เอกนัฏ พร้อมพันธุ์

“สิริพงศ์” แจงปมไฟสาธารณะ หนุนรัฐรื้อโครงสร้างค่าไฟ

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อมีการพูดถึงเรื่องโครงสร้างค่าไฟฟ้าของประเทศ ล่าสุด “สิริพงศ์” แจงปมไฟสาธารณะ หนุนรัฐรื้อโครงสร้างค่าไฟ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชนในระยะยาว โดยมองว่าการตรวจสอบต้นทุนที่ซ่อนอยู่นั้นเป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างจริงจัง

“สิริพงศ์” แจงปมไฟสาธารณะ หนุนรัฐรื้อโครงสร้างค่าไฟ อย่างเป็นระบบ

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาไขข้อสงสัยเกี่ยวกับประเด็นค่าไฟฟ้าส่องสว่างบนทางหลวง ซึ่งมีการถกเถียงกันมาอย่างยาวนานตั้งแต่อดีต โดยท่านยืนยันว่าหน่วยงานท้องถิ่น เทศบาล และ กทม. ล้วนได้รับหลักเกณฑ์การดูแลในลักษณะเดียวกันทั้งประเทศ เพื่อบริการสาธารณะที่เท่าเทียมกัน

เปิดมุมมองเมื่อ “สิริพงศ์” แจงปมไฟสาธารณะ หนุนรัฐรื้อโครงสร้างค่าไฟ

นอกจากนี้ นายสิริพงศ์ยังได้กล่าวถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและเป็นธรรมที่สุด โดยมีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจดังนี้:

  • แนวทางปฏิบัติตั้งแต่ปี 2530 ที่อาศัยความร่วมมือระหว่างรัฐและหน่วยงานพลังงานในการเอื้อประโยชน์ต่อประชาชน
  • การพิจารณาตรวจสอบต้นทุนซ่อนเร้นในบิลค่าไฟ เพื่อหาทางลดรายจ่ายในระยะยาว
  • ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าเฉพาะทาง เช่น ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Center)
  • เป้าหมายสูงสุดคือการไม่ให้กระทบต่อภารกิจหลักและการบริการสาธารณะของภาครัฐ

รัฐบาลชุดนี้ถือเป็นชุดแรกในรอบหลายสิบปีที่กล้าหยิบยกเรื่องโครงสร้างค่าไฟมาพิจารณาอย่างจริงจัง นายสิริพงศ์ย้ำชัดว่า กระทรวงคมนาคมพร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่ หากมาตรการดังกล่าวสามารถช่วยลดภาระให้พี่น้องประชาชนได้จริงโดยไม่ทำให้งานบริการพื้นฐานต้องสะดุดลง

ในอนาคต หากภาครัฐสามารถปรับโครงสร้างค่าไฟได้สำเร็จ จะถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยลดค่าครองชีพอย่างยั่งยืน เราต้องจับตาดูกันต่อไปว่าแนวทางการบริหารจัดการพลังงานครั้งนี้จะส่งผลบวกต่อกระเป๋าเงินของคนไทยได้มากน้อยเพียงใด แต่สัญญาณที่เห็นชัดคือความตั้งใจจริงในการรื้อระบบที่ใช้มานานหลายทศวรรษเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนโดยรวมครับ

ที่มา – “สิริพงศ์” แจงปมไฟสาธารณะ หนุนรัฐรื้อโครงสร้างค่าไฟ หวังลดภาระประชาชน

จัดการปม ค่าไฟแฝง ต้องหาผู้ชำระแทน โดยไม่บวกค่า FT

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงเคยสงสัยว่าทำไมบิลค่าไฟแต่ละเดือนถึงดูสูงผิดปกติกันบ้างใช่ไหมครับ? ล่าสุดมีประเด็นร้อนที่พูดถึงกันในวงกว้าง เมื่อนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าสำคัญว่า ทางรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล กำลังเร่งแก้ไขปัญหาเรื่อง จัดการปม ค่าไฟแฝง ต้องหาผู้ชำระแทน โดยไม่บวกค่า FT เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นธรรมให้กับประชาชนโดยตรง

จัดการปม ค่าไฟแฝง ต้องหาผู้ชำระแทน โดยไม่บวกค่า FT

ปัญหาเรื่องค่าไฟส่องสว่างริมทางและไฟสาธารณะที่แฝงมากับบิลค่าไฟบ้านของประชาชนนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นปัญหาที่สะสมมานานกว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งนายพิพัฒน์ยอมรับว่าเป็นความจริงที่ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ถูกผลักภาระมาให้ผู้บริโภคโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะค่าไฟจากทางหลวงชนบทที่ปีหนึ่งสูงถึง 10,000 ล้านบาทเลยทีเดียวครับ

แนวทางการแก้ไขปัญหา ค่าไฟแฝง อย่างยั่งยืน

นายกฯ ได้กำชับให้กระทรวงพลังงานและกระทรวงคมนาคมหาทางออกที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องแบกรับภาระส่วนนี้อีกต่อไป โดยแนวทางที่กำลังพิจารณามีดังนี้ครับ:

