เหยื่อสแกมเมอร์

เร่งรวบรวมหลักฐานออกหมายจับเบน สมิธ ยึดทรัพย์ชนนพัฒฐ์

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาพูดถึงข่าวร้อนที่หลายคนรอคอยกัน นั่นคือกรณีออกหมายจับเบน สมิธ ยึดทรัพย์ชนนพัฒฐ์ที่กำลังเป็นประเด็นใหญ่ในวงการปราบปรามสแกมเมอร์และคอลเซ็นเตอร์ ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2568 นายยศวินทร์ เพียรพิทักษ์ ตัวแทนช่วยเหลือเหยื่อคอลเซ็นเตอร์ ได้เข้าพบ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อยื่นหนังสือขอบคุณรัฐบาล โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีที่จริงจังกับปัญหานี้ จนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. สามารถยึดทรัพย์ผู้กระทำผิดได้กว่า 13,000 ล้านบาท นี่คือความคืบหน้าที่น่าชื่นชมมากๆ เลยครับ

เร่งรวบรวมหลักฐานออกหมายจับเบน สมิธ ยึดทรัพย์ชนนพัฒฐ์

หลังจากนั้น พล.ต.ท.รุทธพล ได้ให้ข้อมูลสำคัญว่า ปัญหาหลักของเหยื่อสแกมคือถูกธนาคารฟ้องร้องและอายัดทรัพย์เพราะไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ได้ กระทรวงยุติธรรมจึงจะเข้ามาช่วยเหลือผ่านกรมคุ้มครองสิทธิ์ ก่อนที่ศาลจะพิพากษา และกรมบังคับคดีจะช่วยจัดการหนี้หลังพิพากษา โดยจะนำเคสเหยื่อสแกมเมอร์และอาชญากรรมออนไลน์เข้าสู่ระบบกรมคุ้มครองสิทธิ์ เพื่อประสานเยียวยาและคืนทรัพย์ทันที นอกจากนี้ ในคดีอาญา ตำรวจจะนำผู้กระทำผิดมาลงโทษแน่นอน ไม่มีการปล่อยปละละเลย และที่สำคัญ จากการตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบนักการเมืองใดเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ด้วย

ออกหมายจับเบน สมิธ ยึดทรัพย์ชนนพัฒฐ์ คดีสแกมเมอร์

ออกหมายจับ “เบน สมิธ” ยึดทรัพย์ “ชนนพัฒฐ์” อยู่ในขั้นตอนไหน?

ส่วนประเด็นที่หลายคนอยากรู้มากที่สุด คือคดีออกหมายจับเบน สมิธ ยึดทรัพย์ชนนพัฒฐ์ พล.ต.ท.รุทธพล เผยว่าตอนนี้กำลังเร่งรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อพิจารณาว่าจะออกหมายจับนายเบน สมิธ ได้ทันทีหรือไม่ โดยตรวจสอบว่าเป็นตัวการหรือผู้สนับสนุนหรือเปล่า แต่รายละเอียดทั้งหมดอยู่ในสำนวนการสอบสวนยังเปิดเผยไม่ได้ เช่นเดียวกับกรณีนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ผู้สมัคร ส.ส.สงขลา เขต 4 พรรคกล้าธรรม ว่าจะมีการยึดทรัพย์สินหรือไม่ ก็ยังบอกไม่ได้เช่นกัน เพราะทุกอย่างอยู่ในกระบวนการสอบสวน

พล.ต.ท.รุทธพล พูดถึงออกหมายจับเบน สมิธ ยึดทรัพย์ชนนพัฒฐ์

จะยึดทรัพย์ “ชนนพัฒฐ์” หรือไม่ ต้องรออะไร?

