เสียงข้างมาก

พรรคประชาชนล่าชื่อ! อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

พรรคประชาชนเดินเกมล่าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 แบบลงมติ

เมื่อเวลา 19.40 น. วันที่ 11 ธ.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงาน บรรยากาศจากอาคารรัฐสภา ว่า ภายหลังจากที่โหวต มาตรา 256/28 ที่มติที่ประชุมรัฐสภา ไม่เห็นด้วยกับกมธ.เสียงข้างมาก ในการใช้เสียงกึ่งหนึ่งของที่ประชุมรัฐสภา เห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยให้กลับไปใช้เสียงสว.1ใน3 มีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีเสียงสส.พรรคภูมิใจไทย ไปร่วมโหวตพลิกมติกมธ.เสียงข้างมากด้วยนั้น ล่าสุด เวลา 20.00 น. ทางแกนนำพรรคปชน.ได้ตามตัว สส.พรรคปชน. ให้ไปร่วมลงชื่อเพื่อเสนอญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 แบบลงมติ ทันที

พรรคประชาชนเดินเกมล่าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

สถานการณ์ทางการเมืองร้อนระอุขึ้นอีกครั้ง เมื่อพรรคประชาชน (ปชน.) เริ่มต้นเดินหน้ากระบวนการสำคัญทางการเมือง นั่นคือการล่าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นภายใต้บริบททางการเมืองที่ซับซ้อน และมีนัยสำคัญต่อเสถียรภาพของรัฐบาลปัจจุบัน

การตัดสินใจของพรรค ปชน. ในการผลักดันญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนี้ เป็นผลมาจากการพิจารณาถึงปัญหาและความท้าทายต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือการบริหารราชการแผ่นดิน พรรคฝ่ายค้านมักจะใช้กลไกของการอภิปรายไม่ไว้วางใจเพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล เปิดเผยข้อผิดพลาด และนำเสนอทางเลือกเชิงนโยบายให้กับประชาชน

เหตุผลเบื้องหลังการล่าชื่อเสนอญัตติ

มีหลายเหตุผลที่อาจเป็นแรงจูงใจให้พรรค ปชน. ตัดสินใจเดินหน้าในครั้งนี้ ประการแรกคือ ความไม่พอใจต่อการดำเนินงานของรัฐบาลในบางประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน หรือต่อผลประโยชน์ของประเทศ ประการที่สองคือ การต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าพรรคฝ่ายค้านยังคงทำหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจอย่างแข็งขัน

การเสนอญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เสียงสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนหนึ่งตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ดังนั้น การล่าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล จึงเป็นขั้นตอนสำคัญในการรวบรวมเสียงสนับสนุนจาก สส. ฝ่ายค้านและ สส. จากพรรคร่วมรัฐบาลบางส่วนที่อาจมีความเห็นไม่ตรงกับรัฐบาลในบางประเด็น

การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นโอกาสสำคัญที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะได้ซักถามข้อเท็จจริงจากรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายและการดำเนินงานของรัฐบาลอย่างเปิดเผย การอภิปรายอาจนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขนโยบาย หรืออาจนำไปสู่การลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี หรือทั้งคณะรัฐบาล หากมีเสียงสนับสนุนเพียงพอ

ผลของการล่าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ครั้งนี้ จะมีผลต่อเสถียรภาพทางการเมือง และความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าผลการลงมติจะเป็นอย่างไร การอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ถือเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา

การเมืองไทยยังคงต้องจับตาดูสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด เพราะการเคลื่อนไหวของพรรค ปชน. อาจจุดประกายการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา – พรรคประชาชนเดินเกมล่าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

ถกแก้รัฐธรรมนูญ: ตัดเสียง สว. วุ่น! สว.ประเทืองขู่

การถกเถียงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังคงเป็นประเด็นร้อนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสิทธิ์ สว. ในการลงมติ ซึ่งนำไปสู่การโต้เถียงอย่างเผ็ดร้อนระหว่าง สส. และ สว. ประเด็นสำคัญอยู่ที่การลดเสียงของ สว. 1 ใน 3 ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำให้เกิดความกังวลว่าจะเปิดช่องให้เผด็จการรัฐสภาหวนคืนมา

ถกแก้รัฐธรรมนูญ: โต้กันเดือดเรื่องการตัดเสียง สว.

ในการประชุมร่วมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ได้มีการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม ในวาระ 2 โดยมีประเด็นสำคัญคือ มาตรา 256/28 ที่เกี่ยวข้องกับการให้ความเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

สว. หลายท่านได้ออกมาอภิปรายโดยมีแนวทางเดียวกันคือ ต้องการให้คงเสียงของ สว. 1 ใน 3 ไว้ในการให้ความเห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยให้เหตุผลเพื่อป้องกันการใช้เสียงข้างมากลากไปจนเกิดเผด็จการรัฐสภา และเป็นการยึดหลักการคำนึงถึงเสียงข้างน้อย นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. ได้อภิปรายว่า การมีเสียง สว. 1 ใน 3 จะสร้างดุลยสภาใน 4 ด้าน ได้แก่ ป้องกันเผด็จการรัฐสภา, เป็นหลักประกันคุณภาพในการแก้กติกาประเทศ, รัฐธรรมนูญต้องแก้ไขยากกว่ากฎหมายทั่วไป, และเป็นไปตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

นางสาวรัชนีกร ทองทิพย์ สว. กล่าวว่า สว. มาจากผู้เชี่ยวชาญแต่ละกลุ่มอาชีพ ไม่ได้มาจากกลุ่มการเมือง การร่างรัฐธรรมนูญจึงจำเป็นต้องมีเสียง 1 ใน 3 ของ สว.

ในขณะที่ นายขจิตร ชัยนิคม สส. กล่าวว่า การใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภามีความชอบธรรมแล้ว และไม่ควรตัดสินด้วยเสียงเพียง 1 ใน 3 ของ สว.

นายภัณฑิล น่วมเจิม สส. กล่าวว่า อย่าให้ประชาชนตีตราว่าเป็นตัวถ่วงรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้นับเสียง สส. สว. 1 เสียงเท่ากัน

นางสาวภิญญาพัชร์ ศันสนีย์ชีวิน สว. กล่าวว่า การตัดอำนาจ สว. เป็นสิ่งที่ยอมไม่ได้ และจะทำให้เกิดเผด็จการเสียงข้างมาก

น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. กล่าวว่า การมีเสียง สว. 1 ใน 3 เป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเป็นการขโมยอำนาจประชาชน

สส.-สว. โต้กันเดือด เรื่องถกแก้รัฐธรรมนูญ

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส. กล่าวว่า สว. ก็เป็นนักการเมือง และอำนาจสูงสุดเป็นของปวงชนชาวไทย

นางสาวรัชนีกร โต้ตอบว่า เพิ่งมาเป็นนักการเมือง และไม่ใช่นักการเมืองที่เป็นตลอดปีตลอดชาติ

นพ.ทศพร เสรีรักษ์ สส. กล่าวว่า การที่กรรมาธิการอ้างว่า สส. มองแต่คะแนนเสียง สว. มองแต่บ้านเมือง เป็นการดูถูก สส.

