แก้รัฐธรรมนูญ 2560

ไทยสร้างไทยยินดีไอติม พริษฐ์แก้ รธน.รายมาตรา ปราบโกง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องการเมืองที่กำลังเป็นกระแสแรงมากๆ เลยนะครับ นั่นคือ พรรคไทยสร้างไทย ยินดี “ไอติม พริษฐ์” ตอบรับแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา เพื่อปราบโกง ข่าวนี้ทำให้แฟนๆ การเมืองหลายคนยิ้มแก้มปริ เพราะมันแสดงให้เห็นถึงการร่วมมือข้ามพรรคเพื่อประโยชน์ของประชาชนจริงๆ ไม่ยึดติดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

จากที่นายปริเยศ อังกูรกิตติ โฆษกพรรคไทยสร้างไทย ได้ออกมาแถลงเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ถึงกรณีที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “ไอติม” โฆษกพรรคประชาชน ได้ตั้งคำถามและยืนยันว่าจะร่วมผลักดันนโยบายปราบโกงของไทยสร้างไทย โดยเฉพาะการแก้รัฐธรรมนูญแบบรายมาตรา เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนในการถอดถอนองค์กรอิสระต่างๆ พรรคไทยสร้างไทยยืนยันว่าสิ่งนี้เป็นนโยบายหลักที่พวกเขาผลักดันมาตั้งแต่สภาชุดที่แล้ว แต่ครั้งนั้นยังไม่ได้รับการตอบสนองมากนัก

พรรคไทยสร้างไทย ยินดี “ไอติม พริษฐ์” ตอบรับแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา เพื่อปราบโกง

โฆษกปริเยศ ย้ำชัดว่าพรรคไทยสร้างไทยพร้อมมาก ถ้าได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ร่างกฎหมายที่เตรียมไว้จะเข้าสภาได้ทันที โดยไม่ต้องยึดติดว่ารัฐบาลหรือฝ่ายค้าน แม้ที่ผ่านมาเคยชวนพรรคประชาชน (เดิมคือก้าวไกล) แล้วแต่ไม่ได้รับการตอบรับในสภาชุดเก่า แต่ตอนนี้ในช่วงหาเสียง ได้เจอไอติมหลายเวที และได้รับคำยืนยันว่าจะทำควบคู่กับการร่างฉบับใหม่ นี่คือสัญญาณดีมากๆ เลยครับ!

นอกจากนี้ ยังชี้แจงว่าการที่ไทยสร้างไทยได้รับเชิญจากภูมิใจไทยให้สนับสนุนนายกฯ ไม่ได้หมายความว่าเสียจุดยืนปราบโกงนะครับ มันคือการทำงานร่วมกันด้วยดี และเชื่อว่าไอติมตั้งคำถามด้วยความห่วงใยเท่านั้น ทางพรรคจึงถือโอกาสยืนยันจุดยืนอีกครั้ง

ทำไมการแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา ถึงสำคัญต่อการปราบโกง

การแก้แบบรายมาตราเร็วกว่าการร่างใหม่ทั้งฉบับมากครับ เพราะสามารถเลือกแก้เฉพาะจุดที่เป็นปัญหา เช่น คืนอำนาจประชาชนให้เข้าชื่อถอดถอน สว. กรรมการ ป.ป.ช. หรือองค์กรอิสระอื่นๆ ที่ตอนนี้ประชาชนทำไม่ได้ ที่ผ่านมาฝ่ายค้านเน้นแก้ทั้งเล่ม แต่ไทยสร้างไทยเสนอให้ทำคู่กันไป ซึ่งตอนนั้นเสียงไม่พอ แต่ครั้งนี้มีโอกาสสูงเพราะพรรคประชาชนตอบรับแล้ว

  • คืนอำนาจประชาชน: ให้ประชาชน 5 หมื่นชื่อ ถอดถอนได้ทันที ไม่ต้องรอสภา
  • เพิ่มเครื่องมือปราบโกง: แก้กลไก ป.ป.ช. ให้โปร่งใสยิ่งขึ้น
  • เร่งด่วน: ไม่ต้องรอร่างใหม่ที่ใช้เวลานานหลายปี
  • ร่วมมือข้ามพรรค: ไม่แบ่งฝ่าย สร้างฉันทามติเพื่อชาติ

นี่คือก้าวสำคัญที่ไทยสร้างไทยผลักดันมาตลอด ตั้งแต่สมัยสุพรรณาหรือคุณหญิงสุดารัตน์นำพรรค พวกเขามุ่งเน้นปราบคอร์รัปชันให้สิ้นซาก เพื่อให้งบประมาณถึงประชาชนจริงๆ ไม่รั่วไหลไปกลางทาง

ในมุมมองของผม การที่ พรรคไทยสร้างไทย ยินดี “ไอติม พริษฐ์” ตอบรับแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา เพื่อปราบโกง แบบนี้ แสดงให้เห็นว่านักการเมืองรุ่นใหม่เริ่มคิดเพื่อชาติมากขึ้น ไม่ใช่แค่ต่อสู้เพื่ออำนาจ ถ้าทุกพรรคร่วมมือได้ ปัญหาโกงกินที่เราพูดกันมานานจะลดลงแน่นอนครับ

สุดท้ายนี้ ผมอยากเชิญชวนทุกท่านติดตามข่าวสารการเมืองต่อไป และช่วยกันกดดัน ส.ส. ให้ผลักดันเรื่องนี้จริงจัง คุณมีมุมมองอย่างไรต่อการแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา ลองคอมเมนต์มาบอกกันหน่อยนะครับ แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ด้วย จะได้สร้างแรงกดดันร่วมกัน!

ที่มา – พรรคไทยสร้างไทย ยินดี “ไอติม พริษฐ์” ตอบรับแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา เพื่อปราบโกง

อภิสิทธิ์ ดักทางรัฐบาลรักษาการ ต้องยึดกฎหมาย

“อภิสิทธิ์” ลั่น พรรคประชาธิปัตย์พร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง เสียดายชิงยุบสภาก่อนแก้ปัญหาชายแดน-น้ำท่วม ดักทางรัฐบาลรักษาการลากยาวเลือกตั้งต้องยึดกฎหมาย สับสนฝ่ายอยากแก้ รธน. กลับเลือกทางจบแบบนี้

