เสียงประชาชน

เจมส์ ควงภริยาใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ชวนคนกรุงฯ ออกมากำหนดอนาคตเมือง

เจมส์ ควงภริยาใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ชวนคนกรุงฯ ออกมากำหนดอนาคตเมือง

วันนี้ถือเป็นวันสำคัญของชาวกรุงเทพมหานคร กับการออกมาทำหน้าที่ใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) อย่างพร้อมเพรียงกัน บรรยากาศตามหน่วยเลือกตั้งต่างคึกคักไปด้วยประชาชน ซึ่งรวมไปถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงอย่าง คุณอนุชา บูรพชัยศรี หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เจมส์” ที่วันนี้ได้เดินทางมาพร้อมกับภริยาคู่ใจ เพื่อร่วมแสดงพลังความเป็นพลเมืองที่ดี

บรรยากาศการไปใช้สิทธิเลือกตั้งของผู้ว่าฯ กทม.

การที่ เจมส์ ควงภริยาใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ชวนคนกรุงฯ ออกมากำหนดอนาคตเมือง ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจต่อทิศทางของบ้านเมือง โดยคุณอนุชาได้ให้สัมภาษณ์หลังจากหย่อนบัตรว่า กระบวนการจัดการของเจ้าหน้าที่ในปีนี้มีความรวดเร็วและเป็นระบบมาก ตั้งแต่เริ่มยื่นบัตรประชาชนจนหย่อนบัตรลงหีบใช้เวลาไม่ถึง 5 นาทีเท่านั้น ซึ่งถือเป็นการอำนวยความสะดวกที่ดีเยี่ยมให้กับพี่น้องประชาชนทุกคน

คุณอนุชายังได้ฝากข้อคิดที่น่าสนใจไว้ว่า การออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งไม่ใช่แค่การทำตามหน้าที่ แต่คือการเลือกอนาคตของเมืองที่เราอยู่อาศัย เพราะทุกหนึ่งคะแนนเสียงของคุณมีความหมาย ยิ่งคนออกมาใช้สิทธิมากเท่าไหร่ อำนาจการตัดสินใจในการพัฒนาเมืองก็ยิ่งสะท้อนความต้องการของประชาชนได้ชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น

  • ตรวจสอบหน่วยเลือกตั้งของท่านให้ถูกต้อง
  • เตรียมบัตรประจำตัวประชาชนให้พร้อม
  • ศึกษาหมายเลขผู้สมัครเพื่อความรวดเร็วในการลงคะแนน
  • ตรวจสอบสีของบัตรเลือกตั้งว่าบัตรใบไหนสำหรับเลือกผู้ว่าฯ และบัตรใบไหนสำหรับเลือก ส.ก.

ท้ายที่สุดนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่คนกรุงฯ ทุกคนออกมาใช้สิทธิกันอย่างเต็มที่เพื่อกำหนดทิศทางเมืองหลวงของเรา ให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าอยู่และตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของพวกเราทุกคนอย่างแท้จริง มาร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเมืองไปข้างหน้าด้วยกันครับ

ที่มา – “เจมส์” ควงภริยาใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ชวนคนกรุงฯ ออกมากำหนดอนาคตเมือง

“สุชาติ” เคลียร์ Saveทับลาน ยันทำเพื่อคนจน ไม่ได้เอื้อนายทุน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียลเมื่อมีการพูดถึงแคมเปญ Saveทับลาน หลังจากที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีแนวคิดในการปรับแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลานกว่า 100,000 ไร่ ล่าสุดนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เพื่อสร้างความเข้าใจในประเด็น “สุชาติ” เคลียร์ Saveทับลาน ยันทำเพื่อคนจน ไม่ได้เอื้อนายทุน อย่างชัดเจน เพื่อลดความเข้าใจผิดจากกระแสสังคมที่เกิดขึ้น

“สุชาติ” เคลียร์ Saveทับลาน ยันทำเพื่อคนจน ไม่ได้เอื้อนายทุน

นายสุชาติกล่าวว่า การดำเนินการครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่ทำต่อเนื่องกันมานาน เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านหลายหมื่นครอบครัวที่อยู่อาศัยในพื้นที่มาก่อนการประกาศเป็นเขตอุทยานฯ ท่านย้ำว่าอย่าหยิบยกความเดือดร้อนของชาวบ้านมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยหัวใจสำคัญคือการให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย คือทั้งการอนุรักษ์ป่าไม้และการคุ้มครองสิทธิที่อยู่อาศัยของประชาชน

เปิดมาตรการตั้งกรรมการพิสูจน์สิทธิ์

เพื่อให้สังคมคลายความกังวลว่าพื้นที่ดังกล่าวจะถูกนำไปเอื้อประโยชน์ให้นายทุน นายสุชาติได้เปิดเผยแผนงานที่จะดำเนินการใน 3-4 วันข้างหน้านี้ ดังนี้:

  • การจัดตั้งคณะกรรมการพิสูจน์สิทธิ์: เพื่อตรวจสอบพื้นที่รายแปลงอย่างละเอียด
  • คัดกรองผู้มีสิทธิ์จริง: ป้องกันการสวมรอยจากกลุ่มนายทุนที่หวังฉวยโอกาสจากที่ดิน ส.ป.ก.
  • ความโปร่งใส: จะมีกระบวนการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญร่วมกับคณะกรรมการหลายชุด

รัฐมนตรีฯ ยืนยันว่า “สุชาติ” เคลียร์ Saveทับลาน ยันทำเพื่อคนจน ไม่ได้เอื้อนายทุน อย่างแท้จริง โดยต้องการปลดล็อกปัญหาที่หมักหมมมานานกว่า 50 ปี ให้กับประชาชนที่ตกเป็นจำเลยของประกาศเขตอุทยานฯ ทั้งที่อาศัยอยู่มาก่อน การพิสูจน์สิทธิ์จึงเป็นทางออกที่ยุติธรรมที่สุดเพื่อจำแนกคนยากจนออกจากกลุ่มนายทุนผู้บุกรุก

