เอกพงษ์ หริ่มเจริญ

ล้างไพ่บัตรคนจน สำนักงานสถิติสำรวจ 13.4 ล้านคนใหม่

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ในวงการนโยบายรัฐบาลกันเลย นั่นคือ ล้างไพ่บัตรคนจน ที่สำนักงานสถิติแห่งชาติกำลังเตรียมลงมือใหญ่ รัฐบาลสั่งให้ไปสำรวจผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทั้ง 13.4 ล้านคนใหม่ หลังจากที่ไม่ได้อัปเดตข้อมูลมานานถึง 9 ปีแล้ว! เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะจะช่วยให้เงินช่วยเหลือไปถึงคนที่สมควรได้รับจริงๆ ไม่ใช่แจกจ่ายแบบมั่วซั่ว

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2560 รัฐบาลสมัยนั้นเคยใช้งบกว่า 700 ล้านบาท ลงพื้นที่คัดกรองคนจนและกลุ่มเปราะบาง จนได้ผู้รับบัตรสวัสดิการ 13.4 ล้านราย แต่ผ่านไปเกือบทศวรรษ สถานการณ์เปลี่ยนไปเยอะ บางคนอาจเสียชีวิต ซ้ำซ้อน หรือรายได้ดีขึ้นแล้วไม่ควรรับสิทธิ์ต่อ รัฐบาลเลยมอบหมายให้สำนักงานสถิติแห่งชาติ (NSO) และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ร่วมกันทำ ล้างไพ่บัตรคนจน หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการคือ Data Cleansing เพื่อให้ข้อมูลสะอาด ถูกต้อง และพร้อมใช้งาน

ล้างไพ่บัตรคนจน สำนักงานสถิติ สำรวจผู้ถือบัตร 13.4 ล้านคนใหม่ เพื่อคัดกรองสิทธิให้แม่นยำ

นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เล่าว่า การสำรวจครั้งนี้จะใช้ประโยชน์จากการสำรวจสำมะโนประชากรที่ทำทุกปีอยู่แล้ว โดยยืนยันข้อมูลกลุ่มเปราะบางจากกระทรวงพัฒนาสังคมฯ (พม.) ก่อน ประมาณ 1.5 ล้านคนจะไม่ต้องสำรวจซ้ำ เพื่อประหยัดเวลาและงบประมาณ แต่สำหรับคนอื่นๆ จะต้องลงพื้นที่ตรวจสอบใหม่หมด เพื่อลบคนที่ไม่อยู่ในเกณฑ์ออกจากระบบ

นอกจากนี้ สำนักงานสถิติยังวางแผนอัปเกรดตัวเองให้เป็นฐานข้อมูลระดับโลก เหมือน Statista ซึ่งเป็นบริษัทสากลที่รวบรวมสถิติทุกอย่างไว้ใช้งานง่าย เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐ เอกชน และนักวิชาการ เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูลคุณภาพสูง นำไปวิเคราะห์ต่อยอดได้

ประโยชน์จากการล้างไพ่บัตรคนจน

  • ช่วยเหลือกลุ่มคนจนตัวจริงได้ตรงจุด ลดการทุจริตและซ้ำซ้อน
  • ข้อมูลสะอาด รองรับการใช้ AI ประมวลผลแม่นยำ ไม่มี bias จากข้อมูลเก่า
  • ยกระดับไทยสู่มาตรฐาน OECD ที่เราจะสมัครเป็นสมาชิกปี 2571
  • บูรณาการข้อมูลรัฐทั้งหมด สร้าง Big Data สำหรับพัฒนาประเทศ

การขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Government) เป็นเทรนด์โลกที่ไทยไม่ควรตามหลัง โดยเฉพาะในยุค AI ที่ถ้าข้อมูลพื้นฐานดี การพยากรณ์เศรษฐกิจ สุขภาพ สังคม จะแม่นยำขึ้นมาก ลองนึกภาพสิครับ ถ้าข้อมูลบัตรสวัสดิการอัปเดตแล้ว เงินเยียวยาโควิดหรือภัยพิบัติครั้งหน้าจะแจกได้เร็วและถูกต้องกว่าเดิมเยอะ

แต่ก็มีข้อกังวลจากประชาชนบางส่วน ว่าการสำรวจใหม่จะยุ่งยากหรือไม่? คำตอบคือ สำนักงานสถิติมีประสบการณ์เพียบจากการสำมะโนทุกปี และจะใช้เทคโนโลยีดิจิทัลช่วย เช่น แอปพลิเคชันหรือระบบออนไลน์ให้คนกรอกข้อมูลเองได้บางส่วน เพื่อลดภาระลงพื้นที่ นอกจากนี้ ยังจะเก็บข้อมูลอื่นๆ ให้เป็นระบบดิจิทัลทั้งหมด เชื่อมต่อกับฐานข้อมูลอื่นๆ ของรัฐ

สรุปแล้ว การ ล้างไพ่บัตรคนจน ครั้งนี้ไม่ใช่แค่คัดกรองสิทธิ แต่เป็นก้าวสำคัญสู่การเป็น Data Nation ของไทย ถ้าทำสำเร็จ เราจะมีฐานข้อมูลแข็งแกร่ง รองรับอนาคตดิจิทัลได้เต็มที่ คุณคิดเห็นยังไงบ้าง? การสำรวจใหม่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้จริงหรือไม่? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่ถือบัตรสวัสดิการได้อ่านด้วยนะ!