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 12 ธ.ค. 2568 ที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงความพร้อมในการเลือกตั้ง หลังรัฐบาลประกาศยุบสภา ว่า พรรคมีความพร้อม ไม่มีปัญหา เราเป็นพรรคการเมืองในระบบรัฐสภา การเลือกตั้งเกิดขึ้นได้เสมออยู่แล้ว ตนกำชับผู้บริหารทุกคนตั้งแต่ต้นว่า เราทำงานแข่งขันกับเวลา แต่ยอมรับว่ามีข้อจำกัดหลายเรื่อง แต่ก็มั่นใจ เราเร่งทำทั้งนโยบายที่ตอบโจทย์ประเทศ และการคัดผู้สมัครก็เร่งรัดทำตามขั้นตอนและเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างครบถ้วน ซึ่งมีคนรุ่นใหม่ที่สนใจเข้ามาทำการเมืองแบบสุจริตจำนวนมาก จึงต้องกลั่นกรองและคัดเลือกให้เหมาะสมที่สุด ส่วนจะสามารถเปิดตัวผู้สมัครได้เมื่อไหร่นั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เราทำตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด คือ ต้องเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากสาขา และตัวแทนจังหวัด ตามกฎหมายบังคับ ซึ่งจะเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และหลังจากได้รับฟังความคิดเห็นมาแล้วคณะกรรมการสรรหาก็จะเร่งประชุมเพื่อเสนอคณะกรรมการบริหาร(กก.บห.)พรรคอนุมัติ ส่วนจะส่งตัวผู้สมัครครบทั้ง 400 เขตหรือไม่ ขณะนี้ยังไม่ทราบ แม้ว่าจะมีผู้ยื่นความจำนงมาแล้ว จะต้องคัดกรองอีกครั้งหนึ่ง

เสียดายชิงยุบสภาก่อนแก้ปัญหาชายแดน-น้ำท่วม

“อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พรรคห่วงใย ซึ่งได้ออกแถลงการณ์ไปตั้งแต่เมื่อคืน ที่ต้องยอมรับว่า ปัญหาของประเทศในขณะนี้ มีทั้งการสู้รบตามแนวชายแดน และการฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัยน้ำท่วม หากการเมืองมีเอกภาพ มีพลังและมีอำนาจเต็ม จะสามารถผ่านสถานการณ์เหล่านี้ไปได้ด้วยดี ซึ่งยอมรับว่า รู้สึกเสียดาย ในการชิงไหวชิงพริบทางการเมือง ที่ทำให้เกิดการชะงักงัน ทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญและร่างกฎหมายที่ค้างในสภา ต้องตกไปทั้งหมดเมื่อยุบสภา สิ่งที่ตนอยากจะเรียกร้องถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ต้องมุ่งมั่นในการดำเนินภารกิจทั้ง 2 เรื่องให้เสร็จสิ้นด้วยดี แม้ว่าจะมีการเลือกตั้ง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า แม้กระทั่งรัฐบาลหรือตัวนายกรัฐมนตรี ต้องมาใช้เวลากับการรณรงค์หาเสียง การที่รัฐบาลไม่มีอำนาจเต็ม และต้องรักษาการจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่เข้ามา การตัดสินใจในนโยบายใหม่ๆ ก็คงทำไม่ได้ และอาจจะมีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ เพราะเมื่อเข้าสู่การเลือกตั้ง จะมีเรื่องของ กกต. มาเกี่ยวด้วย ถ้าเริ่มต้นวันนี้นายกรัฐมนตรีกับรัฐบาล จะดูแลภารกิจเหล่านี้ว่าจะไม่กระทบ หรือได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ส่วนเรื่องการเลือกตั้งก็ว่าไปตามกระบวนการของพรรคการเมือง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ดักทางรัฐบาลรักษาการลากยาวเลือกตั้งต้องยึดกฎหมาย

เมื่อถามว่า คิดว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ ที่รัฐบาลจะอาศัยช่วงนี้เป็นรัฐบาลรักษาการยาว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะไปลากยาวด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่ได้ ยกเว้นเท่าที่กฎหมายให้อำนาจไว้ อย่างกรณีที่ก่อนหน้านี้ที่มีการเลื่อนเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดศรีสะเกษ ก็เป็นไปตามกฎหมาย คือ กกต. เห็นแล้วว่าการจะเลือกตั้งในพื้นที่เหล่านั้น มันไม่สามารถจัดได้ เพราะต้องทำให้เกิดความมั่นใจว่าประชาชนมีส่วนร่วมด้วย เป็นอำนาจของ กกต. ที่จะเลื่อนการเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งทั่วไป ยังมองไม่เห็นว่ากฎหมายจะอนุญาตอย่างไร ส่วนที่เคยมีคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งทั่วไปต้องเลือกตั้งพร้อมกันทั่วประเทศ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเข้าใจว่า มีบทบัญญัติที่พยายามมาปรับ เพื่อแก้สถานการณ์ตรงนั้นอยู่ว่าในกรณีบางพื้นที่ ส่วนวิธีการจะเป็นอย่างไรก็คงเป็นหน้าที่และอำนาจของ กกต. ที่จะวินิจฉัย

อภิสิทธิ์ชี้ รัฐบาลรักษาการต้องยึดกฎหมาย

นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความเป็นไปได้ที่รัฐบาลรักษาการจะอยู่ในตำแหน่งยาวนาน โดยย้ำว่าการดำเนินการใด ๆ ต้องเป็นไปตามกรอบของกฎหมาย

สับสน ฝ่ายอยากแก้ รธน. กลับเลือกทางจบแบบนี้

เมื่อถามว่าการชิงยุบสภากะทันหันมองว่าพรรคภูมิใจไทยเอาเปรียบเพื่อนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนก็ไม่อยากถกเถียงว่า ใครเป็นคนผิดข้อตกลง แต่น่าเสียดายตามที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ออกแถลงการณ์ไปว่า ถ้าพรรคการเมืองจะพยายามหาทางออกร่วมกันผลักดันสิ่งที่เป็นเป้าหมายร่วมกันสักนิดก็จะหลีกเลี่ยงที่จะทำให้บางปัญหาที่เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศต้องได้รับผลกระทบไปด้วย ความได้เปรียบเสียเปรียบ มีอยู่แล้วตามเงื่อนไข เราให้ความเป็นธรรมกับนายกฯ เพราะนายกฯพูดมาตลอดว่าถ้าขยับอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อไหร่ เขาก็จะยุบสภา เพียงแต่ว่า ก่อนหน้านี้พรรคประชาชนก็ไม่ได้บอกว่า จะอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะเคยถูกสอบถามก็บอกว่ารัฐบาลยังไม่มีความผิดร้ายแรง แต่พอมีปัญหาเรื่องตกลงกันไม่ได้ เรื่องสาระของรัฐธรรมนูญเลยทำให้เป็นเหตุขึ้นมา ในใจผมก็นึกว่าถ้าเราเอาเรื่องที่เป็นปัญหาใหญ่มาเป็นตัวตั้งของประเทศแล้วคุยกันเสีย เผื่อหาทางออกได้มันก็น่าจะดีกว่านี้ แต่เมื่อถึงจุดนี้ก็ต้องเดินไปตามกระบวนการ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เมื่อถามว่าเสียดายหรือไม่ที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นๆ ที่ค้างอยู่ในสภาฯ ไม่สามารถออกมาได้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ทำให้ตนมีความรู้สึกสับสนนิดหน่อยว่าฝ่ายที่ต้องการผลักดันแก้ไขเพิ่มเติม หรือจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อยู่ดีๆ ก็เลือกเส้นทางทำให้มันจบลง แม้ว่าจะมีการเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้ทำประชามติ แต่จริงๆ แล้วตรงนี้ไม่ได้ช่วยให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญง่ายขึ้น เพราะจริงๆ แล้วก่อนหน้านี้คำถามที่ไปถามประชาชนจะไปถามพร้อมกับตัวร่างรัฐธรรมนูญที่เปิดโอกาสให้จัดทำใหม่ แม้มีการทำประชามติไปพร้อมกับการเลือกตั้งแล้วผ่าน ก็ยังต้องไปทำประชามติอีกรอบอยู่ดีในวันที่ไปแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 256 จริงๆ แล้วก็แปลกใจอยู่ว่าแทนที่จะพยายามหาทางออกก็ไปเลือกเส้นทางที่เหมือนกับมาตั้งต้นกันใหม่