ในมุมมองของผู้เขียน ปัญหาทับลานไม่ได้มีแค่เรื่องของพื้นที่ป่าหรือที่ดิน แต่มันคือเรื่องของ ‘ปากท้อง’ และ ‘หลักการปกครอง’ หากรัฐบาลสามารถแยกแยะผู้ที่มีสิทธิ์อยู่อาศัยดั้งเดิมออกจากนายทุนได้อย่างชัดเจนด้วยกระบวนการทางกฎหมายที่โปร่งใส นี่จะเป็นบทเรียนสำคัญในการจัดการที่ดินทำกินของไทยในอนาคต

ที่มา – “สุชาติ” เคลียร์ Saveทับลาน ยันทำเพื่อคนจน ไม่ได้เอื้อนายทุน เผยตั้งกรรมการพิสูจน์สิทธิ์ กันสวมรอย

ประธานสภาฯ จ่อบรรจุแก้รัฐธรรมนูญ 7-8 ก.ค.นี้

ประธานสภาฯ จ่อบรรจุแก้รัฐธรรมนูญ 7-8 ก.ค.นี้

วงการการเมืองไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญเกี่ยวกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าว่า ทางสภาฯ ได้เตรียมบรรจุวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมร่วมรัฐสภาช่วงวันที่ 7-8 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่ประชาชนต่างเฝ้ารอคอย เพื่อให้เห็นทิศทางว่ากฎหมายสูงสุดของประเทศจะมีการปรับเปลี่ยนไปอย่างไรในอนาคต

ทางด้านประธานสภาฯ ได้เน้นย้ำว่า แม้ **ประธานสภาฯ จ่อบรรจุแก้รัฐธรรมนูญ 7-8 ก.ค.นี้** จะเป็นข่าวดี แต่กระบวนการหลังจากวาระที่ 1 ก็ถือว่ามีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานของคณะกรรมาธิการ หากทุกฝ่ายให้ความร่วมมือและไม่เกิดความล่าช้าในขั้นตอนการพิจารณา โอกาสที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเกิดขึ้นจริงก็มีความเป็นไปได้สูง ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับการพูดคุยและเจตจำนงของทุกพรรคการเมืองที่ต้องการขับเคลื่อนร่างกฎหมายเพื่อประโยชน์ของประชาชนคนไทยทุกคน

มุมมองต่อ “ระบอบสีน้ำเงิน” กับการเมืองไทย

สำหรับประเด็นร้อนแรงที่มีการพูดถึงในแวดวงการเมืองอย่างคำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” นั้น ทางนายโสภณได้แสดงความคิดเห็นอย่างน่าสนใจว่า ตนมองว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่ประเด็นที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของสภาฯ แม้ว่าอาจมีการกระทบกระทั่งกันบ้างตามวิถีแห่งระบอบประชาธิปไตย แต่ในท้ายที่สุดแล้วทุกคนควรต้องเคารพเสียงประชามติของประชาชนที่อยากเห็นบ้านเมืองก้าวไปข้างหน้า ประธานสภาฯ ย้ำชัดว่า “สีอะไรก็ไม่เป็นอุปสรรคหรอกถ้าไม่ยึดติด” เพราะการก้าวข้ามความขัดแย้งเดิมๆ คือหนทางที่ดีที่สุดในการสร้างประโยชน์ให้แก่คนในชาติ

หากเรามองสถานการณ์ในมุมของความร่วมมือ สิ่งที่ต้องจับตามองต่อไปมีดังนี้:

  • การพิจารณารับหลักการในวาระที่ 1 ของรัฐสภาในเดือนกรกฎาคมนี้
  • บทบาทของคณะกรรมาธิการที่จะต้องทำงานเชิงรุกเพื่อให้กระบวนการต่างๆ เป็นไปตามกรอบเวลา
  • การจัดสรรพื้นที่ในการรับฟังความเห็นจากภาคประชาชนที่หลากหลาย

ในฐานะผู้ติดตามข่าวสาร เราคงต้องช่วยกันเป็นกำลังใจให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับประเด็น **ประธานสภาฯ จ่อบรรจุแก้รัฐธรรมนูญ 7-8 ก.ค.นี้** ให้สามารถหาจุดร่วมที่ดีที่สุดได้ การเมืองไทยต้องการความปรองดองมากกว่าความขัดแย้ง หากนักการเมืองทุกฝ่ายร่วมใจกันผลักดันให้กฎหมายรัฐธรรมนูญตอบโจทย์อนาคตของประเทศได้สำเร็จ เชื่อว่านี่จะเป็นชัยชนะของประชาชนอย่างแท้จริง การก้าวข้ามผ่านเรื่องสีสันทางการเมืองนั้นไม่ใช่เรื่องยาก หากทุกคนมองที่เป้าหมายสูงสุดคือประโยชน์ของส่วนรวมเป็นตัวตั้ง

ที่มา – ประธานสภาฯ จ่อบรรจุแก้รัฐธรรมนูญ 7-8 ก.ค.นี้ มองวาทะ “ระบอบสีน้ำเงิน” ไม่เป็นอุปสรรค

“พริษฐ์” รับลูก “ทนายอั๋น” เกาะติดคดี “ศักดิ์สยาม”

ข่าวการเมืองร้อนแรงล่าสุด! “พริษฐ์” รับลูก “ทนายอั๋น” เกาะติดคดี “ศักดิ์สยาม” โว 140 สส.-สว.หนุน จ่อเดินหน้าถอดถอน ป.ป.ช. กลายเป็นประเด็นที่คนไทยหลายคนจับตามอง โดยเฉพาะฝ่ายค้านที่ไม่ยอมปล่อยผ่านการทำงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กรณีปกปิดบัญชีทรัพย์สินและซุกหุ้น ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่ามีมูลจนต้องพ้นจากตำแหน่ง

“พริษฐ์” รับลูก “ทนายอั๋น” เกาะติดคดี “ศักดิ์สยาม” โว 140 สส.-สว.หนุน จ่อเดินหน้าถอดถอน ป.ป.ช.

