เฮโรอีน

เลขาฯ ป.ป.ส. ลั่นเร่งล่าตัวการใหญ่คดีขนยา เตือนสายหิ้วโทษหนัก

เชื่อว่าช่วงนี้หลายคนคงได้ติดตามข่าวคราวเกี่ยวกับคดีการลักลอบขนยาเสพติดไปต่างประเทศ โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวโยงกับลูกเรือและนักท่องเที่ยว ซึ่งล่าสุดทางหน่วยงานรัฐได้ออกมาเคลื่อนไหวอย่างจริงจังในประเด็น เลขาฯ ป.ป.ส. ลั่นเร่งล่าตัวการใหญ่คดีขนยา เตือนสายหิ้วโทษหนัก เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ปัญหาเหล่านี้บานปลายไปมากกว่าเดิม

เลขาฯ ป.ป.ส. ลั่นเร่งล่าตัวการใหญ่คดีขนยา เตือนสายหิ้วโทษหนัก

พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าถึงขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติว่า ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ไม่เคยหยุดนิ่งในการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อลากคอตัวการใหญ่ ซึ่งแม้ปัจจุบันผู้บงการจะหลบหนีไปต่างประเทศแล้ว แต่เครือข่ายบางส่วนยังคงแฝงตัวอยู่ในประเทศไทย การดำเนินการในเรื่องนี้ถือเป็นวาระสำคัญที่ต้องทำควบคู่ไปกับการเตือนภัยสังคมเกี่ยวกับเรื่องการรับจ้างหิ้วของ

อันตรายจากการรับจ้างหิ้วของที่ไม่รู้ที่มา

ปัญหาที่น่ากังวลที่สุดคือการที่บุคคลทั่วไป นักศึกษา หรือแม้แต่พนักงานสายการบิน หลงเชื่อรับจ้างหิ้วสินค้าไปต่างประเทศโดยไม่รู้ตัวว่าภายในแอบซ่อนยาเสพติดไว้ ซึ่งท่านเลขาฯ ป.ป.ส. ได้เน้นย้ำชัดเจนว่า เลขาฯ ป.ป.ส. ลั่นเร่งล่าตัวการใหญ่คดีขนยา เตือนสายหิ้วโทษหนัก ทั้งในแง่ของกฎหมายยาเสพติด และกฎหมายศุลกากรที่ระบุชัดเจนว่าการหลบเลี่ยงภาษีนำเข้าหรือส่งออกสินค้าโดยไม่สำแดงมีโทษจำคุกสูงถึง 10 ปีเลยทีเดียว

  • การรับจ้างหิ้วของอาจนำพาคุณไปสู่คุกโดยไม่รู้ตัว
  • โทษตามกฎหมายศุลกากรมีความรุนแรงกว่าที่หลายคนคาดคิด
  • อย่าเห็นแก่เงินค่าจ้างเพียงน้อยนิดจนเอาชีวิตไปเสี่ยง

ในฝั่งของทางด้านกระทรวงยุติธรรม พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ ได้สั่งการให้ AOT เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบภายในสนามบิน ทั้งการสุ่มตรวจกระเป๋า การห้ามลูกเรือประกอบอาชีพเสริมรับจ้างหิ้วของ และการนำสุนัข K9 มาช่วยดมกลิ่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวัง แม้มาตรการนี้จะทำให้เกิดความล่าช้าบ้างในการเดินทาง แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นในสถานการณ์ปัจจุบันเพื่อความปลอดภัยของทุกคน

การที่ เลขาฯ ป.ป.ส. ลั่นเร่งล่าตัวการใหญ่คดีขนยา เตือนสายหิ้วโทษหนัก เป็นสัญญาณเตือนภัยที่ดีมากสำหรับประชาชนทุกคน ในยุคที่โลกออนไลน์ทำให้การหิ้วของข้ามประเทศดูเป็นเรื่องง่ายและน่าทำกำไร จนหลายคนมองข้ามความเสี่ยงด้านกฎหมายไป สิ่งสำคัญคือ “ความไม่รู้” ไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างทางกฎหมายได้ หากวันหนึ่งคุณบังเอิญกลายเป็น “ม้าขนยา” โดยไม่ตั้งใจ ชีวิตของคุณอาจพังทลายลงในพริบตา ดังนั้น ก่อนจะรับหิ้วอะไรให้ใคร คิดให้รอบคอบและตรวจสอบให้แน่ใจเสมอก่อนจะกลายเป็นเหยื่อของขบวนการอาชญากรข้ามชาติ

