แก้รัฐธรรมนูญ วาระ 2

รัฐสภาโหวต ส่งคำถามทำประชามติรัฐธรรมนูญใหม่

ที่ประชุมรัฐสภาลงมติเห็นชอบให้ส่งคำถามไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขอความเห็นชอบจากประชาชนว่าจะให้มีการจัดทำประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ก่อนที่ “วันนอร์” จะสั่งปิดการประชุม

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ในการประชุมร่วมรัฐสภาสมัยวิสามัญ มีการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช …. ในวาระ 2 ภายหลังจากที่นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ได้ขอหารือต่อที่ประชุมเพื่อขอถอนรายงานของคณะกรรมาธิการ เพื่อนำไปปรับปรุงมาตราอื่น ๆ ให้สอดคล้องกับมาตรา 256/28 และสมาชิกได้เสนอญัตติขอให้เลื่อนการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมออกไปก่อน ซึ่งที่ประชุมได้เห็นชอบให้เลื่อนออกไปก่อนหน้านี้แล้ว

จากนั้น ที่ประชุมได้ยื่นญัตติด่วน ขอให้ที่ประชุมรัฐสภาส่งคำถามไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อสอบถามความเห็นชอบของประชาชนว่าจะให้มีการจัดทำประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ หรือจะมีการทำประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในวันเลือกตั้ง ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเห็นด้วย 491 เสียง ไม่เห็นด้วย 1 เสียง และงดออกเสียง 9 เสียง

รัฐสภาโหวตเห็นชอบส่งคำถามไปยัง ครม. ขอทำประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ต่อมาในเวลา 23.16 น. นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ได้ขอให้สมาชิกรัฐสภายืนขึ้นเพื่อรับพระบรมราชโองการปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ พร้อมให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรอ่านพระราชกฤษฎีกาปิดสภาสมัยวิสามัญ ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

โดยที่ได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสมัยประชุมวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ.2568 ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568 นั้น บัดนี้สมควรที่จะให้ปิดประชุมสมัยวิสามัญดังกล่าว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 122 และมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกา ปิดประชุมสมัยประชุมวิสามัญ ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2568 ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

ทำไมต้องทำประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

การผลักดันให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญทางการเมืองที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อแก้ไขข้อบกพร่อง และปรับปรุงเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ให้มีความเป็นประชาธิปไตย และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนมากยิ่งขึ้น การทำประชามติจึงเป็นขั้นตอนสำคัญ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ว่าสมควรที่จะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

กระบวนการหลังจากนี้คือ คณะรัฐมนตรีจะต้องพิจารณาคำถามที่รัฐสภาส่งมา และดำเนินการจัดการลงประชามติ หากผลการลงประชามติออกมาว่าประชาชนเห็นชอบ ก็จะนำไปสู่การจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เพื่อดำเนินการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ การมีส่วนร่วมของประชาชนจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูล หากมีการจัดประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ที่มา – รัฐสภาโหวตเห็นชอบส่งคำถามไปยัง ครม. ขอทำประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ถกแก้รัฐธรรมนูญฉลุย: แซว สว.รัชนีกร

การประชุมรัฐสภาเพื่อถกแก้รัฐธรรมนูญฉลุยในวันแรก ปรากฏว่า 20 มาตราผ่านไปได้อย่างราบรื่น อย่างไรก็ตาม สว.รัชนีกร กลับถูกแซวอย่างหนักหลังยื่นขอสงวนความเห็นในแทบทุกมาตรา ทำเอาประธานในที่ประชุมอย่าง นายมงคล สุระสัจจะ ถึงกับต้องรีบสั่งพักการประชุม ด้วยอารมณ์ขันว่ายิ่งดึกประธานยิ่งแย่

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 ณ อาคารรัฐสภา ได้มีการประชุมร่วมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช …. ในวาระ 2 โดยมีนายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานในการประชุม ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่กรรมาธิการเสียงข้างมากเสนอ แม้จะมีกรรมาธิการบางส่วนขอสงวนคำแปรญัตติ ผลการลงมติในช่วงกลางดึกแสดงให้เห็นว่า สมาชิกรัฐสภายังคงเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ทำให้การพิจารณาเป็นไปอย่างรวดเร็ว และสามารถโหวตเห็นชอบได้ถึง 14 มาตรา