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2567 เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้รับหลักฐานจากนายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ “ทนายอั๋น” นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เพื่อนำไปประกอบคำร้องของฝ่ายค้าน ยื่นต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้ตั้งกรรมการอิสระไต่สวน ป.ป.ช. หลังจาก ป.ป.ช. มีมติยกคำร้องในคดีดังกล่าว นายพริษฐ์ยืนยันว่าฝ่ายค้านกำลังร่างคำร้องให้เสร็จภายในเดือนพฤษภาคมนี้ โดยมีสมาชิกรัฐสภาร่วมลงชื่อเกิน 140 เสียงแล้ว

ผู้สนับสนุนจำนวนมากจากหลายพรรค

  • ส.ส.พรรคประชาชน 119 คน
  • ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ 21 คน
  • ส.ส.พรรคเสรีรวมไทย 1 คน
  • ส.ส.พรรคไทยภักดี 1 คน
  • ส.ว.ราว 10 คน

คำร้องยังรอข้อมูลเพิ่มเติม เช่น รายละเอียดการดำเนินการของ ป.ป.ช. ในทุกขั้นตอน รวมถึงคำชี้แจงจากนายศักดิ์สยาม และนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒนสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ผู้ยื่นร้องต่อ ป.ป.ช. ก่อนหน้านี้

3 ปมพิรุธหลักที่ ป.ป.ช. ต้องชี้แจงต่อสังคม

นายพริษฐ์เน้นย้ำ 3 ประเด็นสำคัญที่คำร้องจะชี้ให้เห็นความผิดปกติของ ป.ป.ช. ซึ่งต้องตอบคำถามสังคมให้ชัดเจน

  • ปมที่ 1: ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเส้นทางการเงินในคดีนายศักดิ์สยาม แต่ ป.ป.ช. ไม่นำเอกสารเหล่านี้มาพิจารณา ไม่มีข้อสรุปเรื่องยื่นบัญชีเท็จหรือซุกหุ้น ซึ่งนำไปสู่การพ้นตำแหน่ง
  • ปมที่ 2: ไม่มีการตรวจสอบทุกข้อกล่าวหาตามคำร้องที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. อย่างครบถ้วน
  • ปมที่ 3: กระบวนการไต่สวนผิดวิสัย ผู้ร้องอย่างนายปกรณ์วุฒิ ไม่เคยได้รับการติดต่อ จนรู้ผลยกคำร้องพร้อมสื่อมวลชน ขัดต่อ พ.ร.ป. ป.ป.ช. มาตรา 51 ที่ต้องตั้งกรรมการไต่สวนคดีสำคัญ และมาตรา 49 ที่ต้องแจ้งผู้ร้องหากปัดตกเบื้องต้น แต่ไม่เคยแจ้ง

นายพริษฐ์ตั้งข้อสันนิษฐานว่า ป.ป.ช. อาจใช้ช่องทางพิจารณาเบื้องต้นแล้วยกฟ้อง โดยไม่ไต่สวนจริง ซึ่งเป็นข้อพิรุธร้ายแรง แม้จะยื่นให้ ป.ป.ช. ทบทวน แต่ไม่หยุดการเดินหน้าถอดถอนตามมาตรา 236 ของรัฐธรรมนูญ

พื้นหลังคดี “ศักดิ์สยาม” และบทบาท ป.ป.ช.

ย้อนไปคดีของนายศักดิ์สยาม ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเมื่อปี 2566 ว่าปกปิดหุ้นในบัญชีทรัพย์สิน ทำให้พ้นจากตำแหน่ง รมว.คมนาคม แต่ ป.ป.ช. กลับยกคำร้องที่นายปกรณ์วุฒิยื่น เรื่องปฏิบัติหน้าที่มิชอบ โดยไม่ชี้แจงกระบวนการ ทำให้เกิดคำถามถึงความเป็นกลางและประสิทธิภาพของ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นหน่วยงานสำคัญในการปราบปรามทุจริต หากปล่อยไว้ อาจกระทบความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบยุติธรรม

ด้าน “ทนายอั๋น” ระบุว่าจะรวบรวมรายชื่อประชาชน 20,000 ชื่อ เพื่อร่วมยื่นถอดถอน ป.ป.ช. และหวังว่าประธานสภาผู้แทนราษฎร นายโสภณ ซารัมย์ จะไม่ยื้อเรื่องนี้

กรณี “พริษฐ์” รับลูก “ทนายอั๋น” เกาะติดคดี “ศักดิ์สยาม” โว 140 สส.-สว.หนุน จ่อเดินหน้าถอดถอน ป.ป.ช. แสดงให้เห็นถึงพลังของฝ่ายค้านและประชาชนในการตรวจสอบอำนาจรัฐ เป็นบทเรียนสำคัญว่าหน่วยงานปราบทุจริตต้องโปร่งใส มิเช่นนั้นจะถูกตั้งคำถามได้ทุกเมื่อ

ความเห็นของเรา: การเคลื่อนไหวครั้งนี้หากสำเร็จ จะเป็นจุดเปลี่ยนในการกำกับดูแล ป.ป.ช. ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สะท้อนหลักประชาธิปไตยที่แท้จริง คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อติดตามข่าวการเมืองอัปเดต!

ที่มา – “พริษฐ์” รับลูก “ทนายอั๋น” เกาะติดคดี “ศักดิ์สยาม” โว 140 สส.-สว.หนุน จ่อเดินหน้าถอดถอน ป.ป.ช.