สำหรับคดีนี้ เราเห็นความโปร่งใสจากหน่วยงานรัฐที่ไม่ปิดบัง แต่ก็ต้องเคารพกระบวนการยุติธรรม นี่คือสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน โดยเฉพาะเหยื่อสแกมที่เสียหายไปหลายหมื่นราย ปัญหาคอลเซ็นเตอร์และสแกมออนไลน์ในไทยรุนแรงมาก สูญเงินปีละหลายหมื่นล้าน ดีใจที่รัฐบาลสั่งการ ปปง. เข้มข้น จนยึดทรัพย์ได้มหาศาล

ตัวแทนเหยื่อพบรมว.ยุติธรรม คดีออกหมายจับเบน สมิธ

สถานการณ์สแกมเมอร์ในไทยและมาตรการป้องกัน

เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น แก๊งสแกมเมอร์ส่วนใหญ่ใช้ call center จากต่างประเทศ หลอกลงทุน หวยออนไลน์ หรือให้โอนเงิน โดยเฉพาะช่วงโควิดที่เพิ่มขึ้น 3-4 เท่า รัฐบาลจึงมีมาตรการเข้มงวด ดังนี้:

  • ยึดทรัพย์ผ่าน ปปง. กว่า 13,000 ล้านบาทแล้ว
  • ช่วยเหลือเหยื่อหนี้สินผ่านกรมคุ้มครองสิทธิ์
  • ปราบปรามเครือข่ายข้ามชาติ จับผู้ต้องหานับพัน
  • พัฒนาระบบแจ้งเบาะแสออนไลน์

ถ้าคุณเคยเจอสแกม อย่าลืมแจ้งตำรวจทันที และตรวจสอบข้อมูลก่อนโอนเงินนะครับ

คดีสแกมเมอร์ เร่งออกหมายจับเบน สมิธ ยึดทรัพย์
ความคืบหน้า ยึดทรัพย์ชนนพัฒฐ์ คดีเบน สมิธ

ในความเห็นของผม การเร่งรวบรวมหลักฐานออกหมายจับเบน สมิธ ยึดทรัพย์ชนนพัฒฐ์ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจริงจัง ไม่ยอมให้อาชญากรลอยนวล หวังว่าจะมีข่าวดีจับกุมได้เร็วๆ นี้ เพื่อคืนความยุติธรรมให้เหยื่อทุกคน หากคุณมีประสบการณ์หรือข้อมูลเพิ่มเติม สามารถแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ หรือติดตามบล็อกเราเพื่ออัปเดตข่าวสารล่าสุด!

ที่มา – เร่งรวบรวมหลักฐานออกหมายจับ “เบน สมิธ” ยึดทรัพย์ “ชนนพัฒฐ์” หรือไม่ ยังเปิดเผยไม่ได้

รองผบ.ตร. โวย ธนาคาร-มือถือ ทำตำรวจเป็นจำเลยสังคม

รองผบ.ตร. โวยกลางวงกรรมาธิการตำรวจ เคยชงรัฐบาล – กสทช. ออกกฎหมาย “1 คน 1 เบอร์ – 1 อีแบงก์กิ้ง” แก้ปัญหาสแกมเมอร์ แบบสิงคโปร์ แต่เหลว จวก “แบงก์พาณิชย์-กสทช. “  ทำตำรวจเป็นจำเลยสังคม