ในช่วงการลงมติมาตรา 256/19 ซึ่งเกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของสภาที่ปรึกษาการยกร่างรัฐธรรมนูญ นายมงคลได้กดออดเรียกสมาชิกลงมติถึงสองครั้ง พร้อมกล่าวว่า “ขออีกมาตราเดียว พอเสร็จมาตรา 256/19 แล้ว มาตรา 256/20 ก็กลับบ้านได้” ทำให้นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานกรรมาธิการ ขอโต้แย้งว่า หากเป็นไปได้ขอให้จบที่มาตรา 256/22

จากนั้น นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ชี้แจงว่า จากการพิจารณาคำขอสงวนความเห็นในแต่ละมาตรา คาดว่าจะสามารถไปถึงมาตรา 256/22 ได้ เนื่องจากผู้สงวนสิทธิ์ไม่ได้อภิปรายทุกมาตรา

นายมงคลตอบด้วยอารมณ์ขันว่า “ท่านยังไหว แต่ประธานชักจะแย่แล้วนะครับ ยิ่งดึกยิ่งแย่” นายปกรณ์วุฒิจึงกล่าวว่า ขอฝากความกรุณาไปยัง น.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ สมาชิกวุฒิสภา และกรรมาธิการด้วย ทำให้สมาชิกรัฐสภาหัวเราะออกมา

น.ส.รัชนีกร ลุกขึ้นชี้แจงว่า ตนเองได้ตัดเนื้อหาไปเยอะแล้ว และอภิปรายน้อยมาก และน่าจะขอบคุณตนเองด้วยซ้ำ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมเพื่อถกแก้รัฐธรรมนูญฉลุย วาระ 2 ครั้งนี้ พบว่า น.ส.รัชนีกร ได้ขอสงวนความเห็นเกือบทุกมาตราจริง

ต่อมา ที่ประชุมพิจารณาและลงมติในมาตรา 256/20 โดยมีผู้เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก 412+3 เสียง ไม่เห็นด้วย 1 เสียง และงดออกเสียง 8 เสียง จากนั้น นายมงคล สั่งพักการประชุมในเวลา 23.31 น. และนัดประชุมใหม่ในวันรุ่งขึ้น

ถกแก้รัฐธรรมนูญฉลุย สว.รัชนีกรถูกแซว

ประเด็นสำคัญจากการถกแก้รัฐธรรมนูญฉลุย

  • การประชุมรัฐสภาวาระ 2 เป็นไปอย่างราบรื่น แม้จะมีความเห็นต่าง
  • สว.รัชนีกร กลายเป็นเป้าแซวหลังขอสงวนความเห็นเกือบทุกมาตรา
  • ประธานที่ประชุม นายมงคล สั่งพักการประชุมด้วยอารมณ์ขัน

การถกแก้รัฐธรรมนูญฉลุยในวันแรกนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม การพิจารณาในมาตราต่อๆ ไปอาจต้องเผชิญกับความเห็นที่แตกต่างกันมากขึ้น และต้องติดตามกันต่อไปว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีหรือไม่

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่สำคัญต่ออนาคตของประเทศ ดังนั้นการมีส่วนร่วมและความเข้าใจของประชาชนจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้การแก้ไขเป็นไปในทิศทางที่ตอบสนองต่อความต้องการของสังคมอย่างแท้จริง

ที่มา – วันแรกถกแก้รัฐธรรมนูญฉลุย 20 มาตรา-แห่แซว สว.รัชนีกร หลังมีชื่อสงวนแปรญัตติทุกมาตรา

“จาตุรนต์” ห่วงสูตรเลือก กมธ. ร่างรัฐธรรมนูญ

“จาตุรนต์” ห่วงสูตรเลือก กมธ. เปิดช่องพรรคการเมืองจัดตั้งคนร่าง รธน. ด้าน “ณัฐวุฒิ” ย้ำ ร่างแก้ไข รธน. จำเป็นต้องอิงตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ หวั่นถูกตีความเลือกตั้งโดยตรง

วันที่ 10 ธันวาคม 2568 ที่อาคารรัฐสภา การประชุมร่วมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช …. ในวาระ 2 ซึ่งมีการพิจารณาต่อเนื่องถึง มาตรา 256/2 ว่าด้วยที่มาของคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ

โดย น.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะกรรมาธิการ ซึ่งขอสงวนความเห็น โดยขอแก้ไขเพิ่มเติม ให้ประธานรัฐสภาจัดให้มีการคัดเลือกบุคคลเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 35 คน โดยให้บุคคลผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม และมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งรับรองจำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน ซึ่งประสงค์จะสมัครรับคัดเลือกเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ แจ้งความประสงค์ในการสมัครรับคัดเลือกต่อประธานรัฐสภา ตามระเบียบที่ประธานรัฐสภาประกาศกำหนด โดยประกาศดังกล่าวให้ประกาศในวันเดียวกันกับวันที่ประธานรัฐสภาประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา 256/1/2 วรรคสาม โดยต้องกำหนดระยะเวลาการได้มาซึ่งบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับคัดเลือก ก่อนวันที่รัฐสภาจะดำเนินการเลือกกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ

น.ส.รัชนีกร ระบุว่า การที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก กำหนดให้มีผู้รับรองผู้สมัครรับคัดเลือกเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ไม่น้อยกว่า 100 คน มองว่า เป็นสิ่งที่ยุ่งยาก เกินความจำเป็น และจะทำให้จำกัดบุคคลที่มีความรู้ความสามารถที่จะเข้ามาเป็นคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ สำหรับผู้สมัครอิสระ จะไปหาคนจากไหน 100 คนเพื่อมารับรอง จึงเสนอว่า ควรใช้รูปแบบเดียวกับผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา ที่มีผู้รับรองเพียง 3 คน ก็เพียงพอ พร้อมตั้งคำถามว่าวิธีการของกรรมาธิการเสียงข้างมากยึดโยงกับประชาชน จริงๆ ไหม

ขณะที่นายก่อแก้ว พิกุลทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการ เสนอให้มีคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐสภาคัดเลือกจากบัญชีรายชื่อบุคคลที่สมควรได้รับการคัดเลือก จำนวน 25 คน และมาจากบุคคลซึ่งรัฐสภาแต่งตั้งจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชน จำนวน 3 คน ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ จำนวน 3 คน และจากผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดินและการร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 4 คน รวมจำนวน 10 คน รวมเป็นคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น 35 คน

โดยมองว่ากรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากสายกฎหมาย รัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ จะทำให้เกิดการยอมรับจากประชาชนมากขึ้น

ด้านนายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการ ผู้ขอสงวนความเห็น ระบุว่า อยากเสนอให้กรรมาธิการกำหนดสัดส่วนให้ชัดเจน โดยให้มีผู้เชี่ยวชาญมาช่วยร่างรัฐธรรมนูญ คือ ส่วนแรกมาจากสูตร 28 หยิบ 1 ส่วนอีก 10 คน มาจากผู้ทรงคุณวุฒิที่รัฐสภาจะเลือก ซึ่งมาจากผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ เพราะห่วงว่าหากไม่เขียนระบุไว้ อาจจะไม่ได้บุคคลที่มีความเชี่ยวชาญมาช่วยร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งกังวลว่า สูตร 20 หยิบ 1 จะทำให้เสียงข้างมากของรัฐสภากำหนดได้หมด กลายเป็นร่างรัฐธรรมนูญแล้วถูกกำกับโดยเสียงข้างมากของรัฐสภาที่ไปรวมตัวกัน ทั้ง สส. สว. สามารถกำหนดทิศทางรัฐธรรมนูญได้หมด

ขณะที่นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานกรรมาธิการ ระบุว่า แม้กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ อาจจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชน แต่อาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องได้บุคคลเหล่านั้นทั้งหมด ส่วนเรื่องการยึดโยงการเลือกตั้ง สำหรับผู้ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ จำเป็นต้องอิงตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะไม่อยากให้ถูกตีความว่า เป็นการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ขณะที่เรื่องคุณสมบัติของผู้สมัครมาเป็นคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ก็มี กกต. เป็นผู้ตรวจสอบคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้าม ดังนั้นกรรมาธิการขอยืนตามร่างที่เสนอ