พนิดา ซัดรัฐบาลเมินประชามติ 21.6 ล้านเสียง

ในวันที่ 10 เมษายน 2569 น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ ส.ส.สมุทรปราการ เขต 1 พรรคประชาชน ได้ออกมาอภิปรายอย่างดุเดือดในการประชุมร่วมรัฐสภา วาระแถลงนโยบายรัฐบาล โดยตรงดิ่งไปที่ประเด็นสำคัญคือ พนิดา ซัดรัฐบาลเมินประชามติ 21.6 ล้านเสียง ที่ประชาชนชัดเจนว่าต้องการรัฐธรรมนูญใหม่ทันที พรรคประชาชนยืนยันไม่ฝากความหวังกับรัฐบาล แต่จะเดินหน้าเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราเอง

พนิดา ซัดรัฐบาลเมินประชามติ 21.6 ล้านเสียง

หลังการเลือกตั้งและประชามติเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ผลออกมาชัดเจน ประชาชนกว่า 21.6 ล้านคนลงคะแนนเห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทิ้งกติกาเดิมจากรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ถูกวิจารณ์หนัก น.ส.พนิดา ย้ำว่าจำนวนนี้มากกว่าคะแนนพรรคประชาชนถึงสองเท่า และเหนือกว่าคะแนนเห็นชอบเดิม 5 ล้านเสียง แสดงให้เห็นว่านี่ไม่ใช่เสียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นเสียงจากทุกภาคส่วน รวมถึงผู้สนับสนุนพรรคร่วมรัฐบาลด้วย

แต่ที่น่าเสียดายคือ รัฐบาลภายใต้นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องนี้แม้แต่คำเดียวในแถลงนโยบาย น.ส.พนิดาชี้ว่านี่คือหลักฐานว่ารัฐบาลและองคาพยพได้รับประโยชน์โดยตรงจากรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ให้อำนาจมหาศาลแก่กลุ่มคนเดิมๆ

พนิดา ซัดรัฐบาลเมินประชามติ 21.6 ล้านเสียง ชี้กลุ่มประโยชน์ทับซ้อน

น.ส.พนิดาวิเคราะห์โครงสร้างอำนาจที่บิดเบี้ยว โดยยกตัวอย่างกลุ่มที่ได้ประโยชน์:

  • สว.และองค์กรตรวจสอบ: สว.ที่มาจากเครือข่ายเดียวกันเลือกศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ทำให้ตรวจสอบกันเอง
  • กกต.: จัดการเลือกตั้งแบบไม่โปร่งใส แต่ไม่สามารถถอดถอนได้เพราะรัฐธรรมนูญไม่ให้ประชาชนมีอำนาจ
  • สตง.: มีอำนาจตรวจเงินแผ่นดินแต่ไม่รับผิดชอบเหตุตึกถล่ม ตรวจสอบกันเองไม่ได้ผล
  • ศาลรัฐธรรมนูญ: 9 ตุลาการตัดสินยุบพรรค ตัดสิทธินักการเมืองที่มาจากเลือกตั้ง ขณะปกป้องคณะรัฐประหาร
  • รัฐบาล: กำหนดบริการสาธารณะเอง ประชาชนเหลือแค่รอรับ ไม่มีสิทธิเรียกร้องเต็มที่

ทั้งหมดนี้เป็น “คนสีเดียวกัน” ที่ไม่ฟังเสียงประชาชน ชอบขัดหลักการ และเมินความเห็นสาธารณะ นี่คือเหตุผลที่รัฐบาลเมินประชามติ 21.6 ล้านเสียง

พรรคประชาชนเดินหน้าเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา

ไม่รอรัฐบาล พรรคประชาชนลงมือทันที นายพริษฐ์ วัชรสินธุ เสนอร่างแก้ไขรายมาตราแล้ว โดยมุ่งที่มา อำนาจ และการถอดถอนองค์กรอิสระ หลังกกต.จัดการเลือกตั้งจนดัชนีโปร่งใสตกต่ำ น.ส.พนิดาขอเชิญชวน ส.ส.ที่เคยเห็นด้วยให้โหวตสนับสนุน

นอกจากนี้ยังตั้งคำถามถึงอนาคตรัฐธรรมนูญ จะดึงร่างเดิมกลับมาพิจารณาภายิน 60 วัน? ครม.จะเสนอร่างใหม่ประกบร่างพรรคเพื่อไทยหรือไม่? ท้าทายให้รัฐบาลกล้าขึ้นมาชี้แจงว่ารัฐธรรมนูญใหม่จะมีเนื้อหาอย่างไร

ความสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญไทย

รัฐธรรมนูญ 2560 ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสืบทอดอำนาจคสช. ทำให้การเมืองไทยติดขัด การแก้ไขรายมาตราเป็นทางออกที่เป็นไปได้ โดยไม่ต้องรอร่างใหญ่ทั้งฉบับ ช่วยลดจุดอ่อนเรื่ององค์กรอิสระที่ล้นอำนาจ เปิดทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น หากรัฐบาลยังเมิน จะยิ่งเสียความน่าเชื่อถือ

ในมุมมองของผู้เขียน การเมืองไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ ประชามติ 21.6 ล้านเสียงคือสัญญาณเตือนที่ชัดเจน รัฐบาลควรรับฟังและลงมือทำทันที มิเช่นนั้นพรรคฝ่ายค้านอย่างประชาชนจะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงเอง

CTA: คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความเพื่อกระตุ้นให้เกิดการถกเถียงเรื่องรัฐธรรมนูญใหม่กันเถอะ!