  • การเปลี่ยนมาใช้หลอด LED: กระทรวงคมนาคมเร่งดำเนินการเปลี่ยนโคมไฟบนถนนให้เป็นระบบ LED เพื่อช่วยประหยัดพลังงานลงได้ถึง 40-50% ซึ่งถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการลดต้นทุนค่าไฟภาพรวม
  • การหาแหล่งงบประมาณใหม่: รัฐบาลกำลังหารือกับสำนักงบประมาณและกระทรวงการคลังเพื่อหาผู้ชำระแทนที่เหมาะสม ไม่ใช่ผลักภาระไปให้ประชาชนผ่านค่า FT
  • ความรับผิดชอบในระดับนโยบาย: รัฐบาลมุ่งเน้นการจัดการระบบให้มีความโปร่งใส ไม่ให้ค่าสาธารณูปโภคส่วนกลางมาแฝงอยู่ในบิลครัวเรือนอีกต่อไป

ในมุมมองของผม การที่ภาครัฐออกมาให้ความสำคัญและพยายาม จัดการปม ค่าไฟแฝง ต้องหาผู้ชำระแทน โดยไม่บวกค่า FT ถือเป็นสัญญาณที่ดีมาก เพราะนี่คือการคืนความยุติธรรมให้กับผู้ใช้ไฟทั่วประเทศ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า เมื่อมีการปรับเปลี่ยนระบบอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว จะช่วยลดค่าครองชีพให้คนไทยได้มากน้อยเพียงใด และหวังว่าการบริหารจัดการงบประมาณครั้งนี้จะมีความโปร่งใสและเห็นผลในเร็ววันนี้ครับ

ที่มา – “พิพัฒน์” เผย นายกฯ สั่งเร่งจัดการปม “ค่าไฟแฝง” ต้องหาผู้ชำระแทน โดยไม่บวกอยู่ในค่า FT

เอกนัฏ แฉเอง ค่าไฟถนนรวมในบิลไฟบ้านประชาชน เร่งแก้ด่วน

เจาะลึกปม เอกนัฏ แฉเอง ค่าไฟถนนรวมในบิลไฟบ้านประชาชน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่หลายคนให้ความสนใจในขณะนี้ เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน คุณเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ได้ออกมาเปิดเผยความจริงที่ซ่อนอยู่ในบิลค่าไฟฟ้าของพวกเราทุกคน โดยประเด็นที่ว่า เอกนัฏ แฉเอง ค่าไฟถนนรวมในบิลไฟบ้านประชาชน กลายเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความไม่โปร่งใสที่ทำต่อเนื่องกันมานานนับสิบปี ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาระค่าใช้จ่ายของคนในชาติ

คุณเอกนัฏได้ให้สัมภาษณ์ถึงแผนการลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน โดยมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหา 3 ด้านหลัก ได้แก่ การทบทวนสัญญาแอดเดอร์, อัตราการรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชน และที่สำคัญที่สุดคือการจัดการค่าไฟฟ้าสำหรับไฟทางหลวงหรือสาธารณะที่ถูกนำไปแฝงไว้ในบิลของประชาชนทั่วไปอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งเรื่องนี้ถือว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเร่งจัดการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชน

ทำไมต้องแยกบัญชีเมื่อ เอกนัฏ แฉเอง ค่าไฟถนนรวมในบิลไฟบ้านประชาชน

ปัญหาเรื่องการนำค่าไฟทางไปรวมกับบิลไฟบ้านไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสิ่งที่สังคมสงสัยมานานจนกระทั่งมีการยืนยันจากรัฐมนตรีในปัจจุบัน การที่ไฟทางถนนถูกนำไปคำนวณรวมเป็นความสูญเสียและผลักภาระให้ประชาชนจ่ายนั้นถือเป็นความไม่ถูกต้องตามหลักการที่ควรจะเป็น หากมีการแยกส่วนอย่างชัดเจน จะส่งผลดีหลายประการ ดังนี้:

  • ความเป็นธรรม: ประชาชนจะได้จ่ายค่าไฟเฉพาะในส่วนที่ตนเองใช้จริงเท่านั้น ไม่ต้องรับภาระค่าไฟสาธารณะที่ไม่ใช่หน้าที่ของครัวเรือน
  • ความโปร่งใส: การแยกบัญชีจะทำให้หน่วยงานรัฐต้องของบประมาณมาบริหารจัดการค่าไฟทางให้ชัดเจนและตรวจสอบได้
  • ลดภาระประชาชน: การแก้ไขที่ตรงจุดนี้จะช่วยให้ค่าไฟฟ้าต่อหน่วยที่ประชาชนแบกรับอยู่นั้นลดลงอย่างเห็นได้ชัด