ภายหลังการอภิปราย ประธานในที่ประชุม ได้ถามมติว่าเห็นควรให้มีการแก้ไขในมาตรา 256/2 หรือไม่ ซึ่งมติที่ประชุม เห็นด้วย 421 เสียง ไม่เห็นด้วย 138 เสียง งดออกเสียง 13 เสียง และไม่ลงคะแนน 3 เสียง หลังจากผ่านมติให้มีการแก้ไขแล้ว ประธานในที่ประชุม ได้ถามมติอีกรอบว่าเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมากหรือไม่ ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นด้วย 317 เสียง ไม่เห็นด้วย 256 เสียง งดออกเสียง 17 เสียง ไม่ลงคะแนน 4 เสียง ก่อนพิจารณาในมาตราต่อไป

“จาตุรนต์” ห่วงสูตรเลือก กมธ. ร่างรัฐธรรมนูญ

ความเห็นของนายจาตุรนต์ ฉายแสง เกี่ยวกับสูตรการเลือก กมธ. ร่างรัฐธรรมนูญ ทำให้เกิดการถกเถียงในวงกว้างถึงความเป็นธรรมและความโปร่งใสในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ข้อกังวลหลักคือสูตรที่อาจเปิดช่องให้มีการจัดตั้งคนร่างรัฐธรรมนูญโดยพรรคการเมือง ซึ่งอาจนำไปสู่รัฐธรรมนูญที่ไม่สะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนอย่างแท้จริง

ทำไม “จาตุรนต์” ถึงห่วงสูตรเลือก กมธ. ร่างรัฐธรรมนูญ?

เหตุผลที่นายจาตุรนต์แสดงความกังวลนั้นมาจากการที่สูตรการเลือกอาจทำให้เสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภามีอำนาจในการกำหนดทิศทางของรัฐธรรมนูญได้มากเกินไป หากไม่มีการกำหนดสัดส่วนของผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ทรงคุณวุฒิอย่างชัดเจน รัฐธรรมนูญที่ได้อาจไม่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งในอนาคตได้

การมีส่วนร่วมของผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย มหาชน และรัฐศาสตร์จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญมีความรอบด้านและเป็นที่ยอมรับ การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะทำให้รัฐธรรมนูญมีความชอบธรรมและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและมีผลกระทบต่ออนาคตของประเทศ การพิจารณาอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่ายจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นที่ยอมรับของประชาชนทุกคน การมีส่วนร่วมของประชาชนถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างรัฐธรรมนูญที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทย

ในท้ายที่สุดแล้ว กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญควรเปิดกว้างและโปร่งใส เพื่อให้ทุกภาคส่วนของสังคมมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ การรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างและร่วมกันหาจุดร่วมจะนำไปสู่รัฐธรรมนูญที่เป็นที่ยอมรับและเป็นประโยชน์ต่อทุกคน

ที่มา – “จาตุรนต์” ห่วงสูตรเลือก กมธ. ร่างรัฐธรรมนูญ เปิดช่องพรรคการเมืองจัดตั้งคนร่าง

จับตา! 2 วันจบไหม? แก้รัฐธรรมนูญวาระ 2

ลุ้นระทึก! การประชุมร่วมรัฐสภา วาระ 2 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยังต้องจับตา 2 วันจบหรือไม่? พรรคเพื่อไทยเดินเกม เตรียมขอสงวนและขอแปรญัตติ ที่มา สสร. และสูตร 20 หยิบ 1 หวั่นเกิดรัฐสภาครอบงำ

วันที่ 10 ธันวาคม 2568 ในการประชุมร่วมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช …. ในวาระ 2 ในวันที่ 10-11 ธันวาคม 2568 นั้น นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ระบุว่า ทางที่ประชุมวิปรัฐบาล มีมติว่าในการประชุมวันที่ 10 ธันวาคม 2568 จะเริ่มในเวลา 09.00 – 24.00 น. ส่วนวันที่ 11 ธันวาคม 2568 จะเริ่มประชุมเวลา 09:00 – ก่อนเที่ยงคืน โดยลงมติ “เห็นด้วย” ทั้ง 2 วัน และหากไม่จบก็จะพิจารณาต่อในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 เพื่อให้การพิจารณาจบ วาระ 2

ขณะที่นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวว่า การพิจารณาในวาระ 2 หากจบการพิจารณาวันที่ 12 ธันวาคม ไทม์ไลน์วาระ 3 จะอยู่วันที่ 29 ธันวาคม แต่หากจบวันที่ 11 ธันวาคม วันที่ 26 หรือ 27 ธันวาคม ก็ยังเป็นไปได้อยู่ ต่อให้จะจบวันที่ 12 ธันวาคม ก็ยังไม่กระทบกับไทม์ไลน์

