แก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ

ทุนเทาครองเมือง แนะปราบสแกมเมอร์จริงจัง

สถานการณ์ทุนสีเทาที่เชื่อมโยงกับอำนาจรัฐสร้างความเสียหายอย่างมาก รัฐบาลจึงต้องเร่งตรวจสอบเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับเว็บพนันและการฟอกเงิน ขณะเดียวกัน สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาก็กลับมาร้อนระอุอีกครั้ง รัฐบาลต้องเร่งจัดการทั้งสองด้านเพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา

ในรายการ Newsroom ทางยูทูบ Thairath News พูดคุยกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. และ พล.ท.พงศกร รอดชมภู อดีตประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหา

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล เปิดเผยว่า อาชญากรรมสแกมเมอร์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และโรแมนซ์สแกมมีความเกี่ยวพันกันทั้งหมด สร้างความเสียหายมหาศาลและมีอิทธิพลต่อรัฐบาล รวมถึงการคอร์รัปชั่นในหมู่ข้าราชการและตำรวจ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความเคลื่อนไหวในการดำเนินคดีหรือให้ออกจากราชการ แม้ว่าจะได้ส่งรายชื่อไปตั้งแต่ ส.ค. 2567 แล้วก็ตาม

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า การที่นายกฯ เดินทางไปประชุมที่เกาหลีและบอกว่าไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมการปราบปรามสแกมเมอร์นั้น ไม่ถูกต้อง เพราะไทยควรเป็นเจ้าภาพในการปราบปรามอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่จัดการประชุม และการตั้งศูนย์หรือทำ MOU กับหน่วยงานต่างๆ ก็เป็นเพียงพิธีกรรมเท่านั้น

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังกล่าวถึงกรณีการจับกุม “ลียง พัด” ว่า ควรไปขอข้อมูลจากต่างประเทศที่มีการยึดทรัพย์บริษัทเหล่านี้แล้ว เพื่อดูว่ามีคนไทยเกี่ยวข้องหรือไม่ และมีการฟอกเงินไปยังบริษัทใดบ้าง ส่วนเว็บพนันก็เป็นอาหารอันโอชะของตำรวจที่คอร์รัปชั่น และไทยยังอ่อนในเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย โดยมักจะจับแค่ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงหรือหลบหนีเข้าเมือง ซึ่งไม่มีประโยชน์

พล.ท.พงศกร รอดชมภู กล่าวว่า การตั้งข้อหาแค่ร่วมกันฉ้อโกงนั้นง่ายเกินไป และแต่ละหน่วยงานยังทำงานแยกกัน ควรให้ ป.ป.ง. บังคับใช้กฎหมายและให้ตำรวจเดินคู่กันไป แต่ถ้ามัวแต่จัดอีเว้นท์จะไม่ทัน ควรยึดทรัพย์ให้เห็นผลจริงจัง และจัดการกลุ่มที่อยู่เบื้องหลังสถานการณ์ชายแดน นอกจากนี้ ประเทศไทยเสียเงินให้กับระบบสแกมเมอร์จำนวนมาก แต่ได้คืนมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ทุนเทาครองเมือง แนะใช้อำนาจรัฐ ปราบสแกมเมอร์จริงจัง

เมื่อถามถึงการทำงานของตำรวจ พล.ท.พงศกร กล่าวว่า ระบบข้าราชการประจำและการเมืองถูกแทรกซึมเกือบหมดแล้ว เหมือนประเทศไทยถูกยึดไปแล้วด้วยเงินดำ ดังนั้น วิธีการที่จะสู้ได้คือ การใช้อำนาจรัฐ โดยเจตจำนงทางการเมืองจัดการกับรายชื่อที่เกี่ยวข้องกับคนไทย และใช้กฎหมายเกี่ยวกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ

พล.ท.พงศกร กล่าวว่า สแกมเมอร์มาฟอกเงินในไทย ดังนั้นให้ไปตามบัญชีต่างๆ ที่มีนอมินี ซึ่งหาไม่ยาก เมื่อเจอแล้วจะรู้ว่ามีการฟอกเงินในรูปแบบต่างๆ เช่น การประมูลงานแบบที่ถูกจัดฉาก หรือการซื้อของในบริษัทตัวเองในราคาแพง สามารถจัดการได้ทั้งหมด โดยขอความร่วมมือจากสหรัฐฯ และจีน

แก้ปัญหาทุนเทาครองเมือง ต้องปราบสแกมเมอร์จริงจัง

การปราบปรามสแกมเมอร์อย่างจริงจังต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งฟอกเงินของอาชญากรข้ามชาติ การใช้อำนาจรัฐอย่างเด็ดขาดและการประสานงานกับต่างประเทศเป็นสิ่งจำเป็นในการแก้ไขปัญหานี้

