แก๊งจีนเทา

เจาะมหากาพย์ ศึกบิ๊กสีกากี เกมเฉือนคม จากเว็บพนันมินนี่ สู่สินบนทองคำ

เจาะมหากาพย์ ศึกบิ๊กสีกากี เกมเฉือนคม จากเว็บพนันมินนี่ สู่สินบนทองคำ

วงการตำรวจไทยในช่วงที่ผ่านมาต้องสั่นสะเทือนจากเหตุการณ์ที่ถูกเรียกว่า เจาะมหากาพย์ ศึกบิ๊กสีกากี เกมเฉือนคม จากเว็บพนันมินนี่ สู่สินบนทองคำ ซึ่งเป็นสมรภูมิที่ไม่ได้มีแค่เรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย แต่ดูเหมือนจะมีมิติของการช่วงชิงอำนาจในเก้าอี้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเพียง 2 วันก่อนการเลือก ผบ.ตร. คนที่ 14 เมื่อมีการเข้าค้นบ้านของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ บิ๊กโจ๊ก ท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องความเชื่อมโยงกับคดีเว็บพนันออนไลน์

เบื้องลึกเบื้องหลังในศึกบิ๊กสีกากี

ความน่าสนใจของเรื่องนี้คือการที่สังคมตั้งคำถามว่า การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นเรื่องของพยานหลักฐานที่ชัดเจน หรือเป็นการ “ตัดขา” คู่แข่งกันแน่? ในขณะที่ทีมที่ปรึกษากฎหมายของบิ๊กโจ๊กมองว่าเป็นกระบวนการที่มีธงตั้งไว้ก่อน อีกฟากหนึ่งอย่าง บิ๊กเต่า-พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว ก็ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าการทำงานเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายโดยไม่เกรงกลัวอิทธิพลใดๆ ทั้งสิ้น เจาะมหากาพย์ ศึกบิ๊กสีกากี เกมเฉือนคม จากเว็บพนันมินนี่ สู่สินบนทองคำ จึงกลายเป็นบทเรียนสำคัญที่สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำและเส้นสายในองค์กรตำรวจไทย

หากเราไล่เรียงคดีที่เกิดขึ้น จะพบความเชื่อมโยงที่น่าตกใจ ตั้งแต่:

  • คดีเว็บพนันออนไลน์ “มินนี่” ที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ
  • คดี BNK Master ที่ขยายผลไปสู่บุคคลระดับสูง
  • คดีส่วยและสินบนทองคำมูลค่า 246 บาท
  • ความเกี่ยวข้องกับอดีตกรรมการ ป.ป.ช. ที่สังคมกำลังเฝ้าจับตา

สถานการณ์เหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำให้ตำรวจต้องตรวจสอบกันเอง แต่ยังตั้งคำถามถึงอิสระของกระบวนการยุติธรรมว่าสามารถทำงานได้อย่างตรงไปตรงมามากน้อยเพียงใด เมื่อผู้ตรวจสอบต้องกลายมาเป็นผู้ถูกตรวจสอบเสียเอง นี่คือมหากาพย์ที่ยังไม่จบลงง่ายๆ เพราะการโยกย้ายตำแหน่งในวงการตำรวจมักจะส่งผลโดยตรงต่อทิศทางการทำคดีเสมอ

ท้ายที่สุดแล้ว ความจริงอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าใครผิดหรือถูกเท่านั้น แต่คำถามสำคัญคือระบบตรวจสอบในบ้านเราเข้มแข็งพอที่จะไม่ให้ “สนิมเนื้อใน” กัดกินจนองค์กรผุพังหรือไม่ ศึกครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เกมของตัวบุคคล แต่มันคือการเขย่าวงการสีกากีครั้งใหญ่ที่ประชาชนทุกคนต้องร่วมกันติดตามจนกว่าความกระจ่างจะปรากฏ

ติดตามบทวิเคราะห์เจาะลึกเพิ่มเติมได้ใน แฟ้มลับ ป.ป.ช. สนิมเนื้อใน EP.2 เพื่อเข้าใจที่มาที่ไปของคดีที่สะเทือนโครงสร้างตำรวจไทยให้ถึงแก่น

ที่มา – เจาะมหากาพย์ “ศึกบิ๊กสีกากี” เกมเฉือนคม จากเว็บพนันมินนี่ สู่สินบนทองคำ

เจาะลึก คุก VIP แดนสวรรค์แก๊งจีนเทา จ่ายแรกเข้า 3 ล้าน

เจาะลึก คุก VIP แดนสวรรค์แก๊งจีนเทา จ่ายแรกเข้า 3 ล้าน

ข่าวคราวการทุจริตในเรือนจำกลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยกำลังจับตามอง โดยเฉพาะกรณีที่มีการเปิดโปงเรื่อง เจาะลึก คุก VIP แดนสวรรค์แก๊งจีนเทา จ่ายแรกเข้า 3 ล้าน ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งในขณะที่เรือนจำหลายแห่งทั่วประเทศกำลังเผชิญกับภาวะนักโทษล้นคุก แต่สำหรับผู้มีอิทธิพลบางกลุ่ม เงินกลับซื้อความสะดวกสบายได้ทุกอย่างแม้กระทั่งการอยู่ในคุก

เบื้องหลัง คุก VIP แดนสวรรค์แก๊งจีนเทา จ่ายแรกเข้า 3 ล้าน

จากข้อมูลของสหพันธ์เพื่อสิทธิมนุษยชนสากล (FIDH) พบว่าความแออัดในเรือนจำไทยเกินขีดจำกัดไปมาก แต่กลับมีการดัดแปลงพื้นที่ให้กลายเป็นห้องลับสำหรับผู้ต้องขังชาวจีนกลุ่มทุนสีเทา โดยคุณวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่ามีการจ่ายเงินค่าแรกเข้าสูงถึง 3 ล้านบาท เพื่อแลกกับอภิสิทธิ์เหนือผู้ต้องขังคนอื่น

นอกจากการมีห้องพักส่วนตัวแล้ว บริการพิเศษยังรวมไปถึง:

  • บริการทางเพศภายในเรือนจำ
  • การอำนวยความสะดวกในด้านอาหารและสิ่งของเครื่องใช้
  • การใช้ช่องทางพิเศษเพื่อติดต่อคนภายนอก

ค่าใช้จ่ายในการใช้บริการเสริมเหล่านี้มีราคาสูงถึงครั้งละ 1–2 แสนบาทต่อครั้ง สะท้อนให้เห็นถึงเครือข่ายผลประโยชน์มหาศาลที่ซ่อนอยู่หลังกำแพงเรือนจำที่ควรจะเป็นสถานที่ลงโทษผู้กระทำความผิดอย่างเท่าเทียมกัน

สถานการณ์ เจาะลึก คุก VIP แดนสวรรค์แก๊งจีนเทา จ่ายแรกเข้า 3 ล้าน นี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของการทุจริตเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงปัญหารากลึกของระบบอุปถัมภ์ที่ทำให้กฎหมายมีความหมายต่างกันสำหรับคนรวยและคนจน ปัจจุบัน DSI ได้ส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ดำเนินการเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแล้ว ซึ่งเราต้องติดตามกันต่อไปว่า การขยายผลจะไปถึงตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังเครือข่ายทั้งหมดได้หรือไม่ เพราะตราบใดที่เงินยังอยู่เหนือความถูกต้อง ความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมย่อมถูกสั่นคลอนอย่างหนัก

หากเราต้องการเห็นสังคมที่โปร่งใส การตรวจสอบต้องเข้มข้นกว่านี้ และผู้ที่ทำผิดต้องได้รับโทษอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้นเรื่องสถานะทางการเงินครับ

ที่มา – เจาะลึก คุก VIP แดนสวรรค์แก๊งจีนเทา จ่ายแรกเข้า 3 ล้าน แลกห้องลับ-บริการพิเศษ

จ่อหมายจับเจ้าหน้าที่รัฐ ร่วมแก๊งแจ้งเกิดทิพย์ บ้านผี

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามีข่าวร้อนจากกรมการปกครองที่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง นั่นคือ จ่อหมายจับเจ้าหน้าที่รัฐ ร่วมแก๊ง “แจ้งเกิดทิพย์” พัวพันบ้านผีที่อยู่ปลอม อีกหลายคน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการใหญ่ “เปิดจักรวาลกุมารจีน” ที่สืบสวนขบวนการออกสูติบัตรปลอมมานานหลายปี เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาทะเบียนราษฎรธรรมดา แต่โยงไปถึงความมั่นคงของชาติเลยทีเดียว

จ่อหมายจับเจ้าหน้าที่รัฐ ร่วมแก๊ง “แจ้งเกิดทิพย์” พัวพันบ้านผีที่อยู่ปลอม อีกหลายคน

จากข้อมูลล่าสุดที่นายวิฑูรย์ ศิรินุกุล รองอธิบดีกรมการปกครอง ในฐานะนายทะเบียนกลาง เปิดเผยเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2567 พบผู้เกี่ยวข้องกับขบวนการแจ้งเกิดทิพย์มากกว่า 50 ราย และอาจสูงถึง 66 รายเลยทีเดียว โดยมีบ้านผีหรือที่อยู่ปลอมถึง 4 หลังในพื้นที่อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา เจ้าหน้าที่ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษแล้ว 13 รายต่อตำรวจสอบสวนกลางและกองปราบปรามไซเบอร์ ขณะนี้กำลังขยายผลร่วมกับเทศบาลตำบลโพธิ์กลางและทีมส่วนกลาง

ที่น่าตกใจคือ มีเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะอดีตปลัดอำเภอคนหนึ่งที่เคยย้ายงานถึง 4 อำเภอในนครราชสีมา ได้แก่

  • อำเภอห้วยแถลง
  • อำเภอเมืองนครราชสีมา
  • อำเภอสีคิ้ว
  • อำเภอประทาย

ระหว่างที่ทำงานในอำเภอเหล่านี้ ก็มีการแจ้งเกิดทิพย์และแก้ไขทะเบียนราษฎรปลอมหลายรายการ ทำให้ตอนนี้ศาลอนุมัติหมายจับแล้ว แม้บางคนจะปฏิเสธ แต่หลักฐานแน่นหนา นอกจากนี้ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองยังสกัดคนร้ายที่พยายามหลบหนีผ่านสนามบินสุวรรณภูมิได้ทัน

คืบหน้าเพิกถอนทะเบียนแจ้งเกิดทิพย์

ในพื้นที่เทศบาลตำบลโพธิ์กลาง อำเภอเมืองนครราชสีมา ดร.กิติพงศ์ พงศ์สุรเวท นายกเทศมนตรี เผยว่าตรวจสอบย้อนหลัง 5-6 ปี พบบุคคลต้องสงสัย 51 ราย เพิกถอนไปแล้ว 50 ราย เหลือ 1 รายที่กำลังตรวจกับโรงพยาบาลค่ายสุรนารี เริ่มจาก 5 รายแรก เพิ่มเป็น 27 ราย แล้วล่าสุด 50 ราย ผู้ถูกเพิกถอนมีสิทธิ์อุทธรณ์ภายใน 15 วัน ถ้าพิสูจน์ตัวตนได้ก็คืนสิทธิ แต่ถ้าไม่ จะสิ้นสภาพทางกฎหมายทันที เพื่อป้องกันการใช้เอกสารปลอมทำธุรกรรม

ปฏิบัติการนี้บูรณาการ 6 หน่วยงานหลัก เช่น ตม. ดีเอสไอ และสั่งเข้มทุกสำนักทะเบียน 878 อำเภอและท้องถิ่น โดยเฉพาะสมรสไทย-ต่างชาติ และสูติบัตรเด็กต่างชาติ รองอธิบดีย้ำ ถ้าปฏิบัติสุจริตคุ้มครองเต็มที่ แต่ผิดเจตนาดำเนินคดีเด็ดขาด นโยบายกระทรวงมหาดไทยชัดเจน รื้อระบบทะเบียนทั้งหมดเพื่อความเชื่อมั่นประชาชน เร็วๆ นี้คาดจับกุมเพิ่มในนครราชสีมา

