แก้รัฐธรรมนูญ

ยิ่งชีพ ไอลอว์ ขอบคุณประชาชนช่วย 2 ล้าน สู้คดีฮั้ว สว.

ยิ่งชีพ ไอลอว์ ขอบคุณประชาชนช่วย 2 ล้าน สู้คดีฮั้ว สว.

กลายเป็นเรื่องราวที่สร้างความอุ่นใจให้กับนักกิจกรรมภาคประชาสังคมอย่างมาก เมื่อ “ยิ่งชีพ อัชฌานนท์” ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ “ไอลอว์” (iLaw) ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อขอบคุณพลังของพี่น้องประชาชนที่ร่วมกันบริจาคเงินสมทบทุนเพื่อใช้ในการต่อสู้คดีหลังถูกฟ้องในกรณีฮั้วเลือก สว.

เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงน้ำใจของคนที่อยากเห็นความโปร่งใสในบ้านเมือง แต่ยังเป็นการตอกย้ำว่ามีประชาชนจำนวนมากที่พร้อมจะเป็นแรงหนุนให้กับการทำงานของไอลอว์ ยิ่งชีพ ไอลอว์ ขอบคุณประชาชนช่วย 2 ล้าน สู้คดีฮั้ว สว. และยืนยันชัดเจนว่าเงินทุกบาทที่ได้รับบริจาคเข้ามาจะถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ในการต่อสู้คดีตามความประสงค์ของผู้บริจาคอย่างโปร่งใสที่สุด

สถานการณ์การเงินในการต่อสู้คดี

สำหรับประเด็นเงินบริจาคจำนวนกว่า 2 ล้านบาทที่ได้รับมานั้น ยิ่งชีพได้ชี้แจงให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนว่า ในขั้นตอนนี้ยอดเงินดังกล่าวเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในเรื่องของค่าเดินทาง ค่าทนายความ รวมถึงการเตรียมเอกสารต่างๆ ที่จำเป็นในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์แล้ว โดยเขาระบุว่า:

  • เงินทุกบาทที่โอนเข้าบัญชีจะใช้เพื่อการต่อสู้คดีเท่านั้น
  • ไม่นำไปใช้ในกิจกรรมอย่างอื่นเพื่อป้องกันข้อครหา
  • เงินที่เหลือจะถูกเก็บไว้เป็นกองทุนสำหรับเพื่อนร่วมอุดมการณ์คนอื่นๆ ที่อาจถูกฟ้องจากการตรวจสอบการเลือกตั้งในอนาคต

แม้ว่าคดีความจะยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องและไม่รู้จุดสิ้นสุด แต่เขาก็แสดงความมั่นใจว่าด้วยงบประมาณและการสนับสนุนที่มีอยู่ จะช่วยทำให้เขาผ่านพ้นอุปสรรคทางกฎหมายเหล่านี้ไปได้ด้วยดี ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการพิสูจน์ระบบการเลือก สว. ให้สังคมได้รับรู้

การรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังต้องเดินต่อ

อย่างไรก็ตาม แม้ ยิ่งชีพ ไอลอว์ ขอบคุณประชาชนช่วย 2 ล้าน สู้คดีฮั้ว สว. ไปแล้วนั้น เขายังเน้นย้ำว่าภารกิจที่สำคัญกว่าคือการผลักดันให้เกิดรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน การปรับเปลี่ยนที่มาของ กกต. และการรื้อโครงสร้างทางการเมืองที่ไม่เป็นธรรมให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเขาเล็งเห็นว่ายังมีกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ทำงานเพื่อสังคมอีกมากมายที่ยังขาดงบประมาณและทรัพยากรในการรณรงค์ จึงอยากให้ประชาชนพิจารณาสนับสนุนกลุ่มคนเหล่านั้นควบคู่ไปด้วย

การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องช่วยกันประคับประคองเพื่อให้การทำงานขับเคลื่อนไปได้อย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง หากเราต้องการเห็นบ้านเมืองเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น พลังของภาคประชาชนถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะขับเคลื่อนทุกอย่างให้สำเร็จได้ในท้ายที่สุด

ที่มา – “ยิ่งชีพ ไอลอว์” ขอบคุณประชาชนที่เป็นแรงหนุน ร่วมบริจาคเงินช่วย 2 ล้าน ให้ต่อสู้คดีฮั้ว สว.

ย้อน “พริษฐ์” แก้รัฐธรรมนูญต้องยึดหลักการ ไม่ใช่ยึดตัวบุคคล

ในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ ประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามองคงหนีไม่พ้นเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งล่าสุดได้เกิดการตอบโต้กันระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรณีที่คุณภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาส่งสัญญาณเตือนไปยังคุณพริษฐ์ วัชรสินธุ จากพรรคประชาชน ว่าด้วยเรื่องของการยึดมั่นในกฎหมาย แทนที่จะยึดติดกับตัวบุคคล