ที่มา – “พนิดา” ซัดรัฐบาลเมินประชามติ 21.6 ล้านเสียง ลั่นปชน.เดินหน้าเสนอร่างแก้ไขรายมาตรา

“อนุทิน” ไม่ทราบจริงๆ งูเห่าส้มโผล่โหวตนายกฯ ขอบคุณทุกเสียง

“อนุทิน” ไม่ทราบจริงๆ งูเห่าส้มโผล่โหวตนายกฯ ขอบคุณทุกเสียง เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ โดยเฉพาะหลังจากการประชุมสำคัญที่รัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์แบบตรงไปตรงมาที่สร้างความประหลาดใจให้กับสื่อมวลชนและประชาชน

“อนุทิน” ไม่ทราบจริงๆ งูเห่าส้มโผล่โหวตนายกฯ ขอบคุณทุกเสียง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 19 มีนาคม 2569 ณ รัฐสภา หลังจากนายอนุทิน เดินทางออกจากอาคารรัฐสภาหลังการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์ (ศบก.) ผู้สื่อข่าวต่างพากันรุมถามถึงเรื่อง “งูเห่าส้ม” จากพรรคประชาชนที่โผล่มาลงคะแนนสนับสนุนเลือกนายกรัฐมนตรี 1 เสียง ซึ่งเป็นเสียงที่คาดไม่ถึง นายอนุทินตอบอย่างชัดเจนว่า “ไม่ทราบครับ” และเมื่อถูกถามต่อถึงเหตุผลที่ ส.ส. รายนี้โหวตสนับสนุน นายอนุทินย้ำอีกครั้งว่า “ไม่ทราบเลยจริงๆ” แต่สิ่งที่น่าประทับใจคือ ท่านนายกฯ ยังคงขอบคุณทุกเสียง ทั้งที่เลือกและไม่เลือก โดยระบุว่า “ถือว่าทำงานเพื่อประชาชนด้วยกัน” ก่อนจะขอตัวไปทำธุระ

บริบทการเมืองเบื้องหลังงูเห่าส้ม

คำว่า “งูเห่าส้ม” หมายถึง ส.ส. จากพรรคประชาชนที่แปรปรวนในการลงคะแนน โดยปกติพรรคประชาชนซึ่งมีสัญลักษณ์สีส้มมักจะมีจุดยืนชัดเจน แต่การโหวตสนับสนุนนายอนุทินครั้งนี้กลายเป็นเซอร์ไพรส์ใหญ่ ทำให้เกิดคำถามมากมายในหมู่ผู้ติดตามข่าวการเมือง การโหวต 1 เสียงนี้มีความสำคัญเพราะอาจส่งผลต่อสมดุลอำนาจในสภา โดยเฉพาะในช่วงที่การจัดตั้งรัฐบาลและการเลือกนายกรัฐมนตรีกำลังเข้มข้น

นอกจากนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการคุยนโยบายกับพรรคเพื่อไทย นายอนุทินบอกว่า “คุยกันตลอดเวลา” แสดงให้เห็นถึงการประสานงานระหว่างพรรคที่ต่อเนื่อง ส่วนคำถามที่ว้าว่าเป็นนายกเต็มตัวแล้วรู้สึกอย่างไร ท่านตอบว่า “ยังๆ รอขั้นตอน” ซึ่งสะท้อนถึงความรอบคอบและไม่ประมาท

ความหมายของคำขอบคุณทุกเสียง

คำพูดของนายอนุทินที่ว่า “ขอบคุณทุกเสียง ทั้งที่เลือกและไม่เลือก” เป็นตัวอย่างของผู้นำที่ยึดมั่นในหลักประชาธิปไตย แม้จะไม่ทราบที่มาของเสียงนั้น แต่ก็ให้เกียรติทุกฝ่าย นี่คือจุดแข็งที่ทำให้ภาพลักษณ์ของท่านเป็นที่ชื่นชอบในสายตาประชาชน การเมืองไทยในยุคนี้เต็มไปด้วยการแข่งขันดุเดือด แต่การแสดงออกแบบนี้ช่วยลดความขัดแย้งและส่งเสริม unity

  • เหตุการณ์เกิดหลังประชุมศบก. ที่รัฐสภา
  • นายอนุทินยืนยันไม่ทราบเรื่องงูเห่าส้มจริงๆ
  • ขอบคุณทุกเสียงเพื่อประชาชน
  • คุยนโยบายกับเพื่อไทยตลอดเวลา
  • ยังไม่ใช่นายกเต็มตัว รอขั้นตอน

จากเหตุการณ์นี้ เราสามารถวิเคราะห์ได้ว่าการเมืองไทยกำลังเข้าสู่ giai đoạnใหม่ที่ทุกเสียงมีค่า แม้แต่เสียงงูเห่า 1 เสียงก็อาจพลิกเกมได้ นายอนุทินแสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพในการรับมือสื่อและสถานการณ์ไม่คาดฝัน ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญของผู้นำที่ดี

ในมุมมองของผู้เขียน การกระทำเช่นนี้ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่เบื่อหน่ายการเมืองแบบเก่าๆ หากทุกฝ่ายยึดหลัก “ทำเพื่อประชาชน” อย่างแท้จริง อนาคตของไทยจะสดใสยิ่งขึ้น คุณล่ะคิดเห็นอย่างไรกับเรื่อง “อนุทิน” ไม่ทราบจริงๆ งูเห่าส้มโผล่โหวตนายกฯ ขอบคุณทุกเสียง? เชิญแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ!

