เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อมีการกล่าวถึงเหตุการณ์ โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท โดยเป็นการโหวตผ่านร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ วันนี้เรามาเจาะลึกกันว่าเกิดอะไรขึ้นในสภาฯ แห่งนี้ครับ

สถานการณ์จริงเมื่อ โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท

การประชุมในวันนั้นเต็มไปด้วยความกระชับ โดยนางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาฯ ได้ทำหน้าที่ประธานในการพิจารณาร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย วงเงินรวมทั้งสิ้น 10,328 ล้านบาท ซึ่งเงินก้อนนี้มาจากหน่วยงานต่างๆ ถึง 118 แห่ง โดยมีเป้าหมายหลักคือการโอนไปใส่ไว้ในงบกลาง เพื่อนำไปใช้เป็นเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินและปฏิบัติภารกิจที่เร่งด่วนในการแก้วิกฤตการณ์ทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทย

รายละเอียดการโหวตมติเอกฉันท์หลังจาก โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท

ความน่าสนใจของเหตุการณ์นี้อยู่ที่ตัวเลขและขั้นตอนการพิจารณาครับ เพราะในวาระที่ 2 ของการประชุม ไม่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านใดติดใจอภิปรายในรายละเอียดที่กรรมาธิการวิสามัญฯ ได้แก้ไขมา ส่งผลให้วาระที่ 3 เกิดการลงมติด่วนด้วยผลคะแนนเอกฉันท์ 449 ต่อ 0 เสียง และงดออกเสียง 2 เสียง ภายในเวลาเพียง 15 นาทีเท่านั้น ซึ่งถือว่าเร็วมากหากเทียบกับกระบวนการปกติของสภาฯ

สาเหตุสำคัญของการเร่งรีบในครั้งนี้คือ:

  • เพื่อสนับสนุนภารกิจเร่งด่วนในการฟื้นฟูประเทศ
  • เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจทั้งปัจจัยภายในและภายนอก
  • เพื่อให้เงินสำรองฉุกเฉินมีความพร้อมในการนำมาใช้งานทันที

หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า การที่สภาฯ ทำงานรวดเร็วขนาดนี้เป็นเรื่องดีหรือน่ากังวล? ในมุมมองหนึ่ง นี่คือการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการตอบสนองต่อปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างทันท่วงที แต่ในอีกมุมหนึ่ง ประชาชนก็ยังคงจับตามองว่า งบประมาณกว่า 1 หมื่นล้านบาทนี้ จะถูกบริหารจัดการอย่างไรให้โปร่งใสและคุ้มค่าที่สุด เพื่อไม่ให้เงินภาษีของประชาชนต้องสูญเปล่าไปกับโครงการที่ไม่เกิดผลตอบแทนที่ชัดเจน

สรุปแล้ว แม้เหตุการณ์ โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท จะผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่ภารกิจสำคัญหลังจากนี้คือการติดตามการนำงบประมาณไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชนทั่วประเทศครับ

ที่มา – โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท

เอกนิติ ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สร้างสมดุล ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย

เอกนิติ ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สร้างสมดุล ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย

กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในขณะนี้ เมื่อ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาให้ข้อมูลสำคัญผ่านการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวาระการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 โดยย้ำชัดถึงความจำเป็นในการทำความเข้าใจว่า รัฐบาลมุ่งเน้นการสร้างความสมดุล เพื่อเยียวยาประชาชนและรักษาขีดความสามารถของประเทศไปพร้อมๆ กับการรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด

ทำไมต้องเร่งโอนงบประมาณในช่วงวิกฤตความเสี่ยง?