อย่างไรก็ตาม โจทย์นี้ถือเป็นความท้าทายของกระทรวงพลังงานที่จะต้องรีบดำเนินการ เพราะการทำเรื่องนี้ให้สำเร็จต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนในการตอกมิเตอร์แยกบัญชีให้ชัดเจน การเปลี่ยนผ่านระบบเดิมที่ทำมาเป็นสิบปีนั้นต้องใช้เวลาและความกล้าหาญในการตัดสินใจปรับปรุงโครงสร้างค่าไฟทั้งระบบ แต่เชื่อมั่นว่าหากทำตามเป้าหมายของรัฐมนตรีได้จริง จะเป็นข่าวดีสำหรับทุกคนแน่นอน

ในมุมมองของผู้บริโภค การได้เห็นรัฐมนตรีออกมาขยับตัวเรื่องนี้ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะความชัดเจนในบิลค่าไฟคือสิ่งที่ทุกคนรอคอย หากแยกส่วนไฟทางและไฟบ้านได้สำเร็จ นอกจากประชาชนจะจ่ายถูกลงแล้ว ยังเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในการบริหารจัดการพลังงานของประเทศให้ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน เราต้องร่วมกันติดตามอย่างใกล้ชิดว่าการปฏิรูปนี้จะเห็นผลเป็นรูปธรรมเมื่อไหร่และอย่างไร

ที่มา – “เอกนัฏ” แฉเอง ค่าไฟถนนรวมในบิลไฟบ้านประชาชน ชี้ทำมาเป็นสิบปี เร่งทบทวนแยกส่วน ให้ค่าไฟบ้านถูกลง

เอกนัฏ จ่อชง ครม. รีดรายได้จากผลกำไร กฟผ. อุ้มค่าไฟ

เชื่อว่าสถานการณ์ค่าครองชีพในปัจจุบันคงเป็นสิ่งที่หลายคนกังวล โดยเฉพาะเรื่องค่าไฟฟ้า ล่าสุดมีข่าวดีเมื่อ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าสำคัญว่า “เอกนัฏ” จ่อชง ครม. รีดรายได้จากผลกำไร กฟผ. อุ้มค่าไฟผู้ใช้ไม่เกิน 200 หน่วยแรก เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนกลุ่มฐานรากอย่างเร่งด่วน โดยยืนยันว่าการดำเนินการครั้งนี้จะไม่กระทบต่อแผนการลงทุนของ กฟผ. อย่างแน่นอน

แนวทางช่วยเหลือประชาชนเมื่อ “เอกนัฏ” จ่อชง ครม. รีดรายได้จากผลกำไร กฟผ. อุ้มค่าไฟผู้ใช้ไม่เกิน 200 หน่วยแรก

การดำเนินนโยบายในครั้งนี้ รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานเน้นย้ำว่าจะไม่ใช้งบประมาณกลาง แต่จะบริหารจัดการผ่านกำไรของ กฟผ. เป็นส่วนสำรองจ่ายชั่วคราว เพื่อให้ประชาชนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือนได้รับประโยชน์ทันที โดยสิ่งที่รัฐบาลกำลังวางแผนทำมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • การจัดกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าใหม่: มีการเตรียมผลักดันกลุ่ม Data Center เข้าสู่ประเภทที่ 9 เพื่อให้แบกรับต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่สูงขึ้น ลดภาระครัวเรือนทั่วไป
  • การทบทวนสัญญา Adder: ยกเลิกการต่ออายุอัตโนมัติของเอกชน เปลี่ยนเป็นระบบ Feed-in Tariff (FIT) ที่สะท้อนต้นทุนจริง เพื่อลดค่าไฟฟ้าในภาพรวม
  • ปรับปรุงระบบไฟสาธารณะ: เปลี่ยนเป็นหลอด LED พร้อมจัดการปัญหาค่าพลังงานไฟฟ้าสำรอง (AP) ที่คำนวณไว้เกินความจำเป็น

ทำไมผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไปถึงควรรู้เรื่อง “เอกนัฏ” จ่อชง ครม. รีดรายได้จากผลกำไร กฟผ. อุ้มค่าไฟผู้ใช้ไม่เกิน 200 หน่วยแรก

นอกจากเรื่องการชดเชยค่าไฟแล้ว กระทรวงพลังงานยังให้ความสำคัญกับการสนับสนุนโซลาร์เซลล์ภาคประชาชน โดยจะเปิดรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกิน 500 เมกะวัตต์ ในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย ภายในเดือนมิถุนายนนี้ พร้อมจัดแพ็กเกจเงินกู้และลดดอกเบี้ยให้ผู้ที่ต้องการติดตั้ง ถือเป็นก้าวย่างสำคัญในการจัดระเบียบโครงสร้างพลังงานไทยให้เป็นธรรมและโปร่งใสมากขึ้น

ในมุมมองของผู้บริโภค นี่ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลพยายามเข้ามาแก้ไขต้นทุนผลิตไฟฟ้าในเชิงโครงสร้าง มากกว่าการใช้วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหรือการผลักภาระภาษีให้ประชาชน หากนโยบายเหล่านี้สำเร็จ เชื่อว่าเราจะเห็นค่าไฟฟ้าที่สะท้อนความเป็นจริงและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายมากขึ้นในอนาคตครับ

