เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส

เอกนิติเผย นายกฯ ปิดดีล 4 บิ๊กเทคฯและอีวีระดับโลก 7 หมื่นล้าน

เอกนิติเผย นายกฯ ปิดดีล 4 บิ๊กเทคฯและอีวีระดับโลก 7 หมื่นล้าน

ข่าวใหญ่ในวงการเศรษฐกิจช่วงนี้คงหนีไม่พ้นความสำเร็จครั้งสำคัญ เมื่อคุณเอกนิตินิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาเปิดเผยว่าท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้นำทีมไปโรดโชว์ที่เมืองเฉิงตู ประเทศจีน จนสามารถปิดดีลยักษ์ใหญ่ระดับโลกได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะผลักดันเศรษฐกิจไทยให้โตแบบก้าวกระโดด

การที่ เอกนิติเผย นายกฯ ปิดดีล 4 บิ๊กเทคฯและอีวีระดับโลก 7 หมื่นล้าน บาท นั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากการวางแผนอย่างเป็นระบบเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุน โดยการเจรจาครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่ทัพหน้าของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเป็นเทรนด์หลักของโลกในขณะนี้

เปิดรายชื่อ 4 ยักษ์ใหญ่ที่เตรียมบุกไทย

สำหรับการเจรจาครั้งนี้มีบริษัทชั้นนำตอบรับเข้ามาลงทุน ได้แก่:

  • ฉางอาน ออโตโมบิล: ผู้นำด้านรถยนต์ไฟฟ้าที่จะใช้ไทยเป็นฐานการผลิตส่งออกทั่วโลก
  • อินโนไลท์ เทคโนโลยี: เบอร์ 1 ด้านอุปกรณ์ส่งข้อมูลทางแสงที่พร้อมมาตั้งฐานผลิต AI
  • อีออปโตลิงก์ เทคโนโลยี: ผู้ผลิตอุปกรณ์สื่อสารระดับโลกที่กำลังขยายโรงงานในไทย
  • เสียวหมี่ คอร์ปอเรชัน: ยักษ์ใหญ่สมาร์ทโฮมและ IoT ที่จะทำให้ไทยเป็นฮับการผลิตอัจฉริยะ

ความสำเร็จจากการที่ เอกนิติเผย นายกฯ ปิดดีล 4 บิ๊กเทคฯและอีวีระดับโลก 7 หมื่นล้าน สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในสภาวะโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งประเทศไทยสามารถวางตำแหน่งตนเองเป็นฐานที่มั่นใหม่ของเทคโนโลยีแห่งอนาคตได้อย่างลงตัว

ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลยังเตรียมเดินหน้ายุทธศาสตร์ใหม่ภายใต้โครงการ BOI to IPO เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกแบบ Fast Track ให้บริษัทต่างชาติเหล่านี้เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งจะเป็นกลไกสนับสนุนให้ตลาดทุนไทยคึกคักขึ้นอีกเป็นเท่าตัว

สรุปแล้ว การทำงานเชิงรุกในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเยี่ยมสำหรับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ หากทุกโครงการเป็นไปตามเป้าหมาย เชื่อได้เลยว่าเม็ดเงิน 70,000 ล้านบาทนี้จะเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของการเติบโตในระยะยาวของประเทศเราอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – “เอกนิติ” เผย นายกฯ ปิดดีล 4 บิ๊กเทคฯและอีวีระดับโลก คาดดึงเงินลงทุนเข้าไทย 70,000 ล้าน

เปิดรายชื่อ กมธ.งบฯ 70 ดร.โจ-มาดามเดียร์ ร่วมงานสภา

เปิดรายชื่อ กมธ.งบฯ 70 ดร.โจ-มาดามเดียร์ ร่วมงานสภา

หลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ในวาระแรกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา บรรยากาศการเมืองก็เข้มข้นขึ้นทันที เมื่อมีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ขึ้นมาเพื่อพิจารณารายละเอียดงบประมาณ โดยล่าสุดมีการ เปิดรายชื่อ กมธ.งบฯ 70 ดร.โจ-มาดามเดียร์ ร่วมงานสภา ซึ่งถือเป็นที่จับตาของสังคมอย่างมากในขณะนี้