ที่มา – เลขาฯ ป.ป.ส. ลั่นเร่งล่าตัวการใหญ่คดีขนยา เตือนสายหิ้วโทษหนัก ด้าน “รุทธพล” ส่ง K9 คุมเข้ม

รวบ เอกวิทย์ เครือข่ายลักลอบนำเข้า เฮโรอีน ซุกในกระเป๋าผ้าลายช้าง

เจาะลึกเบื้องหลังขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติที่รวบ เอกวิทย์ เครือข่ายลักลอบนำเข้า เฮโรอีน ซุกในกระเป๋าผ้าลายช้าง

กลายเป็นคดีที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีการรวบ เอกวิทย์ เครือข่ายลักลอบนำเข้า เฮโรอีน ซุกในกระเป๋าผ้าลายช้าง ซึ่งถือเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สามารถขยายผลจากการจับกุมแอร์โฮสเตสสาวที่สนามบินต่างประเทศ จนสาวไปถึงตัวการใหญ่ที่อยู่ในประเทศไทย

พฤติกรรมสุดแสบของ ริน ริน กับการรวบ เอกวิทย์ เครือข่ายลักลอบนำเข้า เฮโรอีน ซุกในกระเป๋าผ้าลายช้าง

จากการสอบสวนพบว่า นายเอกวิทย์ หรือที่รู้จักกันในนามแฝงว่า “ริน ริน” ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานหลักในการจัดซื้อกระเป๋าผ้าลายช้างและนัดหมายส่งมอบของกลาง โดยมีกระบวนการแบ่งหน้าที่กันทำอย่างชัดเจน ทั้งการหาคนรับจ้างหิ้วและการจัดส่งยาเสพติดไปยังเป้าหมาย ทั้งนี้ข้อมูลสำคัญที่นำไปสู่การรวบ เอกวิทย์ เครือข่ายลักลอบนำเข้า เฮโรอีน ซุกในกระเป๋าผ้าลายช้าง ได้แก่:

  • มีการใช้แอปพลิเคชันสื่อสารในการสั่งการและปกปิดตัวตน
  • มีการเชื่อมโยงกับบุคคลปริศนาที่ใช้นามแฝงว่า “Rose Rose”
  • มีการจ้างวานคนในพื้นที่ให้ทำหน้าที่รับจ้างขนยาเสพติดโดยใช้ความไว้ใจเป็นเครื่องมือ

เส้นทางของยาเสพติดเหล่านี้ไม่ได้หยุดแค่ภายในประเทศ แต่นายเอกวิทย์ยังเชื่อมโยงกับเครือข่ายข้ามชาติที่ใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านในการส่งเฮโรอีนไปยังประเทศที่สาม โดยที่ตัวผู้รับจ้างหิ้วหลายคนไม่ได้ทราบถึงความร้ายแรงของสิ่งที่ตนถืออยู่ ซึ่งถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามเน้นย้ำเตือนประชาชนอยู่เสมอ

บทเรียนสำคัญสำหรับผู้รับจ้างหิ้วของข้ามประเทศ

การจับกุมในครั้งนี้เตือนใจให้เราต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกลุ่มลูกเรือสายการบินหรือนักเดินทางทั่วไป ควรระลึกไว้เสมอว่ายาเสพติดสามารถซุกซ่อนอยู่ในสิ่งของใกล้ตัวได้ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าผ้า ของฝาก หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า การรับฝากของจากคนแปลกหน้าหรือแม้แต่คนใกล้ชิดในโลกออนไลน์อาจพาคุณไปสู่โทษประหารหรือการติดคุกตลอดชีวิตได้ในต่างประเทศ

ในอนาคตทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะยังคงเดินหน้าขยายผลเพื่อยึดทรัพย์ขบวนการนี้ให้สิ้นซาก เพื่อไม่ให้ยาเสพติดเหล่านี้หลุดรอดออกไปทำลายภาพลักษณ์และก่ออาชญากรรมในระดับสากลได้อีก ฝากไว้เป็นอุทาหรณ์นะครับว่าเงินค่าจ้างเพียงไม่กี่หมื่นบาท ไม่คุ้มกันเลยกับอิสรภาพและชีวิตที่เสียไปจากการเป็นเครื่องมือให้คนพาล