นอกจากนี้ พื้นที่ใกล้เคียงอย่างเทศบาลหนองไผ่ล้อม พบปัญหาเดียวกัน 18 ราย กำลังดำเนินการ โดยเชื่อมโยงกลุ่มเดียวกันตั้งแต่ทำบัตรประชาชน ส่วนอำเภออื่นๆ เป็นระดับอำเภอ ไม่เกี่ยวกับท้องถิ่น

เรื่องจ่อหมายจับเจ้าหน้าที่รัฐ ร่วมแก๊ง “แจ้งเกิดทิพย์” พัวพันบ้านผีที่อยู่ปลอม อีกหลายคนนี้ แสดงให้เห็นว่าปัญหาแฝงตัวมานาน อาจโยงเครือข่ายใหญ่เพื่อให้ต่างด้าวได้สัญชาติไทย ใช้ประโยชน์ด้านอาชญากรรม การปราบปรามครั้งนี้จะช่วยฟื้นฟูความน่าเชื่อถือระบบทะเบียนได้มาก คุณคิดว่าควรมีมาตรการอะไรเพิ่มเพื่อป้องกัน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลยนะครับ ติดตามข่าวอัปเดตต่อไป!

ที่มา – จ่อหมายจับเจ้าหน้าที่รัฐ ร่วมแก๊ง “แจ้งเกิดทิพย์” พัวพันบ้านผีที่อยู่ปลอม อีกหลายคน

โผล่อีก 18 รายแจ้งเกิดทิพย์ แก๊งจีนเทา

ข่าวร้ายที่กำลังเป็นกระแสในโซเชียลเมื่อไม่นานมานี้คือ แจ้งเกิดทิพย์ แก๊งจีนเทา ที่โผล่เพิ่มอีก 18 รายในพื้นที่เทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อม อำเภอเมืองนครราชสีมา กรมการปกครองกำลังเร่งขยายผล จ่อจับกุมเจ้าหน้าที่รัฐเพิ่มอีก 2 ราย เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การทุจริตธรรมดา แต่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติเลยทีเดียว

แจ้งเกิดทิพย์ แก๊งจีนเทา เกิดอะไรขึ้นบ้าง

จากกรณีที่ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง ร่วมกับ บก.ปปป. สืบพบการแจ้งเกิดปลอมให้เด็กชาวจีนในเทศบาลตำบลโพธิ์กลาง อ.เมืองนครราชสีมา ก่อนหน้านี้จับกุมผู้ต้องหาไปแล้ว 3 ราย ได้แก่ นายนพรัตน์ ด้วงพรหม อดีตปลัดอำเภอห้วยแถลง, นางสาวจินดา เกล็ดงูเหลือม เจ้าพนักงานทะเบียนชำนาญงานเทศบาลตำบลโพธิ์กลาง และอดีตลูกจ้างที่ว่าการอำเภอห้วยแถลงอีก 1 คน การจับกุมเกิดขึ้นที่บ้านพักในพื้นที่อำเภอโนนสูงและห้วยแถลง

นางสาวจินดาให้การสารภาพว่าทำใบสูติบัตรแจ้งเกิดทิพย์ให้เด็กจีน 9 ราย ได้ค่าจ้างหัวละ 10,000 บาท โดยอ้างว่าทำเพราะจำเป็นต้องใช้เงิน และยืนยันว่าไม่รู้จักกลุ่มจีนเทา ส่วนลูกจ้างอำเภอห้วยแถลงสารภาพรับงานจากเพื่อนอดีตปลัด เอาชื่อเด็กเข้า “บ้านผี” จริง 13 ราย ค่าจ้างรายละ 10,000 บาทเช่นกัน

อดีตปลัดนพรัตน์ยังปฏิเสธทุกข้อหา

สำหรับนายนพรัตน์ ด้วงพรหม อดีตปลัดอำเภอ ยังให้การปฏิเสธ โดยอ้างว่าลายเซ็นถูกปลอม แต่ทั้งนางสาวจินดาและลูกจ้างได้ซัดทอดว่านายนพรัตน์คือตัวการสำคัญที่บงการทุกอย่าง ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2567 ชุด DOPA N.I.C.E. และ ป.ป.ป. ขยายผลพบที่เทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อม มีการแจ้งเกิดทิพย์เด็กจีนอีก 18 ราย โดยนางสาวจินดารับงานจากนายนพรัตน์ ร่วมกับเจ้าหน้าที่งานทะเบียนราษฎร์อีก 2 ราย กำลังรวบรวมหลักฐานเพื่อจับกุม

ปูมหลังปฏิบัติการย้อนเกล็ดมังกร

คดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของ “ปฏิบัติการย้อนเกล็ดมังกร” จากศูนย์ ACSC ที่ติดตามกลุ่มสแกมเมอร์ เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเชื่อมโยงไปยังนายหน้ารับจดทะเบียนวีซ่าให้คนจีน พบข้อมูลเด็กที่มีพาสปอร์ตจีนแต่มีสูติบัตรไทย ซึ่งผิดกฎหมายและเป็นภัยต่อความมั่นคง เพราะอาจใช้เอกสารปลอมเพื่ออยู่ในไทย ลักลอบทำงาน หรือแม้กระทั่งกิจกรรมผิดกฎหมายอื่นๆ

  • ผู้ต้องหาหลัก: นายนพรัตน์ ด้วงพรหม (อดีตปลัด)
  • นางสาวจินดา เกล็ดงูเหลือม (เจ้าพนักงานทะเบียน)
  • อดีตลูกจ้างอำเภอห้วยแถลง
  • เจ้าหน้าที่เทศบาลหนองไผ่ล้อม 2 ราย (จ่อจับ)

การแจ้งเกิดทิพย์แบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ครั้งนี้規模ใหญ่และเชื่อมโยงแก๊งจีนเทา ทำให้เจ้าหน้าที่ตื่นตัวสูง กลุ่มจีนเทาเหล่านี้มักเป็นตัวกลางให้สแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ หรือเครือข่ายค้ามนุษย์ โดยใช้เอกสารไทยเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ

ผลกระทบต่อสังคมและความมั่นคง

แจ้งเกิดทิพย์ แก๊งจีนเทา สร้างปัญหาใหญ่หลวง ไม่เพียงทำให้ระบบทะเบียนราษฎร์เสียหาย แต่ยังเปิดช่องให้ชาวต่างชาติแทรกซึมเข้าสู่สังคมไทย อาจนำไปสู่การก่ออาชญากรรม เพิ่มภาระสวัสดิการสาธารณะ และบ่อนทำลายสถิติประชากรที่แท้จริง นอกจากนี้ยังกระทบภาพลักษณ์เจ้าหน้าที่รัฐที่ควรเป็นแบบอย่าง

กรมการปกครองย้ำว่าจะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด และขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ที่อาจมีขบวนการคล้ายกัน หากประชาชนพบเบาะแส สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมการปกครอง 1911

กรณีนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า การทุจริตแม้เล็กน้อยแต่หากเชื่อมโยงกับต่างชาติ อาจกลายเป็นภัยใหญ่ได้ คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์และแชร์เพื่อเตือนภัยกันต่อไปครับ

ที่มา – โผล่อีก 18 ราย “แจ้งเกิดทิพย์” แก๊งจีนเทา อดีตปลัด ยังปฏิเสธ จ่อจับเจ้าหน้าที่รัฐเพิ่มอีก

เปิดเส้นทางแจ้งเกิดทิพย์ จีนเทา ระงับทั้งหมด

วันนี้เราจะมาพูดถึงประเด็นร้อนที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ในวงการข่าวไทย นั่นคือ แจ้งเกิดทิพย์ จีนเทา ขบวนการอันตรายที่เชื่อมโยงเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ เจ้าหน้าที่รัฐกำลังเร่งมือเต็มที่ เตรียมออกคำสั่งระงับเอกสารปลอมทั้งหมด และสอบสวนให้จบภายใน 30 วัน เพื่อไม่ให้มิจฉาชีพเหล่านี้หลุดรอดไปได้

เรื่องนี้เริ่มปะทุขึ้นที่เทศบาลตำบลโพธิ์กลาง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ดร.กิติพงศ์ พงศ์สุรเวท นายกเทศมนตรีตำบลโพธิ์กลาง เป็นคนจุดชนวนสำคัญ เขาเข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.เมืองนครราชสีมา หลังตรวจพบเจ้าหน้าที่ทะเบียนปลอมเอกสารแจ้งเกิดให้ชาวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่ม จีนเทา ซึ่งหมายถึงชาวจีนที่ไม่มีสถานะทางกฎหมายชัดเจน มักเป็นผู้ลักลอบอยู่ไทยหรือเกี่ยวข้องกับกิจกรรมผิดกฎหมาย แต่ละเคสเรียกเก็บผลประโยชน์หลักหมื่นบาท!

แจ้งเกิดทิพย์ จีนเทา

การตรวจสอบย้อนหลัง 5 ปี พบความผิดปกติอย่างน้อย 27 ราย และล่าสุดพุ่งไปถึง 50 ราย โดยกรมการปกครอง (DOPA) พบ 5 ราย เทศบาลพบ 45 ราย ร่วมกับโรงพยาบาลค่ายสุรนารี ตรวจสอบแล้ว 29 รายมีข้อมูลเกิดจริงแต่ถูกสวมสิทธิ์ อีก 16 รายไม่มีข้อมูลเลย ชัดเจนว่าเป็นการแจ้งเกิดปลอมทั้งเพ อำนวยความสะดวกให้ชาวจีนได้รับสัญชาติไทยแบบลัด

ขบวนการนี้เชื่อมโยงกับปฏิบัติการ “ย้อนเกล็ดมังกร” เมื่อ 29 เมษายน 2569 โดย DOPA N.I.C.E. ร่วม ACSC ตำรวจ ป.ป.ป. จับกุมผู้ต้องหา 6 คนจาก 2 คดี ขยายผลอีก 1 คดี น.ส.ดา (นามสมมุติ) เจ้าพนักงานทะเบียนชำนาญงาน เทศบาลโพธิ์กลาง ถูกจับเช้าวันที่ 2 พฤษภาคม 2569

เส้นทางเชื่อมโยงขบวนการแจ้งเกิดทิพย์ จีนเทา

แก๊งจีนเทาเริ่มจากออเดอร์ว่าจ้างนายนพรัตน์ อดีตปลัดอำเภอหลายแห่งในโคราช ซึ่งมีรหัสกลางกรมการปกครองเข้าถึงระบบทะเบียนได้ทั่วประเทศ ค่าจ้างรายละ 3-5 หมื่นบาท ดำเนิน 3 ขั้นตอนหลัก:

  • จดทะเบียนสมรสทิพย์ ว่าจ้างชายไทยเป็นสามีปลอม
  • ปลอมใบแจ้งเกิดทิพย์ ให้บุตรจีนเป็นคนไทย
  • หาบ้านบรรจุชื่อลงทะเบียนบ้าน เพื่อให้ดู合法

จากนั้นนายนพรัตน์ประสานเจ้าหน้าที่เก่าอย่างน.ส.ดา ที่เคยร่วมงานกัน ค่าจ้าง 1-3 หมื่นบาทต่อราย พบเชื่อมโยงเชียงใหม่ด้วย ปลอมบัตรประชาชน และเทศบาลหนองไผ่ล้อม โคราช พบ 18 ราย

นอกจากนี้ ยังจับเด็กต้องสงสัยที่สนามบินสุวรรณภูมิ กำลังจะหนีออกนอกประเทศ เจ้าหน้าที่กำลังขยายผลเต็มสูบ เพื่อตัดขบวนการทั้งเครือ

เทศบาลโพธิ์กลางเตรียมออกคำสั่งระงับสูจิบัตรทั้งหมด ส่งกรมการปกครองเพิกถอน และคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงสรุป 30 วัน ดำเนินวินัย-คดีอาญา

เหตุการณ์ แจ้งเกิดทิพย์ จีนเทา นี้ไม่ใช่แค่ทุจริตธรรมดา แต่กระทบความมั่นคงชาติ เปิดช่องให้ชาวต่างด้าวแทรกซึม สร้างปัญหายาเสพติด อาชญากรรมออนไลน์ มันเป็นเครื่องเตือนใจว่าระบบทะเบียนต้องเข้มงวดกว่านี้

ในฐานะพลเมือง เราควรสนับสนุนเจ้าหน้าที่ให้ทำงานโปร่งใส และรายงานถ้าพบพิรุธ ติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ ช่วยกันปกป้องสัญชาติไทยของเรานะ!