ความน่าสนใจของรายชื่อครั้งนี้ คือการปรากฏตัวของ “ดร.โจ” หรือ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร จากพรรคประชาชน ซึ่งเป็นอดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ที่ได้รับความสนใจก่อนหน้านี้ และการกลับมาของ “มาดามเดียร์” ในโควตาของพรรคประชาธิปัตย์ นอกจากนี้ยังมีชื่อของ “อ.วีระ ธีระภัทรานนท์” ที่ทาง ครม. ได้ส่งชื่อมาร่วมในคณะกรรมาธิการด้วยการ เปิดรายชื่อ กมธ.งบฯ 70 ดร.โจ-มาดามเดียร์ ร่วมงานสภา ครั้งนี้ ทำให้เห็นภาพรวมของการจัดสรรงบประมาณที่เต็มไปด้วยตัวแทนจากหลากพรรคการเมือง

ความเคลื่อนไหวสำคัญในการการตั้งกมธ.งบประมาณปี 70

สำหรับรายชื่อผู้ที่ได้รับคัดเลือกให้เป็น กมธ.งบประมาณปี 70 ทั้ง 72 คนนั้น มีการกระจายโควตาจากหลายส่วน โดยพรรคภูมิใจไทยครองเสียงส่วนใหญ่ถึง 21 คน ตามมาด้วยพรรคประชาชน 13 คน พรรคเพื่อไทย 8 คน พรรคกล้าธรรม 6 คน ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ส่ง 2 คน ได้แก่ นายอัมพร พินะสา และ น.ส.วทันยา บุนนาค หรือมาดามเดียร์นั่นเอง

ในการ เปิดรายชื่อ กมธ.งบฯ 70 ดร.โจ-มาดามเดียร์ ร่วมงานสภา ครั้งนี้ เราได้เห็นรายชื่อจากหน่วยงานต่างๆ ดังนี้:

  • คณะรัฐมนตรี (ครม.): ส่งรายชื่อบุคคลสำคัญ 18 คน รวมถึง อ.วีระ ธีระภัทรานนท์ และนายชาดา ไทยเศรษฐ์
  • พรรคภูมิใจไทย: ส่งตัวแทน 21 คน นำโดย นายชยุต ภุมมะกาญจนะ และคณะ
  • พรรคประชาชน: นำโดย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล และนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (ดร.โจ)
  • พรรคการเมืองอื่น: รวมถึงพรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ ที่ส่งตัวแทนร่วมพิจารณา

การพิจารณางบประมาณแผ่นดินเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศ การที่แต่ละพรรคส่งบุคลากรคุณภาพหรือตัวแทนที่มีชื่อเสียงมาร่วมด้วย สะท้อนให้เห็นว่าทุกฝ่ายต่างให้ความสำคัญกับเงินภาษีของประชาชน ทุกขั้นตอนต่อจากนี้จะเป็นบทพิสูจน์ว่าพวกเขาสามารถตรวจสอบและบริหารจัดการงบประมาณปี 2570 ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร

คุณคิดอย่างไรกับการจัดทัพกรรมาธิการงบประมาณชุดนี้? นี่คือการรวมตัวกันของมืออาชีพเพื่อรับมือกับโจทย์งบประมาณที่ท้าทาย หรือเป็นเพียงเกมการเมืองในสภา? มาร่วมติดตามสถานการณ์นี้ไปพร้อมๆ กัน เพราะทุกบาททุกสตางค์ของงบประมาณคืออนาคตของคนไทยทั้งชาติครับ

ที่มา – เปิดรายชื่อ กมธ.งบฯ 70 “ดร.โจ” โผล่ร่วมหลังแพ้เลือกตั้ง “มาดามเดียร์” โควตา ปชป. ครม. ส่ง “อ.วีระ”

ไทย–เวียดนาม เปลี่ยนจากคู่แข่งเป็นหุ้นส่วน จับมือเชื่อมโยงระบบ PromptPay-VietQR

เชื่อว่าหลายคนน่าจะตื่นเต้นไม่น้อย เมื่อได้ยินข่าวการผนึกกำลังกันระหว่างสองยักษ์ใหญ่แห่งอาเซียนอย่างไทยและเวียดนาม ล่าสุดมีการเปิดเผยว่าทั้งสองประเทศพร้อมก้าวข้ามผ่านการเป็นแค่คู่แข่งทางการค้า มาสู่การเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่เน้นการเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน โดยประเด็นที่น่าสนใจที่สุดคงหนีไม่พ้นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินดิจิทัลที่มีการประกาศว่า ไทย–เวียดนาม เปลี่ยนจากคู่แข่งเป็นหุ้นส่วน จับมือเชื่อมโยงระบบ PromptPay-VietQR เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวและนักธุรกิจของทั้งสองประเทศ