ในการประชุมได้เกิดการประท้วงไปมาระหว่าง สส. และ สว.

นายประเทือง มนตรี สว. กล่าวประท้วงว่า “ซ้ำซาก วนไปวนมา พวกท่านไม่ต้องคิดมาก ไปคิดคืนนี้ คิดว่าในวาระ 3 ถ้าทำอย่างนี้ ท่านคิดว่าจะได้เสียงจาก สว. หรือไม่ ขอให้ไปคิดตริตรองดูให้ดี”

นายจิรัฏฐ์ กล่าวว่า ต้องเคารพเสียงข้างมากของระบอบประชาธิปไตย

ประเด็นการถกแก้รัฐธรรมนูญยังคงเป็นที่สนใจของประชาชน

กมธ. ฝ่ายค้านแจง เสียงข้างมากใช้กันทั่วโลก

นางสาวขัตติยา สวัสดิผล สส. กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการคงไว้ซึ่งเสียงของ สว. 1 ใน 3 และยืนยันว่าหลักการเสียงข้างมากใช้กันทั่วโลก

นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส. กล่าวว่า กติกาที่มีอยู่ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญยากมาก และต้องการให้ประเทศพ้นจากความล้าหลัง

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. กล่าวว่า จะต้องมีการทำประชามติถึง 3 ครั้งเพื่อถามความเห็นชอบจากประชาชน

การถกแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะผลลัพธ์จะส่งผลต่ออนาคตของประเทศในหลายด้าน การมีส่วนร่วมของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นและการตัดสินใจจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้รัฐธรรมนูญที่ถูกแก้ไขเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง การถกแก้รัฐธรรมนูญยังคงดำเนินต่อไป พร้อมกับการโต้เถียงที่ดุเดือด

ที่มา – ถกแก้รธน. โต้กันเดือดตัดเสียง สว. 1 ใน 3 “สว.ประเทือง” ขู่ให้รอดู วาระ 3

สภาเห็นชอบคุณสมบัติต้องห้ามตาม กมธ. ร่างรัฐธรรมนูญ

ที่ประชุมรัฐสภาเห็นชอบประเด็นสภาเห็นชอบคุณสมบัติต้องห้ามตาม กมธ.เสียงข้างมากที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยคะแนน 369 ต่อ 96 เสียง 

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ที่ประชุมรัฐสภาได้อภิปรายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา 256-6 ในเรื่องคุณสมบัติต้องห้ามในการมีส่วนในการเขียนร่างรัฐธรรมนูญ โดยที่สมาชิกได้อภิปรายอย่างกว้างขวาง และมีบางส่วนยังขอสงวนคำแปลญัติติ อย่างไรก็ตาม สมาชิกบางส่วนยืนยันว่าไม่ต้องการให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐประหารเกี่ยวข้องกับการร่างรัฐธรรมนูญ ขณะที่สมาชิกอีกบางส่วนเห็นว่าควรให้โอกาสทุกคน ถ้าใครอยากทำดีก็ควรต้องรับฟัง อย่าไปมองสิ่งที่ผ่านมาแล้ว 

หลังจากที่ได้อภิปรายแล้วเสร็จ ที่ประชุมได้ลงมติ โดยเสียงข้างมากเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมากประเด็นคุณสมบัติต้องห้าม เห็นด้วย 369 เสียง ไม่เห็นด้วย 96 เสียง งดออกเสียง 8 เสียง ไม่ลงคะแนน 3 เสียง

สภาเห็นชอบคุณสมบัติต้องห้ามตาม กมธ.เสียงข้างมากที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญ

การลงมติของรัฐสภาในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจและมีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางมาโดยตลอด การกำหนดคุณสมบัติต้องห้ามของผู้ที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน เพราะเกี่ยวข้องกับความเป็นกลางและความเป็นธรรมในการร่างกฎหมายสูงสุดของประเทศ

ผลกระทบต่อการร่างรัฐธรรมนูญ

การที่รัฐสภาสภาเห็นชอบคุณสมบัติต้องห้ามตาม กมธ.เสียงข้างมากที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญ ย่อมส่งผลกระทบต่อองค์ประกอบของผู้ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผู้ที่มีคุณสมบัติต้องห้ามตามที่กำหนดจะไม่สามารถเข้าร่วมกระบวนการนี้ได้ ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางและเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะเกิดขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจคือ การอภิปรายในรัฐสภาแสดงให้เห็นถึงความเห็นที่แตกต่างกันของสมาชิกเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ บางส่วนเน้นย้ำถึงความสำคัญของการป้องกันไม่ให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐประหารเข้ามามีบทบาทในการร่างรัฐธรรมนูญ ในขณะที่บางส่วนมองว่าควรเปิดโอกาสให้ทุกคนที่มีความสามารถและต้องการที่จะทำเพื่อประเทศชาติ

ความแตกต่างของความคิดเห็นเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาและความท้าทายในการสร้างความปรองดองในสังคมไทย การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมาย แต่ยังเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของประชาชน

การที่รัฐสภาสภาเห็นชอบคุณสมบัติต้องห้ามตาม กมธ.เสียงข้างมากที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญนี้ แม้จะเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ การติดตามและวิเคราะห์ผลกระทบของการแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อให้เราเข้าใจถึงทิศทางและความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง สภาเห็นชอบคุณสมบัติต้องห้ามตาม กมธ.เสียงข้างมากที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญเป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่ากระบวนการนี้กำลังเดินหน้าต่อไป

การมีส่วนร่วมของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นและติดตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะรัฐธรรมนูญคือ กฎหมายสูงสุดที่กำหนดอนาคตของประเทศ ดังนั้น การทำความเข้าใจและมีส่วนร่วมในกระบวนการนี้จึงเป็นหน้าที่ของทุกคน

ที่มา – สภาเห็นชอบคุณสมบัติต้องห้ามตาม กมธ.เสียงข้างมากที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญ

“จาตุรนต์” ห่วงสูตรเลือก กมธ. ร่างรัฐธรรมนูญ

“จาตุรนต์” ห่วงสูตรเลือก กมธ. เปิดช่องพรรคการเมืองจัดตั้งคนร่าง รธน. ด้าน “ณัฐวุฒิ” ย้ำ ร่างแก้ไข รธน. จำเป็นต้องอิงตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ หวั่นถูกตีความเลือกตั้งโดยตรง

