เอ๊ะประเทศไทย

หยุดราคาน้ำมันไม่ได้ แต่สร้างความเป็นธรรมได้

ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นในตลาดโลกกำลังสร้างความกดดันให้เศรษฐกิจไทยอย่างหนัก เพราะเรานำเข้าน้ำมันเป็นหลัก หยุดราคาน้ำมันไม่ได้ แต่สร้างความเป็นธรรมได้ หากรัฐบาลบริหารจัดการอย่างชาญฉลาด ในสถานการณ์วิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางนี้ การตรึงราคาด้วยกองทุนน้ำมันไม่ใช่ทางออกยั่งยืน เพราะภาระจะหนักขึ้นเรื่อยๆ เช่น ตอนนี้กองทุนชดเชยดีเซลลิตรละ 13 บาท และอาจเพิ่มอีก

หยุดราคาน้ำมันไม่ได้ แต่สร้างความเป็นธรรมได้

รัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงพลังงาน ต้องมีแผนชัดเจนเพื่อคุ้มครองประชาชนกลุ่มเปราะบาง แทนที่จะยื้อเวลาไปวันๆ สิ่งสำคัญคือการสื่อสารที่โปร่งใสและตรงไปตรงมา

สื่อสารสถานการณ์จริงกับประชาชน

กระทรวงพลังงานควรแจ้งความจริงว่าการอุดหนุนราคาน้ำมันไม่สามารถทำได้ตลอดไป เนื่องจากตลาดโลกผันผวน โดยเฉพาะน้ำมันสิงคโปร์ที่กระทบไทยโดยตรง อธิบายกรอบเวลาและเงื่อนไขช่วยเหลือ เพื่อให้ประชาชนเตรียมตัว ไม่ปล่อยให้เกิดความตื่นตระหนก

เปลี่ยนนโยบายช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเปราะบาง

แทนการอุดหนุนทั้งระบบ ควรโฟกัสภาคขนส่งสาธารณะ รถบรรทุก เกษตรกร ประมง และผู้มีรายได้น้อย เพราะกลุ่มเหล่านี้กระทบค่าครองชีพทั้งประเทศ

  • ภาคขนส่งสาธารณะ: ลดค่าโดยสารไม่พุ่ง
  • รถบรรทุกสินค้า: ป้องกันราคาสินค้าขึ้น
  • เกษตรกรและประมง: รักษารายได้
  • ผู้มีรายได้น้อย: มาตรการเงินช่วยเหลือตรง

การช่วยแบบเจาะจงจะยั่งยืนกว่า ลดภาระงบประมาณ

ปรับราคาค่อยเป็นค่อยไป

หากต้องขึ้นราคา ประกาศล่วงหน้า ปรับทีละน้อยแบบขั้นบันได เพื่อลดแรงกระแทกต่อเงินเฟ้อและธุรกิจ การปรับที่คาดการณ์ได้ดีกว่าฉับพลัน

เสริมความมั่นคงพลังงานระยะสั้นและยาว

ระยะสั้น: จัดการน้ำมันสำรอง กระจายแหล่งนำเข้า ป้องกันกักตุน

  • บริหารน้ำมันสำรองอย่างรอบคอบ
  • กระจายแหล่งนำเข้าจากหลายประเทศ
  • ปราบปรามการกักตุน

ระยะยาว: ใช้โอกาสนี้เร่งโครงสร้างพลังงาน เช่น พัฒนาขนส่งสาธารณะ ส่งเสริมพลังงานสะอาด ลดพึ่งพาน้ำมัน

ไทยควบคุมราคาโลกไม่ได้ แต่จัดการผลกระทบได้ หากนโยบายโปร่งใส มีเหตุผล โฟกัสประชาชนที่เดือดร้อนที่สุด การบอกความจริงคือจุดเริ่มสร้างความเชื่อมั่น ร่วมรับมือวิกฤต

หยุดราคาน้ำมันไม่ได้ แต่สร้างความเป็นธรรมได้ คำถามสำคัญคือ รัฐจะบริหารอย่างไรให้ยั่งยืน คุณคิดว่านโยบายไหนสำคัญที่สุด? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์เพื่อแลกเปลี่ยนไอเดียกันครับ

ที่มา – หยุดราคาน้ำมันไม่ได้ แต่สร้างความเป็นธรรมได้

ลดค่าเงินบาท สร้างโอกาส: ปี 69 เศรษฐกิจไทยใหม่?

ลดค่าเงินบาท สร้าง Growth Story: ปี 69 ปีแห่งการเกิดใหม่ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย?

ธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยครั้งล่าสุดในเดือนธันวาคม 2568 มาอยู่ที่ระดับ 1.25% ต่อปี หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประชุมกันถึง 6 ครั้ง เพื่อตัดสินใจว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงตามคำร้องขอของรัฐบาลหรือไม่ ผลสรุปคือมีการลดอัตราดอกเบี้ยลงทั้งหมด 3 ครั้ง ตรึงไว้ 2 ครั้ง และก่อนจะปิดปี 2568 กนง. มีมติปรับลดดอกเบี้ยลงเป็นครั้งที่ 4 อีก 0.25% จนมาอยู่ที่ระดับ 1.25% ในที่สุด

แบงก์ชาติให้เหตุผลในการปรับลดครั้งล่าสุดว่า เพราะเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวชัดเจน ทั้งการบริโภคที่ซบเซา การส่งออกที่ได้รับผลกระทบ และภาคอุตสาหกรรมที่ยังคงแข่งขันยาก ทำให้ต้องการผ่อนคลายดอกเบี้ยลงเพื่อช่วยสนับสนุนการฟื้นตัว บรรเทาภาระหนี้กลุ่มเปราะบาง ทั้ง SMEs และรายย่อย ตลอดจนเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเงินฝืด

อันที่จริงแบงก์ชาติน่าจะรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่า เศรษฐกิจปี 2569 จะเติบโตช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้และอาจต่ำกว่า 2% เพราะมองเห็นการบริโภคที่ลดลงและความอ่อนแอของภาคอุตสาหกรรม อีกทั้งยังรับรู้สถานการณ์ผ่านอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งสะท้อนว่าไม่มีแรงกดดันด้านอุปสงค์จากการที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ในขณะที่หนี้ครัวเรือนและกลุ่มเปราะบางยังคงเผชิญปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อยาก ขาดสภาพคล่องจนหนี้กลายเป็นหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL) มากขึ้น

เมื่อเห็นว่าสถานการณ์มาถึงขั้นที่เศรษฐกิจไปต่อไม่ไหว ที่สุดแบงก์ชาติโดย กนง. จึงปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวและเสริมมาตรการอื่นๆ ของภาครัฐ ในเวลาเดียวกันก็ยังยืนยันจะรักษาขีดความสามารถ (Policy Space) โดยการยืนหยัดว่าจะเก็บโควตาการลดดอกเบี้ยไว้ใช้ในจังหวะที่เหมาะสมเพื่อให้การส่งผ่านสู่เศรษฐกิจมีประสิทธิภาพที่สุด

ว่ากันตามจริง เหตุผลของการเก็บกระสุนหรือโควตาการลดดอกเบี้ยไว้ใช้ในจังหวะที่แบงก์ชาติเห็นว่าเหมาะสมนั้น ท้ายที่สุดมันมักจะล่าช้ากว่าเวลาที่ควรจะเป็น หรือควรจะลดในทุกๆ ครั้ง ทั้งที่มีเหตุผลสำคัญมากมายที่รอให้ภาวะทางการเงินเข้าช่วยผ่อนคลายตลอดทั้งปี 2568 ถ้าจะพูดว่า แบงก์ชาติมีส่วนร่วมในการทำให้เศรษฐกิจไทยเผชิญวิบากกรรมมาตลอด ก็คงจะพูดได้ไม่ผิดนัก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่รัฐบาลของอดีตนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน มองเห็นว่าเศรษฐกิจไทยมีปัญหาเติบโตต่ำกว่าที่ควรจะเป็นและจำต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่ผู้บริหารแบงก์ชาติกลับไม่ให้ความร่วมมือด้วย

มาถึงวันนี้ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นปี 2569 ปีที่สำนักเศรษฐกิจหลายแห่งทำนายทายทักตรงกันว่า ประเทศและคนไทยจะเผชิญความยากลำบากหนักหนาสาหัสกว่าปีที่ผ่านมา ที่สำคัญนักเศรษฐศาสตร์จากหลายสถาบันหยิบยกเรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ยขึ้นมาถกเถียงกันว่า ต่อให้แบงก์ชาติปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็น 0% ก็ไม่อาจช่วยชะลอการล้มลงทีละหน่วยของภาคเศรษฐกิจไทยได้ในช่วง 8-12 เดือนข้างหน้า ด้วยเหตุผลเพราะ It’s too late… หรือช้าเกินไปแล้วนั่นเอง