สรุปแล้ว นายอภิสิทธิ์ได้กล่าวถึงความพร้อมของพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งที่จะมาถึง พร้อมทั้งแสดงความเสียดายต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนการยุบสภา และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการยึดหลักกฎหมายในการดำเนินการของรัฐบาลรักษาการ การดักทางรัฐบาลรักษาการลากยาวเป็นสิ่งที่สำคัญ และต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ดักทางรัฐบาลรักษาการลากยาวต้องยึดกฎหมาย ปชป. พร้อมเลือกตั้ง

“จุลพันธ์” จี้ ปชป.-ภท. รับผิดชอบ ชิงยุบสภา

“จุลพันธ์” จี้ “พรรคประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย” รับผิดชอบทั้งคู่ หลังฉีก MOA ชิงยุบสภา ลั่นจากนี้ไม่ถามหาความจริงใจรัฐบาล ขอให้ทำตามกฎหมาย หากเลื่อนเลือกตั้งอ้างเหตุชายแดนก็ให้ลองดู เชื่อประชาชนไม่รอ

เมื่อเวลา 08.49 น. วันที่ 12 ธันวาคม 2568 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ที่ทำการพรรคเพื่อไทย ถึงกรณีการยุบสภาผู้แทนราษฎรของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวานนี้ (11 ธันวาคม 2568) ว่า การตัดสินใจยุบสภาฯ ของนายกรัฐมนตรี ถือเป็นการขัดต่อหลักประชาธิปไตยและกระบวนการธรรมชาติ เมื่อเข้าสู่ดีลนี้กันแล้วก็จะมีแต่ความผิดพลาด สุดท้ายก็ปรากฏชัด ซึ่งพรรคเพื่อไทยสงสัยมาตลอด ในความจริงใจของรัฐบาลเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ไม่รู้พรรคประชาธิปัตย์เพิ่งเห็นหรืออย่างไร เพราะเราพยายามบอกมาตั้งแต่ต้น จนสุดท้ายก็ปรากฏชัดในรัฐสภาที่สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ยกมือให้ ด้วยเหตุผลว่าไม่สามารถคุยกับ สว. ได้ หากจะมีคนเชื่อก็คงมีแต่พรรคประชาธิปัตย์ เพราะพรรคการเมืองอื่นรู้อยู่แล้วว่ากระบวนการของ สว.กลุ่มนี้ มีความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทยอย่างไร ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องประหลาด

ส่วนที่พรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทยโยนกันไปมานั้น นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ก็ต้องรับผิดชอบกันทั้งคู่ แต่สำหรับพรรคเพื่อไทยขอแสดงความผิดหวังต่อรัฐบาล เพราะในสภาวะประเทศแบบนี้ ทั้งการปะทะชายแดน และน้ำท่วมที่ยังแก้ไขไม่เสร็จ รัฐบาลกลับปัดทิ้งภาระความรับผิดชอบ เลือกที่จะหนีการตรวจสอบด้วยการอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วยุบสภาฯ ทิ้งให้ประชาชนต้องเดือดร้อนต่อไป แม้จะมีกลไกของรัฐในการตรวจสอบ และทหารที่รับผิดชอบสถานการณ์ชายแดน

ขณะที่ความผิดหวังที่ 2 ที่พรรคเพื่อไทยรู้สึกคือพรรคประชาธิปัตย์ เพราะตั้งแต่การคุยกันกับหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มีการขอให้ชะลอการยื่นซักฟอก มาตรา 151 (อภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติ) แต่ยื่นข้อเสนอว่าหากลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 2 แล้วแพ้ จะเชื่อว่าความจริงใจของรัฐบาลไม่มี และจะมาร่วมกับพรรคเพื่อไทยในการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เป็นไปตามนั้น ตนมองว่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่พรรคประชาธิปัตย์ไว้วางใจพรรคภูมิใจไทยเป็นการปล่อยหนูเข้าป่า เปิดโอกาสให้รัฐบาลยุบสภาฯ หนีโดยไม่ทันได้ตรวจสอบ

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อไป ตนไม่แน่ใจว่าพรรคประชาธิปัตย์ตามเกมพรรคภูมิใจไทยไม่ทัน หรือคิดว่าวิธีการนี้จะดีกว่าหรือไม่ พรรคประชาธิปัตย์อยากจะให้ยุบสภาฯ เพื่อเลือกตั้ง แทนการตรวจสอบรัฐบาล เพราะหากตรวจสอบจะมีหลายเรื่อง ทั้งเขากระโดง การฮั้ว สว. การทุจริตคอร์รัปชัน MotoGP ซึ่ง 2 เดือนที่ผ่านมาคนไทยไม่ได้อะไรเลย แต่คนที่ได้เต็มๆ คือพรรคภูมิใจไทย ที่ได้สั่งสมกำลังความแข็งแกร่งของกลุ่มอนุรักษ์นิยม ที่สำคัญคือได้โยกย้ายข้าราชการเตรียมไว้สำหรับการเลือกตั้ง แต่คนไทยได้รัฐบาลบริหารประเทศล้มเหลว ตั้งแต่น้ำท่วมยันชายแดน และขอให้ทั้งพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาธิปัตย์ต้องรับผิดชอบทั้งคู่

ผู้สื่อข่าวถามว่าการยุบสภาฯ ในสถานการณ์ตอนนี้ถือว่าเป็นการเตะหมูเข้าปากหนูหรือไม่ นายจุลพันธ์ ตอบว่า ทางพรรคเพื่อไทยเตรียมพร้อมเลือกตั้งแล้ว วันนี้ขอแจ้งกับประชาชนว่าอย่าเพิ่งสิ้นหวัง และจะใช้วิธีการเลือกตั้งนำประเทศกลับสู่เส้นทางที่ถูกต้อง