วันที่ 10 ธันวาคม 2568 ที่อาคารรัฐสภา การประชุมร่วมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช …. ในวาระ 2 ซึ่งมีการพิจารณาต่อเนื่องถึง มาตรา 256/2 ว่าด้วยที่มาของคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ

โดย น.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะกรรมาธิการ ซึ่งขอสงวนความเห็น โดยขอแก้ไขเพิ่มเติม ให้ประธานรัฐสภาจัดให้มีการคัดเลือกบุคคลเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 35 คน โดยให้บุคคลผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม และมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งรับรองจำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน ซึ่งประสงค์จะสมัครรับคัดเลือกเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ แจ้งความประสงค์ในการสมัครรับคัดเลือกต่อประธานรัฐสภา ตามระเบียบที่ประธานรัฐสภาประกาศกำหนด โดยประกาศดังกล่าวให้ประกาศในวันเดียวกันกับวันที่ประธานรัฐสภาประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา 256/1/2 วรรคสาม โดยต้องกำหนดระยะเวลาการได้มาซึ่งบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับคัดเลือก ก่อนวันที่รัฐสภาจะดำเนินการเลือกกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ

น.ส.รัชนีกร ระบุว่า การที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก กำหนดให้มีผู้รับรองผู้สมัครรับคัดเลือกเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ไม่น้อยกว่า 100 คน มองว่า เป็นสิ่งที่ยุ่งยาก เกินความจำเป็น และจะทำให้จำกัดบุคคลที่มีความรู้ความสามารถที่จะเข้ามาเป็นคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ สำหรับผู้สมัครอิสระ จะไปหาคนจากไหน 100 คนเพื่อมารับรอง จึงเสนอว่า ควรใช้รูปแบบเดียวกับผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา ที่มีผู้รับรองเพียง 3 คน ก็เพียงพอ พร้อมตั้งคำถามว่าวิธีการของกรรมาธิการเสียงข้างมากยึดโยงกับประชาชน จริงๆ ไหม

ขณะที่นายก่อแก้ว พิกุลทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการ เสนอให้มีคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐสภาคัดเลือกจากบัญชีรายชื่อบุคคลที่สมควรได้รับการคัดเลือก จำนวน 25 คน และมาจากบุคคลซึ่งรัฐสภาแต่งตั้งจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชน จำนวน 3 คน ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ จำนวน 3 คน และจากผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดินและการร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 4 คน รวมจำนวน 10 คน รวมเป็นคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น 35 คน

โดยมองว่ากรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากสายกฎหมาย รัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ จะทำให้เกิดการยอมรับจากประชาชนมากขึ้น

ด้านนายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการ ผู้ขอสงวนความเห็น ระบุว่า อยากเสนอให้กรรมาธิการกำหนดสัดส่วนให้ชัดเจน โดยให้มีผู้เชี่ยวชาญมาช่วยร่างรัฐธรรมนูญ คือ ส่วนแรกมาจากสูตร 28 หยิบ 1 ส่วนอีก 10 คน มาจากผู้ทรงคุณวุฒิที่รัฐสภาจะเลือก ซึ่งมาจากผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ เพราะห่วงว่าหากไม่เขียนระบุไว้ อาจจะไม่ได้บุคคลที่มีความเชี่ยวชาญมาช่วยร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งกังวลว่า สูตร 20 หยิบ 1 จะทำให้เสียงข้างมากของรัฐสภากำหนดได้หมด กลายเป็นร่างรัฐธรรมนูญแล้วถูกกำกับโดยเสียงข้างมากของรัฐสภาที่ไปรวมตัวกัน ทั้ง สส. สว. สามารถกำหนดทิศทางรัฐธรรมนูญได้หมด

ขณะที่นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานกรรมาธิการ ระบุว่า แม้กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ อาจจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชน แต่อาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องได้บุคคลเหล่านั้นทั้งหมด ส่วนเรื่องการยึดโยงการเลือกตั้ง สำหรับผู้ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ จำเป็นต้องอิงตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะไม่อยากให้ถูกตีความว่า เป็นการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ขณะที่เรื่องคุณสมบัติของผู้สมัครมาเป็นคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ก็มี กกต. เป็นผู้ตรวจสอบคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้าม ดังนั้นกรรมาธิการขอยืนตามร่างที่เสนอ

ภายหลังการอภิปราย ประธานในที่ประชุม ได้ถามมติว่าเห็นควรให้มีการแก้ไขในมาตรา 256/2 หรือไม่ ซึ่งมติที่ประชุม เห็นด้วย 421 เสียง ไม่เห็นด้วย 138 เสียง งดออกเสียง 13 เสียง และไม่ลงคะแนน 3 เสียง หลังจากผ่านมติให้มีการแก้ไขแล้ว ประธานในที่ประชุม ได้ถามมติอีกรอบว่าเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมากหรือไม่ ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นด้วย 317 เสียง ไม่เห็นด้วย 256 เสียง งดออกเสียง 17 เสียง ไม่ลงคะแนน 4 เสียง ก่อนพิจารณาในมาตราต่อไป

“จาตุรนต์” ห่วงสูตรเลือก กมธ. ร่างรัฐธรรมนูญ

ความเห็นของนายจาตุรนต์ ฉายแสง เกี่ยวกับสูตรการเลือก กมธ. ร่างรัฐธรรมนูญ ทำให้เกิดการถกเถียงในวงกว้างถึงความเป็นธรรมและความโปร่งใสในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ข้อกังวลหลักคือสูตรที่อาจเปิดช่องให้มีการจัดตั้งคนร่างรัฐธรรมนูญโดยพรรคการเมือง ซึ่งอาจนำไปสู่รัฐธรรมนูญที่ไม่สะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนอย่างแท้จริง

ทำไม “จาตุรนต์” ถึงห่วงสูตรเลือก กมธ. ร่างรัฐธรรมนูญ?

เหตุผลที่นายจาตุรนต์แสดงความกังวลนั้นมาจากการที่สูตรการเลือกอาจทำให้เสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภามีอำนาจในการกำหนดทิศทางของรัฐธรรมนูญได้มากเกินไป หากไม่มีการกำหนดสัดส่วนของผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ทรงคุณวุฒิอย่างชัดเจน รัฐธรรมนูญที่ได้อาจไม่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งในอนาคตได้

การมีส่วนร่วมของผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย มหาชน และรัฐศาสตร์จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญมีความรอบด้านและเป็นที่ยอมรับ การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะทำให้รัฐธรรมนูญมีความชอบธรรมและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและมีผลกระทบต่ออนาคตของประเทศ การพิจารณาอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่ายจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นที่ยอมรับของประชาชนทุกคน การมีส่วนร่วมของประชาชนถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างรัฐธรรมนูญที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทย

ในท้ายที่สุดแล้ว กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญควรเปิดกว้างและโปร่งใส เพื่อให้ทุกภาคส่วนของสังคมมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ การรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างและร่วมกันหาจุดร่วมจะนำไปสู่รัฐธรรมนูญที่เป็นที่ยอมรับและเป็นประโยชน์ต่อทุกคน