ที่มา – “เอกนัฏ” จ่อชง ครม. รีดรายได้จากผลกำไร กฟผ. อุ้มค่าไฟผู้ใช้ไม่เกิน 200 หน่วยแรก

เอกนัฏ กางแผนปฏิรูปพลังงาน รื้อค่าไฟ จ่อกดราคาน้ำมันลง

เชื่อว่าหลายคนคงกำลังให้ความสนใจกับทิศทางนโยบายพลังงานของไทยล่าสุด เมื่อคุณเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าเรื่อง “เอกนัฏ” กางแผนปฏิรูปพลังงาน รื้อโครงสร้างค่าไฟบ้าน จ่อกดราคาน้ำมันลงต่อเนื่อง เพื่อมุ่งเน้นการสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชนและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงให้มากที่สุด

“เอกนัฏ” กางแผนปฏิรูปพลังงาน รื้อโครงสร้างค่าไฟบ้าน จ่อกดราคาน้ำมันลงต่อเนื่อง

การปรับโครงสร้างใหญ่ในครั้งนี้ ถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้บริโภค เนื่องจากกระทรวงพลังงานกำลังเร่งทบทวนอัตราค่าไฟในรูปแบบขั้นบันได เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น นอกจากนี้ยังมีการพิจารณาปรับสัญญารับซื้อไฟฟ้าที่อาจไม่เป็นธรรม รวมถึงการจัดการระบบสายส่งเพื่อลดความสูญเสียในระบบไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

มาตรการใหม่เพื่ออนาคตพลังงานไทย

สำหรับประเด็นที่น่าจับตามองภายใต้แนวคิด “เอกนัฏ” กางแผนปฏิรูปพลังงาน รื้อโครงสร้างค่าไฟบ้าน จ่อกดราคาน้ำมันลงต่อเนื่อง มีรายละเอียดที่สำคัญดังนี้:

  • กลุ่ม Data Center: เตรียมกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าประเภทที่ 9 เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ใช้พลังงานสูง การเก็บค่าไฟในอัตราที่สะท้อนต้นทุนจริงจะช่วยลดภาระให้ภาคประชาชนได้
  • พลังงานสะอาด: เร่งการรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อปส่วนเกินของประชาชน และมีมาตรการช่วยเหลือผ่านธนาคารรัฐเพื่อสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์
  • กองทุนน้ำมัน: บริหารจัดการหนี้อย่างรัดกุมโดยไม่สร้างภาระหนี้สาธารณะเพิ่ม รวมถึงเตรียมกลไกกำกับดูแลค่าการกลั่นให้มีความเหมาะสมมากขึ้น

ในด้านของราคาน้ำมัน รัฐมนตรีระบุว่าทิศทางของราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มส่งสัญญาณปรับตัวลดลง ประกอบกับความพยายามของกระทรวงที่ดึงกำไรส่วนเกินจากค่าการกลั่นมาช่วยลดราคาหน้าปั๊ม ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลมีทิศทางที่สดใสขึ้น “เอกนัฏ” กางแผนปฏิรูปพลังงาน รื้อโครงสร้างค่าไฟบ้าน จ่อกดราคาน้ำมันลงต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างสมดุลให้ราคาสินค้าพลังงานกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

ในอนาคตอันใกล้ เราอาจได้เห็นระบบการเตือนภัยราคาพลังงานและการกำกับดูแลค่าพรีเมียมที่รัดกุมขึ้น ซึ่งความเคลื่อนไหวเหล่านี้ถือเป็นการก้าวไปข้างหน้าอย่างมุ่งมั่นเพื่อประโยชน์ของคนไทยทุกคน เราคงต้องรอลุ้นกันต่อไปว่านโยบายเหล่านี้จะส่งผลต่อค่าครองชีพของเราอย่างไรบ้าง แต่ก็นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการจัดการปัญหาพลังงานเชิงโครงสร้างอย่างจริงจังครับ

ที่มา – “เอกนัฏ” กางแผนปฏิรูปพลังงาน รื้อโครงสร้างค่าไฟบ้าน จ่อกดราคาน้ำมันลงต่อเนื่อง

“อภิสิทธิ์” ฟาด “เอกนัฏ” ไหนบอกจะปรับโครงสร้างพลังงาน กลับทำตรงข้ามให้แบกรับหนี้

“อภิสิทธิ์” ฟาด “เอกนัฏ” ไหนบอกจะปรับโครงสร้างพลังงาน กลับทำตรงข้ามให้แบกรับหนี้

กลายเป็นประเด็นร้อนในรัฐสภา เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกมาตั้งคำถามถึงกระทรวงพลังงาน โดยเฉพาะการทำงานของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ที่ก่อนหน้านี้ประกาศกร้าวว่าจะปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน ทั้งราคาไฟฟ้าและราคาน้ำมัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับพบว่าสิ่งที่ทำนั้น “อภิสิทธิ์” ฟาด “เอกนัฏ” ไหนบอกจะปรับโครงสร้างพลังงาน กลับทำตรงข้ามให้แบกรับหนี้ อย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชน

ถอยกลางซอยหรือสะดุดขาตัวเอง?