อัตราดอกเบี้ยจึงไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป โดยเฉพาะกับการซื้อเวลาสำหรับการปรับตัวของเศรษฐกิจ ดังจะเห็นได้จากการปรับลดดอกเบี้ยครั้งล่าสุดของปี 2568 ที่ไม่ได้ส่งผลใดๆ ต่ออัตราแลกเปลี่ยนเลย ตรงกันข้ามเงินบาทกลับแข็งค่าขึ้นอีกจนส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาคการส่งออกที่ระดับ 31.25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ทางเดียวที่จะทำให้เศรษฐกิจประเทศไทยฟื้นตัวได้เร็วที่สุดในยามนี้ก็คือ “ลดค่าเงินบาท” ให้อยู่ในระดับ 35-36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ คำว่าลดค่าเงินบาทนั้นฟังดูเป็นเรื่องใหญ่กว่าที่ใครจะกล้าหาญประกาศออกมา เพราะแน่นอนว่าต้องมีคน ดาหน้าออกมาคัดค้านกันจมกระเบื้อง ด้วยเหตุว่าสินค้านำเข้าอย่างพลังงานจะมีราคาแพงขึ้น ต้นทุนวัตถุดิบและเครื่องจักรก็จะแพงตามไปด้วย

แต่การอ่อนค่าของเงินบาทแบบควบคุมได้ มีแนวโน้มช่วยภาคการส่งออกและท่องเที่ยว รวมถึงการขยายตัวของ GDP ได้จริงถ้าไม่ลดค่าเงินแรงหรือเร็วเกินไป ในเชิงทฤษฎีนั้นการส่งออกจะดีขึ้นเพราะสินค้าไทยราคาถูกลงในสายตาต่างชาติ และกำไรของผู้ส่งออกเมื่อคิดเป็นบาทจะเพิ่มขึ้น แม้ในทางปฏิบัติผลอาจไม่แรงเท่าเดิมเพราะสินค้าไทยจำนวนมากพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าและการค้าโลกชะลอตัว แต่สำหรับผลต่อการท่องเที่ยวนั้นจะชัดเจนและได้ผลเร็วกว่า นักท่องเที่ยวจะรู้สึกว่ามาไทยแล้วคุ้มค่าขึ้น ค่าโรงแรมและอาหารราคาถูกลงเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง เปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาตินำเงินเข้ามาลงทุนได้มากขึ้น

หากมองในมิติของ GDP ผลเชิงบวกจะมีแน่นอนเพราะการส่งออกและท่องเที่ยวดีขึ้น ส่วนเงินเฟ้อที่แบงก์ชาติพยายามรักษาเป้าหมายไว้ที่ 0-3% นั้น ผลจากการไม่ยอมลดดอกเบี้ยนานเกินไปทำให้อัตราเงินเฟ้อต่ำต่อเนื่อง โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าปี 2568 เงินเฟ้อจะติดลบเล็กน้อยหรือใกล้ศูนย์ที่ -0.1 ถึง 0.0% ส่วนปี 2569 คาดว่าจะกลับมาเป็นบวกที่ 0.4% ซึ่งยังอยู่ในกรอบที่ต่ำมาก

คำถามคือทำไมธนาคารกลางทั่วโลกไม่ค่อยพูดว่าอยากให้ค่าเงินอ่อน นั่นก็เพราะเสี่ยงที่จะถูกมองว่าเป็น การบิดเบือนค่าเงิน (Currency Manipulation) รวมถึงความผันผวนของเงินทุนไหลเข้าออก แบงก์ชาติไทยจึงเลือกที่จะ “ดูแลความผันผวนโดยไม่ตั้งเป้าระดับค่าเงิน”

ทว่าคำตอบจากนักเศรษฐศาสตร์ด้านเศรษฐมิติจากฮาร์วาร์ด กระทรวงการคลัง ระบุว่า ค่าเงินบาทที่เหมาะสมเชิงยุทธศาสตร์ของไทยควรอยู่ที่ประมาณ 34.5 – 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ (ภายใต้จุดสมดุลดีที่สุดแถวๆ 35 บาท +/- 0.5) เป้าหมายนี้ไม่ใช่การตรึงราคา แต่เป็นช่วงที่ควรพยายามไม่ให้หลุดออกไปนาน เพื่อชดเชยแรงกดดันจากภาษีของทรัมป์ พยุง GDP และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน

จากการคำนวณคร่าวๆ หากเจอภาษี 10% เราต้องการค่าเงินอ่อน 8-10% เพื่อซับแรงกระแทก ซึ่งระดับ 35-36 บาทนั้นช่วยพยุงผู้ส่งออกได้โดยไม่สร้างเรื่องช็อก แต่ถ้าเกิน 38 บาทจะเริ่มเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและเงินเฟ้อทันที