ไทย–เวียดนาม เปลี่ยนจากคู่แข่งเป็นหุ้นส่วน จับมือเชื่อมโยงระบบ PromptPay-VietQR

การเชื่อมโยงระบบชำระเงินข้ามพรมแดนถือเป็นก้าวสำคัญที่จะปลดล็อกข้อจำกัดทางการเงิน ด้วยการเชื่อมระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ของไทยเข้ากับ VietQR ของเวียดนาม จะทำให้นักท่องเที่ยวไทยที่ไปเยือนเวียดนาม หรือนักท่องเที่ยวเวียดนามที่มาเที่ยวไทย สามารถสแกนจ่ายเงินได้ง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชันธนาคารในมือถือ ไม่ต้องแลกเงินสดจำนวนมากให้ยุ่งยากอีกต่อไป นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมการใช้เงินสกุลท้องถิ่นอย่าง “บาท-ดอง” เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อีกด้วย

ยุทธศาสตร์ Three Connects พลิกโฉมเศรษฐกิจระดับภูมิภาค

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ได้นำเสนอยุทธศาสตร์ “Three Connects” ที่มุ่งเน้นการเชื่อมโยงใน 3 มิติหลัก เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น:

  • การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ให้แข็งแกร่งขึ้น
  • การเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่นและสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs)
  • การเชื่อมโยงยุทธศาสตร์การเติบโตสีเขียว (Green Growth) เพื่ออนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ด้วยยุทธศาสตร์นี้ จะเห็นได้ชัดว่า ไทย–เวียดนาม เปลี่ยนจากคู่แข่งเป็นหุ้นส่วน จับมือเชื่อมโยงระบบ PromptPay-VietQR ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยีการเงินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น เซมิคอนดักเตอร์ พลังงานสะอาด และนวัตกรรมดิจิทัล ซึ่งจะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ภูมิภาคเรากลายเป็นฐานการผลิตระดับโลกได้ในอนาคต

ในมุมมองของผม นี่เป็นก้าวที่ฉลาดมากครับ เพราะในโลกยุคใหม่การร่วมมือกันย่อมสร้างโอกาสได้มากกว่าการโดดเดี่ยว การที่ไทยและเวียดนามจับมือกันจะทำให้เรามีแต้มต่อในตลาดโลกมากขึ้น เชื่อได้เลยว่านโยบายนี้จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจฐานรากและการท่องเที่ยวในระยะยาวอย่างแน่นอน ใครว่าคู่แข่งต้องเป็นศัตรูเสมอไป ในทางธุรกิจ นี่คือโอกาสทองของการสร้างความมั่งคั่งร่วมกันครับ

ที่มา – ไทย–เวียดนาม เปลี่ยนจากคู่แข่งเป็นหุ้นส่วน จับมือเชื่อมโยงระบบ PromptPay-VietQR

ทบทวน บัตรคนจน เกณฑ์ลูกใช้ชื่อพ่อแม่ลดหย่อนภาษี 11 มิ.ย. นี้

ทบทวน บัตรคนจน เกณฑ์ลูกใช้ชื่อพ่อแม่ลดหย่อนภาษี 11 มิ.ย. นี้

เป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อล่าสุดทางด้าน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ได้ออกมาเน้นย้ำถึงกำหนดการประชุมสำคัญในวันที่ 11 มิถุนายนนี้ เพื่อพิจารณาการทบทวน บัตรคนจน เกณฑ์ลูกใช้ชื่อพ่อแม่ลดหย่อนภาษี ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเกณฑ์สำคัญที่ทำให้พ่อแม่หลายคนเสียสิทธิ์ในการรับสวัสดิการจากภาครัฐครับ