ที่มา – “จาตุรนต์” ห่วงสูตรเลือก กมธ. ร่างรัฐธรรมนูญ เปิดช่องพรรคการเมืองจัดตั้งคนร่าง

“จุรินทร์” ย้ำจุดยืน ไม่แตะหมวด 1-2

“จุรินทร์” ย้ำจุดยืน “ประชาธิปัตย์” ไม่แตะหมวด 1-2 ตรงกับร่างพรรคภูมิใจไทยและร่วมรัฐบาล ย้ำความจำเป็นต้องส่งเสริมคนดีให้ปกครองประเทศ รัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ 

เมื่อเวลา 11.20 น. วันที่ 14 ตุลาคม 2568 ที่รัฐสภา นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า เหตุผลที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญปี2560 ไม่สำเร็จ เพราะเขียนไว้ให้แก้ยาก ซึ่งโดยปกติการแก้รัฐธรรมนูญ ถ้าเสียงข้างมากของที่ประชุมร่วมรัฐสภา เห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งก็สามารถแก้ได้แล้ว แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเงื่อนไขเพิ่มเติมนอกจากต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งและยังจะต้องประกอบด้วย เสียงของฝ่ายค้านไม่น้อยกว่าร้อยละ20 และเพิ่มเติมด้วยเสียงของวุฒิสมาชิก (สว.) ไม่ต่ำกว่าหนึ่งในสาม รวมทั้งบางมาตรา หากจะแก้ต้องทำประชามติ ถามความเห็นประชาชนอีก จึงเป็นเงื่อนไขที่ทำให้แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคหนึ่งที่สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น

“จุรินทร์” ย้ำจุดยืน “ประชาธิปัตย์” ไม่แตะหมวด 1-2

นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า ไม่เห็นด้วยกับบทเฉพาะการ ที่กำหนดเงื่อนไขให้ สว.สามารถลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีได้ ทั้งที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนในขณะนั้น แต่เมื่อประชาชนได้ลงประชามติเห็นชอบกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน พรรคประชาธิปัตย์ก็ยอมรับสิ่งที่ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน และก่อนที่ประชาธิปัตย์จะเข้าร่วมรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็มีเงื่อนไข3 ข้อ คือ 1. ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตในการบริหารราชการแผ่นดิน 2. ต้องใช้นโยบายประกันรายได้สินค้าเกษตร 3. ต้องสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น โดยไม่แตะหมวด 1 และหมวด2

คงมิติ ปชต.คู่ สถาบัน

“วันนี้ มีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา เพื่อสนองต่อเอ็มโอเอ ที่เป็นข้อตกลงระหว่าง 2 พรรคการเมือง แม้ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าการแก้ปัญหาปากท้องสำคัญมากกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงเป็นหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาทุกคนที่จะต้องพิจารณาร่างแก้รัฐธรรมนูญทั้ง3 ร่างนี้  จุดยืนของผมและพรรคประชาธิปัตย์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่มีอะไรเปลี่ยน คือ ต้องไม่แตะหมวด1 และหมวด2 ซึ่งหมวด1เป็นบททั่วไป มี 5 มาตรา ซึ่งมี 3 มาตราที่สำคัญคือ มาตรา 1 ระบุชัดเจนว่าประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ ผมจึงเห็นว่าห้ามแตะหมวด 1 ส่วนมาตรา2 ระบุ ประเทศไทยมีการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก็ควรห้ามแตะ

และมาตรา 5 ระบุด้วยข้อความวรรคท้ายว่า เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้กระทำการนั้นหรือวินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีปกครองของประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ข้อความตรงนี้ที่ปรากฏอยู่ในมาตรา 5 วรรคท้าย หมวด1 ต้องห้ามแตะ เพราะมีปรากฏต่อเนื่องตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับปี2492 จนมาถึงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเป็นมิติต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มิติทางกฎหมาย หากไม่มีบทบัญญัติใดรองรับไว้ในรัฐธรรมนูญ และมิติทางการเมืองการปกครองที่ยึดมั่นในประชาธิปไตยและองค์พระมหากษัตริย์อย่างสมดุล” นายจุรินทร์ กล่าว

จุดยืนพรรคประชาธิปัตย์: “จุรินทร์” ย้ำจุดยืน “ประชาธิปัตย์” ไม่แตะหมวด 1-2

นายจุรินทร์ กล่าวอีกว่า สำหรับร่างของพรรคเพื่อไทย ที่ระบุว่า ห้ามเปลี่ยนแปลง การปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และห้ามเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ ตรงนี้เป็นข้อห้ามที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีข้อห้ามอยู่แล้ว และระบุไว้ในมาตรา 255 บังคับใช้อยู่แล้ว ไม่ว่าใครก็แก้ไม่ได้ คือต้องห้ามตามข้อบังคับ แต่ร่างนี้ไม่มีบทบัญญัติ ห้ามแตะหมวด1 หมวด2 ระบุไว้ ส่วนร่างของพรรคประชาชน เช่นเดียวกันไม่มีบทบัญญัติห้ามแตะ หรือห้ามเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 1 หมวด 2 แต่ในร่างของพรรคภูมิใจไทยและพรรคร่วมรัฐบาล ระบุชัดเจนว่า การแก้ไขหมวด1 หมวด 2 จะกระทำไม่ได้ หากรัฐสภาวินิจฉัยร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะเป็นการแก้ไขหมวด1หมวด2 ให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นตกไป ฉะนั้นนี่คือความแตกต่างสำหรับ3ร่างที่เราจะต้องพิจารณาตัดสินใจ วันนี้รัฐสภาจะต้องพิจารณาลงมติใน2ประเด็นหลัก คือจะเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใดบ้าง ถ้าแยกลงมติ หรือถ้ารวมลงมติ ก็จะกลายเป็นว่าจะเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอต่อที่ประชุมรัฐสภา และการลงมติอีกเรื่องก็คือจะใช้ร่างใด เป็นร่างหลักในการพิจารณา ในวาระที่สอง ขั้นเรียงมาตรา

ต้องคงรมต.ซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์

นายจุรินทร์ กล่าวว่า ตนยืนยันในจุดที่ยึดมั่นมาโดยตลอด และขอเพิ่มความเห็นและข้อเสนอแนะเป็น4 ข้อดังนี้

1. ตนพร้อมสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เปิดทางให้มี สสร. ขึ้นมา ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ต้องไม่แตะหมวด1 หมวด 2