ในสภาวะที่มีวิกฤตซ้อนวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของราคาพลังงานจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ รวมถึงความท้าทายจากภัยแล้งที่กำลังจะมาถึง สิ่งสำคัญที่สุดที่รัฐบาลมองคือการจัดสรรงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ดังนั้น เอกนิติ ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สร้างสมดุล ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย ให้เป็นงบกลางสำรองฉุกเฉินจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้มีเม็ดเงินพร้อมใช้ในการรับมือกับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้อย่างทันท่วงที โดยมีสาระสำคัญที่น่าสนใจดังนี้:

  • การปรับสมดุลทางการคลัง: ไม่ใช่การใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือย แต่คือการดึงงบจากส่วนที่เกินความจำเป็นมาใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ส่งผลกระทบต่อปากท้อง
  • การเยียวยาประชาชน: เน้นกระจายความช่วยเหลือไปถึงกลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนจากวิกฤตเศรษฐกิจและต้นทุนการครองชีพที่สูงขึ้น
  • รักษาความเชื่อมั่น: ผลงานของรัฐบาลได้รับการยอมรับจากองค์กรระดับโลกอย่าง มูดี้ส์ ที่ยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพและบริหารจัดการตามวินัยการคลังได้ดีเยี่ยม

หากเราดูตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจที่ผ่านมา จะเห็นได้ชัดว่าการลงทุนภาครัฐมีตัวเลขที่โดดเด่นอย่างมาก โดยเฉพาะในไตรมาสล่าสุดที่โตกว่า 10% ซึ่ง เอกนิติ ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สร้างสมดุล ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย ครั้งนี้ จะเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยค้ำจุนให้เศรษฐกิจไทยก้าวผ่านช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ไปได้ด้วยดี ไม่เพียงแค่พึ่งพาการส่งออก แต่ยังกระตุ้นแรงขับเคลื่อนจากภายในประเทศอย่างเป็นระบบ

ในฐานะประชาชน เราควรติดตามการทำงานของภาครัฐอย่างใกล้ชิด เพราะงบประมาณทุกบาททุกสตางค์ล้วนมาจากภาษีของทุกคน การที่ภาครัฐออกมาแสดงความโปร่งใสและชี้แจงถึงที่มาที่ไปของงบประมาณถือเป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างความมั่นใจให้แก่ภาคเอกชนและนักลงทุน ซึ่งจะนำไปสู่การจ้างงานและการฟื้นตัวที่ยั่งยืนในอนาคต

สรุปแล้ว การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการตัดสินใจที่รอบคอบและมองการณ์ไกล หากรัฐบาลสามารถบริหารจัดการงบกลางได้ตามแผนที่วางไว้ เราก็น่าจะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์สำหรับเศรษฐกิจไทยในปีนี้แน่นอน

ที่มา – “เอกนิติ” ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ เน้นสร้างสมดุล เยียวยาประชาชน ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ควบคู่รักษาวินัยการคลัง

กรมธนารักษ์เปิดตัว D-Value ขอใบรับรองราคาประเมินออนไลน์

เชื่อว่าหลายคนที่เคยต้องไปติดต่อราชการเพื่อขอเอกสารสำคัญต่างๆ คงจะทราบดีถึงความเหนื่อยล้า ทั้งการเสียเวลาเดินทาง การต่อคิว รวมถึงค่าใช้จ่ายจิปาถะ แต่ล่าสุดถือเป็นข่าวดีของคนไทยทุกคนครับ เมื่อ กรมธนารักษ์ ได้ประกาศยกระดับบริการสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว ด้วยการเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ที่ชื่อว่า "D-Value" ซึ่งเป็นระบบบริการขอใบรับรองสำเนาบัญชีราคาประเมินออนไลน์ที่สะดวกและรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ

กรมธนารักษ์เปิดตัว D-Value ขอใบรับรองราคาประเมินออนไลน์

การเปิดตัว กรมธนารักษ์เปิดตัว D-Value ขอใบรับรองราคาประเมินออนไลน์ ในครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาลดิจิทัล เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มความโปร่งใสให้แก่ประชาชน โดยหัวใจสำคัญคือการที่ท่านไม่จำเป็นต้องเดินทางไปถึงสำนักงานธนารักษ์พื้นที่อีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกรรมทางการเงิน การจำนอง หรือการทำสัญญาต่างๆ ข้อมูลราคาประเมินที่สำคัญจะถูกส่งตรงถึงมือท่านผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่มีมาตรฐานการรับรองถูกต้องตามกฎหมาย