แนวทางการปราบปรามสแกมเมอร์ที่เสนอมานั้น เป็นแนวทางที่น่าสนใจและควรนำไปพิจารณาอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาทุนเทาและการฟอกเงินนั้นต้องอาศัยความโปร่งใสและความมุ่งมั่นในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุน

การปล่อยให้ปัญหาทุนเทาฝังรากลึกต่อไป จะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว การตัดสินใจที่เด็ดขาดและการดำเนินการอย่างรวดเร็วจึงเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหานี้

ที่มา – ทุนเทาครองเมือง แนะใช้อำนาจรัฐ ปราบสแกมเมอร์จริงจัง

รมว.เกาหลีใต้กดดันกัมพูชาปราบปรามศูนย์สแกมเมอร์

นายโช ฮยอน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ เดินทางเยือนกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เพื่อเข้าพบนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยมีเป้าหมายหลักคือการเร่งปราบปรามขบวนการหลอกลวงออนไลน์ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในประเทศ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของนักศึกษาเกาหลีใต้วัย 22 ปี เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ประเด็นหลักคือการผลักดันให้กัมพูชาปราบปรามศูนย์สแกมเมอร์อย่างจริงจัง

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้แถลงก่อนการเยือนว่า การหารือระหว่างทั้งสองประเทศจะมุ่งเน้น “ความร่วมมือเพื่อขจัดอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา” พร้อมระบุว่ามาตรการสำคัญคือการตั้ง “คณะทำงานร่วมเกาหลี–กัมพูชา” ที่รวมเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งสองฝ่าย เพื่อช่วยคลี่คลายปัญหาที่มีชาวเกาหลีใต้เกี่ยวข้องกับขบวนการนี้ ความร่วมมือนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการปราบปรามศูนย์สแกมเมอร์

เหตุการณ์ดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในเกาหลีใต้ หลังพบศพของนายพัค มินโฮ นักศึกษาเกาหลีใต้ วัย 22 ปี ในรถกระบะใกล้ภูเขาโบกอร์ จังหวัดกำปอต ทางตอนใต้ของกัมพูชา โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าเขาถูกทำร้ายและทรมานก่อนเสียชีวิต ก่อให้เกิดความไม่พอใจอย่างรุนแรงในสังคมเกาหลีใต้และกระตุ้นให้รัฐบาลส่งคณะผู้แทนด่วนไปยังกัมพูชาเพื่อเจรจา

ขบวนการหลอกลวงออนไลน์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยมีเหยื่อจำนวนมากถูกล่อลวงหรือบังคับให้ทำงานในศูนย์สแกมเมอร์ที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวดและใช้ความรุนแรง ข้อมูลจากสหประชาชาติระบุว่า อาชญากรรมไซเบอร์เหล่านี้สร้างรายได้มหาศาลให้กับขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี โดยอ้างความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือโอกาสลงทุนหลอกลวงเพื่อโกงเหยื่อทั่วโลก

เจ้าหน้าที่เกาหลีใต้ประเมินว่า ศูนย์หลอกลวงในกัมพูชามีแรงงานราว 200,000 คน รวมถึงชาวเกาหลีใต้ประมาณ 1,000 คน เมื่อเดือนที่แล้วมีชาวเกาหลีใต้ 64 คนถูกส่งกลับประเทศด้วยเที่ยวบินเช่าเหมาลำ หลังถูกตำรวจจับในกัมพูชา โดยกว่า 50 คนถูกตั้งข้อหามีส่วนร่วมในกิจกรรมฉ้อโกงออนไลน์

รมว.เกาหลีใต้กดดันกัมพูชาปราบปรามศูนย์สแกมเมอร์

การเยือนของนายโช ฮยอนในครั้งนี้ มีขึ้นต่อเนื่องจากการเดินทางของคิม จินอา รัฐมนตรีช่วยกระทรวงต่างประเทศ และคณะผู้แทนสมาชิกรัฐสภาเกาหลีใต้เมื่อเดือนที่ผ่านมา สะท้อนถึงแรงกดดันทางการทูตที่เกาหลีใต้กำลังใช้เพื่อกวาดล้างขบวนการหลอกลวงออนไลน์ในภูมิภาคนี้

ความสำคัญของการปราบปรามศูนย์สแกมเมอร์

การปราบปรามศูนย์สแกมเมอร์ในกัมพูชาไม่เพียงแต่เป็นการตอบสนองต่อความสูญเสียของนักศึกษาเกาหลีใต้ แต่ยังเป็นการป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั่วโลก การที่เกาหลีใต้ใช้แรงกดดันทางการทูต แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ และความสำคัญของการร่วมมือระหว่างประเทศในการต่อต้านภัยคุกคามนี้