นายอภิสิทธิ์ได้ตั้งข้อสังเกตว่า เดิมทีกระทรวงพลังงานเคยสัญญาว่าจะยกเลิกการอ้างอิงราคาน้ำมันจากสิงคโปร์ เพื่อลดราคาหน้าโรงกลั่น แต่ในที่สุดกลับไม่มีการดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น แถมยังเลือกใช้วิธีนำเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาแบกรับภาระแทน ซึ่งสุดท้ายแล้วประชาชนก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบหนี้ก้อนนี้ในระยะยาว คำถามสำคัญคือเหตุใดถึงเลือกทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับที่เคยพูดไว้ในสภาฯ การที่ “อภิสิทธิ์” ฟาด “เอกนัฏ” ไหนบอกจะปรับโครงสร้างพลังงาน กลับทำตรงข้ามให้แบกรับหนี้ จึงเป็นเรื่องที่สังคมกำลังจับตามองว่ามีความโปร่งใสจริงหรือไม่

  • การตรวจสอบส่วนต่างของค่าการกลั่นที่ไม่มีความชัดเจน
  • นโยบายค่าไฟฟ้าที่มองว่าคนใช้ไฟเกิน 400 หน่วยคือคนรวย ซึ่งในความเป็นจริงอาจเป็นเพียงครอบครัวขยายหรือร้านค้าเล็กๆ
  • การปล่อยให้กองทุนน้ำมันติดลบสะสมและเป็นภาระหนี้สาธารณะของประชาชน

นอกจากนี้ ในส่วนของค่าไฟฟ้า รัฐบาลกลับผลักภาระไปให้ผู้ที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วย ด้วยตรรกะที่มองว่าเป็นคนมีฐานะ ซึ่งในความเป็นจริงนโยบายนี้สร้างความเดือดร้อนให้คนชั้นกลางและร้านค้าขนาดเล็กอย่างมาก โดยสรุปได้ว่าภาพความขึงขังที่แสดงออกต่อสภานั้น สวนทางกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงอย่างสิ้นเชิง

ท้ายที่สุด การบริหารงานด้านพลังงานไม่ใช่แค่เรื่องของการทำนโยบายเพื่อภาพลักษณ์ แต่คือความรับผิดชอบต่อปากท้องของคนทั้งประเทศ การที่ “อภิสิทธิ์” ฟาด “เอกนัฏ” ไหนบอกจะปรับโครงสร้างพลังงาน กลับทำตรงข้ามให้แบกรับหนี้ จึงเป็นการสะท้อนความล้มเหลวในการจัดทำนโยบายที่ยั่งยืน และเป็นการผลักภาระให้ประชาชนต้องแบกรับหนี้ที่ไม่ได้ก่อขึ้นเองโดยไม่จำเป็น

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ฟาด “เอกนัฏ” ไหนบอกจะปรับโครงสร้างพลังงาน กลับทำตรงข้ามให้แบกรับหนี้

Future Mobility Thailand 2026: เอกนัฏ พลิกโฉมยานยนต์ไทย

ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ยุคใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ด้วยงาน Future Mobility Thailand 2026 หรือ FMT 2026 ที่นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้เกียรติเป็นประธานเปิดอย่างเป็นทางการ งานมหกรรมนี้ไม่ใช่แค่งานแสดงสินค้า แต่เป็นเวทีสำคัญที่ดันไทยขึ้นแท่น Mobility Hub แห่งเอเชีย ท่ามกลางกระแสยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เทคโนโลยีอัจฉริยะ และการเปลี่ยนแปลงซัพพลายเชนโลก

ในพิธีเปิดงาน Future Mobility Thailand 2026 ซึ่งจัดควบคู่กับ TyreXpo Asia Bangkok & AutoMROtive 2026 นายเอกนัฏ กล่าวถึงโอกาสทองของไทยในการพัฒนาพลังงานสะอาด ระบบกักเก็บพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน EV ที่จะยกระดับขีดความสามารถแข่งขัน “งาน Future Mobility Thailand 2026 เป็นแพลตฟอร์มเชื่อมโยงภาครัฐ อุตสาหกรรม นักลงทุน และเทคโนโลยีจากทั่วโลก เพื่อขับเคลื่อนอนาคตยานยนต์และพลังงาน” ท่านรัฐมนตรีเน้นย้ำ

Future Mobility Thailand 2026: Global Marketplace สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์อนาคต

งานนี้รวบรวมผู้ประกอบการชั้นนำจากทั่วโลก ทั้งระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า แบตเตอรี่ โครงสร้างชาร์จ AI Smart Manufacturing ยางล้อ อะไหล่ และ Aftermarket ครบวงจร มีกิจกรรม Business Matching การเจรจาธุรกิจระดับนานาชาติ สร้างโอกาสลงทุนและความร่วมมือ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังโตเร็วสุดในตลาดยานยนต์และ Aftermarket จากยานพาหนะเพิ่มขึ้น โลจิสติกส์ขยาย และ EV บูม