ส่วนการเลือกตั้งในครั้งนี้อาจจะมีกระแสคลั่งชาติจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชานั้น นายจุลพันธ์ ระบุ ไม่ว่ากระแสใดก็ต้องฝ่าฟันไป และขอย้ำถึงจุดยืนที่มั่นคงของพรรค ในประเด็นคำถามว่าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาจะกระทบต่อการเลือกตั้งหรือไม่ นายจุลพันธ์ ยอมรับว่ามีการพูดคุยกันว่าจะมีการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปในกรณีที่ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้พร้อมกันทั่วประเทศ ซึ่งเมื่อวานนี้ (11 ธันวาคม) สส.พรรคภูมิใจไทยพยายามพูดถึงเรื่องนี้ทั้งวัน

ทั้งนี้ ขอเรียนว่ากลไกของรัฐธรรมนูญไม่มีอะไรที่ทำให้สะดุดหรือติดขัด รัฐธรรมนูญกำหนดชัดต้องเลือกตั้งภายใน 45-60 วัน โดยตามกำหนดแล้วอาจจะเป็นวันที่ 1 กุมภาพันธ์ หรือ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อให้ทันต่อกรอบเวลาและคำถามประชามติ ก็คาดว่าจะเป็นวันที่ 8 กุมภาพันธ์ หากประกาศให้มีการเลือกตั้งทั้งประเทศแล้ว กฎหมายการเลือกตั้งก็กำกับไว้ว่า ในกรณีที่พื้นที่ใดมีเหตุฉุกเฉินหรือจำเป็น เช่น สงคราม มีการปะทะ หรือภัยพิบัติ เหตุฉุกเฉินเหล่านั้นจะสามารถทำให้หน่วยการเลือกตั้งของพื้นที่เลื่อนการเลือกตั้งเฉพาะพื้นที่นั้นได้ จะไม่กระทบต่อการเลือกตั้งภาพรวมทั้งหมดของประเทศ

หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เผยต่อไป ตนยังมองไม่ออกว่ารัฐบาลมีความประสงค์ที่จะดำเนินการเลือกตั้งอย่างไร จะใช้ช่องกฎหมายใด ซึ่งต่อให้มีการดำเนินการจริง ตนก็ขอย้ำว่าการเลือกตั้งสามารถเดินหน้าต่อได้ตามกฎหมาย แต่หากพรรคภูมิใจไทยจะทำก็เรียนเชิญหาช่องทางทางกฎหมายทำเลย แต่มันคือความพังพินาศของท่าน เพราะประชาชนจะไม่รอด้วย

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า มีการตั้งข้อสงสัยหรือไม่กรณีสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา อาจจะเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคการเมืองใด นายจุลพันธ์ ตอบว่า ในประเด็นนี้ขอทุกคนอย่าคิดมาก นาทีนี้ควรส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทหารชายแดนและประชาชนในพื้นที่ที่อพยพไปยังศูนย์ลี้ภัยแล้ว พรรคเพื่อไทยก็พร้อมให้ความช่วยเหลือ

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่าการยุบสภาฯ จะมีผลต่อการปราบสแกมเมอร์ให้หยุดชะงักหรือไม่นั้น นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ในส่วนนี้การดำเนินการของภาครัฐก็ดำเนินการต่อไปอย่าให้สะดุดหรือติดขัด ส่วนของรัฐบาลรักษาการก็ดำเนินการบริหารได้ เมื่อมีรัฐบาลใหม่ก็ทำงานต่อ ไม่ได้ทำให้การแก้ไขปัญหาใดๆ ยุติลง โดยผู้สื่อข่าวถามต่อหลังจากนี้จะมองเห็นความจริงใจสุดท้ายของรัฐบาลชุดนี้ในเรื่องการทำคำถามประชามติหรือไม่ นายจุลพันธ์ บอกว่า ไม่มีปัญหาอะไร สุดท้ายแล้วสมาชิกสภาต้องคุยกัน เพื่อเร่งให้มีการผ่านญัตติคำถามที่ 1 ว่าเห็นควรที่จะมีการให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ ซึ่งเมื่อวานนี้ก็ได้เร่งผ่านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ไม่ใช่เวลาถามถึงความจริงใจของรัฐบาล เมื่อมีคำถามประชามติส่งไปจากรัฐสภาไปยังรัฐบาล ตามกฎหมายรัฐบาลจะต้องดำเนินการ ไม่ใช่ถามหาความจริงใจ เพราะว่าความจริงใจของเขาหมดไปตั้งแต่เข้าสู่ MOA และการลงมติมาตรา 256/28 เมื่อวานนี้.

“จุลพันธ์” จี้ ปชป.-ภท. รับผิดชอบ ชิงยุบสภา

สรุปแล้ว สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความร้อนแรง และพรรคเพื่อไทยก็พร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือประชาชนต้องไม่สิ้นหวัง และร่วมกันนำพาประเทศกลับสู่เส้นทางที่ถูกต้อง

อนาคตจะเป็นอย่างไร หลัง “จุลพันธ์” จี้ ปชป.-ภท. รับผิดชอบ ชิงยุบสภา

การที่นายจุลพันธ์ออกมาจี้ให้พรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทยรับผิดชอบต่อการยุบสภา แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล การที่พรรคเพื่อไทยเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น เป็นการส่งสัญญาณว่าพรรคพร้อมที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศ และนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน สิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือการที่ประชาชนทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมือง และเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ของนายจุลพันธ์ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงของพรรคเพื่อไทยในการที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศ และนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน พรรคเพื่อไทยมีความพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และนำมาปรับปรุงนโยบายของพรรคให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนมากที่สุด

สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่มาก แต่สิ่งที่แน่นอนคือพรรคเพื่อไทยจะยังคงเดินหน้าต่อไปในการที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศ และนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนทุกคนต้องร่วมกันตัดสินใจทางการเมือง และเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

การที่พรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทยต้องรับผิดชอบต่อการยุบสภา แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศ และการที่พรรคการเมืองต้องมีความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง พรรคเพื่อไทยจะยังคงยืนหยัดในหลักการธรรมาภิบาล และความโปร่งใสในการบริหารประเทศ

ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่ประชาชนทุกคนต้องออกมาใช้สิทธิของตนเองในการเลือกตั้ง และเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้ ที่มา – “จุลพันธ์” จี้ ปชน.-ภท. ต้องรับผิดชอบ ปมฉีก MOA ชิงยุบสภา ย้ำเพื่อไทยพร้อมเลือกตั้ง