วันที่ 30 ตุลาคม 2568 ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ที่มี น.ส.สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ สส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธาน ได้ประชุมติดตามความคืบหน้าการปฏิรูปตำรวจ ภายหลังการบังคับใช้ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 โดยมีพล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) และอดีตผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ตำรวจไซเบอร์) ในฐานะผู้แทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เข้าร่วมชี้แจง โดยช่วงหนึ่งของการประชุม พล.ต.อ.กรไชย กล่าวถึงปัญหา “สแกมเมอร์” ว่า สาเหตุหลักอยู่ที่ 3 หน่วยงานสำคัญคือ ธนาคารพาณิชย์, กสทช. และตำรวจ แต่ประชาชนมักเข้าใจผิดว่า ตำรวจต้องรับผิดชอบทั้งหมด ทั้งที่เงินอยู่ในระบบธนาคารพาณิชย์และโทรศัพท์มือถือของเหยื่อเอง ทั้งนี้ สตช.เคยเสนอให้กำหนดในกฎหมายเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยให้ 1 บุคคลครอบครองได้ 1 หมายเลข และ 1 บัญชีอีแบงก์กิ้ง เพื่อควบคุมการโอนเงินให้สามารถตรวจสอบได้ แต่ข้อเสนอนี้ยังไม่ถูกนำไปปฏิบัติ แม้ ธปท. บอกว่า 1 เบอร์มีแค่ 1 ธนาคาร แต่ของตนเองมีเบอร์เดียวกลับมีถึง 3 ธนาคาร ซึ่งปัจจุบันมีบุคคลธรรมดาถือครองหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่เกิน 1,000 หมายเลขต่อคน โดยซื้อได้ง่ายมากตามร้านสะดวกซื้อต่างๆ ทั้งนี้พบว่า เด็กอายุเพียง 12 ปีก็สามารถเปิดบัญชีอีแบงก์กิ้งได้ และ กสทช. ไม่เคยกำหนดข้อจำกัด จึงเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพใช้ซิมม้าและบัญชีม้าโอนเงินหลอกลวงเหยื่อ โดยเฉพาะการใช้เครื่อง SIM BOX ที่ตนเคยจับได้กว่า 200 เครื่องในปี 2565 ซึ่งเครื่องหนึ่งมี 32 ซิม สามารถโทรได้วันละ 16,000 ครั้ง เดือนละกว่า 4.8 แสนสายโทร รวมทั้งหมดโทรได้กว่า 96 ล้านครั้งต่อเดือน ซึ่งเป็นเครื่องมือหลักในการหลอกลวงของแก๊งสแกมเมอร์จากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา

เรียกร้องออกกฎหมายบังคับ

“คนที่ถือเบอร์ในไทยมีราว 40 ล้านคน แต่มีคนถูกหลอกกว่า 10 ล้านคน แค่โอนคนละพันบาทก็ทำเงินมหาศาลแล้ว ปัจจุบันสายโทรหลอกลวงจำนวนมากถูกยิงสัญญาณจากประเทศเพื่อนบ้านไปกลับหลายประเทศก่อนกลับเข้ามาไทย ทำให้ติดตามหา IP ได้ยาก ผมเคยเสนอให้ กสทช. จำกัด 1 คนมีได้ไม่เกิน 5 เบอร์ แต่ผ่านมา 10 ปีก็ยังไม่ดำเนินการ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งออกกฎหมายมาบังคับใช้จริงจัง ไม่ใช่แค่ ขอความร่วมมือ มีหลายประเทศใช้แล้ว เช่นกรณีประเทศสิงคโปร์ที่มีบทลงโทษชัด ทำให้ไม่มีปัญหาสแกมเมอร์เหมือนไทย“ พล.ต.อ.กรไชย กล่าว

ซัดธนาคารตรวจสอบนาน

พล.ต.อ.กรไชย กล่าวต่อว่า ในส่วนของธนาคาร ถือเป็น ต้นทางของเงิน แต่กลับใช้เวลาตรวจสอบนาน 1–2 เดือน จึงรู้ปลายทางการโอนเงิน ทำให้ยากต่อการติดตาม เช่นกรณีเหยื่อถูกหลอกโอน 7 ล้านบาทในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง 20 นาที หากธนาคารรับแจ้งความได้ทันทีและ บล็อกบัญชี ได้เลย เงินก็ยังคงอยู่ในระบบ แต่ที่ผ่านมาไม่มีการออกกฎหมายบังคับ จึงไม่มีความรับผิดชอบ ยกตัวอย่างว่า ธุรกรรมเล็ก ๆ เช่น ซื้อของในเกมออนไลน์ครั้งละ 31 บาท เมื่อรวมตลอดคืนอาจถึง 20,000 บาท ทำให้ยอดความเสียหายทั้งระบบสูงถึง กว่า 300 ล้านบาท โดยที่ธนาคารไม่แจ้งความ เพราะมีระบบประกันคุ้มครอง บางคนไม่รู้ตัวเลยว่าถูกดูดเงินออกไปทั้งคืน