ประเด็นสำคัญคือ ค่าเงินไม่ใช่ความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ที่แท้จริง แต่มันคือ “เวลาหายใจ” (Breathing Space) ค่าเงินบาทที่เหมาะสมต้องไม่แข็งเกินจนบีบผู้ประกอบการ และไม่อ่อนเกินจนทำให้ธุรกิจขี้เกียจลงทุนอัพเกรดกิจการ ต้องไม่ลืมว่าค่าเงินเป็นเพียงเครื่องมือเสริม ส่วนโครงสร้างเศรษฐกิจคือเครื่องมือหลัก ค่าเงินบาทในโลกของ “ทรัมป์ 2.0” จึงไม่ใช่แค่การทำให้อ่อนที่สุด แต่คือการซื้อเวลาให้เศรษฐกิจไทยปรับตัว

หากรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาไม่ทำอะไรเชิงนโยบายอย่างจริงจังภายในปี 2569 ประเทศไทยจะเข้าสู่สถานะลำบากเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่ชะลอตัวชั่วคราว ไม่ใช่เป็นปีที่ไทยจะล้ม แต่เป็นปีที่ไทยจะถูกจัดอันดับใหม่ในสายตาโลก และในสถานการณ์นั้น เงินบาทอาจอ่อนค่าไปถึง 37-38 บาทเองโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ แต่เป็นเพราะตลาดไม่เชื่อในศักยภาพการเติบโต ไม่มี Growth Story ให้เล่าขาน

สิ่งที่น่ากลัวในเวลานี้คือการที่ไทยไม่มี Narrative ดีๆ นอกจากตัวเลขโตต่ำกว่า 2% การปฏิรูปโครงสร้างที่ไม่ชัดเจน สิ่งที่ควรทำภายใน 12-18 เดือนข้างหน้าจึงคือการคุมลดค่าเงินบาทให้อยู่ในกรอบ 35-36 บาท เพื่อใช้เป็น Buffer พร้อมๆ กับเร่งใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต อัพเกรดอุตสาหกรรม และส่งสัญญาณเชิงนโยบายให้ตลาดเห็นทิศทางที่ชัดเจนที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาในสายตาชาวโลก

ทำไมการลดค่าเงินบาทถึงสำคัญต่อปี 2569?

ปี 2569 อาจเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หากเราสามารถจัดการเรื่องลดค่าเงินบาทได้อย่างเหมาะสม อย่าพลาดโอกาสในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา – “ลดค่าเงินบาท” สร้าง Growth Story: ปี 69 ปีแห่งการเกิดใหม่ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย?

SKY Group Cash Cow: รันเวย์ไทย

ส่องอาณาจักรหมื่นล้าน จากไอทีหน้าใหม่สู่ยักษ์ใหญ่ผู้คุมระบบสนามบินทั่วไทย

วันก่อนมีโอกาสได้ร่วมโต๊ะอาหารและทำความรู้จักกับ วรพจน์ อำนวยผล หรือ “บอย สกาย” ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) ผู้กว้างขวางในแวดวงธุรกิจและการเมือง พร้อมด้วยบรรดาผู้บริหารระดับสูง ทำให้ได้รู้ข้อมูลเชิงลึกว่า บมจ.สกาย ไอซีที (SKY) ที่เริ่มต้นธุรกิจเมื่อปลายปี 2553 จากการให้บริการด้านไอทีและซอฟต์แวร์ความปลอดภัยด้วยทุนจดทะเบียนไม่มากนักนั้น มาถึงวันนี้ได้เติบโตอย่างก้าวกระโดด

หลังจากเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพียงไม่กี่ปี SKY ได้สยายปีกกลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่คว้างานประมูลในสนามบินทั่วประเทศไปแล้วถึง 13 แห่ง โดยเฉพาะการวางระบบเทคโนโลยีในสนามบินสุวรรณภูมิที่ทำได้อย่างเบ็ดเสร็จ รวมถึงงานติดตั้งกล้อง CCTV และระบบ AI แก่ศูนย์ราชการและเอกชนรายใหญ่รวมกว่า 400 แห่ง จนกระทั่ง สิทธิเดช มัยลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ยืนยันว่าวันนี้ได้ยกระดับเป็น “SKY Group” เต็มตัวแล้ว