ที่มา – เปิดเส้นทางเชื่อมโยงขบวนการ “แจ้งเกิดทิพย์” จีนเทา เตรียมออกคำสั่งระงับทั้งหมด

จับล่ามไทย ร่วมบอสจีนเทา หนึ่งในเบื้องหลังแก๊งสแกมเมอร์ปอยเปต

ข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในวงการข่าวอาชญากรรม เมื่อเกิดเหตุ จับล่ามไทย ร่วมบอสจีนเทา หนึ่งในเบื้องหลังแก๊งสแกมเมอร์ปอยเปต ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้บงการสำคัญที่ช่วยหลอกลวงคนไทยไปทำงานผิดกฎหมายในกัมพูชา พบว่ามีหมายจับถึง 12 หมายจับติดตัว สร้างความตกใจให้กับประชาชนที่กำลังมองหางานในต่างประเทศ

จับล่ามไทย ร่วมบอสจีนเทา หนึ่งในเบื้องหลังแก๊งสแกมเมอร์ปอยเปต

เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 เจ้าหน้าที่คอมมานโดจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.ก.) ร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับเทคโนโลยี (บก.ปอท.) กองบังคับการตระเวนโต้ตอบพิเศษ (บก.ทล.) และกองบังคับการปราบปรามการโจรกรรม (บก.ปพ.) ได้นำกำลังเข้าจับกุมตัวนายวรวุฒิ มิตรเจริญ อายุ 32 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดสระแก้วหลายฉบับ รวม 12 หมาย โดยจับได้ที่บริเวณตรงข้ามศูนย์การค้าบนถนนพหลโยธิน ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี

ผู้ต้องหาถูกกล่าวหาว่า ร่วมกันใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำผิดกฎหมาย หรือข่มขืนใจผู้อื่น พาหรือส่งคนออกนอกราชอาณาจักรให้ตกอยู่ในอำนาจผู้อื่นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นความผิดร้ายแรงที่เกี่ยวข้องกับขบวนการแก๊งสแกมเมอร์หรือคอลเซ็นเตอร์ในเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา

บทบาทสำคัญของล่ามไทยในแก๊งสแกมเมอร์ปอยเปต

การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2565 ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไทยและตำรวjkกัมพูชาร่วมกันช่วยเหลือคนไทย 24 คน จากนายจ้างชาวจีนในเมืองสีหนุ ประเทศกัมพูชา ผู้เสียหายทั้งหมดถูกส่งตัวกลับมาที่จังหวัดสระแก้ว และให้การกับ สภ.อรัญประเทศ ว่าคือจับล่ามไทย ร่วมบอสจีนเทา หนึ่งในเบื้องหลังแก๊งสแกมเมอร์ปอยเปต มีส่วนสำคัญตั้งแต่ต้นจนจบ

นายวรวุฒิทำหน้าที่เป็นนายหน้า ใช้เฟซบุ๊กประกาศรับสมัครงานล่อใจคนไทยให้ไปทำงานในกัมพูชา เมื่อเหยื่อเดินทางไปถึง ก็ถูกยึดโทรศัพท์ตัดการติดต่อ บ่ายเบี่ยงค่าจ้าง และบังคับให้ทำงานสแกมเมอร์ โดยล่ามคนนี้ยังแปลภาษารับคำสั่งจากบอสจีนเทา สั่งการคนไทยให้ทำยอดหลอกลวงเงินวันละ 3-5 หมื่นบาท

  • ประกาศรับสมัครงานปลอมผ่านโซเชียลมีเดีย
  • ยึดโทรศัพท์และตัดขาดโลกภายนอก
  • แปลคำสั่งจากบอสจีนให้คนไทย
  • บังคับทำยอดสแกมรายวัน
  • ตั้งกฎเหล็กโหด เช่น ห้ามเข้าห้องน้ำเกิน 12 นาที ปรับนาทีละ 10 ดอลลาร์

ที่น่าตกใจคือ ระหว่างเจ้าหน้าที่บุกช่วยเหลือ นายวรวุฒิยังขัดขวางโดยหลอกเหยื่อว่าตำรวจเป็น "ตำรวจปลอม" จะนำไปขายต่อ สร้างความหวาดกลัวเพื่อไม่ให้ได้รับการช่วยเหลือ

คำรับสารภาพและขยายผล

จากการสอบสวน นายวรวุฒิรับสารภาพว่าเป็นล่ามให้กลุ่มจีนเทา ได้ค่าจ้างเดือนละ 25,000-30,000 บาท ทำหน้าที่สื่อสารและสั่งงาน แต่ยืนยันว่าไม่ได้หลอกชักชวนเอง เพียงแปลภาษาเท่านั้น ปัจจุบันนำตัวส่ง สภ.อรัญประเทศ ดำเนินคดี และขยายผลหาผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงอันตรายของแก๊งสแกมเมอร์ปอยเปตที่ลากคนไทยไปเป็นเครื่องมือ โดยมีคนไทยด้วยกันเป็นเบื้องหลัง ประชาชนควรตรวจสอบงานในต่างประเทศให้ดี อย่าหลงเชื่อโฆษณาง่ายๆ ทางโซเชียล