สรุปประเด็นการประชุมเรื่อง บัตรคนจน

ในการประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการฯ ที่จะเกิดขึ้นในช่วงบ่ายของวันที่ 11 มิถุนายน ทางกระทรวงการคลังจะมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาและหาทางออกให้กับกลุ่มผู้สูงอายุที่ถูกตัดสิทธิ์ เนื่องจากบุตรหลานนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีส่วนตัว โดยนายเอกนิติย้ำชัดเจนว่า การ ทบทวน บัตรคนจน เกณฑ์ลูกใช้ชื่อพ่อแม่ลดหย่อนภาษี ครั้งนี้จะทำเพียงเกณฑ์เดียวเท่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนหรือกระทบกับหลักเกณฑ์ด้านอื่น เช่น การถือครองที่ดินครับ

  • เป้าหมายหลักคือการช่วยเหลือผู้เดือดร้อนจริงๆ
  • ปรับปรุงฐานข้อมูลผู้มีสิทธิ์ให้มีความแม่นยำและละเอียดขึ้น
  • เร่งประสานกระทรวงมหาดไทยลงพื้นที่ค้นหาผู้ตกหล่น

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมถึงต้องมีการปรับเปลี่ยนเรื่องนี้? คำตอบคือ รัฐบาลได้รับเสียงสะท้อนจากสังคมว่า มีคุณพ่อคุณแม่จำนวนมากที่ไม่ได้เงินสนับสนุนจากลูกจริงๆ แต่กลับต้องเสียสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐไปเพราะลูกนำชื่อไปลดหย่อนภาษี ซึ่งเรื่องนี้สร้างความเดือดร้อนพอสมควร การจัดประชุมเพื่อ ทบทวน บัตรคนจน เกณฑ์ลูกใช้ชื่อพ่อแม่ลดหย่อนภาษี จึงถือเป็นความพยายามของภาครัฐที่ต้องการเยียวยาและเข้าถึงประชาชนกลุ่มเปราะบางอย่างแท้จริงครับ

นอกเหนือจากเรื่องภาษีแล้ว นายเอกนิติยังได้ระบุด้วยว่า ปัจจุบันมีผู้ถือบัตรกว่า 13.2 ล้านคน ซึ่งลงทะเบียนตั้งแต่ปี 2565 ถึงเวลาแล้วที่ต้องมีการตรวจสอบให้ทันสมัย เพราะสภาวะเศรษฐกิจและการเงินของประชาชนมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เป้าหมายของโครงการคือการช่วยเหลือคนที่ยากลำบากที่สุด ดังนั้นการคัดกรองที่เข้มข้นขึ้นถือเป็นสิ่งที่จำเป็นครับ

สำหรับใครที่รอฟังผลการพิจารณาในวันพรุ่งนี้ ทางเราจะคอยติดตามข่าวสารและนำมาอัปเดตให้ทุกคนทราบทันทีครับ หากใครที่มีปัญหาเรื่องการลงทะเบียนหรือถูกตัดสิทธิ์โดยไม่เป็นธรรม นี่คือสัญญาณที่ดีที่รัฐบาลกำลังหันมามองความเป็นจริงของสังคมมากขึ้นครับ ส่วนตัวมองว่าการที่รัฐบาลแสดงความใส่ใจต่อข้อร้องเรียนเช่นนี้เป็นเรื่องที่ดีมากครับ เพราะหัวใจสำคัญของสวัสดิการรัฐควรจะถึงมือผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์จริงๆ ไม่ใช่แค่การยึดติดกับตัวเลขหรือเงื่อนไขทางบัญชีเพียงอย่างเดียว

ที่มา – “เอกนิติ” ย้ำ 11 มิ.ย. ทบทวน “บัตรคนจน” เกณฑ์เดียว ลูกนำชื่อพ่อแม่ไปใช้ลดหย่อนภาษี

“เอกนิติ” ไม่ปฏิเสธ แคนดิเดตนายกฯ ภูมิใจไทย

“เอกนิติ” ไม่ตอบรับ หรือ ปฏิเสธ การเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย ลั่นขอโฟกัสงานในจุดของตัวเองก่อน

วันที่ 21 พ.ย. 2568 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวสั้นๆ ภายหลังร่วมปาฐกถาในงาน Bangkok Post Economic Forum 2025 ว่า ส่วนตัวขอโฟกัสการทำงานในหน้าที่ของตัวเองก่อน