ด้านนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา กล่าวว่าจะพิจารณาจับตา 2 วันจบหรือไม่ การพิจารณาวาระ 2 ไม่สามารถกำหนดตายตัวได้ว่าจะเป็นกี่วัน เพราะขึ้นอยู่กับการสงวนความเห็น การแปรญัตติของสมาชิก และการชี้แจงของคณะกรรมาธิการ หากชี้แจงและสมาชิกยอมรับได้หรือไม่ติดใจก็จะผ่านไปเร็ว แต่ถ้าติดใจก็จะให้อภิปรายได้ตามสมควร วันนี้ประธานกรรมาธิการก็จะเริ่มชี้แจงก่อนว่าแตกต่างจากวาระแรกมีอะไรบ้าง จึงจะเริ่มให้สมาชิกอภิปราย ซึ่งสมาชิกอาจจะเห็นชอบที่กรรมาธิการแก้ไขก็ได้ หากไม่เห็นชอบก็ต้องมีการลงมติ ส่วนการลงมติในวาระ 3 ระเบียบระบุว่าต้องทิ้งระยะเวลาอย่างน้อย 15 วัน ซึ่งเมื่อนับวันลงมติแล้วจะลงวันที่ 26 ธันวาคม ซึ่งไม่ใช่วันประชุมสภาฯ ถ้าไม่มีปัญหาอะไรน่าจะลงมติวาระ 3 ในวันจันทร์ที่ 29 ธันวาคมได้

ส่วนทางด้านพรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย เตรียมขอสงวน และขอแปรญัตติในประเด็นสำคัญ 2 ประการคือ 1.ควรให้มีการใช้ระบบ สสร. เพราะจะทำให้เกิดสภาเฉพาะขึ้นมาพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ และสามารถกลั่นกรองร่างรัฐธรรมนูญก่อนนำเสนอสู่รัฐสภาได้ ส่วนประเด็นที่ 2 การใช้สูตร 20 หยิบ 1 นั้น อาจจะนำไปสู่การได้มาซึ่งกรรมาธิการที่เลือกข้าง

พรรคเพื่อไทยจึงสงวนคำแปรญัตติว่า ให้สองกรรมาธิการนี้ มีจำนวน 35 คนเท่าเดิม แต่ในจำนวนนี้ให้มี 10 คนที่มาจากการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และอีก 25 คนที่เหลือมาจากการใช้สูตรคำนวณแบบ 28 หยิบ 1 แทน เพื่อให้เกิดการถ่วงดุลในการทำหน้าที่ของกรรมาธิการ และจะทำให้กรรมาธิการทั้งสองชุดนี้มีความหลากหลายมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมวิป 3 ฝ่าย ไม่ได้มีการแบ่งเวลาอภิปราย แต่จะเน้นเป็นการพูดคุยความเข้าใจ เพราะเปิดประชุมสมัยวิสามัญ 2 วัน สามารถขยายไปวันที่ 12 ธ.ค. ในการประชุมสมัยสามัญได้ แต่ทุกฝ่ายยังเห็นตรงกันต้องการให้จบภายใน 2 วัน

จับตา 2 วันจบหรือไม่ ประชุมร่วมรัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 2

ปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้การประชุมไม่จบใน 2 วัน

  • การสงวนความเห็นและแปรญัตติของสมาชิกจำนวนมาก
  • การอภิปรายที่ยืดเยื้อ
  • ความขัดแย้งในประเด็นสำคัญ เช่น ที่มาของ สสร. และสูตรคำนวณ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและต้องใช้เวลา การที่ทุกฝ่ายต้องการให้จบภายใน 2 วัน อาจเป็นเรื่องยาก แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สำเร็จลุล่วง

สรุปแล้ว การประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 2 จะจับตา 2 วันจบหรือไม่ ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด เพราะมีหลายปัจจัยที่อาจส่งผลต่อระยะเวลาในการพิจารณา อย่างไรก็ตาม ความมุ่งมั่นของทุกฝ่ายที่จะให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเดินหน้าต่อไป ถือเป็นสัญญาณที่ดี

ที่มา – จับตา 2 วันจบหรือไม่ ประชุมร่วมรัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 2

Scroll to top