ข้อคิดเห็น: การที่ล่ามไทยกลายเป็นเครื่องมือของบอสจีนเทา แสดงให้เห็นว่าอาชญากรรมข้ามชาติซับซ้อนขนาดไหน รัฐบาลควรเพิ่มมาตรการปราบปรามและให้ความรู้ประชาชนมากขึ้น หากคุณหรือคนใกล้ตัวถูกหลอก สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ สภ.ท้องที่หรือสายด่วน 191 เพื่อช่วยเหลือทันท่วงที

ที่มา – จับล่ามไทย ร่วมบอสจีนเทา หนึ่งในเบื้องหลังแก๊งสแกมเมอร์ปอยเปต พบมีหมายจับถึง 12 หมาย

ตร.เพชรเกษมคืนเงิน! แก๊งจีนเทาจัดหาบัญชีม้า

ตำรวจเพชรเกษมสุดยอด! ยึดเงินจากแก๊งจีนเทาที่จัดหาบัญชีม้า คืนให้ผู้เสียหายที่แจ้งความไว้ที่ สน.ประชาชื่น ได้ทันที 500,000 บาท! ผบก.น.9 ชื่นชมยกใหญ่ ถือเป็นการคืนความสุขและมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้ผู้เสียหายเลย

ตามนโยบายรัฐบาลที่สั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งสร้างความเสียหายให้ประชาชนอย่างมาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงขับเคลื่อนนโยบายอย่างจริงจัง ยึดอายัดบัญชีที่ใช้กระทำผิด และติดตามคืนเงินเยียวยาให้ผู้เสียหายโดยเร็วที่สุด

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. และทีมงาน ได้สั่งการให้ตำรวจเร่งติดตามจับกุมคนร้าย เพื่อคืนความสุขให้ประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อการฉ้อโกงออนไลน์

ตร.เพชรเกษม ยึดเงิน “แก๊งจีนเทา” จัดหาบัญชีม้า คืนผู้เสียหาย 500,000 บาท

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 เวลา 14.00 น. พล.ต.ต.สามารถ พรหมชาติ ผบก.บก.น.9 พร้อมทีมงาน แถลงผลการปฏิบัติการ Money Cash Back มอบเงินคืนให้ นางอรัญญา (สงวนนามสกุล) ผู้เสียหายในคดีฉ้อโกงออนไลน์ เป็นจำนวน 500,000 บาท ที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 9 (บก.น.9)

พฤติการณ์ของคดีคือ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 เวลา 15.04 น. นางอรัญญาถูกคนร้ายหลอกให้โอนเงินจากบัญชีตนเอง 4 ครั้ง รวม 2,700,000 บาท! คนร้ายอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากเครือข่ายมือถือแห่งหนึ่ง แจ้งว่าข้อมูลของนางอรัญญาไปเปิดเบอร์ที่เกี่ยวข้องกับคดีความ แล้วโอนสายให้คุยกับตำรวจ สภ.เมืองพิจิตร จากนั้นแอดไลน์โดยใช้ชื่อ สภ.เมืองพิจิตร แจ้งรายละเอียดคดี และให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบ จนกระทั่งผู้เสียหายรู้ตัวว่าโดนหลอก จึงแจ้งความออนไลน์และเข้าแจ้งความที่ สน.ประชาชื่น

การจับกุมแก๊งจีนเทาและคืนเงิน

จากการตรวจสอบพบว่า ตำรวจ สน.เพชรเกษม จับกุมแก๊งจีนเทาที่จัดหาบัญชีม้า เพื่อมาถอนเงินสดที่ห้างสรรพสินค้าย่านบางแค จากการขยายผล พบเงินสด 500,000 บาท อยู่กับนายธนกฤต สิริวรางค์ ซึ่งมีคดีร่วมกันฉ้อโกงที่ สน.เพชรเกษม จึงแจ้งข้อกล่าวหาและยึดเงินสดไว้

เมื่อทราบว่าเงินสดดังกล่าวเป็นของผู้เสียหายที่ถูกฉ้อโกงออนไลน์ จึงประสานงานกับ สน.ประชาชื่น เพื่อคืนเงินให้ผู้เสียหาย

พล.ต.ต.สามารถ พรหมชาติ ผบก.น.9 กล่าวว่า ถือเป็นความโชคดีของผู้เสียหายที่ตำรวจยึดเงินไว้ได้และติดต่อให้มารับคืน ถือว่าเป็นการคืนความสุขและเป็นของขวัญปีใหม่ ขอขอบคุณตำรวจ สน.เพชรเกษมที่ทำงานขยายผลอย่างต่อเนื่อง ทำให้หยุดวงจรของคนร้ายได้ เคสนี้มีการออกหมายจับ 8 หมาย และขยายผลแจ้งข้อกล่าวหาผู้เกี่ยวข้อง 5 คน รวมถึงมีการตรวจค้นตามยุทธการแหกคอกม้า ที่สำคัญคือการคืนเงินให้ผู้เสียหายได้ทันที

นางอรัญญา ผู้เสียหาย กล่าวด้วยความดีใจว่า ไม่คิดว่าจะได้เงินคืนแล้ว! พอตำรวจติดต่อมาให้มารับเงินคืน ถึงแม้จะไม่ครบจำนวน ก็รู้สึกดีใจมาก ต้องขอบคุณตำรวจมากๆ และฝากเตือนประชาชนว่าอย่าหลงเชื่อแก๊งมิจฉาชีพ ให้มีสติ เพราะโอกาสที่จะได้เงินคืนนั้นยากมาก ป้องกันตัวเองอย่าให้ตกเป็นเหยื่อจะดีที่สุด ขอบคุณตำรวจอีกครั้งที่ทำให้ได้รับของขวัญปีใหม่ที่ล้ำค่า

การทำงานอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพของตำรวจ สน.เพชรเกษม ทำให้สามารถจับกุมแก๊งมิจฉาชีพและคืนเงินให้ผู้เสียหายได้สำเร็จ ถือเป็นข่าวดีและเป็นกำลังใจให้กับประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ หากใครตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ อย่าลังเลที่จะแจ้งความ เพื่อให้ตำรวจดำเนินการติดตามจับกุมคนร้ายและนำเงินกลับคืนมาให้ได้มากที่สุด