รัฐบาลมีอำนาจเต็ม: นัด กกต. ถกเลือกตั้ง

การเมืองไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หลังจากมีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร หลายคนอาจสงสัยว่ารัฐบาลรักษาการมีอำนาจมากน้อยแค่ไหน และการเลือกตั้งครั้งหน้าจะมีทิศทางอย่างไร บทความนี้จะมาสรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับอำนาจของรัฐบาลรักษาการ และการเตรียมการสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

รัฐบาลมีอำนาจเต็ม เว้นอนุมัติโครงการใหม่-แต่งตั้งโยกย้าย นัด กกต. 15 ธ.ค. ถกเลือกตั้ง

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร ว่าจะไม่มีการประชุม ครม. นัดพิเศษ แต่จะเป็นการประชุม ครม. ตามปกติในวันที่ 16 ธันวาคม

นายบวรศักดิ์ ยังได้อธิบายถึงแนวทางปฏิบัติของรัฐบาลรักษาการ โดยเน้นย้ำว่ารัฐบาลยังมีอำนาจเต็มที่ในการบริหารประเทศ ยกเว้น 2 ข้อห้ามสำคัญ คือ ห้ามทำโครงการใหม่ที่ผูกพัน ครม. ชุดใหม่ และห้ามนำทรัพยากรของรัฐไปใช้เพื่อประโยชน์ในการหาเสียงเลือกตั้ง

ประเด็นสำคัญที่ต้องหารือกับ กกต. เกี่ยวกับการเลือกตั้ง

นอกจากข้อห้ามข้างต้น รัฐบาลรักษาการยังมีเรื่องที่ต้องหารือกับ กกต. (คณะกรรมการการเลือกตั้ง) ได้แก่

  • โครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2: จะสามารถอนุมัติให้ดำเนินการได้หรือไม่ เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ
  • การประชุม ครม. สัญจรที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา: สามารถจัดได้หรือไม่ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของหาดใหญ่
  • การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ: ต้องขออนุมัติจาก กกต.
  • การใช้งบประมาณ งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น: ต้องขออนุมัติจาก กกต.

ทั้งนี้ รัฐบาลจะนัดประชุมกับ กกต. ในวันจันทร์ที่ 15 ธันวาคมนี้ เพื่อหารือถึงเรื่องการเลือกตั้งและการดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

การจัดทำคำถามประชามติ

นายบวรศักดิ์ ยังกล่าวถึงการจัดทำคำถามประชามติ ซึ่งจะมี 2 ข้อ คือ

  1. คำถามว่าเห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่
  2. ครม. สามารถถามเองได้ว่าเห็นชอบหรือยกเลิก MOU ปีไหน หรือไม่

นอกจากนี้ นายบวรศักดิ์ ยังกล่าวว่าการกำหนดวันเลือกตั้งไม่จำเป็นต้องเป็น 60 วันเป๊ะ หากมีความจำเป็นด้วยเหตุผลเรื่องงบประมาณ ครม. สามารถกำหนดวันใหม่ได้

สรุปอำนาจรัฐบาลรักษาการกับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

โดยสรุปแล้ว รัฐบาลรักษาการยังมีอำนาจเต็มที่ในการบริหารประเทศ แต่มีข้อจำกัดบางประการที่ต้องปฏิบัติอย่างระมัดระวัง เพื่อให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม การหารือกับ กกต. ในวันที่ 15 ธันวาคมนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้รัฐบาลและ กกต. สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น และนำพาประเทศไปสู่การเลือกตั้งที่เรียบร้อย

การเมืองไทยในขณะนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งจึงเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคน เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจเลือกผู้แทนของเราได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

ที่มา – รัฐบาลมีอำนาจเต็ม เว้นอนุมัติโครงการใหม่-แต่งตั้งโยกย้าย นัด กกต. 15 ธ.ค. ถกเลือกตั้ง

รัฐสภาโหวต ส่งคำถามทำประชามติรัฐธรรมนูญใหม่

ที่ประชุมรัฐสภาลงมติเห็นชอบให้ส่งคำถามไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขอความเห็นชอบจากประชาชนว่าจะให้มีการจัดทำประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ก่อนที่ “วันนอร์” จะสั่งปิดการประชุม

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ในการประชุมร่วมรัฐสภาสมัยวิสามัญ มีการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช …. ในวาระ 2 ภายหลังจากที่นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ได้ขอหารือต่อที่ประชุมเพื่อขอถอนรายงานของคณะกรรมาธิการ เพื่อนำไปปรับปรุงมาตราอื่น ๆ ให้สอดคล้องกับมาตรา 256/28 และสมาชิกได้เสนอญัตติขอให้เลื่อนการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมออกไปก่อน ซึ่งที่ประชุมได้เห็นชอบให้เลื่อนออกไปก่อนหน้านี้แล้ว

จากนั้น ที่ประชุมได้ยื่นญัตติด่วน ขอให้ที่ประชุมรัฐสภาส่งคำถามไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อสอบถามความเห็นชอบของประชาชนว่าจะให้มีการจัดทำประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ หรือจะมีการทำประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในวันเลือกตั้ง ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเห็นด้วย 491 เสียง ไม่เห็นด้วย 1 เสียง และงดออกเสียง 9 เสียง

รัฐสภาโหวตเห็นชอบส่งคำถามไปยัง ครม. ขอทำประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ต่อมาในเวลา 23.16 น. นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ได้ขอให้สมาชิกรัฐสภายืนขึ้นเพื่อรับพระบรมราชโองการปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ พร้อมให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรอ่านพระราชกฤษฎีกาปิดสภาสมัยวิสามัญ ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

โดยที่ได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสมัยประชุมวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ.2568 ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568 นั้น บัดนี้สมควรที่จะให้ปิดประชุมสมัยวิสามัญดังกล่าว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 122 และมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกา ปิดประชุมสมัยประชุมวิสามัญ ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2568 ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

ทำไมต้องทำประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

การผลักดันให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญทางการเมืองที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อแก้ไขข้อบกพร่อง และปรับปรุงเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ให้มีความเป็นประชาธิปไตย และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนมากยิ่งขึ้น การทำประชามติจึงเป็นขั้นตอนสำคัญ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ว่าสมควรที่จะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

กระบวนการหลังจากนี้คือ คณะรัฐมนตรีจะต้องพิจารณาคำถามที่รัฐสภาส่งมา และดำเนินการจัดการลงประชามติ หากผลการลงประชามติออกมาว่าประชาชนเห็นชอบ ก็จะนำไปสู่การจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เพื่อดำเนินการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ การมีส่วนร่วมของประชาชนจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูล หากมีการจัดประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ที่มา – รัฐสภาโหวตเห็นชอบส่งคำถามไปยัง ครม. ขอทำประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

“เท้ง” ยัน “ภูมิใจไทย” ไม่ทำตามเอ็มโอเอ

“เท้ง” ยืนยัน “ภูมิใจไทย” ไม่ปฏิบัติตามเอ็มโอเอ พลิกมติหน้างาน ไม่เชื่อโน้มน้าวสว.ไม่ได้ ยังพอใจอย่างน้อยคำถามประชามติข้อ 1 ผ่านสภา หวังครม.นำไปปฏิบัติ