  • ความร่วมมือระหว่างประเทศ: การจัดตั้งคณะทำงานร่วมเกาหลี-กัมพูชาเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหา
  • การบังคับใช้กฎหมาย: การจับกุมและส่งตัวผู้กระทำผิดกลับประเทศเป็นสิ่งจำเป็น
  • การป้องกัน: การให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับกลโกงออนไลน์เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันการตกเป็นเหยื่อ

การปราบปรามศูนย์สแกมเมอร์ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การตระหนักถึงภัยคุกคามและการป้องกันตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ที่มา – รมว.ต่างประเทศเกาหลีใต้เยือนพนมเปญ กดดันกัมพูชาปราบปรามศูนย์สแกมเมอร์

สแกมเมอร์เอ็ฟเฟ็กต์ ทุนเทาแทรกซึมการเมืองไทย

Newsroom Special Series Ep.3 สแกมเมอร์เอ็ฟเฟ็กต์ ทุนเทาแทรกซึมการเมืองไทย “น.ต.ศิธา” เปรียบเหมือนมะเร็งระยะสุดท้าย “วิโรจน์” เชื่อกระสุนบ้านใหญ่ยังสะเทือน

วันที่ 7 พ.ย. 68 ในรายการ Newsroom Special Series Ep.3 ทางไทยรัฐทีวีช่อง 32 มีการนำเสนอเรื่องราวของ “ทุนเทา” ในตอน “สแกมเมอร์เอ็ฟเฟ็กต์ ปอกเปลือกการเมืองเทา นายกฯ เอาไง?” พบกับ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร กรรมาธิการ การทหาร และ น.ต.ศิธา ทิวารี อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาพูดคุยถึงสแกมเมอร์เอ็ฟเฟ็กต์ ที่ทยอยปอกเปลือกการเมืองสีเทาของไทย รัฐบาลอนุทินจะรอดด่านนี้ไปได้อย่างไร หรือสุดท้ายต้องจบที่การยุบสภาล้างกระดาน นำไปสู่การเลือกตั้งฟ้าผ่าต้องมาฟัง

เมื่อถามว่าถ้าปล่อยให้ทุนเทาอยู่ในสังคม แทรกซึมเข้าไปในการเมืองไทย จะส่งผลอย่างไรบ้าง นายวิโรจน์ เผยว่า ทุนเทา เป็นเงินที่ได้มาจากการหลอกคนทั้งโลก ในเฉพาะประเทศไทย ปีหนึ่งเสียหายกว่าแสนล้าน เฉลี่ยต่อวัน 316 ล้าน แต่เงินสกปรกถ้าไม่ได้ถูกการฟอกให้สะอาด กลายเป็นเงินที่มีที่มาที่ไป แม้จะยอมขาดทุน จะนำมาใช้จ่ายไม่ได้ เบื้องต้นพบว่ามีการนำไปซื้อธุรกิจ เพื่อใช้ฟอกเงิน ซึ่งอาจมีการตัดราคา ทำโปรโมชั่น เพื่อให้เกิดกระแส สร้างเงินสดได้เร็ว หรือเป็นเครดิตระยะสั้น เป็นเหตุให้ธุรกิจที่ถูกกฎหมายอยู่ไม่ได้ ธุรกิจเจ๊ง แต่ด้วยเม็ดเงินที่มหาศาล จึงนำเงินเทาแปรสภาพเข้าไปในกลไกของตลาดหลักทรัพย์ ไปซื้อหุ้น ตราสารหนี้ หรือประกันภัย ซึ่งก็หนีไม่พ้นหุ้นกลุ่มพลังงาน หุ้นสาธารณูปโภค หรือที่เกี่ยวกับไฟฟ้า ซึ่งต้องยอมรับว่านโยบายทางการเมือง มีผลต่อราคาหุ้น และผลประกอบการ ดังนั้นใครเป็นคนกำหนดนโยบาย ขับเคลื่อนนโยบาย ก็คือ นักการเมือง

และเมื่อมีการซื้อหุ้นแล้ว ขั้นตอนต่อไป คือการปั่น คือการสร้างสตอรี่จากนโยบายของภาครัฐที่เอื้อให้ไปถึงธุรกิจที่ถือครองเงินเหล่านี้ ด้วยการนำเงินไปให้กลุ่มการเมืองซื้อเสียง เพื่อให้นำวัยรุ่นสร้างตัว หรือคนของเรา ไปเป็น สส. ให้ได้ แล้วส่งนักการเมืองสีเทาไปเป็นรัฐมนตรี จากนั้น เจียดเงินส่วนหนึ่งมาซื้อตำแหน่งให้ข้าราชการที่เป็นคนของเรา คอยเป็นมือเป็นไม้ นี่คือการยึดประเทศแล้ว ยิ่งถ้าข้าราชการฝ่ายปกครองเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ยิ่งสบาย