ที่มา – รวบ “เอกวิทย์” เครือข่ายลักลอบนำเข้า “เฮโรอีน” ซุกในกระเป๋าผ้าลายช้าง

บุกรวบที่พะเยา คนซุกเฮโรอีนในกระเป๋าผ้าลายช้างให้ อุทัย

ความคืบหน้าล่าสุด: บุกรวบที่พะเยา คนซุกเฮโรอีนในกระเป๋าผ้าลายช้างให้ อุทัย

กลายเป็นคดีที่สังคมให้ความสนใจอย่างมากสำหรับกรณีคดีแอร์สาวมีนา ล่าสุดมีความคืบหน้าสำคัญเกิดขึ้น เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถบุกรวบที่พะเยา คนซุกเฮโรอีนในกระเป๋าผ้าลายช้างให้ อุทัย ได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นตัวละครสำคัญที่เชื่อมโยงไปถึงขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติรายใหญ่ที่พยายามใช้ช่องทางขนส่งสินค้าทั่วไปตบตาเจ้าหน้าที่

เปิดเบื้องหลังการจับกุม บุกรวบที่พะเยา คนซุกเฮโรอีนในกระเป๋าผ้าลายช้างให้ อุทัย

จากการขยายผลที่เข้มข้น ตำรวจกองกำกับการสืบสวนภูธรจังหวัดพะเยา ร่วมกับ บช.น. และ ปส. ได้เข้าควบคุมตัวนายเอกวิทย์ ผู้ต้องหาที่ทำหน้าที่เป็นคนจัดเตรียมเฮโรอีนใส่ไว้ในกระเป๋าผ้าลายช้าง เพื่อมอบให้นายอุทัยนำไปส่งต่อให้แอร์สาวมีนาที่คอนโดมิเนียม โดยกระบวนการนี้ทำกันเป็นขบวนการที่ค่อนข้างซับซ้อน

พฤติการณ์ของกลุ่มผู้ต้องหามีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • นายอุทัย เดินทางจากพระนครศรีอยุธยามาที่พะเยาด้วยรถทัวร์
  • มีการใช้วิธีเช่าห้องพักรายวันและเช่ารถจักรยานยนต์เพื่อตบตาการเคลื่อนไหว
  • นายเอกวิทย์ เป็นคนรับหน้าที่ซุกซ่อนยาเสพติดลงในกระเป๋าผ้าลายช้างที่เป็นเอกลักษณ์
  • หลังจากรับของแล้ว นายอุทัยก็นั่งรถทัวร์กลับไปส่งของต่อยังปลายทาง

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังตรวจพบเส้นทางการเงินที่ผิดปกติผ่านบัญชีภรรยาของนายอุทัย ซึ่งมียอดเงินโอนเข้าถึง 1 ล้านบาท โดยนายเอกวิทย์มีบทบาทในการนำเงินสดไปฝากเข้าบัญชีเพื่อกระจายเงินหมุนเวียนในเครือข่ายอีกด้วย

ผลกระทบและบทเรียนจากคดีนี้

เหตุการณ์การบุกรวบที่พะเยา คนซุกเฮโรอีนในกระเป๋าผ้าลายช้างให้ อุทัย ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าขบวนการค้ายาเสพติดพยายามสรรหาวิธีการใหม่ๆ ในการขนส่งข้ามจังหวัดอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้สินค้าที่ดูไม่มีพิษมีภัยอย่างกระเป๋าผ้าลายช้างเพื่อให้รอดพ้นจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ แต่ด้วยความร่วมมือของหลายหน่วยงาน ทำให้กระบวนการสอบสวนขยายผลสามารถลากตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้

เราต้องยกนิ้วให้กับเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ทำงานอย่างไม่ลดละ เพื่อตัดวงจรยาเสพติดให้หมดไปจากสังคมไทย สุดท้ายนี้ขอฝากเตือนไปยังประชาชนทุกคน หากพบเห็นพฤติกรรมที่น่าสงสัยหรือได้รับจ้างให้ขนของโดยไม่ทราบที่มาที่ไป ควรระมัดระวังและตรวจสอบให้ดี เพราะท่านอาจตกเป็นเครื่องมือของขบวนการค้ายาเสพติดโดยไม่รู้ตัวครับ

ที่มา – บุกรวบที่พะเยา คนซุกเฮโรอีนในกระเป๋าผ้าลายช้างให้ “อุทัย” โยงคดีแอร์สาวมีนา

รู้ตัว “เดียร์” คนรอรับพัสดุ จากแอร์ “มีนา” แล้ว ลุ้นสั่งฟ้องหรือไม่ 14 ก.ย. นี้

รู้ตัว “เดียร์” คนรอรับพัสดุ จากแอร์ “มีนา” แล้ว ลุ้นสั่งฟ้องหรือไม่ 14 ก.ย. นี้

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยติดตามอย่างใกล้ชิด สำหรับคดีของ “แอร์มีนา” สาวไทยที่ถูกทางการออสเตรเลียจับกุมตัวหลังจากพบเฮโรอีนซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าเดินทาง ล่าสุดมีความคืบหน้าสำคัญจากฝั่ง ป.ป.ส. ที่ระบุว่าเจ้าหน้าที่สามารถ รู้ตัว “เดียร์” คนรอรับพัสดุ จากแอร์ “มีนา” แล้ว ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการขยายผลไปยังขบวนการขนยาเสพติดข้ามชาติรายนี้

เปิดพฤติกรรมขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ

จากการสอบสวนพบว่าขบวนการนี้มีการวางแผนมาอย่างแยบยล โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มแอร์โฮสเตสที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศบ่อยครั้ง ผ่านการใช้เพจอวตารติดต่อหลอกล่อให้รับจ้างขนของ ข้อมูลล่าสุดยืนยันว่าการที่ตำรวจไทยสามารถ รู้ตัว “เดียร์” คนรอรับพัสดุ จากแอร์ “มีนา” แล้ว นั้น เป็นผลมาจากการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกกับทางการออสเตรเลีย โดย “เดียร์” เป็นหญิงไทยที่อาศัยอยู่ในต่างแดนมากว่า 10 ปี และมีความเกี่ยวข้องกับการมารับกระเป๋าในลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง

  • ป.ป.ส. มอบหมายให้ดีเอสไอ (DSI) ดำเนินการสืบสวนเชิงลึก
  • ตรวจสอบความเชื่อมโยงของเครือข่ายทั้งในประเทศไทย สปป.ลาว และออสเตรเลีย
  • เร่งหาพยานหลักฐานเพื่อช่วยเหลือ “แอร์มีนา” ในคดีชั้นศาล

ชะตากรรมของแอร์มีนากับการลุ้นสั่งฟ้อง

ในส่วนของสถานะคดีของ น.ส.มีนา ขณะนี้ยังไม่ได้ถูกตั้งข้อหาเด็ดขาด แต่ถือเป็นผู้ที่ถูกกักตัวไว้รอการดำเนินคดี โดยทางครอบครัวและแฟนหนุ่มต่างให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี แฟนหนุ่มยืนยันว่าไม่มีความผิดปกติใดๆ ปรากฏให้เห็นในวันบรรจุสัมภาระ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สังคมต้องจับตาคือวันที่ 14 กันยายนที่จะถึงนี้ ซึ่งจะเป็นวันที่ชัดเจนว่าศาลแขวงเมลเบิร์นจะมีคำสั่งฟ้องหรือไม่

การที่ทางการไทยสามารถ รู้ตัว “เดียร์” คนรอรับพัสดุ จากแอร์ “มีนา” แล้ว ถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในทางคดี เพราะหลักฐานที่เชื่อมโยงถึงตัวการใหญ่ที่อยู่ในออสเตรเลียจะช่วยพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจของ น.ส.มีนา ได้ว่าอาจเป็นเพียงผู้ถูกหลอกใช้ในขบวนการนี้เท่านั้น

บทเรียนในครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญมากสำหรับผู้ที่ต้องเดินทางไปทำงานหรือท่องเที่ยวต่างประเทศ การรับฝากของหรือการรับขนของจากคนแปลกหน้า แม้จะดูเป็นเรื่องเล็กน้อยและให้ค่าตอบแทนที่ดึงดูดใจ แต่ก็แฝงไปด้วยความเสี่ยงมหาศาลที่อาจทำลายชีวิตได้ทั้งชีวิต เราควรตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้ว่าจ้างทุกครั้งเพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ

ที่มา – รู้ตัว “เดียร์” คนรอรับพัสดุ จากแอร์ “มีนา” แล้ว ลุ้นสั่งฟ้องหรือไม่ 14 ก.ย. นี้

รวบเพิ่มอีก 1 คดี “แอร์สาวมีนา” ขยายผลจับ “หนุ่มพะเยา” คาหอพัก

เชื่อว่าหลายคนยังคงจำข่าวดังกรณีการจับกุมแอร์โฮสเตสสาวที่สนามบินเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลียได้ ซึ่งล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยได้ทำงานกันอย่างหนักเพื่อไขปมขบวนการนี้ กระทั่งนำไปสู่ รวบเพิ่มอีก 1 คดี “แอร์สาวมีนา” ขยายผลจับ “หนุ่มพะเยา” คาหอพัก หลังจากที่แกะรอยจนพบเบาะแสสำคัญในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