ที่มา – ตร.เพชรเกษม ยึดเงิน “แก๊งจีนเทา” จัดหาบัญชีม้า คืนผู้เสียหาย 500,000 บาท

รวบ 2 หนุ่มไทย **ส่ง SMS ปลอมทั่วกทม.**

ตำรวจไซเบอร์แถลงผลปฏิบัติการ “OPERATION KHAO SAN” รวบ 2 หนุ่มไทยเครือข่ายจีนเทา รับจ้างขับรถซ่อนเครื่องส่ง SMS ปลอม ส่งข้อความหลอกประชาชนกดลิงก์ “คะแนนใกล้หมดอายุ รีบแลกของขวัญเลย” เลือกเป้าหมายตระเวนไปย่านที่มีผู้คนพลุกพล่านทั่วกรุงเทพฯ เช่น แยกท่าพระ โรงพยาบาลศิริราช ถนนข้าวสาร ถนนเยาวราช ซอยนานา ทองหล่อ ห้วยขวาง ดินแดง ปิ่นเกล้า ปากคลองตลาด เป็นต้น

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 16 สิงหาคม 2568 ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง ผบก.สอท.3 พ.ต.อ.อดิชาต อมรประดิษฐ ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สอท.3 นายวิสิษฐศักดิ์ เจริญไชย ผู้จัดการงานองค์กรสัมพันธ์ AIS ร่วมกันแถลงผลปฏิบัติการ “OPERATION KHAO SAN” รวบ 2 เครือข่ายจีนเทา รับจ้างขับรถซ่อนเครื่องจำลองสถานีฐาน (False Base Station) ตระเวนส่ง SMS ปลอมทั่วกทม. แนบลิงก์ดูดเงินกลางกรุง

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 8 ส.ค.68 ตำรวจไซเบอร์ได้ทำการจับกุมนายนิรันดร์ อินสนธิ์ อายุ 20 ปี ชาวกรุงเทพฯ และนายกิตติวรา ซาภักดี อายุ 22 ปี ชาวกรุงเทพฯ เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งให้การว่าได้รับการว่าจ้างจากชาวจีนที่ขับรถยนต์ที่ติดตั้งเครื่องจำลองสถานีฐาน (False Base Station) ตระเวนส่งสัญญาณ SMS ปลอมแนบลิงก์ดูดเงิน เพื่อหลอกประชาชนที่หลงเชื่อให้สูญเสียทรัพย์สิน ภายในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งย่านบางพลัด กรุงเทพฯ โดยตำรวจทำการสืบสวนขยายผลต่อเนื่องยังพบว่ามีกลุ่มขบวนการผู้ก่อเหตุในลักษณะดังกล่าวอีกในพื้นที่กรุงเทพฯ

ต่อมา พ.ต.อ.อดิชาต อมรประดิษฐ ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3 พร้อมด้วย พ.ต.ท.ชนทัช วุฒิภัทรโสภณ รอง ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สอท.3, พ.ต.ท.อโนทัย ดียิ่ง รอง ผกก.2 บก.สอท.3 พ.ต.ท.ณัฐพล เสียมไหม, พ.ต.ท.วินัย ชมพุฒ พ.ต.ท.เอกสิทธิ์ พระศรี, พ.ต.ธวัช ทุเครือ สว.กก.วิเคราะห์ข่าวฯ, พ.ต.ต.ชัยเมศร์ เนติวิมลศิลป์ สว.กก.2 บก.3, และ พ.ต.ท.ยศวรรธก์ วงษ์จันทร์ สว.กลุ่มงานรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ บก.ตอท. จึงนำกำลังตำรวจไซเบอร์ ร่วมกับทีมวิศวกรจาก AIS กระจายกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบ โดยกระจายกำลังค้นหาคนร้ายที่ก่อเหตุรอบพื้นที่ กทม. โดยเฉพาะถนนเส้นหลักและย่านชุมชนขนาดใหญ่ที่มีผู้คนอยู่หนาแน่น

ด้าน พ.ต.อ.อดิชาต อมรประดิษฐ ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3 กล่าวว่า กระทั่งช่วงเวลา 23.00 น. ของวันที่ 14 ส.ค.68 ตำรวจพบรถเก๋ง ยี่ห้อ SUZUKI รุ่น ERTIGA GX สีขาว หมายเลขทะเบียน 3ขค 9604 กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นรถต้องสงสัยขับอยู่ภายในซอยสุขุมวิท 3 จึงสะกดรอยติดตาม ปรากฏว่ามีข้อความ SMS แนบลิงก์ดูดเงินเข้าสู่เว็บไซต์ปลอมส่งเข้าโทรศัพท์มือถือของเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนายอย่างต่อเนื่อง โดยรถยนต์คันดังกล่าวได้ขับผ่านย่านชุมชนแหล่งท่องเที่ยวที่มีผู้คนหนาแน่น อาทิ ถนนสุขุมวิท เพลินจิต ราชประสงค์ ปทุมวัน พญาไท ราชเทวี ยมราช ถนนหลานหลวง เทเวศร์ และสามเสน โดยมุ่งหน้าเข้าพื้นที่ สน.ชนะสงคราม

จึงแจ้งไปยัง พ.ต.ต.อ.นิพนธ์ นิธิการุณย์เลิศ ผกก.สน.ชนะสงคราม ขอกำลังสกัดจับเพื่อทำการตรวจสอบ โดยสามารถสกัดจับไว้ได้บริเวณลานจอดรถกองสลากเก่า ถนนราชดำเนิน จากการตรวจค้นพบชายนั่งอยู่ภายในรถ 2 ราย ทราบชื่อคือนายนพรัตน์ เวชกามา อายุ 25 ปี ชาวกรุงเทพฯ เป็นคนขับ และนายมังกร ฟูกู อายุ 23 ปี ชาว จ.สระแก้ว นั่งอยู่เบาะหน้าคู่กับคนขับ ตรวจสอบภายในรถบนเบาะหลังและห้องเก็บสัมภาระด้านท้าย พบกล่องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กำลังทำงานอยู่และมีการเชื่อมต่อกับเครื่องจ่ายไฟเคลื่อนที่ (Power Station)