หัวใจสำคัญของการเติบโตครั้งนี้คือการสร้างธุรกิจที่เรียกว่า Cash Cow หรือธุรกิจที่สร้างกระแสเงินสดได้อย่างมหาศาลและสม่ำเสมอ โดย SKY Group ได้ร่วมทุนกับ บมจ.ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) หรือ AOT เพื่อให้บริการภาคพื้นดินครบวงจรตลอดระยะเวลา 25 ปี ครอบคลุมตั้งแต่ระบบ Smart AI การเช็กอิน ระบบคัดกรองผู้โดยสาร ไปจนถึงระบบลำเลียงกระเป๋า นอกจากนี้ยังร่วมมือกับการบินไทยในส่วนของงานบริการทำความสะอาดห้องโดยสาร การบำรุงรักษาเครื่องบิน และการบริหารจัดการคลังสินค้าทางอากาศทั้งหมด

เป้าหมายใหญ่ในปี 2569 ของ SKY Group คือการปรับโฉมสนามบินสุวรรณภูมิในทุกตารางนิ้วให้ก้าวขึ้นไปสู้กับสนามบินอันดับ 1 อย่างชางฮีของสิงคโปร์ และเช็คแลปก๊อกของฮ่องกงให้ได้ ด้วยบริการที่เหนือมาตรฐานและการขนส่งสินค้าที่รวดเร็ว ซึ่งคุณบอย สกาย ตั้งเป้าว่าการขยายอาณาจักรครั้งนี้จะทำให้รายได้ในปี 2568 พุ่งทะยานสู่ 12,000 ล้านบาท พร้อมดูแลพนักงานทั่วประเทศกว่า 24,000 คน

ความสำเร็จนี้ไม่ได้สะท้อนแค่ตัวเลขรายได้ แต่ยังรวมถึงธรรมาภิบาลในการบริหาร จนได้รับคะแนน SET ESG Ratings ระดับ AAA ประจำปี 2568 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ถือเป็นเครื่องหมายยืนยันความโปร่งใสและผลตอบแทนที่ต่อเนื่องแก่ผู้ถือหุ้น นานๆ ทีเราจะเห็นบริษัทจดทะเบียนที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งโดยไม่หลอกลวงนักลงทุนรายย่อยจนได้รับเรตติ้งสูงสุดเช่นนี้ เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่น่าจับตามองอย่างยิ่งใน พ.ศ. นี้

SKY Group Cash Cow ตัวใหม่แห่งรันเวย์ไทย

บริษัท SKY Group Cash Cow ตัวใหม่แห่งรันเวย์ไทย กำลังสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทย จากบริษัทไอทีเล็กๆ สู่กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่กุมบังเหียนระบบสนามบินหลายแห่งทั่วประเทศ การเติบโตแบบก้าวกระโดดนี้ ทำให้หลายคนสนใจว่าอะไรคือเคล็ดลับสู่ความสำเร็จของพวกเขา

ปัจจัยขับเคลื่อนความสำเร็จของ SKY Group Cash Cow ตัวใหม่แห่งรันเวย์ไทย

  • การร่วมทุนกับยักษ์ใหญ่: การร่วมมือกับ AOT และการบินไทย ทำให้ SKY Group สามารถเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจขนาดใหญ่ และสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง
  • การลงทุนในเทคโนโลยี: การนำเทคโนโลยี Smart AI มาใช้ในสนามบิน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และยกระดับประสบการณ์ของผู้โดยสาร
  • ธรรมาภิบาลในการบริหาร: การได้รับคะแนน SET ESG Ratings ระดับ AAA แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นและสังคม

SKY Group Cash Cow ตัวใหม่แห่งรันเวย์ไทย ไม่ได้เป็นเพียงแค่บริษัทที่ประสบความสำเร็จทางการเงินเท่านั้น แต่ยังเป็นบริษัทที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีและการสร้างความยั่งยืนในระยะยาว การเติบโตของ SKY Group เป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และแสดงให้เห็นว่าด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและความมุ่งมั่นตั้งใจจริง ก็สามารถสร้างธุรกิจที่ประสบความสำเร็จและสร้างประโยชน์ให้กับสังคมได้

การที่ SKY Group Cash Cow ตัวใหม่แห่งรันเวย์ไทย ตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิให้เทียบเท่ากับสนามบินชั้นนำระดับโลก แสดงให้เห็นถึงความทะเยอทะยานและความมุ่งมั่นที่จะยกระดับมาตรฐานการบินของประเทศไทย หากพวกเขาสามารถทำได้จริง ก็จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศอย่างมาก

จับตาดูการเติบโตของ SKY Group อย่างใกล้ชิด เพราะพวกเขาอาจเป็นผู้เล่นสำคัญในการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมการบินไทยในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา – “SKY Group” Cash Cow ตัวใหม่แห่งรันเวย์ไทย

Scroll to top