ดังนั้น ต้องออกกฎหมายบังคับให้ กสทช. และธนาคารร่วมมือกับตำรวจอย่างจริงจัง หากยังปล่อยให้ทุกอย่างพึ่งเพียง คำขอความร่วมมือ สังคมไทยจะไม่มีวันหลุดพ้นจากปัญหาสแกมเมอร์

ซัดเอกชนมองแต่ผลกำไร

“ลองถามแต่ละบริษัทที่ให้บริการมือถือจะรู้ว่าที่ขายดีที่สุดคือซิมอินเตอร์เน็ต แต่ไม่มีใครกล้าเปิดเผยเพราะมันคือผลกำไร เขาไม่ได้มองความเดือดร้อนของประชาชนแต่มองที่กำไรเท่านั้น โดยไม่มีกฎหมายไปบังคับ เลยปล่อยให้เขาเล่นเอาเถิดกับรัฐบาลและประชาชน แล้วตัวเองออกมาเป็นฮีโร่ ขณะที่ตำรวจกลายเป็นเหยื่อแทน ส่วนคนที่ไปทำงานเป็นสแกมเมอร์แล้วบอกว่าโดนบังคับ ผมบอกได้เลยเดินมา 100 คน มี 99.8% เต็มใจทั้งนั้น ไม่มีใครบังคับหรอก“พล.ต.อ.กรไชยกล่าว

รองผบ.ตร. โวย ธนาคาร-มือถือ ทำตำรวจเป็นจำเลยสังคม

จากกรณีที่ รองผบ.ตร. ออกมาโวย ธนาคารเเละค่ายมือถือ ที่หวังแต่ผลกำไร จนทำให้ตำรวจกลายเป็นจำเลยสังคมนั้น สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่ซับซ้อนและเรื้อรังในการจัดการกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในประเทศไทย

ทำไม รองผบ.ตร. ถึงโวย ธนาคารและค่ายมือถือ?

พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อการทำงานของธนาคารพาณิชย์และผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ โดยกล่าวหาว่าหน่วยงานเหล่านี้มุ่งเน้นแต่ผลกำไรของตนเอง จนละเลยความเดือดร้อนของประชาชนและผลักภาระให้กับตำรวจในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหา รองผบ.ตร. โวย ธนาคาร-มือถือ ทำตำรวจเป็นจำเลยสังคม นั้น เกิดจากการที่ธนาคารใช้เวลาตรวจสอบนานเกินไป ทำให้การติดตามเงินที่ถูกโกงทำได้ยาก และ กสทช. ไม่มีการควบคุมการถือครองหมายเลขโทรศัพท์ ทำให้มิจฉาชีพสามารถใช้ซิมม้าและบัญชีม้าในการหลอกลวงประชาชนได้

นอกจากนี้ รอง ผบ.ตร. ยังกล่าวว่า สตช. เคยเสนอให้มีการออกกฎหมายที่เข้มงวดมากขึ้น เช่น การจำกัดจำนวนเบอร์โทรศัพท์ที่แต่ละคนสามารถถือครองได้ และการให้ธนาคารเร่งดำเนินการตรวจสอบการโอนเงินที่ผิดปกติ แต่ข้อเสนอดังกล่าวไม่ได้รับการตอบสนองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเท่าที่ควร ทำให้ปัญหายังคงอยู่และทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เป็นเหตุให้ รองผบ.ตร. โวย ธนาคาร-มือถือ ทำตำรวจเป็นจำเลยสังคม อย่างที่เห็น

ปัญหานี้ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ แต่เป็นปัญหาที่สะสมมานานและยังคงเป็นความท้าทายสำหรับสังคมไทย การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อสร้างระบบที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือสำหรับทุกคน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ รองผบ.ตร. โวย ธนาคาร-มือถือ ทำตำรวจเป็นจำเลยสังคม อีกต่อไป

ที่มา – รองผบ.ตร. โวยกลางวงกมธ. ตำรวจ ซัด ธนาคาร – ค่ายมือถือ หวังแต่ผลกำไร ทำตำรวจเป็นจำเลยสังคม

Scroll to top