2. หากจะต้องลงมติว่า จะใช้ร่างใดเป็นร่างหลักในการพิจารณาวาระสอง ตนจะลงมติใช้เงื่อนไขเดิมคือ ต้องใช้ร่างที่ไม่แตะหมวด1 หมวด2 เป็นหลัก เพราะเป็นห่วงหากไม่ใช้ร่างนี้ อาจจะเป็นหัวเชื้อนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แบบปลายเปิดและในที่สุดอาจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง แก้ไขหมวดหนึ่ง หมวดสองได้ต่อไปในอนาคต

3. การแก้ไขรัฐธรรมนูญเที่ยวนี้ จะต้องไม่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องที่มาของสสร. เพื่อจะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญรอบนี้ไม่เป็นหมันต่อไปในอนาคต

4. รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่สสร. ถ้ามี จะต้องยกร่างขึ้น ควรจะต้องมีเจตจำนง ที่จะส่งเสริมคนดีปกครองบ้านเมืองตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมาตรา 160(4) (5) ที่ระบุไว้ว่า ผู้ที่จะเข้าสู่อำนาจสำคัญๆ ทั้งรัฐมนตรี นอกจากจะต้องมีวัยวุฒิ คุณวุฒิตามที่กำหนดแล้ว ยังจะต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และไม่มีพฤติกรรมฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง เพื่อให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ สนองตอบ และคงมั่นมาตรฐานผู้ที่จะเข้าสู่อำนาจทางการเมือง และตำแหน่งสำคัญของประเทศไว้ได้ต่อไป เพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองและประชาชนโดยรวม

การยืนยันจุดยืน “ประชาธิปัตย์” ที่จะไม่แตะหมวด 1-2 เป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นในการรักษาสถาบันหลักของชาติ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญ แต่ต้องทำด้วยความรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

ที่มา – “จุรินทร์” ย้ำจุดยืน “ประชาธิปัตย์” ไม่แตะหมวด 1-2 ตรงกับร่างพรรคภูมิใจไทยและร่วมรัฐบาล

“อีฟ–จินณ์ตวรรณ” ผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ ลุย!

“อีฟ–จินณ์ตวรรณ” ผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ เขต 5 พรรคภูมิใจไทย ลุยเคาะประตูบ้าน ชูนโยบายปากท้อง–ชายแดน พร้อมตอกพรรคคู่แข่ง 2 ปีไร้ผลงาน ติดใจคลิปเสียง “อังเคิล”

วันที่ 25 กันยายน น.ส.จินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล หรืออีฟ “อีฟ–จินณ์ตวรรณ” ผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ เขต 5 เบอร์ 2 พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงการเลือกตั้งโค้งสุดท้ายในอำเภอขุนหาญ และอำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ว่า ได้ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องด้วยรูปแบบเคาะประตูบ้าน Door to Door พบปะพูดคุยกับชาวบ้านแบบตัวต่อตัว รับฟังปัญหาจริงจากพื้นที่ พร้อมประกาศจุดยืนไม่มีการเปิดด่าน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนชายแดนอย่างแท้จริง

น.ส.จินณ์ตวรรณ กล่าวต่อว่า การลงสมัครครั้งนี้ไม่ใช่แค่เสนอตัวบุคคล แต่คือการเสนอนโยบายและความพร้อมทั้งจากตัวดิฉันและพรรคภูมิใจไทย ในฐานะแกนนำรัฐบาล เราพร้อมทำหน้าที่ในทุกบทบาท ไม่ว่าจะเป็นเสียงข้างมากหรือข้างน้อย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเป็นปากเสียงแทนพี่น้องศรีสะเกษ เขต 5 แก้ไขปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ ปุ๋ยแพง และการเยียวยาผลกระทบชายแดน

“อีฟ–จินณ์ตวรรณ” ผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ตอกคู่แข่ง 2 ปีไร้ผลงาน ติดใจคลิป “อังเคิล”

เย้ย พท.แก้ปากท้องไม่ได้จริง

“วันนี้พี่น้องศรีสะเกษ เขต 5 เห็นชัดเจนแล้วว่า การฝากความหวังไว้กับพรรคเพื่อไทย ไม่ได้แก้ปัญหาปากท้องไม่ได้จริง ซ้ำยังสร้างปัญหาความเชื่อมั่นจากกรณีความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ขณะนี้ก็ยังไม่มีข้อยุติ ประชาชนที่อาศัยตามแนวชายแดนยังใช้ชีวิตอยู่แบบหวาดระแวง ในขณะที่ภูมิใจไทยยืนยันว่าเราไม่พูดลอย แต่ทำได้ ทำจริง ขอเชิญชวนพี่น้องศรีสะเกษใช้พลังจากปลายปากกา เลือกเบอร์ 2 พรรคภูมิใจไทย เพื่อเปลี่ยนทิศทางการเมืองของพื้นที่นี้ไปสู่เสถียรภาพและอนาคตที่มั่นคงกว่าเดิม” น.ส.จินณ์ตวรรณ กล่าว

2 ปีรัฐบาลล้มเหลว: เสียงสะท้อนจากประชาชน

น.ส.จินณ์ตวรรณ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ชาวบ้านได้สะท้อนว่าคนในพื้นที่กังขาเพราะตลอด 2 ปีที่ผ่านมา สัมผัสความล้มเหลวของรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทย ไม่สามารถแก้ปัญหาปากท้องได้ เศรษฐกิจถดถอย ราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ มันสำปะหลังบางช่วงเหลือไม่ถึงกิโลกรัมละ 1 บาท ข้าวราคาต่ำสุดในรอบ 17 ปี และปัญหาชายแดนยังไร้ทิศทางแก้ไขที่ชัดเจน รวมถึงกรณีคลิปเสียงอังเคิล ยังทำให้เกิดความขัดแย้งและการสู้รบ และนำมาซึ่งความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินรวมถึงความกังวลจะเกิดสงครามมาถึงทุกวันนี้

การลงพื้นที่ของ “อีฟ–จินณ์ตวรรณ” ผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ เขต 5 พรรคภูมิใจไทย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะรับฟังปัญหาและนำเสนอแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปากท้องของประชาชน ราคาสินค้าเกษตร หรือปัญหาความมั่นคงตามแนวชายแดน ล้วนเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่ น.ส.จินณ์ตวรรณ เน้นย้ำถึงความล้มเหลวของรัฐบาลชุดก่อนในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปากท้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนศรีสะเกษสัมผัสได้โดยตรง การนำเสนอทางเลือกใหม่จากพรรคภูมิใจไทย จึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามองว่าจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับพื้นที่นี้ได้หรือไม่

นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องคลิปเสียงอังเคิลที่ยังคงเป็นที่พูดถึง แสดงให้เห็นถึงความกังวลของประชาชนต่อสถานการณ์ชายแดนและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่ง น.ส.จินณ์ตวรรณ ได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนชายแดน การตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของศรีสะเกษ เขต 5

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญของพี่น้องชาวศรีสะเกษ เขต 5 ว่าจะเลือกเดินหน้าไปในทิศทางใด ระหว่างการสานต่อนโยบายเดิมที่อาจจะไม่ตอบโจทย์ หรือการเปิดโอกาสให้กับแนวทางใหม่ๆ ที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุดและยั่งยืน

ดังนั้นการพิจารณาข้อมูล นโยบาย และความสามารถของผู้สมัครแต่ละคนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างรอบคอบและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวม

ท้ายที่สุดแล้ว การพัฒนาศรีสะเกษ เขต 5 ให้มีความเจริญก้าวหน้าและมั่นคง จะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การเลือกผู้แทนที่สามารถเป็นกระบอกเสียงและประสานงานให้เกิดความร่วมมือนี้ได้ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – “อีฟ–จินณ์ตวรรณ” ผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ตอกคู่แข่ง 2 ปีไร้ผลงาน ติดใจคลิป “อังเคิล”

“ชนินทร์” กังขา พรรคประชาชนเงียบผิดปกติจริงหรือ?