ทำไมต้องใช้งาน D-Value จากกรมธนารักษ์

นอกจากความสะดวกรวดเร็วแล้ว บริการ กรมธนารักษ์เปิดตัว D-Value ขอใบรับรองราคาประเมินออนไลน์ ยังช่วยให้ประชาชนลดภาระค่าใช้จ่ายและประหยัดเวลาอย่างเห็นได้ชัด โดยจุดเด่นที่น่าสนใจมีดังนี้ครับ:

  • ใช้งานง่าย: เพียงแค่มีแอปพลิเคชัน ThaiD หรือ เป๋าตัง ก็สามารถยืนยันตัวตนได้ทันที
  • ไร้รอยต่อ: มีระบบแผนที่ดาวเทียมที่สามารถค้นหาที่ดินหรือห้องชุดได้ง่ายๆ โดยไม่จำเป็นต้องรู้เลขที่โฉนดแม่นยำตั้งแต่แรก
  • ไม่มีค่าใช้จ่าย: บริการนี้ไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใดๆ ทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้เท่าเทียมกัน
  • รวดเร็ว: ใช้เวลาเพียง 10 นาที เอกสารรับรองก็จะถูกส่งเข้าอีเมลของท่านทันที

ขั้นตอนการใช้งานนั้นง่ายสุดๆ เริ่มจากเข้าสู่เว็บไซต์ที่ official ของกรมธนารักษ์ จากนั้นเลือกเมนู D-Value ระบบจะให้ท่านยืนยันตัวตนผ่าน ThaiD หรือเป๋าตัง เพื่อความปลอดภัยของข้อมูล จากนั้นค้นหาที่ดินหรือห้องชุดที่ต้องการผ่านแผนที่ดาวเทียม หรือกรอกข้อมูลเลขที่โฉนด หลังจากตรวจสอบรายการและกดยืนยัน อีเมลของท่านก็จะมีเอกสารสำคัญที่มีการรับรองสำเนาถูกต้องอิเล็กทรอนิกส์ส่งให้ภายในไม่กี่นาทีครับ

ผมมองว่าการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ของกรมธนารักษ์ไม่เพียงแต่จะช่วยลดขั้นตอนราชการเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นว่าภาครัฐไทยกำลังก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ เข้าสู่ยุคที่ใช้เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างแท้จริง หากคุณมีที่ดินหรือกำลังวางแผนทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สิน ผมแนะนำให้ลองเข้าไปใช้งานระบบนี้ดูนะครับ เพราะมันจะเปลี่ยนภาพจำเรื่องการติดต่อราชการที่น่าเบื่อไปอย่างสิ้นเชิง

ที่มา – “กรมธนารักษ์” เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ “D-Value” ขอใบรับรองสำเนาบัญชีราคาประเมินออนไลน์

กรอ.นัดแรก เคาะเป้าใหญ่ กางโรดแมปเศรษฐกิจไทย 12 ปี

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงได้ยินข่าวการประชุม กรอ. นัดแรกที่น่าตื่นเต้นไม่น้อย เพราะล่าสุด กรอ.นัดแรก เคาะเป้าใหญ่ “เอกนิติ” กางโรดแมปเศรษฐกิจไทย 12 ปี ดันประเทศสู่รายได้สูง ซึ่งถือเป็นการก้าวกระโดดครั้งสำคัญของบ้านเรา โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายชัดเจนว่าภายในระยะเวลา 12 ปีข้างหน้า ประเทศไทยต้องขยับฐานะเป็นประเทศรายได้สูง (High-income country) ให้จงได้

เจาะลึก: กรอ.นัดแรก เคาะเป้าใหญ่ “เอกนิติ” กางโรดแมปเศรษฐกิจไทย 12 ปี ดันประเทศสู่รายได้สูง

ในการประชุมครั้งนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และทีมงานได้วางยุทธศาสตร์ไว้อย่างเป็นระบบ โดยแบ่งสัดส่วนการทำงานเป็นทีม ทั้งกองหลังที่เน้นเรื่องวินัยการเงินการคลัง และกองกลางที่คอยสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้กองหน้าอย่าง 7 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น เกษตรและอาหาร, ยานยนต์แห่งอนาคต, และดิจิทัลฮับ สามารถทำเงินเข้าประเทศได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