รวบเพิ่มอีก 1 คดี “แอร์สาวมีนา” ขยายผลจับ “หนุ่มพะเยา” คาหอพัก

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการประสานงานของสำนักงานตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย ที่แจ้งเบาะแสการจับกุมหญิงสาวอาชีพแอร์โฮสเตสพร้อมเฮโรอีนซุกซ่อนในกระเป๋าผ้าลายช้างไทย งานนี้ชุดสืบสวนนำโดยรองจ๋อและทีมงานไม่รอช้า เร่งขยายผลจนทราบตัวผู้ร่วมขบวนการในไทย จนกระทั่งนำมาสู่การ รวบเพิ่มอีก 1 คดี “แอร์สาวมีนา” ขยายผลจับ “หนุ่มพะเยา” คาหอพัก ในที่สุด

พฤติการณ์สุดแสบ ก่อนจะถูกจับกุมตัวได้

จากการสอบสวนนายนันทวัฒน์ ผู้ต้องหาชาวพะเยา ได้ให้การยอมรับสารภาพว่า ตนได้รับฝากกระเป๋าผ้าเหล่านั้นมาจากนายอุทัย แต่เมื่อทราบข่าวว่าแอร์สาวถูกจับที่ออสเตรเลีย ด้วยความตกใจกลัวความผิด จึงรีบจัดการทำลายหลักฐานทันทีด้วยการ:

  • ใช้มีดกรีดทำลายกระเป๋าผ้าลายช้างไทยทั้งหมด
  • เทผงเฮโรอีนทิ้งลงในชักโครกภายในห้องพัก
  • นำเศษซากกระเป๋าตระเวนโยนทิ้งตามจุดต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

แม้จะพยายามทำลายหลักฐานอย่างแนบเนียน แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนก็ไม่ยอมปล่อยให้คนผิดลอยนวล มีการลงพื้นที่ชี้จุดทิ้งของกลาง จนพบเศษผ้าที่หลงเหลืออยู่และนำไปตรวจพิสูจน์จนพบเศษผงเฮโรอีนยืนยันความผิดได้ชัดเจน

บทสรุปของขบวนการข้ามชาติ

ปัจจุบันผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน บช.ปส. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ส่วนตัวการใหญ่หรือผู้ร่วมขบวนการรายอื่นๆ เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าจะไม่มีการละเว้นและจะเร่งติดตามตัวมาลงโทษตามกระบวนการให้ถึงที่สุด คดีนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญให้กับผู้ที่คิดจะหลงผิดเข้าสู่วงจรยาเสพติด เพราะไม่ว่าคุณจะพยายามทำลายหลักฐานอย่างไร กฎหมายไม่มีวันตามไม่ทันแน่นอน

ถือเป็นอีกหนึ่งปฏิบัติการที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยในการกวาดล้างขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติอย่างจริงจังครับ

ที่มา – รวบเพิ่มอีก 1 คดี “แอร์สาวมีนา” ขยายผลจับ “หนุ่มพะเยา” คาหอพัก รีบเทเฮโรอีนทิ้งชักโครก

ค้นห้องพัก ชายฮู้ดน้ำเงิน พบผงสีขาว เจ้าตัวลั่นขอโทษแอร์

กลายเป็นคดีที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก จากกรณีที่มีแอร์โฮสเตสสาวถูกจับกุมที่ประเทศออสเตรเลียในคดียาเสพติด ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ลงพื้นที่บุกค้นห้องพัก ชายฮู้ดน้ำเงิน พบผงสีขาว เจ้าตัวลั่นขอโทษแอร์ งานนี้ทำเอาผู้ต้องหายอมเปิดปากสารภาพความจริงหลังจากถูกเจ้าหน้าที่กดดันอย่างหนัก

เหตุการณ์บุกค้นห้องพัก ชายฮู้ดน้ำเงิน พบผงสีขาว เจ้าตัวลั่นขอโทษแอร์

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ลงพื้นที่ขยายผลจับกุม นายอุทัย หรือที่ใครเรียกกันว่า ชายฮู้ดน้ำเงิน ผู้ต้องหาที่เป็นคนส่งพัสดุยาเสพติดให้กับแอร์โฮสเตสสาว โดยการบุกตรวจค้นในครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่อพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม

พบหลักฐานสำคัญซุกซ่อนในห้องพัก

จากการตรวจค้นห้องพักของนายอุทัย เจ้าหน้าที่พบสิ่งที่น่าตกใจคือ:

  • ผ้าลายช้างที่ถูกตัดกระจัดกระจายจำนวนมาก
  • ผงสีขาวซึ่งผลพิสูจน์ยืนยันว่าเป็นเฮโรอีน
  • เสื้อผ้าและกระเป๋าเป้ที่ใช้ในวันเกิดเหตุ
  • ธนบัตรและโทรศัพท์มือถือที่ใช้ติดต่อเครือข่าย

เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานต้องลงมือแกะรอยเศษผ้าที่ถูกตัดเป็นริ้ว ซึ่งภายในมีการซุกซ่อนเฮโรอีนเอาไว้ โดยนายอุทัยได้รับสารภาพว่าตนเองรับของมาจากแหล่งที่ปกปิดใบหน้าและนำมาเก็บไว้ที่นี่ ก่อนจะส่งต่อไปยังปลายทางผ่านบริการขนส่ง

เสียงจากปากผู้ต้องหาถึงแอร์โฮสเตสสาว

นอกจากหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์แล้ว ช่วงเวลาที่เจ้าหน้าที่คุมตัว นายอุทัย ออกมานั้น นักข่าวได้สอบถามถึงความรู้สึก ซึ่งเจ้าตัวได้กล่าวออกมาว่า “ขอโทษแอร์ด้วยครับ ขอโทษที่ทำลงไป ขอโทษจริงๆ ครับ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้ต้องหารู้ดีว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการกระทำของตนนั้น ได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตคนอื่นอย่างร้ายแรงเพียงใด

เหตุการณ์ ค้นห้องพัก ชายฮู้ดน้ำเงิน พบผงสีขาว เจ้าตัวลั่นขอโทษแอร์ ครั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนราคาแพงของการหลงผิดเข้าไปอยู่ในขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ ความโลภเพียงชั่วครู่ไม่เคยคุ้มกับอิสรภาพที่เสียไป ไม่ว่าผู้บงการอยู่หลังม่านจะเป็นใคร ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าจะเร่งขยายผลจนถึงที่สุด เพื่อทลายเครือข่ายนี้ให้สิ้นซาก

ที่มา – ค้นห้องพัก “ชายฮู้ดน้ำเงิน” พบผงสีขาวจำนวนมาก เจ้าตัวลั่น “ขอโทษแอร์ด้วยครับ”

บช.ปส. จ่อยกระดับคดีแอร์โฮสเตสขนยาเป็น “อาชญากรรมข้ามชาติ”

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวสะเทือนวงการการบิน เมื่อมีการจับกุมแอร์โฮสเตสสาวรายหนึ่งในข้อหาลักลอบขนยาเสพติดที่ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งคดีนี้ไม่เพียงแต่สร้างความตกใจให้กับสังคม แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงภัยเงียบที่แฝงมากับอาชีพที่ดูน่าเชื่อถือ ล่าสุดทาง บช.ปส. ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญเพื่อจัดการกับขบวนการนี้อย่างถอนรากถอนโคน

บช.ปส. จ่อยกระดับคดีแอร์โฮสเตสขนยาเป็น “อาชญากรรมข้ามชาติ” อย่างเอาจริงเอาจัง

ทางกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ได้ประกาศยกระดับคดีนี้ให้เป็น คดีอาชญากรรมข้ามชาติ โดยตั้งคณะทำงานพิเศษขึ้นมาเพื่อขยายผลโดยเฉพาะ ซึ่งไม่ใช่แค่การจับกุมตัวคนขน แต่เป็นการมุ่งเป้าไปที่ บช.ปส. จ่อยกระดับคดีแอร์โฮสเตสขนยาเป็น “อาชญากรรมข้ามชาติ” เพื่อสาวไปให้ถึงตัวการใหญ่ นายทุน และผู้อยู่เบื้องหลังทั้งหมดที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด

เบื้องลึกการบูรณาการความร่วมมือระดับสากล

ในการสืบสวนครั้งนี้ ตำรวจไทยไม่ได้ทำงานเพียงลำพัง แต่ยังประสานงานร่วมกับสำนักงานตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย (AFP) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานทั้งจากกล้องวงจรปิด เส้นทางการเงิน และนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อมัดตัวผู้กระทำความผิดในฐานะเครือข่ายองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งถือเป็นความผิดร้ายแรงตามกฎหมายไทยที่ระบุไว้ชัดเจน

  • อัตราโทษจำคุกสูงถึง 4-15 ปี
  • โทษปรับตั้งแต่ 80,000 ถึง 300,000 บาท
  • การยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทั้งหมด

การดำเนินงานของ บช.ปส. จ่อยกระดับคดีแอร์โฮสเตสขนยาเป็น “อาชญากรรมข้ามชาติ” ในครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญให้กับผู้ที่คิดจะก้าวเข้าสู่วังวนของยาเสพติด ไม่ว่าจะด้วยความเต็มใจหรือถูกหลอกใช้ เพราะกฎหมายในปัจจุบันมีมาตรการลงโทษที่รุนแรงและครอบคลุมไปถึงผู้ที่ให้การช่วยเหลือหรือเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ในฐานะประชาชน เราควรช่วยกันเป็นหูเป็นตา เพราะยาเสพติดไม่ใช่ปัญหาส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นปัญหาระดับชาติที่ทำลายอนาคตของประเทศ การที่เจ้าหน้าที่ออกมาจัดการอย่างเด็ดขาดถือเป็นสัญญาณที่ดีว่า สังคมเราจะปลอดภัยขึ้นหากเราช่วยกันสอดส่องและเพิกเฉยต่อสิ่งผิดกฎหมายทุกรูปแบบ