“ชนินทร์” กังขาพรรคประชาชนเงียบผิดปกติ ถาม ดีลพิสดารแลกประเทศ ชี้ชัดผิด MOA แล้ว ปล่อยคนไหลเข้าพรรคภูมิใจไทย ไม่กดดัน สว.น้ำเงิน แก้ รธน. หวั่น “มวยล้มต้มคนดู”

วันที่ 17 ก.ย. 2568 นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการทำหน้าที่ฝ่ายค้านของพรรคประชาชนว่า พรรคประชาชนอย่าเงียบต่อกรณีการรวมพลเข้าพรรคภูมิใจไทย ภายหลังมีการเปิดตัวเครือข่าย สส.ทั้งเก่าและใหม่ ตบเท้าเข้าเป็นสมาชิกภูมิใจไทยกันอย่างคึกคัก ทั้งจากพรรคประชาธิปัตย์และรวมไทยสร้างชาติ ซึ่งส่อเจตนาขัดต่อ MOA ระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ในข้อ 4 อย่างชัดเจนว่า พรรคภูมิใจไทยต้องไม่ดำเนินการโดยวิธีการใดๆ เพื่อทำให้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก หรือพรรคประชาชนจะแกล้งหลับหูหลับตา รอให้พรรคภูมิใจไทยมีเสียงเกินครึ่งเด็ดขาดก่อน จึงจะออกมาวิจารณ์เรื่องนี้เมื่อสาย

นายชนินทร์กล่าวว่า นอกจากนั้น ในส่วนของการแก้รัฐธรรมนูญเอง ที่พรรคประชาชนรู้ดีว่าที่ผ่านมาติดขัดจากความร่วมมือของพรรคภูมิใจไทยและ สว.ที่พรรคประชาชนก็กล่าวขานว่าเป็น สว.สีน้ำเงิน แต่การขับเคลื่อนในรอบนี้กลับไม่มีการเรียกร้องหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยให้ส่งสัญญาณชี้ทาง สว. เหมือนแต่ก่อน แต่ปล่อยให้ สว. จำนวนหนึ่งออกมาชี้ช่องเปิดทางคว่ำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ที่ทางพรรคการเมืองกำลังจะเสนอ จนต้องตั้งข้อสังเกตว่า พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย มีความจริงใจร่วมกันต่อการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แค่ไหน หรือนี่ก็จะเป็นมวยล้มต้มคนดู โยนบาปให้ สว. แล้วลอยตัวไม่รับผิดชอบต่อข้อตกลงที่ทำร่วมกันเองเหมือนเดิม

“พรรคประชาชนสร้างวาทกรรม “ดีลแลกประเทศ” มาแปะป้ายพรรคการเมืองอื่น ในระหว่างที่พรรคตนทำข้อตกลงเป็นนั่งร้านให้พรรคภูมิใจไทยที่ชาวบ้านก็ยังกังขา ยิ่งประกาศยังคงเป็นฝ่ายค้าน ไม่ร่วมรัฐบาล แต่กลับละเลยการวิจารณ์ในเรื่องที่เคยทำ ยิ่งทำให้ประชาชนคลางแคลงใจว่ามีดีลพิสดารอะไรซ่อนไว้อีกหรือไม่”นายชนินทร์กล่าว

“ชนินทร์” กังขาพรรคประชาชนเงียบผิดปกติ

จากกรณีที่นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ ได้ออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับท่าทีที่เงียบผิดปกติของพรรคประชาชนต่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการย้ายเข้าพรรคภูมิใจไทยของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จากพรรคอื่น ๆ ทำให้เกิดคำถามตามมามากมายเกี่ยวกับบทบาทของพรรคประชาชนในฐานะฝ่ายค้าน

ทำไม “ชนินทร์” ถึงกังขาพรรคประชาชนเงียบผิดปกติ?

ความกังวลหลักของนายชนินทร์อยู่ที่การที่พรรคประชาชนดูเหมือนจะไม่ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์หรือแสดงท่าทีใด ๆ ต่อการที่ ส.ส. จากพรรคประชาธิปัตย์และพรรครวมไทยสร้างชาติจำนวนมาก ย้ายเข้าสังกัดพรรคภูมิใจไทย ซึ่งขัดต่อบันทึกข้อตกลง (MOA) ที่พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยได้ทำร่วมกันไว้ โดยเฉพาะข้อที่ระบุว่าพรรคภูมิใจไทยต้องไม่ดำเนินการใด ๆ ที่จะทำให้ตนเองกลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก นายชนินทร์ตั้งคำถามว่า “ชนินทร์” กังขาพรรคประชาชนเงียบผิดปกตินี้ เป็นการแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เพื่อรอให้พรรคภูมิใจไทยมีเสียงข้างมากเกินครึ่งสภาก่อน แล้วค่อยออกมาวิจารณ์อย่างนั้นหรือ?

นอกจากนี้ นายชนินทร์ยังตั้งข้อสังเกตถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ดูเหมือนจะไม่มีการเรียกร้องให้พรรคภูมิใจไทยส่งสัญญาณไปยังสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่ถูกมองว่าเป็น ส.ว. “สีน้ำเงิน” ให้สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เหมือนที่เคยทำในอดีต ทำให้เกิดความสงสัยว่าพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยมีความจริงใจต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญมากน้อยเพียงใด หรือทั้งหมดนี้เป็นเพียง “มวยล้มต้มคนดู” ที่จะโยนความผิดให้ ส.ว. แล้วลอยตัวหนีปัญหา

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เกิดคำถามว่าพรรคประชาชนกำลังเล่นเกมอะไรอยู่กันแน่ การที่พรรคประชาชนไม่แสดงท่าทีใด ๆ ในขณะที่พรรคภูมิใจไทยกำลังขยายฐานเสียง อาจทำให้ประชาชนเกิดความคลางแคลงใจว่ามี “ดีลพิสดาร” อะไรซ่อนอยู่เบื้องหลังหรือไม่ และการที่พรรคประชาชนยังคงยืนยันว่าเป็นฝ่ายค้าน แต่กลับละเลยการวิจารณ์ในเรื่องที่เคยวิจารณ์ ยิ่งทำให้สถานการณ์ดูคลุมเครือมากยิ่งขึ้น