ย้อน “พริษฐ์” แก้รัฐธรรมนูญต้องยึดหลักการ ไม่ใช่ยึดตัวบุคคล

การแสดงความคิดเห็นของคุณภราดรมองว่า การผลักดันให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ย้อน “พริษฐ์” แก้รัฐธรรมนูญต้องยึดหลักการ ไม่ใช่ยึดตัวบุคคล เป็นหัวใจที่สำคัญที่สุด เพราะหากนักการเมืองยังคงยึดติดกับมุมมองของใครเพียงคนใดคนหนึ่ง หรือพยายามนำเอาความเห็นส่วนตัวมาอยู่เหนือคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก็มีแต่จะทำให้ความน่าเชื่อถือของกระบวนการนิติบัญญัติเสื่อมถอยลง

บทเรียนจากอดีต สู่ความชัดเจนในปัจจุบัน

หากเรามองย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์เมื่อปี 2567 จะพบว่าเคยมีการหารือกันเรื่องข้อกฎหมายเกี่ยวกับการทำประชามติ ซึ่งในตอนนั้นมีความเห็นที่แตกต่างกันเกิดขึ้น แต่สุดท้ายแล้วคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นข้อยุติที่เป็นทางออกของประเทศ การที่คุณภราดรยกกรณีนี้ขึ้นมาเพื่อเตือนใจว่า ย้อน “พริษฐ์” แก้รัฐธรรมนูญต้องยึดหลักการ ไม่ใช่ยึดตัวบุคคล นั้น ไม่ใช่การรื้อฟื้นอดีตเพื่อสร้างความขัดแย้ง แต่เป็นการย้ำเตือนว่าหลักนิติธรรมคือกติกาสูงสุดที่เราทุกคนต้องยอมรับ

  • กฎหมายคือบรรทัดฐานของสังคม
  • คำวินิจฉัยศาลคือข้อยุติในทางปฏิบัติ
  • การหารือนอกรอบไม่สามารถแทนที่กระบวนการทางกฎหมายได้

หลายคนอาจจะมองว่าการเมืองเป็นเรื่องของความเห็น แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อต้องทำการแก้ไขกฎหมายสูงสุดของประเทศ ทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องควรหันมาเน้นที่ความสำเร็จส่วนรวมมากกว่าการสร้างแต้มต่อทางการเมือง เพราะถ้าหากทุกคนมัวแต่แข่งขันว่าใครให้สัมภาษณ์ได้คมกว่า หรือใครได้รับพื้นที่สื่อมากกว่า ประเทศไทยคงวนเวียนอยู่กับความขัดแย้งเดิมๆ อย่างไม่สิ้นสุด

ท้ายที่สุดนี้ ไม่ว่าฝ่ายใดจะมีความเห็นทางการเมืองในทิศทางไหน สิ่งที่ประชาชนคาดหวังคือการได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ผ่านกระบวนการอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นที่ยอมรับของคนทั้งประเทศ การที่ผู้มีอำนาจออกมาเตือนกันด้วยเหตุและผลเช่นนี้ นับเป็นสัญญาณที่ดีในการดึงทุกฝ่ายกลับสู่ร่องรอยของกติกา เพื่อให้เป้าหมายสำคัญอย่างการปฏิรูปรัฐธรรมนูญสำหรับอนาคตเดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – ย้อน “พริษฐ์” แก้รัฐธรรมนูญต้องยึดหลักการ ไม่ใช่ยึดตัวบุคคล

พริษฐ์ ยันร่างแก้รัฐธรรมนูญพรรคประชาชน ไม่เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง

ในสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน การขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญถือเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจอย่างมาก ล่าสุด นายพริษฐ์ วัชรสินธุ จากพรรคประชาชน ได้ออกมาสร้างความมั่นใจต่อสาธารณะว่า พริษฐ์ ยันร่างแก้รัฐธรรมนูญพรรคประชาชน ไม่เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง อย่างแน่นอน เพื่อเป็นการคลายข้อกังวลของสังคมและเดินหน้าสู่กติกาที่เป็นธรรมยิ่งขึ้น

พริษฐ์ ยันร่างแก้รัฐธรรมนูญพรรคประชาชน ไม่เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง

ประเด็นสำคัญที่สมาชิกพรรคประชาชนเน้นย้ำ คือความพยายามในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ต้องยึดโยงกับประชาชนเป็นหลัก โดยมีการวางเงื่อนไขไว้อย่างชัดเจนว่าเนื้อหาจะต้องไม่กระทบต่อรูปแบบรัฐหรือระบอบการปกครองอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่เป้าหมายหลักคือการสกัดกั้นการผูกขาดทางการเมืองของกลุ่มอำนาจเดิมที่พยายามกินรวบทุกองค์กรอิสระ

ทำไมพรรคประชาชนจึงให้ความสำคัญกับหมวด 1 และหมวด 2

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมถึงต้องมีการพูดถึงการปรับแก้บางมาตราในหมวด 1 และ 2 ซึ่งนายพริษฐ์ได้อธิบายไว้อย่างน่าสนใจว่า:

  • เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการออกแบบโครงสร้างสภา โดยเฉพาะแนวคิดระบบสภาเดี่ยว
  • เพื่อให้เนื้อหาในรัฐธรรมนูญสอดคล้องกับยุคสมัยโดยไม่กระทบความมั่นคงของสถานะรัฐ
  • ป้องกันไม่ให้เกิดความลักลั่นทางกฎหมายในอนาคต