ที่มา – บช.ปส. จ่อยกระดับคดีแอร์โฮสเตสขนยาเป็น “อาชญากรรมข้ามชาติ” ขยายผลจับทั้งเครือข่าย

รวบแล้ว “ชายสวมฮู้ด” ส่งพัสดุต้องสงสัยให้แอร์สาว

รวบแล้ว “ชายสวมฮู้ด” ส่งพัสดุต้องสงสัยให้แอร์สาว

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมากสำหรับกรณีของแอร์โฮสเตสสายการบินชื่อดังที่ถูกโยงคดีขนเฮโรอีนไปออสเตรเลีย ล่าสุดมีความคืบหน้าสำคัญเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถรวบแล้ว “ชายสวมฮู้ด” ส่งพัสดุต้องสงสัยให้แอร์สาวได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่เขาหลบหนีไปกบดานในต่างจังหวัด โดยเหตุการณ์นี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ที่ผ่านมา เมื่อมีชายปริศนาสวมเสื้อฮู้ดสีน้ำเงินนำกล่องพัสดุไปมอบให้ถึงคอนโดมิเนียมย่านบางนา

เปิดปฏิบัติการล่าตัวชายสวมฮู้ดปริศนา

การทำงานของเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนระบุว่า หลังจากเหตุการณ์นำพัสดุไปส่งได้ไม่นาน เจ้าหน้าที่ได้แกะรอยจากกล้องวงจรปิดจนพบคนขับรถเก๋งที่รับส่งชายคนดังกล่าว และในที่สุดเมื่อช่วงวันที่ 4 กรกฎาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ก็ประสบความสำเร็จในการติดตามจับกุมชายผู้ต้องสงสัยรายนี้ได้สำเร็จในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก โดยเบื้องต้นจากการสอบสวนพบว่าชายคนดังกล่าวคือบุคคลเดียวกับที่ปรากฏในคลิปที่นำพัสดุไปมอบให้กับแอร์สาวที่คอนโดฯ นั่นเอง

สาเหตุสำคัญที่ทำให้คดีนี้มีความคืบหน้าอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งมาจากการขยายผลจากคนขับรถยนต์โตโยต้าที่ให้การยืนยันถึงตัวตนของรวบแล้ว “ชายสวมฮู้ด” ส่งพัสดุต้องสงสัยให้แอร์สาว ยืนยันว่าคนนี้นี่เองที่เป็นคนถือพัสดุไปส่ง โดยหลังจากนี้เจ้าหน้าที่เตรียมคุมตัวผู้ต้องหาไปค้นแหล่งกบดานที่แท้จริงในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อหาหลักฐานเชื่อมโยงขบวนการยาเสพติดข้ามชาติเพิ่มเติม

โดยในช่วงบ่ายของวันที่เกิดเหตุ คณะทำงานระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำโดย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา และทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านยาเสพติด เตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบบ้านพักและแหล่งกบดานของชายสวมฮู้ดเพื่อเก็บหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์อย่างละเอียด ซึ่งคาดว่าอาจจะมีการขยายผลสาวไปถึงผู้บงการระดับสูงต่อไป

  • การสอบสวนเน้นไปที่เส้นทางการเงินและผู้สั่งการ
  • การค้นแหล่งกบดานใน จ.อยุธยา เพื่อหาหลักฐานเพิ่ม
  • การรวบรวมหลักฐานเพื่อให้สำนวนมัดตัวผู้กระทำผิด

อย่างไรก็ตาม นี่ถือเป็นความสำเร็จก้าวสำคัญของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สามารถจับกุมผู้เกี่ยวข้องได้สำเร็จหลังจากเป็นข่าวครึกโครมมาสักระยะ สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือการขยายผลไปถึงตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังการใช้แอร์โฮสเตสเป็นเครื่องมือในการขนยาเสพติด ซึ่งความจริงจะถูกเปิดเผยออกมาในเร็วๆ นี้แน่นอนครับ ถือเป็นบทเรียนราคาแพงและเป็นอุทาหรณ์ให้หลายๆ คนได้ตระหนักถึงการรับฝากของจากคนแปลกหน้าหรือคนไม่สนิทให้ดีมากขึ้นครับ