การออกมาวิพากษ์วิจารณ์ของนายชนินทร์ในครั้งนี้ ถือเป็นการตั้งคำถามที่สำคัญต่อพรรคประชาชนว่ากำลังทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างแท้จริงหรือไม่ และมีความโปร่งใสมากน้อยเพียงใดในการดำเนินงานทางการเมือง หากพรรคประชาชนยังคงเงียบต่อไป อาจทำให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นในพรรคและระบบการเมืองโดยรวมได้

ดังนั้น พรรคประชาชนจึงควรออกมาแสดงท่าทีที่ชัดเจนต่อประเด็นที่เกิดขึ้น และอธิบายให้ประชาชนเข้าใจถึงเหตุผลในการดำเนินงานของพรรค เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและรักษาศรัทธาของประชาชนต่อไป อย่าให้ปรากฏภาพ “ชนินทร์” กังขาพรรคประชาชนเงียบผิดปกติ จนทำให้สังคมเคลือบแคลงสงสัยต่อไปอีกเลย

หากพรรคประชาชนยังคงนิ่งเฉยต่อสถานการณ์นี้ต่อไป อาจส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของพรรคในสายตาประชาชน และอาจนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจในระบบการเมืองโดยรวมได้

ที่มา – “ชนินทร์” กังขาพรรคประชาชนเงียบผิดปกติ ปล่อยคนไหลเข้าพรรคภูมิใจไทย ผิด MOA

สภาฯ พร้อม**โหวตนายกฯ** หากจับกลุ่มได้ ประสานมา!

“ฉลาด ขามช่วง” ยันสภาฯ พร้อมบรรจุวาระ**โหวตนายกฯ** หากพรรคการเมืองประสานมา เชื่อ พรรคประชาชน ช่วยประคองแก้รัฐธรรมนูญ นำไปสู่การเลือกตั้ง

เมื่อเวลา 11.40 น. วันที่ 1 กันยายน 2568 ที่รัฐสภา นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 กล่าวถึงระเบียบวาระการ**โหวตนายกฯ** ว่า ต้องรอพรรคการเมืองที่จับกลุ่มกันได้แล้วแจ้งมายังประธานสภาฯ หากพร้อมวันไหน ก็บรรจุระเบียบวาระได้เลย สภาฯ พร้อมตลอดเวลา และไม่อยากให้ว่างเว้นผู้บริหารนาน เพราะเราอยู่ระหว่างการพัฒนาประเทศชาติ ใครที่รวมเสียงได้มากกว่าเกินกึ่งหนึ่ง ก็เสนอมาที่ประธานสภาฯ ก็จะมีการนัดประชุมโดยด่วน โดยแจ้ง ส.ส. ล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน ทั้งนี้ กระบวนการตามระบอบประชาธิปไตย พรรคการเมืองใดรวมเสียงข้างมากในสภาฯ ก็จะสามารถบริหารประเทศได้ แต่ถ้าเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย สภาฯ ก็ไม่มีความมั่นคง การบริหารราชการแผ่นดินก็จะไปไม่รอด จึงต้องรอพรรคประชาชนที่จะมีการประชุม ส.ส. และกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคเย็นนี้

การเมืองไทยยังคงอยู่ในช่วงเวลาที่ต้องจับตาดูกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลและการเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า ความพร้อมของสภาผู้แทนราษฎรในการดำเนินการตามกระบวนการที่เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

สภาฯ พร้อมโหวตนายกฯ หากพรรคการเมืองจับกลุ่มได้แล้ว ให้ประสานมา

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ได้ยืนยันถึงความพร้อมของสภาฯ ในการบรรจุวาระการ**โหวตนายกฯ** เมื่อพรรคการเมืองต่างๆ สามารถรวมตัวและตกลงกันได้แล้ว โดยเน้นย้ำว่าสภาฯ พร้อมที่จะดำเนินการในทันทีหากได้รับการประสานงานและความพร้อมจากฝ่ายการเมือง

สถานการณ์ปัจจุบันแสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการรวมเสียงข้างมากในสภาฯ เนื่องจากความขัดแย้งและความแตกต่างทางความคิดเห็นของพรรคการเมืองต่างๆ การเจรจาและการประนีประนอมจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและสามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พรรคประชาชนมีบทบาทสำคัญในการโหวตนายกฯ

บทบาทของพรรคประชาชนในการตัดสินใจเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เนื่องจากพรรคนี้อาจเป็นกุญแจสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลผสมที่มีความหลากหลายทางความคิดเห็น การตัดสินใจของพรรคประชาชนจึงส่งผลต่อทิศทางการเมืองของประเทศในอนาคต

เมื่อถามว่า เงื่อนไขของพรรคประชาชนที่จะยกมือ**โหวตนายกฯ** จะต้องเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยการทำงานในสภาฯ จะยากขึ้นหรือไม่ นายฉลาดกล่าวว่า ทุกฝ่ายก็เสียงข้างน้อยอยู่แล้ว เพราะแยกขั้วกันอย่างชัดเจนเสียงก้ำกึ่งกัน ไม่มีฝั่งไหนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่ง ดังนั้นการโหวตเลือกนายกฯ ต้องอาศัยเสียงของพรรคประชาชน แต่ระหว่างการบริหารราชการ 3-4 เดือนข้างหน้า ตนเชื่อว่าสภาฯ จะเดินหน้าได้ เราไม่มีวาระการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถ้ามีการอภิปรายไม่ไว้วางใจพรรคประชาชนก็ต้องช่วยคนที่ได้เสียงข้างมากเป็นนายกฯ เพื่อประคับประคองให้ภารกิจที่มุ่งหวังคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญนำไปสู่การเลือกตั้งอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมต่อไป

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นสำคัญที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันถูกมองว่ามีข้อจำกัดและไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นความหวังที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งที่เป็นธรรมและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศมากยิ่งขึ้น

สรุป: สถานการณ์การเมืองในปัจจุบันยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การจับขั้วและการเจรจาต่อรองระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางการเมืองของประเทศในอนาคต สภาผู้แทนราษฎรมีความพร้อมที่จะดำเนินการตามกระบวนการที่เกี่ยวข้อง แต่การตัดสินใจของพรรคการเมืองต่างๆ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและสามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น เราในฐานะประชาชนคนไทย ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และใช้วิจารณญาณในการพิจารณาข้อมูล เพื่อให้สามารถตัดสินใจและมีส่วนร่วมในกระบวนการทางการเมืองได้อย่างเหมาะสม