เป้าหมายสำคัญของชาติในทศวรรษหน้า

นอกจากจะมีแผนที่เข้มข้นแล้ว รัฐบาลยังมุ่งเน้นเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้ติดอันดับ Top 20 ของโลกภายในปี 2573 โดยคาดหวังว่าการขับเคลื่อนในครั้งนี้จะช่วยให้ศักยภาพเศรษฐกิจของไทยเติบโตได้สูงกว่า 5% เพื่อให้รายได้ต่อหัวขยับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ข่าวนี้ถือเป็นสัญญาณบวกที่น่าจับตามองว่า กรอ.นัดแรก เคาะเป้าใหญ่ “เอกนิติ” กางโรดแมปเศรษฐกิจไทย 12 ปี ดันประเทศสู่รายได้สูง จะเปลี่ยนโฉมหน้าคุณภาพชีวิตคนไทยได้มากน้อยแค่ไหน

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น ทางภาครัฐได้วาง 4 เสาหลักสำคัญในการขับเคลื่อน ดังนี้:

  • การลงทุนใหม่: เน้นสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และดิจิทัล เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนระดับโลก
  • การค้าและบริการ: ยกระดับการส่งออกและสร้างศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับพรีเมียม
  • ทุนมนุษย์: พัฒนาทักษะแรงงานให้พร้อมสำหรับงานยุคใหม่ (High Skills)
  • ประสิทธิภาพภาครัฐ: ปรับโฉมกฎหมายให้เป็นมิตรต่อธุรกิจและลดอุปสรรคการทำงาน

ในมุมมองของเรา นี่คือจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจมาก เพราะเราไม่ได้มองแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการวางโครงสร้างใหม่ทั้งองคาพยพ ทั้งการปรับตัวของ SME การดึงดูดการลงทุนใหม่ และการปฏิรูปกฎหมายให้ทันสมัย หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจังตามโรดแมปนี้ ประเทศไทยก็น่าจะมีโอกาสมุ่งสู่การเป็นเศรษฐกิจระดับแถวหน้าของภูมิภาคได้อย่างแน่นอน มาร่วมลุ้นและติดตามกันต่อไปครับว่าก้าวต่อไปของการขับเคลื่อนชุดนี้จะเห็นผล ‘Big Win’ ในด้านใดก่อนเป็นอันดับแรก

ที่มา – กรอ.นัดแรก เคาะเป้าใหญ่ “เอกนิติ” กางโรดแมปเศรษฐกิจไทย 12 ปี ดันประเทศสู่รายได้สูง

เอกนิติ ยันต้องเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ใช้ กรอ. ขับเคลื่อน

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วงนี้กันมาบ้างแล้วนะครับ ล่าสุดทางคุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาเน้นย้ำถึงเรื่องสำคัญที่เป็นหัวใจหลักของการดำเนินธุรกิจและชีวิตประจำวันของเรานั่นก็คือ เอกนิติ ยันต้องเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ใช้ กรอ. เข้ามาทำหน้าที่เป็นกลไกหลัก เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศครับ

เอกนิติ ยันต้องเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ใช้ กรอ. เข้ามาทำหน้าที่เป็นกลไกหลัก

เหตุผลที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับเรื่องพลังงานเป็นอันดับต้นๆ ก็เพราะว่าประเทศไทยยังมีจุดอ่อนเรื่อง Energy Intensity หรือความเข้มข้นของการใช้พลังงาน ซึ่งเราอยู่ในอันดับที่ 67 ของโลกครับ สาเหตุหลักมาจากการที่เรายังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่สูงมาก จนคิดเป็นมูลค่าเกือบ 10% ของจีดีพี หากเราบริหารจัดการเรื่องนี้ไม่ได้ ความเสี่ยงของประเทศก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย

กลยุทธ์การทำงานผ่านคณะกรรมการ กรอ.