การยืนยันว่า พริษฐ์ ยันร่างแก้รัฐธรรมนูญพรรคประชาชน ไม่เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง เป็นการสื่อสารเพื่อลดแรงปะทะจากฝ่ายที่คอยโจมตีพรรค แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการปูทางให้เกิดสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากทางเลือกของประชาชนอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังติดตามกระบวนการขององค์กรอิสระอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกรณีการตรวจสอบ กกต. เกี่ยวกับที่มาของ สว. ซึ่งนายพริษฐ์มองว่าการที่ประชาชนออกมาส่งเสียงและเฝ้ามองการทำงานขององค์กรเหล่านี้ คือกลไกสำคัญที่จะช่วยกดดันให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้นในสังคมไทย

ท้ายที่สุด การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ใช่เรื่องของการเปลี่ยนระบอบ แต่คือการสร้างกติกาที่ให้โอกาสประชาชนมีส่วนร่วมและตรวจสอบอำนาจรัฐได้จริง ถือเป็นก้าวสำคัญที่พี่น้องประชาชนควรจับตามองอย่างใกล้ชิดว่า การผลักดันครั้งนี้จะสำเร็จและนำพาประเทศไทยไปสู่ความเสมอภาคได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – “พริษฐ์” ยันร่างแก้รัฐธรรมนูญพรรคประชาชน ไม่เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง

ประธานสภาฯ จ่อบรรจุแก้รัฐธรรมนูญ 7-8 ก.ค.นี้

ประธานสภาฯ จ่อบรรจุแก้รัฐธรรมนูญ 7-8 ก.ค.นี้

วงการการเมืองไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญเกี่ยวกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าว่า ทางสภาฯ ได้เตรียมบรรจุวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมร่วมรัฐสภาช่วงวันที่ 7-8 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่ประชาชนต่างเฝ้ารอคอย เพื่อให้เห็นทิศทางว่ากฎหมายสูงสุดของประเทศจะมีการปรับเปลี่ยนไปอย่างไรในอนาคต

ทางด้านประธานสภาฯ ได้เน้นย้ำว่า แม้ **ประธานสภาฯ จ่อบรรจุแก้รัฐธรรมนูญ 7-8 ก.ค.นี้** จะเป็นข่าวดี แต่กระบวนการหลังจากวาระที่ 1 ก็ถือว่ามีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานของคณะกรรมาธิการ หากทุกฝ่ายให้ความร่วมมือและไม่เกิดความล่าช้าในขั้นตอนการพิจารณา โอกาสที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเกิดขึ้นจริงก็มีความเป็นไปได้สูง ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับการพูดคุยและเจตจำนงของทุกพรรคการเมืองที่ต้องการขับเคลื่อนร่างกฎหมายเพื่อประโยชน์ของประชาชนคนไทยทุกคน

มุมมองต่อ “ระบอบสีน้ำเงิน” กับการเมืองไทย

สำหรับประเด็นร้อนแรงที่มีการพูดถึงในแวดวงการเมืองอย่างคำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” นั้น ทางนายโสภณได้แสดงความคิดเห็นอย่างน่าสนใจว่า ตนมองว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่ประเด็นที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของสภาฯ แม้ว่าอาจมีการกระทบกระทั่งกันบ้างตามวิถีแห่งระบอบประชาธิปไตย แต่ในท้ายที่สุดแล้วทุกคนควรต้องเคารพเสียงประชามติของประชาชนที่อยากเห็นบ้านเมืองก้าวไปข้างหน้า ประธานสภาฯ ย้ำชัดว่า “สีอะไรก็ไม่เป็นอุปสรรคหรอกถ้าไม่ยึดติด” เพราะการก้าวข้ามความขัดแย้งเดิมๆ คือหนทางที่ดีที่สุดในการสร้างประโยชน์ให้แก่คนในชาติ

หากเรามองสถานการณ์ในมุมของความร่วมมือ สิ่งที่ต้องจับตามองต่อไปมีดังนี้:

  • การพิจารณารับหลักการในวาระที่ 1 ของรัฐสภาในเดือนกรกฎาคมนี้
  • บทบาทของคณะกรรมาธิการที่จะต้องทำงานเชิงรุกเพื่อให้กระบวนการต่างๆ เป็นไปตามกรอบเวลา
  • การจัดสรรพื้นที่ในการรับฟังความเห็นจากภาคประชาชนที่หลากหลาย

ในฐานะผู้ติดตามข่าวสาร เราคงต้องช่วยกันเป็นกำลังใจให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับประเด็น **ประธานสภาฯ จ่อบรรจุแก้รัฐธรรมนูญ 7-8 ก.ค.นี้** ให้สามารถหาจุดร่วมที่ดีที่สุดได้ การเมืองไทยต้องการความปรองดองมากกว่าความขัดแย้ง หากนักการเมืองทุกฝ่ายร่วมใจกันผลักดันให้กฎหมายรัฐธรรมนูญตอบโจทย์อนาคตของประเทศได้สำเร็จ เชื่อว่านี่จะเป็นชัยชนะของประชาชนอย่างแท้จริง การก้าวข้ามผ่านเรื่องสีสันทางการเมืองนั้นไม่ใช่เรื่องยาก หากทุกคนมองที่เป้าหมายสูงสุดคือประโยชน์ของส่วนรวมเป็นตัวตั้ง

ที่มา – ประธานสภาฯ จ่อบรรจุแก้รัฐธรรมนูญ 7-8 ก.ค.นี้ มองวาทะ “ระบอบสีน้ำเงิน” ไม่เป็นอุปสรรค

พร้อมเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ “กล้าธรรม” เคารพผลประชามติ เห็นด้วยตั้ง สสร.