ที่มา – “อนุทิน” ไม่ทราบจริงๆ งูเห่าส้มโผล่โหวตนายกฯ ขอบคุณทุกเสียง

“จุลพันธ์” ลั่น เพื่อไทย 74 เสียงโหวต “อนุทิน” ตั้งรัฐบาล

“จุลพันธ์” ลั่น เพื่อไทย 74 เสียง โหวต “อนุทิน” เดินหน้าตั้งรัฐบาล แก้ปัญหาประชาชน เป็นประเด็นร้อนที่กำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ สะท้อนถึงการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วเพื่อให้ประเทศมีรัฐบาลที่มั่นคง โดยเฉพาะหลังจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา

ในวันที่ 19 มีนาคม 2567 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายอย่างหนักแน่นในสภาผู้แทนราษฎร ประกาศว่าพรรคเพื่อไทยทั้ง 74 เสียง มีมติเอกฉันท์สนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล ผู้สมัครนายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ การตัดสินใจนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มาจากการคำนวณที่รอบคอบเพื่อประโยชน์ของประชาชน

“จุลพันธ์” ลั่น เพื่อไทย 74 เสียง โหวต “อนุทิน” เดินหน้าตั้งรัฐบาล แก้ปัญหาประชาชน

นายจุลพันธ์ ย้ำชัดว่าพรรคภูมิใจไทยได้รับความไว้วางใจจากประชาชนสูงสุด ด้วยคะแนนเสียงถึง 191 เสียง จากทั้งระบบบัญชีรายชื่อและระบบเลือกตั้งเขต ซึ่งเหนือกว่าพรรครองอันดับสองและสามอย่างมีนัยสำคัญ เสียงเหล่านี้คือพลังจากประชาชนที่ต้องการเห็นประเทศเดินหน้าต่อไป พรรคเพื่อไทยในฐานะตัวแทนประชาชน จึงยอมรับและเคารพผลการเลือกตั้งนี้เต็มที่ โดยไม่ยึดติดกับผลประโยชน์ส่วนตัวของพรรค

นอกจากนี้ นายจุลพันธ์ ยังขอบคุณพรรคภูมิใจไทยที่ให้เกียรติเชิญพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการรวมพลังเพื่อไทยเพื่อเร่งด่วนในการเลือกนายกรัฐมนตรี จัดตั้งรัฐบาล โปรดเกล้าฯ และแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อให้รัฐบาลมีอำนาจเต็มในการแก้ไขปัญหาที่ประชาชนกำลังเผชิญหนาอยู่

เหตุผลหลักที่เพื่อไทยโหวตสนับสนุน “อนุทิน”

การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ มีพื้นฐานมาจากหลายปัจจัยที่ชัดเจน โดยสามารถสรุปได้ดังนี้

  • จำนวนเสียงที่เด็ดขาด: พรรคภูมิใจไทยกวาด 191 เสียง ซึ่งมากพอที่จะนำพาประเทศสู่เสถียรภาพ
  • เสียงประชาชนคือหลัก: ทุกพรรคต้องเคารพเจตจำนงของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
  • เร่งแก้ปัญหาเรื้อรัง: ประชาชนรอคอยรัฐบาลที่ทำงานจริง ไม่ใช่การเมืองล่าช้า
  • ความร่วมมือระหว่างพรรค: การเชิญร่วมรัฐบาลแสดงถึงจิตวิญญาณการประสานกัน

สถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบันเต็มไปด้วยความท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจที่ซบเซา เงินเฟ้อพุ่งสูง การว่างงานเพิ่มขึ้น รวมถึงปัญหาสังคมและโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วน “จุลพันธ์” ลั่น เพื่อไทย 74 เสียง โหวต “อนุทิน” เดินหน้าตั้งรัฐบาล แก้ปัญหาประชาชน จึงเป็นสัญญาณบวกที่นักการเมืองไทยกำลังรวมพลังเพื่อประชาชน ไม่ใช่แย่งชิงอำนาจส่วนตัว

ผลกระทบที่คาดหวังจากรัฐบาลใหม่

หากนายอนุทิน ได้รับการโหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรีจริง ประชาชนคาดหวังว่ารัฐบาลชุดนี้จะเดินหน้าด้วยนโยบายที่ชัดเจน เช่น การกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก การลดค่าครองชีพ และการปฏิรูประบบสาธารณสุข โดยเฉพาะหลังวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยที่เข้าร่วมจะช่วยเสริมสร้างความสมดุลให้รัฐบาลมีทั้งประสบการณ์และวิสัยทัศน์ที่หลากหลาย

นอกจากนี้ การที่พรรคเพื่อไทยซึ่งมีฐานเสียงแข็งแกร่งในภาคอีสานและเหนือ สนับสนุนเต็มตัว จะช่วยให้รัฐบาลใหม่มีเสถียรภาพมากขึ้น ลดโอกาสเกิดความขัดแย้งในสภา และเร่งให้เกิดการอนุมัตินโยบายสำคัญๆ ได้เร็วขึ้น ในมุมมองของผู้เขียน “จุลพันธ์” ลั่น เพื่อไทย 74 เสียง โหวต “อนุทิน” เดินหน้าตั้งรัฐบาล แก้ปัญหาประชาชน ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการเมืองแบบใหม่ที่เน้นผลลัพธ์มากกว่าคำพูด

อย่างไรก็ตาม ประชาชนยังคงจับตาดูว่ารัฐบาลที่จะเกิดขึ้นจะสามารถตอบโจทย์ได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะประเด็นดิจิทัลวอลเล็ตที่เป็นนโยบายเรื้อรังของเพื่อไทย หรือนโยบายสาธารณสุขของภูมิใจไทย สุดท้ายแล้ว เสียง 74 เสียงจากเพื่อไทยนี้ จะเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความเจริญรุ่งเรือง

เห็นได้ชัดว่านี่คือก้าวสำคัญที่แสดงถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันของพรรคการเมืองใหญ่ คุณคิดว่ารัฐบาลชุดนี้จะแก้ปัญหาประชาชนได้จริงหรือไม่? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้ติดตามข่าวสารการเมืองล่าสุด!