นอกจากนี้ ยัง Co-located กับ INTERMACH SUBCON Thailand และ Plastics & Rubber Thailand ครอบคลุม 6 ฮอลล์ ที่ BITEC บางนา 13-16 พฤษภาคม 2569 สร้างระบบนิเวศยานยนต์-การผลิตครบวงจร

โอกาสจาก Future Mobility Thailand 2026 สำหรับผู้ประกอบการไทย

ผู้ประกอบการไทยจะได้พบเทคโนโลยีล่าสุด เช่น ระบบ EV Next Gen, ยางล้อสมาร์ท และโซลูชันซ่อมบำรุงอัจฉริยะ ช่วย Transform อุตสาหกรรมจากถูกแทนที่สู่ผู้นำโลก

  • เจรจาธุรกิจกับพันธมิตรนานาชาติ
  • อัพเดทเทรนด์ EV และ Smart Mobility
  • ขยายตลาด Aftermarket และอะไหล่
  • เรียนรู้ยุทธศาสตร์พลังงานสะอาด

สภาอุตสาหกรรมฯ หนุนยุทธศาสตร์ 5I ขับเคลื่อนชิ้นส่วนไทยสู่ตลาดโลก

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธาน ส.อ.ท. ระบุว่าอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทยส่งออก 3 แสนล้านบาท รองรับแรงงาน 750,000 คน ยุทธศาสตร์ 5I (Intelligent Industry, Innovation & Creative, International Alliance, Industrial Infrastructure, Inclusive Growth) ภายใต้ “The New Chapter of Thai Industry” จะช่วยผู้ประกอบการ 48 กลุ่ม 76 จังหวัด แข่งขันโลก “งานนี้ตรงกับ I3 International Alliance & Network ดันไทยเป็น Global Supply Chain Hub”

TAPMA ยืนยันพลังอุตสาหกรรมชิ้นส่วนไทย — Transform ไม่ใช่ถูกแทนที่

นายสมพล ธนาดำรงศักดิ์ นายก TAPMA ชี้ไทยมี 2,400 บริษัท Supply Chain รองรับ 700,000 คน โลกมีรถสะสม 2.2 พันล้านคัน โอกาสยังกว้างใน Aftermarket EV ICE และอนาคต “ชิ้นส่วนไทยกำลัง Transform Future Mobility Thailand 2026 คือเวทีเชื่อมอุตสาหกรรม เทคโนโลยี ลงทุน และอนาคตไทย”

TyreXpo Asia Bangkok & AutoMROtive 2026 ชูเวทียางและ Aftermarket

Mr. Sukumar Verma จาก Informa Markets กล่าวว่าอุตสาหกรรมยางอาเซียนเปลี่ยนแปลงด้วยลูกค้าต้องการ ความยั่งยืน เทคโนโลยีบริการ AutoMROtive 2026 ขยายสู่เวิร์กช็อป วินิจฉัย และ Aftermarket ใหม่ “TyreXpo เป็นแพลตฟอร์มชั้นนำ สร้างโอกาสธุรกิจ เทคโนโลยี และตลาด” งานภายใต้ธีม “From Aftermarket Parts Excellence to Future Global Mobility”

งาน Future Mobility Thailand 2026 จึงเป็นก้าวสำคัญพลิกโฉมยานยนต์ไทย สร้างโอกาสมหาศาลให้ผู้ประกอบการและเศรษฐกิจชาติ มุมมองผู้เขียน: ไทยมีศักยภาพสูง หากลงทุนเทคโนโลยีและพันธมิตรดี จะเป็น Mobility Hub จริง อย่าพลาดโอกาสนี้ ลงทะเบียนเยี่ยมชมหรือจองบูธวันนี้เพื่ออนาคตยานยนต์ไทย!

ที่มา – พลิกโฉมยานยนต์ไทย! “เอกนัฏ” เปิดงาน FMT 2026 ดันไทยขึ้นแท่น Mobility Hub เอเชีย

เคาะตรึงค่าไฟ 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท บ้านอยู่อาศัย

สวัสดีครับชาวบ้านทุกท่าน! วันนี้มีข่าวดีสุดๆ มาบอกกันเลย รัฐบาลเคาะตรึงค่าไฟ 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท สำหรับบ้านอยู่อาศัยแล้วนะครับ ช่วยบรรเทาภาระค่าไฟให้ครอบครัวไทยกว่า 20 ล้านหลัง ซึ่งคิดเป็น 90% ของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศเลยทีเดียว โดยเฉพาะบ้านที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน จะได้จ่ายถูกลงแบบชัดเจน มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 นี้เอง เป็นส่วนหนึ่งของ “วาระแห่งชาติด้านพลังงาน” เพื่อรับมือราคาพลังงานโลกที่ผันผวนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความต้องการสูง