ซึ่งก่อนหน้านี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ให้สัมภาษณ์ โดยยืนยันว่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย มีทั้ง 3 คน ประกอบด้วย ตนเอง, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ โดยทั้ง 3 รายชื่อจะต้องถูกเสนอเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งหากทันในวันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายนนี้ก็จะเสนอทันทีโดยจะพิจารณาจากกรอบระยะเวลาอีกครั้ง

“เอกนิติ” ไม่ปฏิเสธ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การที่พรรคภูมิใจไทยออกมาประกาศรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจึงเป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่าทีของนายเอกนิติที่ไม่ได้ปฏิเสธโอกาสนี้โดยตรง ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของเขา

การที่นายเอกนิติกล่าวว่าขอโฟกัสการทำงานในหน้าที่ปัจจุบันก่อนนั้น อาจตีความได้หลายนัยยะ ไม่ว่าจะเป็นการที่เขายังไม่ต้องการผูกมัดตัวเองกับตำแหน่งทางการเมืองที่สูงขึ้น หรืออาจเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองเพื่อรอดูท่าทีของพรรคและสถานการณ์โดยรวมก่อนตัดสินใจ

อนาคตของ “เอกนิติ” กับตำแหน่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

หากพิจารณาจากประสบการณ์และความสามารถของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส จะพบว่าเขามีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับการเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง เขาเป็นนักบริหารที่มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ในการทำงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน และมีความเข้าใจในปัญหาเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจที่จะก้าวเข้าสู่สนามการเมืองอย่างเต็มตัวนั้น ย่อมต้องเผชิญกับความท้าทายและความกดดันอย่างมาก นายเอกนิติจะต้องพิจารณาถึงความพร้อมของตนเองและครอบครัว รวมถึงโอกาสและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ

นอกจากนี้ การสนับสนุนจากพรรคภูมิใจไทยและเสียงตอบรับจากประชาชนก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้นายเอกนิติประสบความสำเร็จในการก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้

พรรคภูมิใจไทยเองก็มีกลยุทธ์ในการนำเสนอรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยที่น่าสนใจ การมีตัวเลือกที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นนายอนุทินเอง หรือนายเอกนิติ และนางศุภจี แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความหลากหลายของพรรคในการนำเสนอผู้นำประเทศในอนาคต

  • นายอนุทิน ชาญวีรกูล: มีประสบการณ์ทางการเมืองยาวนาน
  • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส: มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ
  • นางศุภจี สุธรรมพันธุ์: มีความสามารถด้านการบริหาร

การที่นายเอกนิติยังไม่ตอบรับหรือปฏิเสธโอกาสในการเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีนั้น ถือเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาด เพราะทำให้เขามีเวลาในการพิจารณาและประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะก้าวเข้าสู่สนามการเมืองอย่างเต็มตัวหรือไม่

การเมืองไทยยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การจับตามองท่าทีและความเคลื่อนไหวของนักการเมืองแต่ละคนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถวิเคราะห์และคาดการณ์อนาคตทางการเมืองของประเทศได้อย่างแม่นยำ

สิ่งที่น่าสนใจคือ หากสุดท้ายแล้วนายเอกนิติ ตัดสินใจที่จะรับตำแหน่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย เขาจะนำนโยบายอะไรมาใช้ในการพัฒนาประเทศ และจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้อย่างไร สิ่งเหล่านี้คือคำถามที่รอคำตอบจากนายเอกนิติและพรรคภูมิใจไทย

ถึงแม้ว่านายเอกนิติ จะยังไม่ตัดสินใจในตอนนี้ แต่การที่ชื่อของเขาถูกเสนอขึ้นมาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ก็แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่พรรคภูมิใจไทยมีต่อความสามารถของเขา และถือเป็นก้าวสำคัญในเส้นทางการเมืองของนายเอกนิติอย่างแน่นอน

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า สุดท้ายแล้วนายเอกนิติจะตัดสินใจอย่างไร และอนาคตทางการเมืองของเขาจะเป็นอย่างไรต่อไป

ที่มา – “เอกนิติ” ไม่ปฏิเสธ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย ขอโฟกัสงานก่อน

อนุทินเร่งแก้เศรษฐกิจหลังคุยสมาคมธนาคารไทย

“อนุทิน” เผยหลังหารือร่วมสมาคมธนาคารไทย พร้อมเร่งเครื่องแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยเน้นการแก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือนและส่งเสริมศักยภาพ SMEs เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