ที่มา – รวบแล้ว “ชายสวมฮู้ด” ส่งพัสดุต้องสงสัยให้แอร์สาว จ่อคุมตัวค้นแหล่งกบดานที่อยุธยา

เลขาฯ ป.ป.ส. เผยได้ตัวไรเดอร์ขนพัสดุซุกยาส่งแอร์สาวแล้ว เร่งสอบผัว-เมียชาวลาว ขยายผลขบวนการส่งยา

เลขาฯ ป.ป.ส. เผยได้ตัวไรเดอร์ขนพัสดุซุกยาส่งแอร์สาวแล้ว เร่งสอบผัว-เมียชาวลาว ขยายผลขบวนการส่งยา

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง สำหรับคดีที่มีการตรวจพบพัสดุซุกซ่อนยาเสพติดส่งถึงมือแอร์โฮสเตสสาว จนนำไปสู่การขยายผลครั้งใหญ่ ล่าสุดทางเลขาธิการ ป.ป.ส. ได้ออกมาอัปเดตความคืบหน้าสำคัญว่าขณะนี้เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวไรเดอร์ผู้ส่งพัสดุรายนี้ได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยอยู่ระหว่างการเค้นสอบปากคำอย่างละเอียดเพื่อหาความเชื่อมโยงทั้งหมด

ความคืบหน้าของคดี เลขาฯ ป.ป.ส. เผยได้ตัวไรเดอร์ขนพัสดุซุกยาส่งแอร์สาวแล้ว เร่งสอบผัว-เมียชาวลาว ขยายผลขบวนการส่งยา ที่กำลังเป็นที่จับตามองนั้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาลได้ทำงานแข่งกับเวลา เพื่อสาวไส้ไปให้ถึงตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลัง โดยมีการระบุชัดเจนว่าขณะนี้พบเบาะแสของขบวนการค้ายาข้ามชาติที่มีตัวการใหญ่เป็นชาวต่างชาติในประเทศเพื่อนบ้านคอยบงการอยู่

สรุปขั้นตอนการขยายผลและมาตรการตรวจสอบของ ป.ป.ส.

ทางด้าน พ.ต.ต. สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. ได้ให้สัมภาษณ์ถึงรายละเอียดเพิ่มเติมว่า การจับกุมครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ไรเดอร์เท่านั้น แต่ยังมีการตรวจสอบกรณีสามีภรรยาชาวลาวที่จังหวัดเลย ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับเครือข่ายส่งยาเสพติดไปยังประเทศออสเตรเลียและไต้หวัน โดยประเด็นสำคัญที่เจ้าหน้าที่กำลังเร่งดำเนินการมีดังนี้:

  • เร่งสอบสวนไรเดอร์ผู้ขับรถเก๋งที่ทำหน้าที่ส่งพัสดุเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม
  • ตรวจสอบความเชื่อมโยงของสามีภรรยาชาวลาวว่าเป็นตัวการหลักหรือไม่
  • ประสานความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อจับกุมตัวการใหญ่ในต่างแดน

นอกจากนี้ เลขาฯ ป.ป.ส. ยังย้ำว่า เลขาฯ ป.ป.ส. เผยได้ตัวไรเดอร์ขนพัสดุซุกยาส่งแอร์สาวแล้ว เร่งสอบผัว-เมียชาวลาว ขยายผลขบวนการส่งยา โดยเจ้าหน้าที่สามารถติดตามยาล็อตอื่นๆ ที่ถูกส่งออกไปก่อนหน้านี้ได้จนครบถ้วนแล้ว และมีการจับกุมผู้เกี่ยวข้องไปก่อนหน้านี้ในหลายจุดตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา ถือเป็นความสำเร็จก้าวสำคัญในการสกัดกั้นเส้นทางการขนส่งยาเสพติดระหว่างประเทศ

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวสาร เหตุการณ์นี้นับเป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญสำหรับพนักงานขนส่งและประชาชนทั่วไป ในการตรวจสอบสิ่งที่ตนเองได้รับจ้างหรือขนส่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อหรือเครื่องมือของขบวนการค้ายาเสพติดโดยไม่รู้ตัว เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การขยายผลครั้งนี้จะนำไปสู่การทลายเครือข่ายยาเสพติดระดับภูมิภาคได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – เลขาฯ ป.ป.ส. เผยได้ตัวไรเดอร์ขนพัสดุซุกยาส่งแอร์สาวแล้ว เร่งสอบผัว-เมียชาวลาว ขยายผลขบวนการส่งยา

Scroll to top