สถานการณ์ตอนนี้ ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติพุ่งสูง ส่งผลกระทบต้นทุนผลิตไฟฟ้าในไทย รัฐบาลจึงออกมาตรการเร่งด่วนหลายด้าน ไม่ใช่แค่ตรึงค่าไฟ แต่ยังส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและพลังงานทางเลือกด้วย เช่น โซลาร์รูฟท็อปที่กำลังมาแรง ช่วยให้ผลิตไฟใช้เอง ลดค่าไฟระยะยาวได้จริง

เคาะตรึงค่าไฟ 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท

มาตรการหลักที่ทุกคนรอคอยคือ เคาะตรึงค่าไฟ 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย โดยจะปรับอัตราค่าไฟแบบก้าวหน้าให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2569 ครับ กลุ่มเป้าหมายคือบ้านพักอาศัยกว่า 20 ล้านหลัง ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ไฟไม่เกินระดับนี้ จ่ายค่าไฟจะถูกลงทันที ใครใช้เกิน 200 หน่วยก็ไม่ต้องกังวล รัฐบาลบอกว่าจะมีมาตรการต่อเนื่อง แนะนำให้ติดตามประกาศเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการอื่นๆ ที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายพลังงาน เช่น:

  • ส่งเสริมการผลิตไฟจากพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะโซลาร์รูฟท็อปสำหรับประชาชนและหน่วยงานรัฐแบบ ESCO Model
  • ปรับระบบรับซื้อไฟฟ้าใหม่ จาก Adder เป็น Feed-in Tariff (FiT) ที่เหมาะสมกว่า
  • ลดการใช้พลังงานภาครัฐลง 20% และเชื่อมโยงกับการประเมินผลผู้บริหาร

รัฐส่งเสริมโซลาร์รูฟ ลดค่าไฟยั่งยืน

หนึ่งในไฮไลต์คือการผลักดันโซลาร์รูฟหรือแผงโซลาร์เซลล์ติดหลังคาบ้านครับ รัฐมีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ผ่อนถูกกว่าค่าไฟเสียอีก และรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตได้คืนด้วย ประชาชนผลิตไฟใช้เอง ลดการพึ่งพากฟผ. แถมยังเป็นพลังงานสะอาด ช่วยลดคาร์บอน ลดโลกร้อน พรุ่งนี้ (29 เมษายน 2569) คณะกรรมการพลังงานแห่งชาติจะประชุมเดินหน้าต่อ

มาตรการส่งเสริมการใช้พลังงานมีประสิทธิภาพยังรวมถึง:

  • เปลี่ยนไฟสาธารณะเป็น LED และไฟถนนโซลาร์เซลล์ พร้อมระบบบริหารจัดการพลังงาน
  • ผลักดันยานยนต์ไฟฟ้า ติดตั้งสถานีชาร์จสาธารณะและสลับแบต
  • พลังงานชีวภาพจากของเสียเกษตร ทำเชื้อเพลิงชีวมวลและก๊าซชีวภาพ

ประโยชน์ที่ได้มหาศาลครับ ไม่ใช่แค่ลดค่าไฟชั่วคราว แต่สร้างระบบพลังงานยั่งยืน ลดนำเข้าพลังงาน ช่วยเศรษฐกิจชาติ ประหยัดทรัพยากรระยะยาว บ้านไหนสนใจโซลาร์รูฟ ลองคำนวณดู ติดตั้งครั้งเดียว ใช้ฟรี 20-25 ปี คืนทุนไว 3-5 ปี แถมค่าไฟลดลง 50-70% เลยนะ

สำหรับบ้านที่ใช้ไฟเยอะ แนะนำตรวจสอบการใช้ไฟฟ้า ลดการปล่อยทิ้ง เปลี่ยนเครื่องใช้ประหยัดพลังงาน 5 ดาว เช่น ตู้เย็น แอร์ LED และพิจารณาโซลาร์รูฟตั้งแต่เนิ่นๆ รัฐบาลเข้าใจปัญหา จะมีมาตรการช่วยเพิ่มแน่นอน

สรุปแล้ว มาตรการนี้คือโอกาสทองสำหรับทุกบ้าน ลดค่าไฟวันนี้ สร้างอนาคต xanh พรุ่งนี้ คุณลองเริ่มจากติดตามข่าวและวางแผนติดตั้งโซลาร์รูฟดูไหม? ประหยัดจริง ลองเลย!