สำหรับการขับเคลื่อนครั้งนี้ จะใช้กลไกของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ กรอ. เข้ามาเป็นหัวหอกสำคัญ โดยเน้นย้ำว่า เอกนิติ ยันต้องเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ใช้ กรอ. เข้ามาทำหน้าที่เป็นกลไกหลัก ในการปรับโครงสร้างพื้นฐานใหม่ เพื่อให้เกิดการเติบโตที่ยั่งยืนมากกว่าเดิม การทำงานของ กรอ. ในชุดนี้จะเน้นความร่วมมือเหมือนสมัยรัฐบาลพล.อ.เปรม คือให้ภาคเอกชนนำภาครัฐสนับสนุน โดยมีเป้าหมายหลักคือ:

  • การปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบทางธุรกิจให้คล่องตัว
  • การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและพลังงานสะอาด
  • การพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับโลกยุคใหม่
  • การลดขั้นตอนผ่านโครงการต้นแบบอย่าง Thailand Fast Pass

นอกจากนี้ ในประเด็นเรื่องอันดับความสามารถในการแข่งขันของ IMD ที่ประเทศไทยขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 26 ถือเป็นสัญญาณที่ดีครับ แม้ว่าเราจะยังมีเรื่องที่ต้องปรับปรุง เช่น ด้านการศึกษาและสิ่งแวดล้อม แต่การที่ภาครัฐเริ่มหันมาปรับกระบวนทัศน์จากการ “ใช้งบประมาณ” มาเป็นการ “ปลดล็อกกฎระเบียบ” ก็ถือเป็นแนวทางที่น่าจับตามองอย่างมากเลยทีเดียว

ในมุมมองของผม การที่คุณเอกนิติระบุว่า เอกนิติ ยันต้องเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ใช้ กรอ. เข้ามาทำหน้าที่เป็นกลไกหลัก นั้นไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่มันคือการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ทั้งเรื่องค่าครองชีพและราคาสินค้าที่พุ่งสูงจากต้นทุนพลังงาน หากเราสามารถลดการนำเข้าและหันไปใช้พลังงานทางเลือกที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ จะเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยเติบโตแบบก้าวกระโดดได้อย่างแน่นอนครับ

ที่มา – “เอกนิติ” ยันต้องเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ใช้ กรอ. เข้ามาทำหน้าที่เป็นกลไกหลัก

เอกนิติ เผยเศรษฐกิจไทยรับสัญญาณบวก จ่อถก กรอ. นัดแรก 22 มิ.ย. นี้

เอกนิติ เผยเศรษฐกิจไทยรับสัญญาณบวก จ่อถก กรอ. นัดแรก 22 มิ.ย. นี้

ข่าวดีสำหรับชาวไทยเมื่อนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาเปิดเผยถึงทิศทางภาพรวมที่น่าจับตามอง โดยระบุว่า เอกนิติ เผยเศรษฐกิจไทยรับสัญญาณบวก จ่อถก กรอ. นัดแรก 22 มิ.ย. นี้ หลังจากสถาบันระดับโลกอย่าง S&P Global Ratings ได้คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยไว้ในระดับที่มั่นคง ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าพื้นฐานเศรษฐกิจของเรายังคงแข็งแกร่งและมีอนาคตที่สดใส

ในวันที่ 22 มิ.ย. 2569 นี้ จะถือเป็นก้าวสำคัญผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ กรอ. โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นั่งแท่นประธาน ซึ่งการประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจแบบยั่งยืน โดยหยิบยกบทเรียนความสำเร็จในอดีตมาปรับใช้ภายใต้บริบทโลกยุคใหม่

ลุยแผน Thailand Fast Pass ปรับโครงสร้าง 4 ด้านหลัก

สำหรับการขับเคลื่อนผ่านกลไก กรอ. ในครั้งนี้ เอกนิติ เผยเศรษฐกิจไทยรับสัญญาณบวก จ่อถก กรอ. นัดแรก 22 มิ.ย. นี้ โดยตั้งเป้าหมายการทำงานเชิงรุกผ่านการปฏิรูป 4 ด้านสำคัญ ได้แก่:

  • ด้านพลังงาน: ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าเพื่อสร้างความมั่นคงระยะยาว
  • ด้านเทคโนโลยี: เร่งนำระบบดิจิทัลมาปรับใช้ในภาคส่วนต่างๆ
  • ด้านกำลังคน: พัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก
  • ด้านกฎระเบียบ: ปลดล็อกข้อจำกัดทางธุรกิจเพื่อกระตุ้นการลงทุน