นอกจากนี้ ถ้าคุณสนใจข่าวนโยบายรัฐบาลเพิ่มเติม สามารถคลิกอ่านที่นี่ ได้เลยครับ

ที่มา – ล้างไพ่บัตรคนจน สำนักงานสถิติ สำรวจผู้ถือบัตร 13.4 ล้านคนใหม่ เพื่อคัดกรองสิทธิให้แม่นยำ

เผยผลสำรวจ ประชาชนกังวลค่าครองชีพสูงมากที่สุด

ในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันที่หลายครอบครัวกำลังเผชิญความยากลำบาก สำนักงานสถิติแห่งชาติได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อรัฐบาลชุดใหม่ พ.ศ. 2569 ซึ่งสะท้อนปัญหาเรื้อรังที่ประชาชนให้ความสำคัญมากที่สุด นั่นคือ ค่าครองชีพสูง ที่ทำให้คุณภาพชีวิตถดถอย ประชาชนจำนวนมากเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่เร่งแก้ไขปัญหาปากท้องโดยด่วน เพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น

กราฟผลสำรวจค่าครองชีพสูง

ดร.เอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า การสำรวจนี้ดำเนินการระหว่างวันที่ 22-28 มกราคม 2569 ด้วยกลุ่มตัวอย่าง 6,000 รายทั่วประเทศ ด้วยวิธี Stratified Two-Stage Sampling เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำ ความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% ผลที่ได้ชี้ให้เห็นถึงความกังวลหลักของประชาชนในด้านเศรษฐกิจ

เผยผลสำรวจ ประชาชนกังวล “ค่าครองชีพสูง” มากที่สุด

จากผลสำรวจพบว่าประชาชนร้อยละ 69.9% กังวลกับปัญหาค่าครองชีพสูงมากที่สุด รองลงมาคือรายได้ไม่พอกับรายจ่ายร้อยละ 63.8% หนี้สินร้อยละ 43.1% สวัสดิการจากรัฐไม่เพียงพอร้อยละ 25.4% และราคาผลผลิตเกษตรตกต่ำร้อยละ 25.2% ปัญหาเหล่านี้สะท้อนถึงแรงกดดันจากเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน อาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภคที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ค่าจ้างและรายได้ของประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ปรับตัวตาม

สิ่งที่ประชาชนวอนรัฐบาลใหม่เร่งแก้

ประชาชนร้อยละ 50.5% ต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่เร่งแก้ปัญหาปากท้องและค่าครองชีพสูงเป็นอันดับแรก รองลงมาเป็นการสร้างงานและเพิ่มรายได้ร้อยละ 10.8% แก้ปัญหาหนี้สินร้อยละ 9.1% ดูแลสวัสดิการร้อยละ 5.8% และปราบปรามคอร์รัปชันร้อยละ 5.1% นอกจากนี้ ในประเด็นหนี้สิน ประชาชนร้อยละ 44.2% เสนอให้ลดภาระค่าครองชีพและป้องกันหนี้ใหม่ ปรับลดดอกเบี้ยร้อยละ 44.0% เพิ่มรายได้ควบคู่แก้หนี้ร้อยละ 42.2% และปรับโครงสร้างหนี้ร้อยละ 32.2%

  • ลดภาระค่าครองชีพและป้องกันหนี้ใหม่ (44.2%)
  • ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ (44.0%)
  • เพิ่มรายได้ควบคู่แก้หนี้ (42.2%)
  • เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับผู้มีรายได้น้อย (30.8%)
  • ปรับโครงสร้างหนี้ตามความสามารถ (32.2%)

ปัญหาค่าครองชีพสูงนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก เช่น สงครามการค้า ราคาพลังงานโลก และการฟื้นตัวหลังโควิด-19 ที่ช้า รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการควบคุมราคาสินค้าจำเป็น ส่งเสริมการผลิตในประเทศ และเพิ่มรายได้ผ่านโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ภาพประชาชนกังวลค่าครองชีพสูง

การบริหารประเทศและคุณสมบัติรัฐมนตรีที่ประชาชนคาดหวัง

ประชาชนร้อยละ 80.9% ต้องการให้รัฐบาลบริหารด้วยความโปร่งใสตรวจสอบได้ รองลงมา รับฟังประชาชนร้อยละ 59.7% ตัดสินใจรวดเร็วร้อยละ 46.7% และจัดการวิกฤตรวดเร็วร้อยละ 29.8% สำหรับคุณสมบัติรัฐมนตรี ความซื่อสัตย์โปร่งใสร้อยละ 67.7% ไม่ยุ่งผิดกฎหมายร้อยละ 46.7% และมีความรู้เฉพาะทางร้อยละ 39.0% โดยร้อยละ 90.4% มองว่าคุณสมบัตินี้สำคัญมาก

ผลสำรวจนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Quick Survey ที่จะติดตามอย่างต่อเนื่อง สามารถตรวจสอบได้ที่ www.nso.go.th และช่องทาง NSOOFTHAILAND

จากข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลชุดใหม่ต้องโฟกัสปัญหาค่าครองชีพสูงและปากท้องเป็นลำดับแรก หากละเลยอาจกระทบความเชื่อมั่นและเสถียรภาพสังคม ประชาชนคาดหวังมาตรการจริงจังเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก ลองติดตามและแสดงความเห็นของคุณในช่องคอมเมนต์ด้านล่าง หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์สำนักงานสถิติเพื่อข้อมูลเพิ่มเติม

ที่มา – เผยผลสำรวจ ประชาชนกังวล “ค่าครองชีพสูง” มากที่สุด วอนรัฐบาลใหม่เร่งแก้ปัญหาปากท้อง

Scroll to top