ในยุคที่การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ การขยับตัวของพรรคการเมืองต่างๆ กลายเป็นเรื่องที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งล่าสุดทางพรรคกล้าธรรมได้ออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่า พร้อมเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ “กล้าธรรม” เคารพผลประชามติ เห็นด้วยตั้ง สสร. เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับประเทศชาติในระยะยาว

พร้อมเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ “กล้าธรรม” เคารพผลประชามติ เห็นด้วยตั้ง สสร. อย่างเป็นทางการ

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส. ฉะเชิงเทรา และโฆษกพรรคกล้าธรรม ได้ออกมาเปิดเผยถึงแนวทางของพรรคหลังจากที่มีการประชุมภายใน โดยยืนยันว่าพรรคให้ความสำคัญอย่างสูงสุดกับเสียงของประชาชน ดังนั้นแนวทางการขับเคลื่อนทุกอย่างจะต้องยึดโยงไปที่การเคารพผลประชามติเป็นหลัก เพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีความชอบธรรมและได้รับการยอมรับจากคนทุกกลุ่มในสังคม

เปิดมุมมองพรรคกล้าธรรมกับการตั้ง สสร. เพื่ออนาคตไทย

สำหรับประเด็นเรื่องการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) นั้น พรรคกล้าธรรมมองว่าเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้การปฏิรูปการเมืองมีความเป็นธรรมและมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง การสนับสนุนการตั้ง สสร. จึงเป็นคำตอบที่พรรคเชื่อว่าจะช่วยคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งในอดีตได้ โดยพรรคเน้นย้ำว่า:

  • การแก้ไขต้องไม่ขัดต่อหลักกฎหมาย
  • ต้องมีการหารือกันอย่างรอบคอบจากหลายฝ่าย
  • ความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญของการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่

ทางพรรคได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทั้งพรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้าน พบว่าทุกฝ่ายต่างมีความเห็นตรงกันในแง่ของความระมัดระวังเกี่ยวกับช่องโหว่ทางกฎหมาย ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคกล้าธรรมให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะไม่อยากให้เกิดปัญหาซ้ำรอยเดิมที่กระทบต่อเสถียรภาพของประเทศ

หากถามว่าพรรคกล้าธรรมมีแนวทางอย่างไรต่อจากนี้ คำตอบคือทางพรรคพร้อมที่จะสนับสนุนร่างแก้ไขไม่ว่าจะมาจากทางใดก็ตาม หากข้อเสนอนั้นพิสูจน์ได้ว่าส่งผลดีต่อประชาชนและเป็นประโยชน์ต่อภาพรวมของประเทศ ไม่ใช่แค่เรื่องของการเมืองเพียงอย่างเดียว นี่ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่เราจะได้เห็นการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีความทันสมัยและตอบโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่และคนทุกรุ่นในสังคมไทยไปพร้อมๆ กัน

บทสรุปของเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า พรรคกล้าธรรมพร้อมทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงผ่านกลไกสภาฯ อย่างสร้างสรรค์ การยึดถือผลประชามติเป็นเข็มทิศจะทำให้กระบวนการนี้เดินหน้าได้อย่างราบรื่นและลดความระแวงลงไปได้มาก และนี่คือหัวใจของการเมืองที่ดีที่ต้องรู้จักรับฟังและร่วมมือกันเพื่อก้าวข้ามทุกความท้าทายในอนาคตครับ

ที่มา – พร้อมเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ “กล้าธรรม” เคารพผลประชามติ เห็นด้วยตั้ง สสร.

ยังตอบชัดไม่ได้ไทม์ไลน์แก้ รธน. ต้องรอดูวาระ 1 ยัน ภท. พร้อมเติมเสียงให้ พท.

ยังตอบชัดไม่ได้ไทม์ไลน์แก้ รธน. ต้องรอดูวาระ 1 ยัน ภท. พร้อมเติมเสียงให้ พท.

การเคลื่อนไหวทางการเมืองในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 กลับมาเป็นที่จับตามองอีกครั้ง หลังจาก นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าล่าสุด โดยระบุว่า ยังตอบชัดไม่ได้ไทม์ไลน์แก้ รธน. ต้องรอดูวาระ 1 ยัน ภท. พร้อมเติมเสียงให้ พท. ซึ่งถือเป็นท่าทีที่สะท้อนถึงความละเอียดอ่อนของการทำงานร่วมกันระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลและกระบวนการทางรัฐสภาในปัจจุบัน

ปัจจัยที่ทำให้ ยังตอบชัดไม่ได้ไทม์ไลน์แก้ รธน. ต้องรอดูวาระ 1 ยัน ภท. พร้อมเติมเสียงให้ พท.