เมื่อเวลา 23.27 น. วันที่ 11 ธ.ค. 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ยืนยันไม่สามารถยอมรับอำนาจของสว.ในการร่วมโหวตร่างรัฐธรรมนูญได้ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยก็รู้จุดยืนของพรรคประชาชนดีอยู่แล้ว จึงอยากให้ประชาชนร่วมติดตามในการทำหน้าที่ว่าเอ็มโอเอที่ถูกฉีกเกิดจากใครกันแน่ ยืนยันพยายามทำตามกรอบที่จำกัดภายในอำนาจที่มีอยู่ ทุกจังหวะย่างก้าวเราพยายามใช้ทุกเสียงที่เรามีผลักดันอย่างเต็มที่ ตั้งแต่ได้เป็นร่างหลัก เป็นร่างที่ยังพอรับได้

แต่สิ่งที่ได้คุยกับสมาชิกพรรคภูมิใจไทยบางส่วนก็รู้สึกผิดหวังไม่อยากให้เป็นแบบนี้ มีการปรับหน้างานให้เป็นแบบนี้ทั้งที่มีมติวิปกันไปแล้ว หลังจากนี้จะไว้ใจภูมิใจไทยได้อีกหรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า วันนี้ชัดแล้วว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไข เหตุการณ์ที่ทุกคนบอกว่าเกิดขึ้นหน้างาน แต่อย่างน้อยวันนี้คำถามประชามติครั้งที่1 ยังผ่านที่ประชุมร่วมรัฐสภาได้ อย่างน้อยคณะรัฐมนตรีควรจะมีมติทำประชามติ

หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวอีกว่า เอ็มโอเอคือสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน เราไม่ได้ตัดสินใจบนความเชื่อใจกันอย่างเดียว แต่ตัดสินใจด้วยข้อตกลงเอ็มโอเอ ขอย้ำว่ามติก่อนหน้านี้ก็ยืนตามกมธ.เสียงข้างมาก ต้องถามกลับไปยังภูมิใจไทยว่าทำไมจู่ๆถึงเปลี่ยนมติ

เมื่อถามว่าภราดร ปริศนานันทกุล บอกไม่สามารถสั่งสว.ได้ เชื่อหรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาชนบอกว่าต้องไปดูว่าทำไมสามารถผ่านวาระหนึ่งมาได้ หากบอกว่าไม่สามารถโน้มน้าวได้ ในมุมหนึ่งหากโหวตตามกมธ.เสียงข้างมาก ยังเหลือเวลาอีก 15 วันในการทำความเข้าใจกับสว. ก็น่าจะเป็นโอกาสที่ดีกว่า

“เท้ง” ยืนยัน “ภูมิใจไทย” ไม่ปฏิบัติตามเอ็มโอเอ ไม่เชื่อโน้มน้าว สว. ไม่ได้

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนระอุ ล่าสุด “เท้ง” ออกมายืนยันว่าพรรค “ภูมิใจไทย” ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงเอ็มโอเอ (Memorandum of Agreement) ที่ได้ให้ไว้ก่อนหน้านี้ ประเด็นนี้สร้างความไม่พอใจและเกิดคำถามถึงความน่าเชื่อถือของพรรคภูมิใจไทยในการร่วมงานทางการเมืองต่อไปในอนาคต

ทำไม “เท้ง” ถึงยืนยันว่า “ภูมิใจไทย” ไม่ปฏิบัติตามเอ็มโอเอ?

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมากล่าวถึงกรณีดังกล่าว โดยระบุว่าพรรคภูมิใจไทยได้มีการ “พลิกมติหน้างาน” ซึ่งขัดแย้งกับข้อตกลงที่เคยมีร่วมกันไว้ก่อนหน้านี้ หัวหน้าพรรคประชาชนยังแสดงความผิดหวังต่อการกระทำดังกล่าว และตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของพรรคภูมิใจไทยในอนาคต

การออกมาให้สัมภาษณ์ของ “เท้ง” ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงรอยร้าวที่เกิดขึ้นระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล และอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลในภาพรวม การที่พรรคการเมืองหนึ่งออกมากล่าวหาอีกพรรคหนึ่งอย่างตรงไปตรงมาถึงการไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง ถือเป็นสัญญาณที่ไม่ดีนักสำหรับการทำงานร่วมกันในอนาคต

นอกจากประเด็นเรื่องการไม่ปฏิบัติตามเอ็มโอเอแล้ว “เท้ง” ยังได้กล่าวถึงอำนาจของ สว. ในการร่วมโหวตร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความขัดแย้งในวงกว้าง พรรคประชาชนมีความชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับการที่ สว. มีอำนาจในการโหวตร่างรัฐธรรมนูญ และมองว่าการกระทำของพรรคภูมิใจไทยเป็นการยอมรับอำนาจดังกล่าว

แม้จะมีความขัดแย้งเกิดขึ้น แต่ “เท้ง” ก็ยังแสดงความพอใจที่อย่างน้อยคำถามประชามติข้อที่ 1 ได้ผ่านการพิจารณาของรัฐสภา และหวังว่าคณะรัฐมนตรีจะนำไปปฏิบัติจริง การทำประชามติถือเป็นกระบวนการสำคัญในการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเรื่องสำคัญของประเทศ

สิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ทำให้เกิดคำถามตามมามากมายเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของประเทศไทย ความน่าเชื่อถือของพรรคการเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล และบทบาทของ สว. ล้วนเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้อาจส่งผลกระทบต่ออนาคตของประเทศในวันหน้า

การที่พรรคภูมิใจไทยถูกกล่าวหาว่า “ไม่ปฏิบัติตามเอ็มโอเอ” ย่อมส่งผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของพรรคในสายตาประชาชนและพรรคการเมืองอื่นๆ การแก้ไขสถานการณ์ในครั้งนี้ถือเป็นความท้าทายสำคัญสำหรับพรรคภูมิใจไทยว่าจะสามารถเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้อย่างไร

สถานการณ์นี้ยังเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองทุกคนว่า การรักษาคำพูดและปฏิบัติตามข้อตกลงที่ให้ไว้ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจจากประชาชน หากนักการเมืองไม่สามารถรักษาคำพูดได้ ก็ยากที่จะได้รับการสนับสนุนและความเคารพจากประชาชน

มาร่วมกันติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด และร่วมกันสร้างสังคมที่นักการเมืองมีความรับผิดชอบและเคารพในคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน

ที่มา – “เท้ง” ยืนยัน “ภูมิใจไทย” ไม่ปฏิบัติตามเอ็มโอเอ ไม่เชื่อโน้มน้าว สว. ไม่ได้