นอกจากนี้ เตรียมเปิดตัว “Thailand Fast Pass” ในวันที่ 23 มิ.ย. นี้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าการปรับกฎระเบียบเพียงเล็กน้อยก็สามารถปลดล็อกเงินลงทุนมหาศาลได้โดยไม่ต้องใช้งบประมาณรัฐจำนวนมาก เป็นการสร้างความเชื่อมั่นอย่างเป็นรูปธรรมให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

ในมุมมองของภาครัฐ การที่ไทยได้รับอันดับความสามารถในการแข่งขันดีขึ้นจาก IMD สะท้อนว่าเรามาถูกทางแล้ว แต่เรายังต้องปรับปรุงด้านการศึกษาและสิ่งแวดล้อมให้ดียิ่งขึ้นไปอีก โดยยึดหลักความร่วมมือแบบรัฐสนับสนุนและเอกชนเป็นผู้นำ เฉกเช่นโมเดลในยุคพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งถือเป็นยุคทองของการสร้างสมดุลทางเศรษฐกิจ

ในส่วนของความกังวลเรื่องประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม งานนี้ภาครัฐมองว่าจะเป็นพันธมิตรที่เอื้อประโยชน์ต่อกันมากกว่าการเป็นคู่แข่ง โดยเราสามารถแบ่งกันสร้างมูลค่าเพิ่มทั้งในด้านอุตสาหกรรมการผลิตและเกษตรแปรรูปเพื่อเติบโตไปด้วยกันในระดับภูมิภาค

โดยสรุปแล้ว การขับเคลื่อนครั้งนี้ไม่เพียงแต่เน้นแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการวางรากฐานระยะยาวที่น่าตื่นเต้น หากการประชุม กรอ. ครั้งนี้สามารถปลดล็อกกฎเกณฑ์ที่ซับซ้อนได้จริง เราคงได้เห็นเม็ดเงินลงทุนใหม่ๆ หลั่งไหลเข้าสู่ตลาดไทยภายใน 3-4 ปีข้างหน้าอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – “เอกนิติ” เผยเศรษฐกิจไทยรับสัญญาณบวก จ่อถก กรอ. นัดแรก 22 มิ.ย. นี้

อนุทิน เซ็นตั้งคณะกรรมการ กรอ. นั่งประธานเอง

เป็นประเด็นร้อนที่น่าจับตามองในแวดวงเศรษฐกิจไทยตอนนี้ เมื่อ “อนุทิน” เซ็นตั้งคณะกรรมการ กรอ. นั่งประธานเอง เพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวผ่านความท้าทายต่าง ๆ ไปให้ได้ครับ การขยับตัวครั้งนี้ถือว่าน่าสนใจมาก เพราะเป็นการรวมพลังระหว่างภาครัฐและเอกชนเข้าด้วยกันอย่างเต็มรูปแบบ

อนุทิน เซ็นตั้งคณะกรรมการ กรอ. นั่งประธานเอง

เหตุการณ์สำคัญนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 227/2569 เรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า “คณะกรรมการ กรอ.” ซึ่งงานนี้ท่านนายกฯ เลือกที่จะนั่งเก้าอี้ประธานด้วยตัวเอง เพื่อให้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจเป็นไปอย่างรวดเร็วและตรงจุดครับ

เป้าหมายการทำงานของคณะกรรมการ กรอ.

การที่ “อนุทิน” เซ็นตั้งคณะกรรมการ กรอ. นั่งประธานเอง ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์หลักที่ชัดเจนมาก คือการส่งเสริมบทบาทภาคเอกชน ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค ให้เข้ามามีส่วนร่วมกับภาครัฐมากขึ้น เพื่อให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นไปอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับสถานการณ์จริง โดยมีรองนายกรัฐมนตรีอย่าง คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นรองประธาน เพื่อช่วยขับเคลื่อนนโยบายให้เป็นรูปธรรม

องค์ประกอบของคณะกรรมการชุดนี้ถือว่าครบเครื่องทีเดียวครับ ประกอบด้วยรัฐมนตรีจากกระทรวงเศรษฐกิจสำคัญ ๆ หลายกระทรวง รวมถึงหน่วยงานชั้นนำ เช่น:

  • สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย
  • สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
  • สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
  • สมาคมธนาคารไทย และสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย

ด้วยความร่วมมือระดับสูงเช่นนี้ เชื่อว่าอุปสรรคทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการค้าหรือการลงทุน ก็น่าจะได้รับการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ

เตรียมถกนัดแรกจันทร์นี้

สำหรับภารกิจประเดิมงาน คณะกรรมการ กรอ. เตรียมประชุมนัดแรกกันในวันที่ 22 มิ.ย. นี้ ที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งคนในแวดวงธุรกิจต่างคาดหวังว่าการประชุมครั้งนี้ จะนำไปสู่มาตรการใหม่ ๆ ที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนและแข่งขันได้ในระดับสากลครับ

ในมุมมองของผม การที่ผู้นำตัดสินใจลงมาคุมเกมเศรษฐกิจด้วยตัวเองแบบนี้ ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาหน้างานจริง และเป็นการเปิดช่องทางให้ภาคเอกชนได้รับฟังและเสนอทางออกกันแบบใกล้ชิด หากการประชุมนัดนี้ดำเนินไปได้ด้วยดี เราคงเห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จับต้องได้ออกมาอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – “อนุทิน” เซ็นตั้งคณะกรรมการ กรอ. นั่งประธานเอง เรียกถกนัดแรกจันทร์นี้

เอกนิติ เล็งรีวิว GDP ไทยใหม่ หลังสัญญาณบวกสงครามยุติ

เอกนิติ เล็งรีวิว GDP ไทยใหม่ หลังสัญญาณบวกสงครามยุติ

กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตาในแวดวงเศรษฐกิจเมื่อ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาเผยถึงทิศทางข้างหน้าของเศรษฐกิจไทย โดยระบุว่าเราอาจได้เห็นการปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจใหม่ในเร็วๆ นี้

ปัจจัยบวกจากสถานการณ์โลกและการรีวิว GDP

นายเอกนิติกล่าวว่า หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยุติลง จะถือเป็นสัญญาณบวกครั้งใหญ่ที่จะช่วยให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ซึ่งเรื่องนี้สัมพันธ์โดยตรงกับการที่ เอกนิติ เล็งรีวิว GDP ไทยใหม่ เพื่อให้ตัวเลขมีความสอดคล้องกับปัจจัยบวกที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังคงย้ำว่าต้องดำเนินนโยบายด้วยความระมัดระวังสูงสุด เนื่องจากโลกยุคปัจจุบันมีความผันผวนสูงนั่นเอง

นอกเหนือจากการปรับตัวเลขเศรษฐกิจแล้ว รัฐบาลยังให้ความสำคัญอย่างมากกับปากท้องของพี่น้องประชาชน โดยมุ่งเป้ามุ่งเน้นการแก้ปัญหาผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากการที่ภาวะเงินเฟ้อสร้างภาระต้นทุนสินค้าที่สูงขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องที่กระทรวงการคลังให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ

  • เร่งช่วยเหลือร้านค้าฐานรากด้วยโครงการไทยช่วยไทย พลัส
  • ประยุกต์ใช้ AI ในการวิเคราะห์ยอดขายเพื่อเพิ่มความยั่งยืน
  • เตรียมแผนระยะยาวเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า

ในมุมมองเรื่องพลังงาน นายเอกนิติย้ำว่า แผนการใช้เงินกู้ 2 แสนล้านบาทเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานยังคงเดินหน้าต่อ เพราะราคาน้ำมันคาดว่าจะยังอยู่ในระดับสูงอีกอย่างน้อย 1-2 ปี การเปลี่ยนมาใช้โซลาร์เซลล์ไม่เพียงจะช่วยลดค่าไฟฟ้าในระยะสั้น แต่ยังสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศในระยะยาวอีกด้วย การที่ เอกนิติ เล็งรีวิว GDP ไทยใหม่ จึงเป็นการมองภาพรวมที่ครอบคลุมตั้งแต่ระดับมหภาคไปจนถึงการลดภาระค่าครองชีพของรายย่อย

สำหรับเรื่องความคืบหน้าของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้น ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบตัวเลขที่แม่นยำที่สุดโดยปลัดกระทรวงการคลัง หากมีความชัดเจนจะมีการแถลงให้ทราบอีกครั้งครับ