นายภราดรได้อธิบายเหตุผลที่ยังไม่สามารถสรุปกรอบเวลาการทำงานที่แน่นอนได้ว่า เนื่องจากขณะนี้ต้องรอการพิจารณารับหลักการในวาระที่ 1 เสียก่อน อีกทั้งยังต้องดูสถานการณ์ว่าจะมีพรรคการเมืองอื่นยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมอีกจำนวนกี่ฉบับ รวมถึงความชัดเจนจากพรรคประชาชนว่าจะมีการรวมรายชื่อเสนอด้วยหรือไม่ ดังนั้นสถานการณ์ที่ ยังตอบชัดไม่ได้ไทม์ไลน์แก้ รธน. ต้องรอดูวาระ 1 ยัน ภท. พร้อมเติมเสียงให้ พท. จึงเป็นเรื่องของกลไกรัฐสภาที่ต้องดูปัจจัยสนับสนุนรายวัน

สำหรับประเด็นสำคัญที่น่าสนใจในการแถลงครั้งนี้ ประกอบด้วย:

  • พรรคภูมิใจไทยมีความจริงใจในการสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยได้ยื่นร่างของพรรคออกมาเป็นรายแรกๆ เพื่อให้สังคมร่วมวิพากษ์วิจารณ์
  • ขั้นตอนหลังผ่านวาระ 1 จะมีการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญในการพูดคุยและถกเถียงจุดยืนของแต่ละฝ่าย
  • นายภราดรยืนยันว่าได้มีการหารือร่วมกับนายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย โดยพร้อมจะสนับสนุนเสียงจากพรรคภูมิใจไทยเพื่อเติมให้ครบตามเงื่อนไขทางกฎหมาย เนื่องจากลำพังพรรคเพื่อไทยเองยังมีเสียงไม่เพียงพอในการเสนอร่าง

ในส่วนของงบประมาณสำหรับการทำประชามติครั้งที่ 2 ทางรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีได้ย้ำชัดเจนว่ามีความพร้อมดำเนินการทุกรูปแบบ เพื่อตอบสนองต่อเจตนารมณ์ของประชาชนกว่า 26.7 ล้านเสียง รัฐบาลถือเป็นหน้าที่สำคัญที่ต้องบริหารจัดการให้เป็นไปตามกฎหมาย

ในมุมมองของผม การแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของพรรคการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นความร่วมมือครั้งใหญ่ที่ต้องใช้ความอดทนและการประนีประนอมสูงที่สุด เพื่อผลักดันกฎหมายสูงสุดของประเทศให้ก้าวหน้าไปได้ภายใต้ความเห็นชอบของทุกฝ่าย ไม่ว่าไทม์ไลน์จะเป็นอย่างไร การรักษาความโปร่งใสและประโยชน์ของประชาชนควรเป็นธงนำที่สำคัญที่สุดสำหรับนักการเมืองทุกคนครับ

ที่มา – ยังตอบชัดไม่ได้ไทม์ไลน์แก้ รธน. ต้องรอดูวาระ 1 ยัน ภท. พร้อมเติมเสียงให้ พท.

เกาหลีเหนือแก้รธน. ตัดทิ้ง “การรวมชาติ” ตอกย้ำสถานะแยกเกาหลีใต้

ในเหตุการณ์สำคัญล่าสุดของคาบสมุทรเกาหลี เกาหลีเหนือแก้รธน. ตัดทิ้ง “การรวมชาติ” ตอกย้ำสถานะแยกเกาหลีใต้ อย่างชัดเจน โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สะท้อนนโยบายของผู้นำคิม จอง อึน ที่ต้องการตอกย้ำความเป็นอิสระและการแยกตัวจากเกาหลีใต้แบบถาวร

เกาหลีเหนือแก้รธน. ตัดทิ้ง “การรวมชาติ” ตอกย้ำสถานะแยกเกาหลีใต้

สำนักข่าว Reuters ได้ตรวจสอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของเกาหลีเหนือ พบว่ามีการลบถ้อยคำที่เกี่ยวข้องกับ “การรวมชาติ” ออกไปทั้งหมด ซึ่งน่าจะได้รับการอนุมัติจากสภาประชาชนสูงสุดของเปียงยางในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา นี่เป็นครั้งแรกที่เกาหลีเหนือกำหนด “ขอบเขตดินแดน” อย่างชัดเจนในรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่าดินแดนครอบคลุมพื้นที่ติดพรมแดนกับจีนและรัสเซียทางเหนือ และติดกับเกาหลีใต้ทางใต้ รวมถึงน่านน้ำและน่านฟ้าที่เกี่ยวข้อง

