รับความสะดวกสบายในการเดินทาง โดยหลักการที่สำคัญคือ สามารถใช้บัตรใบเดียวได้กับทุกระบบขนส่งสาธารณะ โดยไม่ต้องถือบัตรหลายใบ หรือลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน ส่วนความแตกต่างที่สำคัญคือเรื่องของ “ค่าโดยสารร่วม” ซึ่งมีความเห็นต่างกันในเชิงนโยบาย รัฐบาลโฆษณารถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย แต่สิ่งที่รัฐบาลจะทำคือค่าโดยสารร่วม 20 บาทตลอดทางเฉพาะรถไฟฟ้า ในขณะที่พรรคประชาชนเสนอ “ค่าโดยสารร่วม 8-45 บาทตลอดทาง รถไฟฟ้าร่วมกับรถเมล์” ซึ่งโครงสร้างของ พ.ร.บ.ตั๋วร่วมรองรับทั้งสองรูปแบบ

ส่วน พ.ร.บ.รฟม. เป็นร่างที่มีความเห็นต่างกัน โดยมาตรา 8 ถือเป็นประเด็นหลักที่รัฐบาลเข้าไปดึงเงินจาก รฟม. ซึ่งพรรคประชาชนไม่เห็นด้วยและลงมติไม่เห็นชอบ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมีเสียงข้างมากจึงผ่านร่างทั้งสามฉบับ ดังนั้น ตอนนี้รัฐบาลมีเครื่องมือครบถ้วน ซึ่งที่จริงแล้วต้องการเพียงสองฉบับแรกเท่านั้น ส่วนฉบับที่สามเพียงแค่ระบุว่าจะเอาเงินมาจากไหน ซึ่งพรรคประชาชนไม่เห็นด้วยกับวิธีการดังกล่าว เพราะเสี่ยงต่อการผิดวินัยการเงินการคลัง

นายสุรเชษฐ์ทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ (1) นโยบายเรือธงของรัฐบาลจะเลื่อนไปถึงเมื่อไร และ (2) จะดำเนินการตาม พ.ร.บ. ทั้งสามฉบับหรือไม่ เพราะถ้าดำเนินการตาม จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อประชาชนในการใช้บัตรใบเดียวแตะเพื่อเข้า-ออก พร้อมรับส่วนลดค่าโดยสารทั้งรถเมล์และรถไฟฟ้า

นายศุภณัฐกล่าวว่า ในฐานะ สส. กทม. ของพรรคประชาชน ยืนยันว่าเราเห็นด้วยกับการอุดหนุนค่าโดยสารให้กับประชาชน และเห็นด้วยกับการทำตั๋วร่วมและค่าโดยสารร่วม ที่ผ่านมาหลายประเด็นในร่างตั๋วร่วมของ ครม. ที่เสนอมานั้นยังไม่ครบถ้วน จึงต้องอาศัยร่างของพรรคประชาชนเพื่อให้ครบถ้วนมากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นการครอบคลุมรถเมล์

ประเด็นเดียวที่พรรคไม่เห็นด้วยคือ วิธีการหรือช่องทางในการใช้เงิน ซึ่งคือการใช้เงินของ รฟม. แต่ยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากพรรคประชาชน เราเข้าร่วมประชุม กมธ. ทุกครั้งและพยายามให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล ความล่าช้าเกิดจากการวางนโยบายของรัฐบาลที่ผิดพลาด เพราะ กมธ.ตั๋วร่วม ประชุมเสร็จตั้งแต่เดือนเมษายน แต่รัฐบาลเพิ่งจะมาประชุม พ.ร.บ.รฟม. ในเดือนพฤษภาคม หมายความว่าก่อนหน้านี้รัฐบาลไม่ได้วางแผนว่าจะใช้เงินจากช่องทางไหน เพิ่งจะมาคิดได้หน้างาน จึงยื่นร่าง พ.ร.บ.รฟม. เข้ามา ทำให้เกิดความล่าช้าในการผลักดันนโยบาย สรุปแล้วรัฐบาลสะดุดขาตัวเอง ไม่ใช่ใครอื่น

ดังนั้น ความล่าช้าเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากพรรคประชาชน แต่รัฐบาลคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบ ความเสียหายที่เกิดขึ้นขณะนี้ ทำให้ผู้ประกอบการบางรายยกเลิกตั๋วเหมา ตั๋วรายเดือน ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่เคยใช้บริการในราคาถูก ทั้งที่รัฐบาลควรจะคำนวณได้ว่าไทม์ไลน์ต่างๆ ควรจะเสร็จเมื่อใด รัฐบาลควรคำนวณได้เพราะเป็นเจ้าของเสียงข้างมาก ยืนยันว่าพรรคประชาชนพยายามผลักดันตั๋วร่วมและค่าโดยสารร่วมมาโดยตลอด แต่คัดค้านช่องทางการใช้เงินที่มีปัญหา หลังจากนี้หวังว่ารัฐบาลจะยึดตามกลไกตั๋วร่วม ทำให้เกิดบัตรโดยสารใบเดียวที่ใช้ได้กับทุกผู้ประกอบการ ไม่ใช่สองใบอย่างที่เป็นอยู่ ดึงรถเมล์ รถโดยสารต่างๆ และเรือ เข้ามาอยู่ในระบบตั๋วร่วมด้วย

พรรคประชาชนค้าน รัฐบาลใช้เงิน รฟม. อุดหนุนรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

ทำไมนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายถึงเป็นที่ถกเถียง

นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายเป็นนโยบายที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากประชาชน แต่ก็มีประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะเรื่องแหล่งเงินทุนที่จะนำมาใช้ในการอุดหนุน ซึ่งพรรคประชาชนเห็นว่าการใช้เงินของ รฟม. อาจไม่ใช่วิธีการที่เหมาะสม

ข้อกังวลหลักของพรรคประชาชนคืออะไร?

  • ความเสี่ยงต่อวินัยการเงินการคลัง: การดึงเงินจาก รฟม. อาจส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงินขององค์กร และอาจนำไปสู่ปัญหาในระยะยาว
  • ความยั่งยืนของนโยบาย: หากนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายต้องพึ่งพาเงินอุดหนุนจาก รฟม. อาจไม่สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
  • ความเท่าเทียม: การอุดหนุนเฉพาะรถไฟฟ้า อาจไม่เป็นธรรมต่อผู้ใช้บริการขนส่งสาธารณะประเภทอื่นๆ เช่น รถเมล์

พรรคประชาชนเสนอทางเลือกอะไร?

พรรคประชาชนสนับสนุนการใช้กลไกตั๋วร่วม บัตรโดยสารใบเดียวที่สามารถใช้ได้กับทุกระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนได้รับความสะดวกสบายในการเดินทาง และยังสามารถบริหารจัดการค่าโดยสารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังเสนอให้พิจารณาโครงสร้างค่าโดยสารที่เหมาะสม เพื่อให้ครอบคลุมต้นทุนการดำเนินงานของระบบขนส่งสาธารณะแต่ละประเภท

การผลักดันนโยบายตั๋วร่วมและค่าโดยสารร่วมถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะของประเทศ แต่ต้องคำนึงถึงความยั่งยืนทางการเงิน และความเป็นธรรมต่อผู้ใช้บริการทุกกลุ่ม เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดจากนโยบายนี้

ที่มา – พรรคประชาชน ค้านรัฐบาลใช้เงิน รฟม. อุดหนุนนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

Scroll to top