ที่มา – “จุลพันธ์” ลั่น เพื่อไทย 74 เสียง โหวต “อนุทิน” เดินหน้าตั้งรัฐบาล แก้ปัญหาประชาชน

“นิด้าโพล” ไม่อยากให้ กธ.-ปชป.-ปชน. ร่วมรัฐบาล

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมือง! วันนี้เรามีผลสำรวจสุดร้อนแรงมาฝากกันตรงจาก“นิด้าโพล” การันตีที่มาผลสำรวจ ไม่อยากให้ กธ.-ปชป.-ปชน. ร่วมรัฐบาลอนุทิน ผลสำรวจนี้ทำโดยศูนย์นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ที่เก็บข้อมูลจากประชาชนทั่วประเทศกว่า 1,310 คน ระหว่างวันที่ 23-24 กุมภาพันธ์ 2569 ด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เก็บข้อมูลทางโทรศัพท์ ความแม่นยำสูงถึง 97% ค่าคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 เลยทีเดียว เพื่อนๆ คิดดูสิว่าประชาชนคิดยังไงกับการเจรจาจัดตั้งรัฐบาล โดยเฉพาะการที่พรรคภูมิใจไทยของอนุทิน ชาญสุวรรณ จะดึงพรรคอื่นมาร่วม

สถานการณ์การเมืองไทยหลังเลือกตั้งยังคงเดือดปุดๆ ทุกพรรคต่างแย่งชิงตำแหน่งกันวุ่นวาย นิด้าโพลเลยออกมาสำรวจหัวข้อ “สี่พรรค ร่วมรัฐบาล?” ถามตรงๆ ว่าประชาชนอยากเห็นพรรคกล้าธรรม (กธ.) ประชาธิปัตย์ (ปชป.) ประชาชน (ปชน.) และเพื่อไทย (พท.) ร่วมรัฐบาลกับภูมิใจไทยหรือเปล่า ผลออกมาชัดเจนมาก โดยเฉพาะ 3 พรรคแรกที่ประชาชนส่วนใหญ่ “ไม่อยากให้” ร่วมเลย!

“นิด้าโพล” การันตีที่มาผลสำรวจ ไม่อยากให้ กธ.-ปชป.-ปชน. ร่วมรัฐบาลอนุทิน

มาดูผลกันแบบละเอียดยิบเลยนะครับ เริ่มจากพรรคแรกที่โดนหนักสุด

พรรคกล้าธรรม (กธ.): เกินครึ่งไม่เอา

เมื่อถามว่าควรให้พรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาลกับภูมิใจไทยไหม ผลคือ

  • ไม่ควรเข้าร่วม: 64.35%
  • ควรเข้าร่วม: 34.05%
  • ไม่ตอบ/ไม่สนใจ: 1.60%

เห็นมั้ยครับ เกือบ 2 ใน 3 ไม่เห็นด้วย! อาจเพราะกล้าธรรมเป็นพรรคใหม่ ภาพลักษณ์ยังไม่ชัด หรือกลัวถูกกลืนโดยพรรคใหญ่?

พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.): ไม่เห็นด้วยเช่นกัน

สำหรับเดอะบลูส์ พรรคเก่าแก่

  • ไม่ควรเข้าร่วม: 58.24%
  • ควรเข้าร่วม: 40.84%
  • ไม่ตอบ/ไม่สนใจ: 0.92%

ประชาชนกว่าครึ่งไม่เห็นด้วยกับการจับมือ “เสี่ยหนู” อนุทิน อาจเพราะฐานเสียงใต้ของปชป. ยังมีประเด็นขัดแย้งเก่าๆ กับภูมิใจไทย

พรรคประชาชน (ปชน.): รับไม่ได้เลย

พรรคนี้โดนหนักสุด

  • ไม่ควรเข้าร่วม: 71.14%
  • ควรเข้าร่วม: 28.55%
  • ไม่ตอบ/ไม่สนใจ: 0.31%

กว่า 70% บอกไม่เอา! คงเพราะปชน.เน้นนโยบายก้าวหน้า แต่ภูมิใจไทยถูกมองว่าติดค้างประเด็นเก่า

พรรคเพื่อไทย (พท.): หนุนเต็มที่

แต่น่าสนใจตรงพรรคเพื่อไทย

  • ควรเข้าร่วม: 54.73%
  • ไม่ควรเข้าร่วม: 44.81%
  • ไม่ตอบ/ไม่สนใจ: 0.46%

กว่าครึ่งเห็นด้วย สะท้อนว่าประชาชนมองว่าพท.กับภท.เข้ากันได้ดีกว่า

กลุ่มตัวอย่างในผลสำรวจ “นิด้าโพล” การันตีที่มาผลสำรวจ

เพื่อความน่าเชื่อถือ นิด้าโพลแจกแจงกลุ่มตัวอย่างครบถ้วน ดังนี้

  • ภูมิลำเนา: กทม. 8.55%, กลาง 18.70%, เหนือ 17.79%, อีสาน 33.28%, ใต้ 13.82%, ตะวันออก 7.86%
  • เพศ: ชาย 47.94%, หญิง 52.06%
  • อายุ: 18-25 ปี 12.13%, 26-35 17.79%, 36-45 17.94%, 46-59 26.34%, 60+ 25.80%
  • การศึกษา: ไม่เรียน 0.38%, ป.6 20.46%, ม.ปลาย 33.51%, อุปตรี 9.62%, ป.ตรี 29.92%, โทขึ้นไป 6.11%
  • อาชีพ: ขรก. 10.46%, พนักงานเอกชน 16.34%, เจ้าของกิจการ 22.52%, เกษตร 10.69%, รับจ้าง 14.81%, แม่บ้าน/เกษียณ 19.07%, นักเรียน 6.11%
  • รายได้: ไม่มี 21.37%, <5,000 บ. 3.74%, 5k-10k 13.97%, 10k-20k 31.53%, 20k-30k 11.83%, 30k+ ส่วนน้อย

ตัวอย่างครอบคลุมทุกกลุ่ม ทำให้ผลสำรวจ “นิด้าโพล” การันตีที่มาผลสำรวจ น่าเชื่อถือสุดๆ

วิเคราะห์ผล: ประชาชนส่งสัญญาณอะไร?