รายละเอียดการเปลี่ยนแปลงสำคัญในรัฐธรรมนูญ

ศาสตราจารย์อี จอง ชอล จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล วิเคราะห์ว่ามาตราใหม่นี้กำหนดสถานะดินแดนอย่างเป็นทางการ แต่ยังไม่ระบุแนวเส้นแบ่งเขตแดนชายแดนหรือพื้นที่พิพาททางทะเล เช่น เส้นแบ่งเขตทางทะเลทางตอนเหนือในทะเลเหลือง นอกจากนี้ ยังมีการปรับถ้อยคำเกี่ยวกับตำแหน่งผู้นำ โดยกำหนดให้คิม จอง อึน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการกิจการรัฐ เป็นประมุขแห่งรัฐอย่างเป็นทางการ และมีอำนาจควบคุมกองกำลังนิวเคลียร์โดยตรง

  • การตัด “การรวมชาติ”: ลบแนวคิดรวมสองเกาหลีออกจากรัฐธรรมนูญ สะท้อนท่าทีแข็งกร้าว
  • กำหนดพรมแดน: ยืนยันขอบเขตติดเกาหลีใต้ จีน รัสเซีย
  • สถานะนิวเคลียร์: ประกาศตัวเป็นรัฐอาวุธนิวเคลียร์อย่างรับผิดชอบ พัฒนาต่อเพื่อปกป้องชาติ
  • อำนาจผู้นำ: คิม จอง อึน ควบคุมนิวเคลียร์เต็มรูปแบบ

รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังเน้นในหมวดกลาโหมว่าการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เป็นหน้าที่เพื่อยับยั้งสงครามและรักษาเสถียรภาพภูมิภาค สื่อเกาหลีใต้รายงานว่าการไม่กำหนดแนวเขตแดนชัดเจนอาจเป็นกลยุทธ์หลีกเลี่ยงความตึงเครียดทันที แม้จะผลักดันแนวคิด “สองรัฐศัตรู” ให้เป็นกฎหมายสูงสุด

ย้อนกลับไปเดือนมกราคม 2024 คิม จอง อึน เรียกร้องให้แก้รัฐธรรมนูญ กำหนดเกาหลีใต้เป็นศัตรูหลัก และย้ำว่าดินแดนแยกสิ้นเชิง ในช่วงปีที่ผ่านมา เกาหลีเหนือมีท่าทีแข็งกร้าว ปฏิเสธข้อเสนอเจรจาจากประธานาธิบดีอี แจ มยอง และคณะผู้แทนถาวรต่อสหประชาชาติยังเงียบต่อรายงานนี้

ผลกระทบต่อสถานการณ์คาบสมุทรเกาหลี

การ เกาหลีเหนือแก้รธน. ตัดทิ้ง “การรวมชาติ” ตอกย้ำสถานะแยกเกาหลีใต้ นี้ไม่เพียงเปลี่ยนแปลงเอกสารกฎหมาย แต่ยังส่งสัญญาณถึงนโยบายใหม่ที่มุ่งเน้นความเป็นอิสระทางทหารและการเมือง โดยเฉพาะการยึดมั่นในโครงการนิวเคลียร์ ซึ่งอาจทำให้ความสัมพันธ์สองเกาหลีตึงเครียดยิ่งขึ้น ในขณะที่นานาชาติจับตาการตอบสนองจากวอชิงตันและโซล

จากมุมมองนักวิเคราะห์ การแก้ไขนี้ช่วยเสริมสร้างความชอบธรรมภายในให้คิม จอง อึน ขณะที่ปิดประตูการรวมชาติที่เคยเป็นวาทกรรมหลักมานานกว่า 70 ปี สถานการณ์นี้ชวนให้คิดถึงอนาคตของคาบสมุทรเกาหลีที่อาจนำไปสู่การเผชิญหน้าทางการทูตและทหารมากขึ้น

เพื่อติดตามพัฒนาการข่าวต่างประเทศล่าสุด แนะนำให้ติดตามเว็บไซต์ของเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ และแสดงความเห็นของคุณในช่องคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณมองการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไร

ที่มา – เกาหลีเหนือแก้รธน. ตัดทิ้ง “การรวมชาติ” ตอกย้ำสถานะแยกเกาหลีใต้

“กรวีร์” ไม่กังวลฝ่ายค้านตั้ง ครม.เงา จับผิดรัฐบาล

สวัสดีเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองวันนี้เรามาคุยกันเรื่องร้อนๆ ในแวดวงรัฐสภาไทยกันเลยนะครับ “กรวีร์” ไม่กังวลฝ่ายค้านตั้ง ครม.เงา จับผิดรัฐบาล นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล บอกชัดเจนว่าไม่กังวลเลยสักนิดกับแผนของฝ่ายค้านที่กำลังจะตั้งคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) มาเฝ้าตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน แถมยังยินดีต้อนรับด้วยซ้ำ ถ้าจะมีข้อเสนอดีๆ มาช่วยกันพัฒนาประเทศ