“อนุทิน” เผยหลังหารือร่วมสมาคมธนาคารไทย พร้อมเร่งเครื่องแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือร่วมกับสมาคมธนาคารไทยว่า ได้นำทีมเศรษฐกิจมาหารือกับสมาคมฯ เพื่อขอความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาหนี้สินของประชาชนและ SMEs

“วันนี้ได้มาหารือกับสมาคมธนาคารไทยในหลายเรื่อง ทั้งเรื่องความห่วงใย การขอรับการสนับสนุนจากสมาคม ในการแก้ปัญหาหนี้สินครัวเรือน เอสเอ็มอี การผ่อนปรนภาระดอกเบี้ย และการเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการให้แข่งขันในตลาดโลกได้” นายอนุทินกล่าว

รัฐบาลพร้อมที่จะเร่งดำเนินการเพื่อเพิ่มศักยภาพของประเทศไทยในด้านต่างๆ เช่น ภาคท่องเที่ยว เมดิคัล เวลล์เนส ภาคเกษตร อุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมไฮเทค เพื่อขยายขนาดทางเศรษฐกิจของประเทศ

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย
นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวถึงกรณีค่าเงินบาทแข็งค่าและเงินทุนไหลเข้าจำนวนมากว่า สมาคมฯ ได้หารือกับนายกรัฐมนตรีแล้ว และกำลังเร่งดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อตรวจสอบที่มาของเงินทุน โดยร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทยและ ปปง.

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังได้จัดตั้งทีมงานขึ้นมาดูแลเรื่องค่าเงิน โดยประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด

ประเด็นสำคัญจากการหารือร่วมกับสมาคมธนาคารไทย

  • รัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหาหนี้สินครัวเรือนและ SMEs
  • สมาคมธนาคารไทยพร้อมให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา
  • มีการหารือเรื่องค่าเงินบาทแข็งค่าและเงินทุนไหลเข้า
  • รัฐบาลเร่งเครื่องเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจในทุกภาคส่วน

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลได้ฝากโจทย์ใหญ่เรื่องหนี้ครัวเรือน ซึ่งต้องแก้ไขทั้งระบบ ภาคธนาคารพร้อมร่วมมือกับภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมโดยเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดำเนินมาตรการ “บิ๊กควิกวิน” ภายในระยะเวลา 4 เดือน

สมาคมธนาคารไทยไม่ได้เรียกร้องให้รัฐบาลทำอะไรเพิ่มเติม เนื่องจากนายกรัฐมนตรีและทีมเศรษฐกิจมีความเข้าใจในเรื่องการเงินการธนาคารเป็นอย่างดี

นายผยง กล่าวว่า การที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจเดินทางมาหารือกับสมาคมธนาคารไทยด้วยตนเอง เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 58 ปีของสมาคมฯ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

สำหรับมาตรการในการเพิ่มสภาพคล่อง ข้อมูลเป็นจุดสำคัญที่ระบบยังขาด เนื่องจาก SMEs จำนวนมากยังอยู่นอกระบบ ทำให้ไม่มีข้อมูลที่ถูกต้อง ซึ่งนายกรัฐมนตรีเข้าใจในเรื่องนี้เป็นอย่างดี

โดยสรุปแล้ว การหารือร่วมระหว่างนายกรัฐมนตรีและสมาคมธนาคารไทยในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือนและ SMEs ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย การเร่งแก้ไขปัญหาเหล่านี้ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความมั่นคงให้กับประเทศในระยะยาว การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงข้อมูลและการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ จะช่วยให้การแก้ไขปัญหามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดังนั้นการที่ “อนุทิน” เผยหลังหารือร่วมสมาคมธนาคารไทย พร้อมเร่งเครื่องแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ถือเป็นข่าวดีเเละมีความหวังของประชาชน

ที่มา – “อนุทิน” เผยหลังหารือร่วมสมาคมธนาคารไทย พร้อมเร่งเครื่องแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