ก่อนประสานไปยังเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญทีมวิศวกรรมจาก AIS ให้มาร่วมตรวจสอบพบว่าเป็นเครื่องจำลองสถานีฐาน (False base station) เป็นอุปกรณ์เครื่องวิทยุโทรคมนาคมที่ดัดแปลงการส่งสัญญาณในคลื่นความถี่ต่างๆ เข้าอุปกรณ์มือถือที่อยู่ได้ภายในรัศมี 3-5 กิโลเมตร ซึ่งเครื่องกำลังทำงานอยู่และมีการเชื่อมต่อกับเครื่องจ่ายไฟเคลื่อนที่ (Power Station) พร้อมอุปกรณ์กระจายสัญญาณที่ติดตั้งอยู่บนหลังคารถ โดยดัดแปลงเสาส่งสัญญาณเป็นรูปครีบฉลามเหมือนอุปกรณ์ตกแต่งรถทั่วไป เพื่ออำพรางไม่ให้เป็นที่น่าสงสัย

เบื้องต้นสอบสวน นายนพรัตน์ให้การว่าเมื่อช่วงเดือน ก.พ.68 ได้รับการติดต่อจากชายชาวกัมพูชารายหนึ่ง ซึ่งเป็นพนักงานเสิร์ฟในร้านเหล้าย่านถนนข้าวสาร แนะนำให้มาทำงานเป็นคนขับรถพาบอสชาวจีนและแฟนสาวเที่ยวสถานที่ต่างๆ ในกรุงเทพฯ จึงรับทำงานขับรถ กระทั่งช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา บอสชาวจีนคนดังกล่าวได้ติดต่อมาหาตนอีก โดยส่งพัสดุมาให้จากประเทศจีน อ้างว่าเป็นแบตเตอรี่สำรอง เมื่อพัสดุมาถึง พบว่าภายในกล่องมีแบตเตอรี่ เครื่องส่งสัญญาณ False Base Station, เราเตอร์ไวไฟ, เสาอากาศ จำนวน 1 ชุด พร้อมกับโอนเงินมาให้อีก 2,000 บาท เป็นค่าฝากเครื่อง และได้สอนวิธีติดตั้งและใช้งานผ่านแอปพลิเคชันส่ง SMS รวมทั้งสอนการติดตั้งอุปกรณ์ภายในรถยนต์ เพื่อให้ขับรถตระเวนส่ง SMS ปลอมทั่วกทม. อาทิ “พอยท์ 10,880 ใกล้หมดแล้ว! แลกของรางวัลที่ https://lihi.cc/Bv09H” หรือข้อความที่เกี่ยวข้องกับสถาบันธนาคารต่างๆ เฉลี่ยวันละ 5,000-10,000 ข้อความ

โดยตนได้ตัดสินใจร่วมทำงานในช่วงแรกได้ใช้รถเก๋งของแฟนสาวได้ค่าจ้างวันละ 3,300 บาท ต่อมาได้เปลี่ยนมาใช้วิธีการเช่ารถเพื่อนำไปก่อเหตุ โดยบอสชาวจีนเป็นผู้จ่ายค่าเช่ารถ พร้อมให้ค่าตอบแทนวันละ 1,350 บาท โดยทำงานวันละ 2 ช่วงเวลา คือ 09.00-12.00 น. และ 18.00-01.00 น. นานกว่า 5 เดือน โดยขับรถตระเวนไปย่านที่มีผู้คนพลุกพล่านทั่วกรุงเทพฯ เช่น แยกท่าพระ โรงพยาบาลศิริราช ถนนข้าวสาร ถนนเยาวราช ซอยนานา ทองหล่อ ห้วยขวาง ดินแดง ปิ่นเกล้า ปากคลองตลาด เป็นต้น

โดยตำรวจได้ดำเนินคดีในความผิดฐาน “ร่วมกันทำ มี ใช้ นำเข้า นำออก หรือค้าซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต ตามมาตรา 6 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498, ร่วมกันตั้งสถานีวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตตามมาตรา 11 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498, ร่วมกันใช้คลื่นความถี่ในการประกอบกิจการโทรคมนาคม โดยไม่ได้รับอนุญาตอันมีลักษณะที่เป็นการประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่สาม ตามมาตรา 67(3) ตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม, ร่วมกันพยายามฉ้อโกงประชาชนฯ ตาม ป.อาญา มาตรา 343, ร่วมกันกระทำโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ.2560 มาตรา 14(1), ร่วมกันดักรับไว้ ใช้ประโยชน์ หรือเปิดเผยโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งข่าววิทยุคมนาคมที่มีได้มุ่งหมายเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติหรือประชาชน ตามมาตรา 17 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 และที่แก้ไขเพิ่มเติม, ร่วมกันกระทำความผิดฐาน อั้งยี่ ตาม ป.อาญา มาตรา 209”

โดยตำรวจอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลไปยังบอสชาวจีนรายดังกล่าว อีกทั้งหาความเชื่อมโยงไปยังกลุ่มผู้ก่อเหตุที่เคยจับได้ก่อนหน้านี้ ว่าเป็นขบวนการเดียวกันหรือไม่ เพื่อเร่งรวบรวมพยานหลักฐานในการติดตามผู้ร่วมขบวนการที่เกี่ยวข้องต่อไป

จับ 2 หนุ่มไทย ส่ง SMS ปลอมทั่วกทม.

ตำรวจเจอเองกับตัว! ขณะสะกดรอย **ส่ง SMS ปลอมทั่วกทม.**

การจับกุมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของมิจฉาชีพที่ใช้วิธีการที่ซับซ้อนมากขึ้นในการหลอกลวงประชาชน จึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องระมัดระวังและตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะคลิกลิงก์ใดๆ ที่ได้รับทาง SMS

ที่มา – จับ 2 หนุ่มไทย ส่ง SMS ปลอมทั่วกทม. ตำรวจเจอเองกับตัว ขณะสะกดรอย ข้อความเข้าถี่ยิบ

Scroll to top