“กรวีร์” ไม่กังวลฝ่ายค้านตั้ง ครม.เงา จับผิดรัฐบาล

เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นายกรวีร์ให้สัมภาษณ์อย่างเป็นกันเองว่า การที่พรรคประชาชนและฝ่ายค้านเตรียมตั้งครม.เงาเป็นสิทธิ์เต็มตัว และเป็นเรื่องดีด้วย เพราะจะมีคนคอยติดตามตรวจสอบผลงานของรัฐมนตรีแต่ละคนแบบเจาะจง รัฐบาลเปิดประตูรับฟังทุกความเห็น โดยเฉพาะถ้าเป็นข้อเสนอแนะที่สร้างสรรค์ นายกฯ และครม.พร้อมนำมาปรับใช้ในนโยบายทันที ปัจจุบันยังไม่เห็นครม.เงาทำงานจริง แต่เชื่อว่าประชาชนจะได้ประโยชน์ เพราะการตรวจสอบจะเข้มข้นขึ้น มีอีกช่องทางช่วยให้รัฐบาลทำงานดีกว่าเดิม

ครม.เงาหรือ Shadow Cabinet คืออะไร? สำหรับเพื่อนๆ ที่ไม่คุ้นเคย มันคือกลไกของฝ่ายค้านในระบบรัฐสภาแบบอังกฤษ ที่แต่งตั้ง “รัฐมนตรีเงา” คอยจับตาดู “รัฐมนตรีจริง” ในกระทรวงเดียวกัน เพื่อเสนอนโยบายทางเลือกและวิจารณ์จุดอ่อน เป็นเครื่องมือสำคัญในการถ่วงดุลอำนาจ ช่วยให้การเมืองมีคุณภาพมากขึ้น

“กรวีร์” ส่อดึงเวลาแก้ รธน. ขอแก้ปากท้อง ปชช. ก่อน

ส่วนประเด็นที่ฝ่ายค้านเรียกร้องให้แก้รัฐธรรมนูญ (รธน.) นั้น นายกรวีร์บอกว่าต้องหารือกันระหว่างรัฐบาลกับสภา ว่าจะแก้จุดไหนยังไง แต่ตอนนี้รัฐบาลขอโฟกัสปัญหาใหญ่ก่อนเลย คือ ปากท้องประชาชน เพราะไทยกำลังเจอวิกฤติเศรษฐกิจหนัก จากราคาน้ำมันพุ่ง เงินเฟ้อสูง และวิกฤติพลังงานจากสงครามตะวันออกกลางที่กระทบราคาน้ำมันทั่วโลก ไม่ใช่เวลามาไล่แก้รธน.ให้ช้า รัฐบาลไม่กังวลเรื่องผลประชามติ แต่เรื่องนี้ต้องเข้าสภาเมื่อถึงเวลาเหมาะสม ถ้าจะไปสู่รธน.ฉบับใหม่ คงได้เห็นกันชัดๆ

  • ปัญหาหลักที่รัฐบาลโฟกัส: เศรษฐกิจชะลอตัว อัตราการว่างงานสูง
  • วิกฤติพลังงาน: ราคาน้ำมันแพงจากสงครามอิสราเอล-ฮามาส ส่งผลกระทบผู้ส่งออกและประชาชน
  • เงินเฟ้อ: ราคาอาหาร ของใช้จ่ายพื้นฐานพุ่ง กระทบปากท้องโดยตรง
  • การฟื้นตัวหลังโควิด: ยังไม่เต็มที่ ต้องกระตุ้นการท่องเที่ยวและ SME

ในมุมมองของรัฐบาล การแก้รธน.เป็นเรื่องจำเป็นในระยะยาว แต่ตอนนี้ประชาชนเดือดร้อนเรื่องกินอยู่ก่อน ถ้าฝ่ายค้านช่วยเสนอไอเดียแก้ปากท้องแทนการเมืองดึงเวลา ก็น่าจะดีกว่านี้เยอะ เพื่อนๆ ลองคิดดูสิ ถ้าครม.เงาช่วยกันผลักดันนโยบายลดค่าครองชีพ หรือหาแหล่งพลังงานทางเลือกได้ รัฐบาลก็พร้อมรับฟังและทำตาม

ส่วนตัวผู้เขียนเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ครับ เพราะการเมืองไทยมักติดกับดักเรื่องโครงสร้าง แต่ลืมปัญหาเร่งดันอย่างเศรษฐกิจประชาชน ถ้าฝ่ายค้านตั้งครม.เงาแล้วโฟกัสเรื่องจริง ไม่ใช่แค่จับผิด ก็จะเป็นประโยชน์มหาศาลต่อประเทศ สุดท้ายแล้ว ประชาชนต่างหากที่เป็นผู้ตัดสิน

คุณคิดเห็นอย่างไรกับคำพูดของ “กรวีร์”? ควรแก้รธน.ก่อนหรือแก้ปากท้องด่วน? มาคุยกันในคอมเมนต์ด้านล่างเลยนะครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วย!