ในความเห็นของผม การวางแผนเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นตามสถานการณ์โลกเป็นสิ่งที่รัฐบาลทำได้ถูกต้อง หวังว่ามาตรการต่างๆ จะช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยเดินต่อได้อย่างเข้มแข็งท่ามกลางความท้าทายนี้

ที่มา – “เอกนิติ” เล็งรีวิว GDP ไทยใหม่ รับสัญญาณบวกหากสงครามตะวันออกกลางยุติ ช่วยรายย่อยสู้ภาวะเงินเฟ้อ

นายกฯ ไม่กังวลจีนส่งรถถังให้กัมพูชา โยน “เอกนิติ” แจงบัตรคนจน

นายกฯ ไม่กังวลจีนส่งรถถังให้กัมพูชา โยน “เอกนิติ” แจงทบทวนหลักเกณฑ์บัตรคนจน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองสำหรับการเคลื่อนไหวทางการเมืองและนโยบายภาครัฐล่าสุด โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง นายกฯ ไม่กังวลจีนส่งรถถังให้กัมพูชา โยน “เอกนิติ” แจงทบทวนหลักเกณฑ์บัตรคนจน ซึ่งถือเป็นข่าวใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นถึงการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ ทั้งเรื่องความมั่นคงระหว่างประเทศและปากท้องของประชาชน

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ออกมาให้สัมภาษณ์ในประเด็นสำคัญดังกล่าว โดยสื่อมวลชนได้สอบถามถึงเรื่องความมั่นคงกรณีจีนเตรียมส่งมอบรถถัง T59D จำนวน 93 คันให้กัมพูชา ซึ่งนายกฯ ได้สั่นหน้าและยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับไทย พร้อมเน้นย้ำสั้นๆ ว่า “กองทัพไทยก็พร้อม” แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจต่อศักยภาพการป้องกันประเทศ

รายละเอียดการทบทวนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

สำหรับประเด็นภายในประเทศที่มีความเกี่ยวข้องกับคำว่า นายกฯ ไม่กังวลจีนส่งรถถังให้กัมพูชา โยน “เอกนิติ” แจงทบทวนหลักเกณฑ์บัตรคนจน นั้น นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้รับผิดชอบดูแลและชี้แจงรายละเอียดการทบทวนหลักเกณฑ์ภาษีการลดหย่อนค่าอุปการะพ่อแม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการคัดกรองผู้มีสิทธิในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและเป็นธรรมมากที่สุด

สิ่งที่เราควรจับตามองหลังจากนี้มีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • ความคืบหน้าเรื่องหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขอย่างไรเพื่อให้ครอบคลุมผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ
  • ความสัมพันธ์และการทูตในระดับภูมิภาค หลังจากมีการรายงานข่าวว่า นายกฯ ไม่กังวลจีนส่งรถถังให้กัมพูชา โยน “เอกนิติ” แจงทบทวนหลักเกณฑ์บัตรคนจน ซึ่งสะท้อนถึงการวางตัวในเวทีระหว่างประเทศอย่างชัดเจน
  • ความพร้อมของกองทัพไทยในการรักษาอธิปไตยภายใต้สถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงของกำลังทางทหารในเพื่อนบ้าน

ในมุมมองของเรา นี่ถือเป็นการจัดการที่ตรงจุดของรัฐบาล เพราะในขณะที่มุ่งเน้นความมั่นคงของชาติ นายกฯ ก็ไม่ลืมที่จะใส่ใจในเรื่องนโยบายสวัสดิการสังคม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการดูแลประชาชน เราต้องมารอลุ้นกันว่าบทสรุปของเกณฑ์การลดหย่อนภาษีที่นายเอกนิติจะนำเสนอนั้น จะส่งผลกระทบต่อผู้ถือบัตรคนจนอย่างไรบ้าง และรัฐบาลจะทำอย่างไรให้เกิดสมดุลที่ดีที่สุดระหว่างการรักษาวินัยการคลังกับการช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อย

ที่มา – นายกฯ ไม่กังวลจีนส่งรถถังให้กัมพูชา โยน “เอกนิติ” แจงทบทวนหลักเกณฑ์บัตรคนจน

Scroll to top