“แนน บุณย์ธิดา” ยัน ภูมิใจไทย ไม่พลิก MOA

“แนน บุณย์ธิดา” ลั่น “ภูมิใจไทย” ไม่ได้พลิก MOA แม้แต่ข้อเดียว ย้ำเรายังยืนอยู่บนเส้นทางตามข้อตกลงทุกอย่าง อย่ากล่าวหาผิดๆ พอไม่ได้ดั่งใจ ก็อย่ามางอแงจะเอาทุกอย่าง

วันที่ 11 ธันวาคม 2568 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก แนน สมชัย ระบุว่า “ภูมิใจไทย ไม่ได้พลิก MOA แม้แต่ข้อเดียว เรายังยืนอยู่บนเส้นทางตามข้อตกลงทุกอย่าง อย่ากล่าวหาเราผิดๆ พอไม่ได้ดั่งใจ ก็อย่ามางอแงจะเอาทุกอย่าง”

“แนน บุณย์ธิดา” ลั่น ภูมิใจไทย ไม่พลิก MOA

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดในขณะนี้ คงหนีไม่พ้นเรื่องของข้อตกลงหรือ Memorandum of Agreement (MOA) ซึ่งเป็นประเด็นละเอียดอ่อนและมีความสำคัญต่อเสถียรภาพทางการเมืองและการบริหารประเทศ หลายฝ่ายต่างออกมาแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ และตั้งข้อสังเกตต่างๆ นานา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีข่าวลือหรือกระแสข่าวที่ไม่เป็นความจริงแพร่สะพัดออกไป อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและความสับสนในหมู่ประชาชนได้

ล่าสุด นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแสดงความชัดเจนในประเด็นดังกล่าว โดยเน้นย้ำว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ได้มีการพลิก MOA แม้แต่ข้อเดียว และยังคงยืนอยู่บนเส้นทางตามข้อตกลงที่ได้ให้ไว้ นางสาวแนน บุณย์ธิดา ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อสื่อสารไปยังประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยมีเนื้อหาที่ชัดเจนและตรงไปตรงมา เพื่อป้องกันการบิดเบือนข้อมูลและความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น

ความสำคัญของการรักษาข้อตกลง MOA

การรักษาข้อตกลง MOA ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อพรรคการเมืองและนักการเมือง การที่พรรคภูมิใจไทยออกมาแสดงความยืนยันว่าจะยึดมั่นในข้อตกลงเดิม จึงเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าพรรคให้ความสำคัญกับการรักษาคำมั่นสัญญาและพร้อมที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ให้ไว้

อย่างไรก็ตาม การออกมาปฏิเสธและยืนยันความบริสุทธิ์ของพรรค อาจยังไม่เพียงพอที่จะคลายความสงสัยของประชาชนได้ทั้งหมด สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการที่พรรคภูมิใจไทยจะต้องแสดงให้เห็นถึงการกระทำที่เป็นรูปธรรม และสามารถพิสูจน์ได้ว่าการดำเนินงานของพรรคเป็นไปตามข้อตกลง MOA อย่างแท้จริง การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส การให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนแก่ประชาชน และการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและคลายความกังวลของประชาชนได้

สิ่งที่ต้องจับตาต่อไป: การเคลื่อนไหวของพรรคภูมิใจไทยหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร จะมีการดำเนินการใดๆ ที่เป็นการยืนยันถึงการปฏิบัติตาม MOA อย่างแท้จริงหรือไม่ และที่สำคัญที่สุด ประชาชนจะให้การตอบรับต่อท่าทีและการดำเนินการของพรรคภูมิใจไทยอย่างไร ทั้งหมดนี้ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

บทสรุป: เรื่องราวของข้อตกลง MOA และท่าทีของพรรคภูมิใจไทยเป็นประเด็นที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการรักษาคำมั่นสัญญาในทางการเมือง การที่พรรคการเมืองและนักการเมืองสามารถสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับประชาชนได้ จะนำไปสู่การเมืองที่มีเสถียรภาพและสามารถพัฒนาประเทศชาติได้อย่างยั่งยืน ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ของ “แนน บุณย์ธิดา” จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและควรค่าแก่การติดตามอย่างใกล้ชิดว่าจะมีผลกระทบต่อการเมืองไทยอย่างไรต่อไป

ที่มา – “แนน บุณย์ธิดา” ลั่นอย่ากล่าวหาผิดๆ “ภูมิใจไทย” ไม่ได้พลิก MOA แม้แต่ข้อเดียว

พรรคประชาชนล่าชื่อ! อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

พรรคประชาชนเดินเกมล่าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 แบบลงมติ

เมื่อเวลา 19.40 น. วันที่ 11 ธ.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงาน บรรยากาศจากอาคารรัฐสภา ว่า ภายหลังจากที่โหวต มาตรา 256/28 ที่มติที่ประชุมรัฐสภา ไม่เห็นด้วยกับกมธ.เสียงข้างมาก ในการใช้เสียงกึ่งหนึ่งของที่ประชุมรัฐสภา เห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยให้กลับไปใช้เสียงสว.1ใน3 มีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีเสียงสส.พรรคภูมิใจไทย ไปร่วมโหวตพลิกมติกมธ.เสียงข้างมากด้วยนั้น ล่าสุด เวลา 20.00 น. ทางแกนนำพรรคปชน.ได้ตามตัว สส.พรรคปชน. ให้ไปร่วมลงชื่อเพื่อเสนอญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 แบบลงมติ ทันที

พรรคประชาชนเดินเกมล่าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

สถานการณ์ทางการเมืองร้อนระอุขึ้นอีกครั้ง เมื่อพรรคประชาชน (ปชน.) เริ่มต้นเดินหน้ากระบวนการสำคัญทางการเมือง นั่นคือการล่าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นภายใต้บริบททางการเมืองที่ซับซ้อน และมีนัยสำคัญต่อเสถียรภาพของรัฐบาลปัจจุบัน

การตัดสินใจของพรรค ปชน. ในการผลักดันญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนี้ เป็นผลมาจากการพิจารณาถึงปัญหาและความท้าทายต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือการบริหารราชการแผ่นดิน พรรคฝ่ายค้านมักจะใช้กลไกของการอภิปรายไม่ไว้วางใจเพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล เปิดเผยข้อผิดพลาด และนำเสนอทางเลือกเชิงนโยบายให้กับประชาชน

เหตุผลเบื้องหลังการล่าชื่อเสนอญัตติ

มีหลายเหตุผลที่อาจเป็นแรงจูงใจให้พรรค ปชน. ตัดสินใจเดินหน้าในครั้งนี้ ประการแรกคือ ความไม่พอใจต่อการดำเนินงานของรัฐบาลในบางประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน หรือต่อผลประโยชน์ของประเทศ ประการที่สองคือ การต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าพรรคฝ่ายค้านยังคงทำหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจอย่างแข็งขัน

การเสนอญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เสียงสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนหนึ่งตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ดังนั้น การล่าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล จึงเป็นขั้นตอนสำคัญในการรวบรวมเสียงสนับสนุนจาก สส. ฝ่ายค้านและ สส. จากพรรคร่วมรัฐบาลบางส่วนที่อาจมีความเห็นไม่ตรงกับรัฐบาลในบางประเด็น

การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นโอกาสสำคัญที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะได้ซักถามข้อเท็จจริงจากรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายและการดำเนินงานของรัฐบาลอย่างเปิดเผย การอภิปรายอาจนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขนโยบาย หรืออาจนำไปสู่การลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี หรือทั้งคณะรัฐบาล หากมีเสียงสนับสนุนเพียงพอ

ผลของการล่าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ครั้งนี้ จะมีผลต่อเสถียรภาพทางการเมือง และความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าผลการลงมติจะเป็นอย่างไร การอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ถือเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา

การเมืองไทยยังคงต้องจับตาดูสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด เพราะการเคลื่อนไหวของพรรค ปชน. อาจจุดประกายการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา – พรรคประชาชนเดินเกมล่าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

ถกแก้รัฐธรรมนูญ: ตัดเสียง สว. วุ่น! สว.ประเทืองขู่

การถกเถียงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังคงเป็นประเด็นร้อนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสิทธิ์ สว. ในการลงมติ ซึ่งนำไปสู่การโต้เถียงอย่างเผ็ดร้อนระหว่าง สส. และ สว. ประเด็นสำคัญอยู่ที่การลดเสียงของ สว. 1 ใน 3 ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำให้เกิดความกังวลว่าจะเปิดช่องให้เผด็จการรัฐสภาหวนคืนมา

ถกแก้รัฐธรรมนูญ: โต้กันเดือดเรื่องการตัดเสียง สว.

ในการประชุมร่วมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ได้มีการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม ในวาระ 2 โดยมีประเด็นสำคัญคือ มาตรา 256/28 ที่เกี่ยวข้องกับการให้ความเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

สว. หลายท่านได้ออกมาอภิปรายโดยมีแนวทางเดียวกันคือ ต้องการให้คงเสียงของ สว. 1 ใน 3 ไว้ในการให้ความเห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยให้เหตุผลเพื่อป้องกันการใช้เสียงข้างมากลากไปจนเกิดเผด็จการรัฐสภา และเป็นการยึดหลักการคำนึงถึงเสียงข้างน้อย นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. ได้อภิปรายว่า การมีเสียง สว. 1 ใน 3 จะสร้างดุลยสภาใน 4 ด้าน ได้แก่ ป้องกันเผด็จการรัฐสภา, เป็นหลักประกันคุณภาพในการแก้กติกาประเทศ, รัฐธรรมนูญต้องแก้ไขยากกว่ากฎหมายทั่วไป, และเป็นไปตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

นางสาวรัชนีกร ทองทิพย์ สว. กล่าวว่า สว. มาจากผู้เชี่ยวชาญแต่ละกลุ่มอาชีพ ไม่ได้มาจากกลุ่มการเมือง การร่างรัฐธรรมนูญจึงจำเป็นต้องมีเสียง 1 ใน 3 ของ สว.

ในขณะที่ นายขจิตร ชัยนิคม สส. กล่าวว่า การใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภามีความชอบธรรมแล้ว และไม่ควรตัดสินด้วยเสียงเพียง 1 ใน 3 ของ สว.

นายภัณฑิล น่วมเจิม สส. กล่าวว่า อย่าให้ประชาชนตีตราว่าเป็นตัวถ่วงรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้นับเสียง สส. สว. 1 เสียงเท่ากัน

นางสาวภิญญาพัชร์ ศันสนีย์ชีวิน สว. กล่าวว่า การตัดอำนาจ สว. เป็นสิ่งที่ยอมไม่ได้ และจะทำให้เกิดเผด็จการเสียงข้างมาก

น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. กล่าวว่า การมีเสียง สว. 1 ใน 3 เป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเป็นการขโมยอำนาจประชาชน

สส.-สว. โต้กันเดือด เรื่องถกแก้รัฐธรรมนูญ

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส. กล่าวว่า สว. ก็เป็นนักการเมือง และอำนาจสูงสุดเป็นของปวงชนชาวไทย

นางสาวรัชนีกร โต้ตอบว่า เพิ่งมาเป็นนักการเมือง และไม่ใช่นักการเมืองที่เป็นตลอดปีตลอดชาติ

นพ.ทศพร เสรีรักษ์ สส. กล่าวว่า การที่กรรมาธิการอ้างว่า สส. มองแต่คะแนนเสียง สว. มองแต่บ้านเมือง เป็นการดูถูก สส.

ในการประชุมได้เกิดการประท้วงไปมาระหว่าง สส. และ สว.

นายประเทือง มนตรี สว. กล่าวประท้วงว่า “ซ้ำซาก วนไปวนมา พวกท่านไม่ต้องคิดมาก ไปคิดคืนนี้ คิดว่าในวาระ 3 ถ้าทำอย่างนี้ ท่านคิดว่าจะได้เสียงจาก สว. หรือไม่ ขอให้ไปคิดตริตรองดูให้ดี”

นายจิรัฏฐ์ กล่าวว่า ต้องเคารพเสียงข้างมากของระบอบประชาธิปไตย

ประเด็นการถกแก้รัฐธรรมนูญยังคงเป็นที่สนใจของประชาชน

กมธ. ฝ่ายค้านแจง เสียงข้างมากใช้กันทั่วโลก

นางสาวขัตติยา สวัสดิผล สส. กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการคงไว้ซึ่งเสียงของ สว. 1 ใน 3 และยืนยันว่าหลักการเสียงข้างมากใช้กันทั่วโลก

นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส. กล่าวว่า กติกาที่มีอยู่ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญยากมาก และต้องการให้ประเทศพ้นจากความล้าหลัง

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. กล่าวว่า จะต้องมีการทำประชามติถึง 3 ครั้งเพื่อถามความเห็นชอบจากประชาชน

การถกแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะผลลัพธ์จะส่งผลต่ออนาคตของประเทศในหลายด้าน การมีส่วนร่วมของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นและการตัดสินใจจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้รัฐธรรมนูญที่ถูกแก้ไขเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง การถกแก้รัฐธรรมนูญยังคงดำเนินต่อไป พร้อมกับการโต้เถียงที่ดุเดือด

ที่มา – ถกแก้รธน. โต้กันเดือดตัดเสียง สว. 1 ใน 3 “สว.ประเทือง” ขู่ให้รอดู วาระ 3

Scroll to top