ที่มา – “กรวีร์” ไม่กังวลฝ่ายค้านตั้ง ครม.เงา จับผิดรัฐบาล ส่อดึงเวลาแก้ รธน. ขอแก้ปากท้อง ปชช. ก่อน

“อนุทิน” ชี้ แก้รธน. คำสั่งประชาชน ลดน้ำมันไม่ใช่ของขวัญ

หลังจากเสร็จสิ้นการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2567 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์เปิดใจถึงหลายประเด็นร้อน โดยเฉพาะเรื่อง “อนุทิน” ชี้ แก้รธน. ไม่ใช่นโยบายแต่คือคำสั่งประชาชน ลดราคาน้ำมันไม่ใช่ของขวัญสงกรานต์ ซึ่งสะท้อนถึงแนวคิดการบริหารประเทศที่มุ่งช่วยเหลือประชาชนอย่างจริงจัง ไม่ใช่การซื้อใจแบบประชานิยม

นายกรัฐมนตรี อนุทิน ระบุว่า รัฐบาลรับฟังทุกข้อเสนอแนะจากสมาชิกรัฐสภาในช่วง 2 วันของการอภิปราย ไม่ว่าจะเป็นประเด็นในนโยบายหรือนอกนโยบาย หากเห็นว่ามีประโยชน์จะนำไปปฏิบัติทันที โดยเฉพาะเรื่องช่วยเหลือประชาชนที่หลายคนเสนอ ซึ่งจะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันถัดไป แต่ย้ำว่าบางเรื่องที่ผูกพันจากรัฐบาลชุดก่อน ต้องรอจังหวะที่เหมาะสม

“อนุทิน” ชี้ แก้รธน. ไม่ใช่นโยบายแต่คือคำสั่งประชาชน ลดราคาน้ำมันไม่ใช่ของขวัญสงกรานต์

ประเด็นที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือการตอบโต้ฝ่ายค้านที่ชี้ว่านโยบายรัฐบาลไม่มีเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายกฯ อนุทิน ถามกลับทันควันว่า การแก้รัฐธรรมนูญนั้นยิ่งใหญ่กว่านโยบาย เพราะผ่านประชามติเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ที่ประชาชนลงคะแนนเห็นชอบท่วมท้นแล้ว มันคือ คำสั่งของประชาชน ที่รัฐบาลต้องดำเนินการ โดยจะอำนวยความสะดวกผ่านกลไกรัฐสภา ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเริ่มจากร่างเก่าหรือใหม่ ก็ให้สภาฯ เป็นหลัก

รายละเอียด “อนุทิน” ชี้ แก้รธน. ไม่ใช่นโยบายแต่คือคำสั่งประชาชน ลดราคาน้ำมันไม่ใช่ของขวัญสงกรานต์

ส่วนเรื่องลดราคาน้ำมันทุกประเภทสูงสุด 6 บาท ที่คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ประกาศในวันถัดไป นายกฯ ย้ำชัดว่า ไม่ใช่ของขวัญสงกรานต์ แต่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องทำเพื่อประชาชนทุกวัน รัฐบาลชุดนี้มาจากประชาชน ไม่เกรงใจใคร และจะไม่ทำให้ประชาชนผิดหวัง ทุกการกระทำคือสำนึกในหน้าที่ ไม่ใช่การเอาใจ

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังพูดถึงการลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาสในวันที่ 17 เมษายน เพื่อติดตามคดีลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.พรรคประชาชาติ โดยสั่งการเร่งรัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกอ.รมน. ลั่นต้อง ปราบปรามให้สิ้นซาก ไม่ยอมให้เกิดการใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา โดยเฉพาะการใช้อาวุธปืนที่ยังลักลอบได้แม้เข้มงวดมา 3 ปี ย้ำว่าคนที่ทำผิดต้องถูกดำเนินคดีเด็ดขาด ขยายผลเครือข่ายทั้งหมด ไม่ว่าพรรคหรือพวกพ้อง

  • รับฟังข้อเสนอแนะจากสภาทุกประเด็น เพื่อนำไปปฏิบัติหากเป็นประโยชน์
  • ลดราคาน้ำมัน 6 บาท เป็นหน้าที่ ไม่ใช่ของขวัญเทศกาล
  • แก้รัฐธรรมนูญ เริ่มจากรัฐสภา ตามคำสั่งประชาชนจากประชามติ
  • ปราบปรามความรุนแรงใต้ให้สิ้นซาก ติดตามคดี ส.ส. กมลศักดิ์ ด้วยตัวเอง
  • ให้ความสำคัญเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ไม่ยอมตัดตอนคดี

การให้สัมภาษณ์ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลอนุทินในการทำงานเพื่อประชาชนอย่างโปร่งใส โดยไม่ยึดติดกับภาพลักษณ์ของขวัญการเมือง นโยบายช่วยเหลือจะต่อเนื่อง ขณะที่ประเด็นแก้รัฐธรรมนูญจะเดินหน้าอย่างรวดเร็วผ่านสภา สร้างความหวังให้ประชาชนที่รอคอยการเปลี่ยนแปลง

ในมุมมองของผู้เขียน การชี้แจงของนายกฯ อนุทิน ในครั้งนี้เป็นสัญญาณบวกว่ารัฐบาลจะโฟกัสที่ผลงานจริง ไม่ใช่โฆษณา หากทำได้ตามสัญญา จะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นในระบบการเมืองไทยได้มาก คุณคิดอย่างไรกับแนวทางนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ

ที่มา – “อนุทิน” ชี้ แก้รธน. ไม่ใช่นโยบายแต่คือคำสั่งประชาชน ลดราคาน้ำมันไม่ใช่ของขวัญสงกรานต์

Scroll to top