จากผลนี้ เห็นชัดว่าประชาชนยังไม่ค่อยไว้ใจการจับมือระหว่างกธ.-ปชป.-ปชน.กับภูมิใจไทย อาจเพราะนโยบายไม่ลงรอย หรือกลัวรัฐบาลใหญ่เกินไปไม่ยั่งยืน แต่การที่หนุนพท.ร่วม แสดงถึงความหวังในพรรคใหญ่ที่ชัดเจน ในมุมผมคิดว่านี่เป็นสัญญาณให้พรรคการเมืองฟังเสียงประชาชนมากขึ้น การจัดตั้งรัฐบาลต้องคำนึงถึงความเห็นฐานเสียง ไม่ใช่แค่แบ่งเก้าอี้ ถ้าทำได้ รัฐบาลใหม่ก็น่าจะแข็งแกร่ง!

เพื่อนๆ ล่ะคิดยังไงกับผลสำรวจนี้? อยากเห็นพรรคไหนร่วมรัฐบาลบ้าง? มาคอมเมนต์讨论กันด้านล่างเลยนะครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านต่อ ช่วยติดตามข่าวการเมืองอัพเดททุกวันกับเรา!

ที่มา – “นิด้าโพล” การันตีที่มาผลสำรวจ ไม่อยากให้ กธ.-ปชป.-ปชน. ร่วมรัฐบาลอนุทิน

ตรีนุช ยืนยันพร้อมร่วมรัฐบาลอนุทิน

ในสถานการณ์การเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุหลังการเลือกตั้ง นางสาวตรีนุช เทียนทอง หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน โดยตรีนุช ยืนยันพร้อมร่วมรัฐบาลอนุทินอย่างไม่มีเงื่อนไข รอเพียงการรับรองผลจาก กกต. เท่านั้น ข่าวนี้กลายเป็นประเด็นสำคัญที่นักการเมืองและประชาชนจับตามองอย่างใกล้ชิด

ตรีนุช ยืนยันพร้อมร่วมรัฐบาลอนุทิน

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 (ย่อจาก 2569 ในข่าว) นางสาวตรีนุช เทียนทอง ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมกรรมการบริหารพรรค โดยยืนยันว่าตรีนุช ยืนยันพร้อมร่วมรัฐบาลอนุทิน ซึ่งเป็นจุดยืนที่พรรคยึดถือมาตั้งแต่แรก เนื่องจากพรรคภูมิใจไทยของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับคะแนนเสียงจากประชาชนมากที่สุด จึงสมควรเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

ตรีนุช เน้นย้ำว่ายังไม่มีการกำหนดเงื่อนไขใดๆ ในการเจรจา และต้องรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลการเลือกตั้งก่อน จึงจะเข้าสู่การหารือเรื่องการแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ แม้พรรคพลังประชารัฐจะมี ส.ส. เพียง 5 เสียง แต่ก็พร้อมสนับสนุน โดยเรื่องจำนวนเก้าอี้จะขึ้นอยู่กับพรรคใหญ่

บริบทการประชุมพรรคพลังประชารัฐ

การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคครบกำหนด 60 วันตามกฎหมาย พรรคจึงต้องเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมใหญ่สามัญในเดือนหน้า ตรีนุช ชี้แจงถึงกระแสวิจารณ์จากผู้สมัคร ส.ส. บางส่วนที่เรียกร้องให้บิ๊กป้อมกลับมา ว่า พรรคมีนโยบายและอุดมการณ์ชัดเจน แม้ช่วงเปลี่ยนผ่านจะไม่ลงพื้นที่ทั่วถึง แต่ทุกคนที่ร่วมงานตกลงใจกันแล้ว

จุดยืนต่อกระแสตั้งรัฐบาลแข่ง

เมื่อถูกถามถึงกระแสข่าวการตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคภูมิใจไทย ตรีนุช ปัดตอบและย้ำให้เกียรติพรรคที่ได้คะแนนสูงสุดก่อน โดยตรีนุช ยืนยันพร้อมร่วมรัฐบาลอนุทินเต็มที่ โดยฟังเสียงประชาชนเป็นหลัก ไม่ปิดประตูเจรจากับพรรคอื่นแบบสิ้นเชิง แต่ขณะนี้โฟกัสที่พรรคแกนนำ

  • ไม่มีเงื่อนไขชัดเจน: เจรจาเบื้องต้นแล้ว แต่รอ กกต. รับรอง
  • ยึดผลเลือกตั้ง: ภูมิใจไทยได้คะแนนสูงสุด สมควรนำ
  • จำนวน ส.ส. จำกัด: 5 เสียง แต่พร้อมต่อรองเก้าอี้
  • เตรียมประชุมใหญ่: หลังประวิตรลาเก้าอี้ 60 วัน
  • ตอบโต้กระแส: ไม่ปิดประตูพรรคอื่น แต่ให้เกียรติก่อน

สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความเป็นมืออาชีพของพรรคพลังประชารัฐในการเคารพผลการเลือกตั้ง หาก กกต. รับรองผลเร็ว รัฐบาลใหม่น่าจะเกิดขึ้นโดยเร็ว สร้างเสถียรภาพให้ประเทศ

ในมุมมองของผู้เขียน การยืนยันจุดยืนของตรีนุชนี้เป็นสัญญาณดีต่อการเมืองไทยที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง หลีกเลี่ยงความขัดแย้งไม่จำเป็น คุณคิดอย่างไรกับการจัดตั้งรัฐบาลชุดนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่บล็อกของเรา!

ที่มา – “ตรีนุช” ยืนยันพร้อมร่วมรัฐบาลอนุทิน ยังไม่มีเงื่อนไข รอคุยเก้าอี้หลัง กกต. รับรองผล

Scroll to top