“อนุทิน” บอก ทูลเกล้าฯ ครม. แล้วเมื่อไหร่พร้อมลุย

นายกฯ อนุทิน นั่งหัวโต๊ะร่วมประชุมสภาหอการค้าไทย ระบุ ทูลเกล้าฯ รายชื่อ ครม.แล้ว ชี้โปรดเกล้าฯ เมื่อไหร่ลุยงานทันที เผย “เอกนิติ” เลือก “วรภัค” มากับมือ โว เร่งเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเข้มแข็ง

วันที่ 18 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมหารือเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ พร้อมด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายวรภัค ธันยาวงษ์ ว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนางศุภจี ธรรมพันธุ์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

นายอนุทิน กล่าวว่า ตนมาวันนี้เพื่อมาพบกับทุกคน และมีรัฐมนตรีที่ดูแลด้านเศรษฐกิจ ซึ่งทุกคนในที่นี้ไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับตน เจอกันมานาน มีความสนิทสนมคุ้นเคย เคารพนับถือกันเป็นอย่างดี สิ่งที่ตนมาวันนี้ เพื่อมาพบทุกท่านและนำว่าที่คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจมาแนะนำให้รู้จัก เชื่อว่าหลายคนก็รู้จักกันดีอยู่แล้ว วันนี้ตั้งใจมารับฟังรายละเอียด และรับฟังข้อเสนอแนะจากสภาหอการค้าไทย รัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้เป็นรัฐบาลที่จะเน้นในการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทย ให้มีความกระชับและเข้มแข็งขึ้นเร็วที่สุด ภายใต้ระยะเวลาที่มีอยู่

ขอแนะนำผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีของตนซึ่งตนได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรายชื่อไปแล้ว เมื่อมีการโปรดฯ ก็จะเร่งแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และสามารถบริหารราชการแผ่นดินได้

จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้แนะนำว่าที่คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจให้ผู้ร่วมประชุมได้รู้จัก โดยในขณะที่แนะนำ ว่าที่รัฐมนตรี นายอนุทิน ได้กล่าวถึงนายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ว่า เป็นคนที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เชื่อในฝีมือการทำงาน คัดเลือกมาเองกับมือ

“อนุทิน” บอก ทูลเกล้าฯ รายชื่อครม. แล้ว โปรดเกล้าฯ ลงมาเมื่อไหร่พร้อมลุยงาน

สถานการณ์ทางการเมืองไทยยังคงเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในเรื่องนี้ โดยระบุว่าได้ดำเนินการทูลเกล้าฯ รายชื่อคณะรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และพร้อมที่จะเริ่มงานทันทีเมื่อได้รับการโปรดเกล้าฯ

การออกมาเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวของนายอนุทิน สร้างความสนใจให้กับประชาชนและสื่อมวลชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการยืนยันถึงความพร้อมของรัฐบาลใหม่ในการเข้าบริหารประเทศและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่กำลังเผชิญอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเศรษฐกิจที่ถือเป็นวาระเร่งด่วน

ความคาดหวังต่อคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดใหม่

การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้นำทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดใหม่เข้าพบกับสภาหอการค้าไทย แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ การที่นายอนุทินได้แนะนำนายวรภัค ธันยาวงษ์ ว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งได้รับการคัดเลือกโดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ยิ่งสร้างความมั่นใจให้กับภาคธุรกิจว่าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้มีความพร้อมและมีความสามารถในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่รัฐบาลสามารถนำนโยบายที่ได้แถลงไว้ไปปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก การส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

“อนุทิน” บอก ทูลเกล้าฯ รายชื่อครม. แล้ว โปรดเกล้าฯ ลงมาเมื่อไหร่พร้อมลุยงาน ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของรัฐบาลใหม่ในการบริหารประเทศ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการที่รัฐบาลสามารถทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนในสังคม เพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคงให้กับประเทศไทยได้อย่างยั่งยืน

การที่นายอนุทินเน้นย้ำถึงความสำคัญของการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและเข้มแข็ง ภายใต้ระยะเวลาที่มีอยู่จำกัด แสดงให้เห็นถึงความท้าทายที่รัฐบาลชุดใหม่จะต้องเผชิญ อย่างไรก็ตาม ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม เราเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะสามารถก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆ และกลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง

ที่มา – “อนุทิน” บอก ทูลเกล้าฯ รายชื่อครม. แล้ว โปรดเกล้าฯ ลงมาเมื่อไหร่พร้อมลุยงาน

Scroll to top