ที่มา – สภาฯ พร้อมโหวตนายกฯ หากพรรคการเมืองจับกลุ่มได้แล้ว ให้ประสานมา

ประเสริฐ มั่นใจ เพื่อไทย รวมเสียงตั้งรัฐบาลได้

“ประเสริฐ” มั่นใจ “เพื่อไทย” ได้ สส. พอรวมเสียงตั้งรัฐบาลได้ ขออย่าด่วนสรุป ปชน.- กล้าธรรม ตอบรับเข้าร่วม เมิน “ศักดา” นั่งโต๊ะร่วมแถลงปูดขน สส.เพื่อไทย หนุนไม่ต่ำกว่า 10 เสียง เชื่อคิดไปเอง

วันที่ 30 ส.ค. 68 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยกำลังรวบรวมเสียงและมั่นใจว่า มีจำนวนเพียงพอซึ่งยึดหลักการทำงานร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลเดิมตามที่ได้แถลงไปเมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา

ส่วนที่พรรคภูมิใจไทยแถลงข่าวและนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยบอกว่ารวบรวมเสียง สส. ได้ 288 เสียงนั้น นายประเสริฐกล่าวว่า อย่าเพิ่งด่วนสรุป เพราะทั้งพรรคประชาชนและพรรคกล้าธรรมยังไม่ได้ตอบรับเข้าร่วมอย่างเป็นทางการ

ส่วนที่ นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ไปนั่งแถลงข่าวร่วมกับพรรคภูมิใจไทยนั้น อย่าเพิ่งสรุปว่าจะมี สส.ของเพื่อไทย ย้ายตามไปกว่า 10 คนตามที่กล่าวอ้าง และเชื่อว่าเป็นการคิดไปเองโดยอาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัว ซึ่งการตัดสินใจทางการเมืองไม่ง่ายเช่นนั้น พร้อมย้ำว่ายังมั่นใจใน สส. ของพรรคเพื่อไทยทุกคน

นายประเสริฐ ยังกล่าวถึงแนวทางการพูดคุยกับพรรคประชาชนว่าพรรคเพื่อไทยเปิดกว้างและพร้อมจะมีการหารือ ส่วนข้อเสนอเรื่องการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น มองว่าไม่มีอะไรติดขัดและสามารถพูดคุยในรายละเอียดได้ เนื่องจากนโยบายและแนวทางของทั้งสองพรรคมีความคล้ายคลึงกันในหลายเรื่อง

นายประเสริฐ ยืนยันว่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยในขณะนี้คือ นายชัยเกษม นิติศิริ ตามที่ที่ประชุมพรรคร่วมรัฐบาลเดิมได้มอบหมายให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ส่วนความเป็นไปได้ที่จะเสนอชื่อบุคคลอื่นนั้น ขึ้นอยู่กับการพูดคุยกันของพรรคร่วมรัฐบาลที่สามารถรวบรวมเสียงข้างมากได้ สำหรับประเด็นการยุบสภา นายประเสริฐ กล่าวว่า จะต้องมีการตรวจสอบข้อกฎหมายให้ชัดเจนก่อนว่า นายกรัฐมนตรีรักษาการมีอำนาจดังกล่าวหรือไม่

ประเสริฐ มั่นใจ เพื่อไทย รวมเสียงตั้งรัฐบาลได้

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนสูง แต่พรรคเพื่อไทยยังคงเดินหน้ารวมเสียงตั้งรัฐบาลได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะมีความท้าทายและอุปสรรคต่างๆ เกิดขึ้น การณ์นี้ทำให้หลายฝ่ายจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิดว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จหรือไม่ และจะมีพรรคใดเข้าร่วมรัฐบาลบ้าง

การรวมเสียงตั้งรัฐบาลได้ของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำพาประเทศไปข้างหน้า การจัดตั้งรัฐบาลที่เข้มแข็งและมีเสถียรภาพจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชนทั่วไป นอกจากนี้ รัฐบาลใหม่จะต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ มากมาย เช่น การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ การสร้างความปรองดองในชาติ และการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ

ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้พรรคเพื่อไทยสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับความสามารถในการเจรจาต่อรองกับพรรคการเมืองอื่นๆ และการสร้างความเข้าใจร่วมกันในประเด็นต่างๆ ที่มีความขัดแย้งกัน หากพรรคเพื่อไทยสามารถทำได้สำเร็จ ก็จะสามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

ความท้าทายในการรวมเสียงตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย

แม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะมีความมั่นใจในการรวมเสียงตั้งรัฐบาลได้ แต่ก็ยังมีอุปสรรคและความท้าทายหลายประการที่ต้องเผชิญ:

  • การเจรจาต่อรองกับพรรคการเมืองอื่นๆ: พรรคเพื่อไทยจะต้องเจรจาต่อรองกับพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อให้ได้เสียงสนับสนุนในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งอาจต้องมีการประนีประนอมและยอมเสียสละบางส่วน
  • ความขัดแย้งในประเด็นต่างๆ: พรรคการเมืองแต่ละพรรคอาจมีแนวคิดและนโยบายที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งในการเจรจาจัดตั้งรัฐบาล
  • แรงกดดันจากภายนอก: พรรคเพื่อไทยอาจต้องเผชิญกับแรงกดดันจากกลุ่มต่างๆ ในสังคม เช่น กลุ่มผลประโยชน์ กลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคม และสื่อมวลชน

เพื่อที่จะเอาชนะอุปสรรคและความท้าทายเหล่านี้ พรรคเพื่อไทยจะต้อง:

  • มีความยืดหยุ่นและพร้อมที่จะประนีประนอม: พรรคเพื่อไทยจะต้องเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของพรรคการเมืองอื่นๆ และพร้อมที่จะประนีประนอมในประเด็นต่างๆ เพื่อให้ได้เสียงสนับสนุนในการจัดตั้งรัฐบาล
  • สร้างความเข้าใจร่วมกัน: พรรคเพื่อไทยจะต้องพยายามสร้างความเข้าใจร่วมกันกับพรรคการเมืองอื่นๆ ในประเด็นต่างๆ ที่มีความขัดแย้งกัน
  • รักษาความสามัคคีภายในพรรค: พรรคเพื่อไทยจะต้องรักษาความสามัคคีภายในพรรค และหลีกเลี่ยงความขัดแย้งภายใน

การดำเนินการตามแนวทางเหล่านี้จะช่วยให้พรรคเพื่อไทยสามารถเอาชนะอุปสรรคและความท้าทายต่างๆ และจัดตั้งรัฐบาลที่เข้มแข็งและมีเสถียรภาพได้

การเมืองไทยยังคงเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว

ที่มา – “ประเสริฐ” มั่นใจ “เพื่อไทย” รวมเสียงตั้งรัฐบาลได้ บอกแนวคิด “ปชน.” ใกล้เคียง

Scroll to top