ที่มา – เคาะตรึงค่าไฟ 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท สำหรับบ้านอยู่อาศัย รัฐส่งเสริมโซลาร์รูฟ

“เอกนัฏ” ส่งทีมสุดซอย ร้อง DSI สอบคลังน้ำมัน

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการพลังงานไทยกันครับ เมื่อ“เอกนัฏ” ส่งทีมสุดซอย ร้อง DSI สอบคลังน้ำมัน ปมใบขนส่งน้ำมันผิดปกติ 166 ฉบับ ซึ่งเป็นข่าวที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากจากประชาชน โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันผันผวนและมีปัญหาการขาดแคลนไปก่อนหน้านี้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้มอบหมายให้ น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบอย่างเข้มข้นเพื่อการปฏิรูปพลังงาน หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ทีมสุดซอย” นำทีมฝ่ายกฎหมายไปยื่นร้องทุกข์ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อตรวจสอบเอกสารใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือที่ผิดปกติถึง 166 ฉบับ ในเดือนมีนาคม 2569

“เอกนัฏ” ส่งทีมสุดซอย ร้อง DSI สอบคลังน้ำมัน ปมใบขนส่งน้ำมันผิดปกติ 166 ฉบับ

ใบกำกับการขนส่งเหล่านี้มาจากผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 จำนวน 6 ราย ซึ่งไม่เป็นไปตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดวิธีการและเงื่อนไขในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เอกสารเหล่านี้เป็นใบขนส่งทางเรือจากคลังน้ำมันในจังหวัดระยองและชลบุรี ไปยังสุราษฎร์ธานี ชุมพร และสงขลา แต่พบว่าข้อมูลไม่ครบถ้วน เช่น ขาดวันที่ออกใบ ขาดหมายเลขซีลเรือ หรือไม่ระบุชื่อเรือต้นทาง

8 รายละเอียดสำคัญที่ใบกำกับการขนส่งน้ำมันต้องมี

ตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน ใบกำกับการขนส่งต้องมีข้อมูลครบ 8 ข้อ ดังนี้

  • ชื่อผู้ค้าน้ำมันที่จ่ายและสถานที่จ่ายต้นทาง
  • วันที่ออกและเลขที่ใบกำกับการขนส่ง
  • ชื่อผู้รับและสถานที่ส่งมอบปลายทาง
  • ชื่อและที่อยู่ของผู้ขนส่ง
  • เลขทะเบียนพาหนะ (สำหรับเรือคือชื่อเรือ)
  • วันที่ออกเดินทางจากสถานที่จ่ายต้นทาง
  • ชนิดและปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่ขนส่ง
  • หมายเลขประจำตรา (SEAL) หรือรหัส ELECTRONIC SEAL

ทีมสุดซอยพบความผิดปกติในหลายใบ ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับการกักตุนน้ำมันในช่วงวิกฤต โดยบางใบมีการขนส่งนานผิดปกติ 2-3 วัน DSI จะพิจารณารับเป็นคดีพิเศษตามมติคณะกรรมการคดีพิเศษวันที่ 9 เมษายน 2569 และขยายผลไปยังคลังน้ำมันสุราษฎร์ธานีที่กำลังสืบสวนอยู่ รวมถึงเรือขนส่ง 8 เจ้าที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน 60 ล้านลิตรที่ล่องหน

ก่อนหน้านี้ กระทรวงพลังงานอาจไม่ได้กำกับคลังน้ำมัน 6 แห่งอย่างเข้มข้น แต่ตอนนี้มีการตรวจสอบใบขนส่งที่ผู้ซื้อ-ผู้ขายต้องเก็บไว้ 60 วัน หากพบพิรุธจะเรียกตรวจได้ทันที การร้องทุกข์ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปพลังงานตามนโยบายรัฐมนตรีเอกนัฏ เพื่อป้องกันการเอาเปรียบประชาชนและเรียกคืนเงินกองทุนน้ำมันที่เสียหาย

DSI โดย พ.ต.ท.อนุรักษ์ โรจนนิรันดร์กิจ รองอธิบดี และทีม จะเรียกคลังน้ำมันมาสอบปากคำในฐานะพยานก่อน ตรวจสอบว่ามีการปลอมแปลงหรือเชื่อมโยงกับกลุ่มไอโม่งหรือไม่ คดีทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง (โยงเสี่ยตือคอสโม่) ก็รับเป็นคดีพิเศษแล้ว ส่วนเรือ 8 เจ้า สอบแล้ว 6 เจ้า เหลือ 2 ที่นัดไม่ได้เพราะไปต่างประเทศ คำให้การส่วนใหญ่กล่าวถึงร่องมรสุม แต่ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง

ประเด็นนี้แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการกำกับดูแลห่วงโซ่อุปทานน้ำมันอย่างเข้มงวด ตั้งแต่โรงกลั่น คลัง ไปจนสถานีบริการ เพื่อป้องกันปัญหาซ้ำรอยในอนาคต การตรวจสอบใบขนส่งช่วยติดตามการเคลื่อนไหวได้ชัดเจน หาก DSI ขยายผลได้ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้อุตสาหกรรมพลังงานโปร่งใสยิ่งขึ้น

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? การกักตุนน้ำมันส่งผลกระทบประชาชนอย่างไรบ้าง? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญด้านพลังงานไทยครับ!

ที่มา – “เอกนัฏ” ส่งทีมสุดซอย ร้อง DSI สอบคลังน้ำมัน ปมใบขนส่งน้ำมันผิดปกติ 166 ฉบับ

Scroll to top