เมื่อถามว่า การเข้ามาของทุนเทาในสมัยนี้ กับสมัยก่อนต่างกันหรือไม่ น.ต.ศิธา ทิวารี เผยว่า ก่อนหน้าเราเคยได้ยินเรื่องทุจริตธรรมดา รับเงินใต้โต๊ะ ต่อมามีคำว่า ทุจริตเชิงนโยบาย คือ ออกนโยบายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจได้ประโยชน์จากตรงนั้น หรือนโยบายการผูกขาด และคนเหล่านั้นก็จะส่งกลับมาให้นักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพวกพ้อง หรือกลุ่มที่สนับสนุนกันมา แต่ ณ วันนี้มันถึงสเตจท้ายๆ แล้ว ถ้าเปรียบก็เหมือนมะเร็งระยะ 4 ก่อนหน้านักการเมืองอาจจะเรียกนายทุนว่านาย เพราะเป็นเจ้าของเงินที่จะนำมาใช้ ซึ่งต้องยอมรับว่า ประเทศเรา ณ เวลานี้ มีกระแสกระสุนบ้านใหญ่ พรรคเดียวที่ใช้กระแสเต็มๆ คือ พรรคประชาชน ที่เหลือก็เป็นกระสุนบ้านใหญ่ทั้งนั้น ทำให้ประชาชนเกิดความนิยมชมชอบ แล้วก็เลือกเข้าไปบริหารประเทศ

ซึ่งสเตจที่ 4 นี้ เงินไม่ได้มาจากนายทุน ไม่ได้มาจากธุรกิจ แต่กลายเป็นเงินที่มาจากธุรกิจสีเทา หรือ สีดำ แล้วเข้ามาชุบตัวในการเมือง โดยเป็นการชุบตัวบุคคลที่เป็นเจ้าของเงิน และเมื่อทุนเทาเข้ามาในการเมือง มีผลกระทบอย่างไรบ้าง ตนก็จะบอกว่า ถ้ายังปล่อยให้เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องธรรมดา แล้วรุ่นลูก รุ่นหลานเรา จะเป็นอย่างไรต่อไป จะทำอะไรที่ผิดๆ ก็ได้ ถ้าไม่โดนจับก็โดนเข้าการเมือง ทุกวันนี้ความภูมิใจที่ได้เกิดบนแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง กลายเป็น เรากำลังจะมอบแผ่นดินเทาให้ลูกหลาน ซึ่งมันเป็นแบบนี้จริงๆ ทุกพรรคที่เข้าไปก็อยากจะเป็นรัฐบาล เพื่อเข้าสู่อำนาจ และเป็นการเข้าสู่อำนาจแบบที่ไม่ได้เอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง

จากประโยคที่ว่าเราต้องแยกสแกมเมอร์ออกจากเว็บพนันก่อน นายวิโรจน์ เผยว่า เหมือนโจรสองกลุ่ม ที่ตนมองว่ามีความชั่วร้ายเหมือนกัน แต่พฤติการณ์ และการจัดการไม่เหมือนกัน สแกมเมอร์ หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่โทรมาหลอก นับว่ามีความเลวร้ายมาก ไม่ใช่แค่มาตุ๋น แล้วหลอกเงิน แต่มันจะหลอกสร้างความสัมพันธ์จนตายใจ จากนั้นก็จะหลอกให้ลงทุนจนหมดตัว ใครที่ไม่ใช่แค่สูญเงิน แต่ยังสูญเสียความภาคภูมิใจของตัวเองจนหลายคนมีปัญหาเรื่องสุขภาพจิตไปเลย และที่ทั่วโลกให้ความสำคัญกับสแกมเมอร์ เพราะเป็นศูนย์รวมของความชั่วร้าย มีการหลอกคนไปค้ามนุษย์ ไปกักกันอยู่ที่ศูนย์กักกันแรงงานสแกมเมอร์ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 60 แห่งในกัมพูชา มีการทรมาน สมัครใจบ้าง ไม่สมัครใจบ้าง มีเรื่องยาเสพติด การก่อการร้าย การพัวพันสิ่งผิดกฎหมายต่างๆ มีความสูญเสียประมาณปีละกว่าแสนล้านบาท

แต่สำหรับพนันออนไลน์ จากการประเมิน พบว่ามีความเสียหายประมาณ 19,000-20,000 ล้านบาท โดยมีพฤติกรรมที่ต่างกันคือ ความเสียหายของพนันออนไลน์ คือเป็นบ่อนทำลายเยาวชน บ่อนทำลายคนวัยทำงานให้เสพติดการฉ้อโกงทรัพย์ในรูปแบบที่เรียกว่าพนัน แต่ตนไม่เรียกว่าพนัน เพราะพนันมีได้มีเสีย แต่การพนันออนไลน์ โปรแกรม หรือ AI จะบันดาลให้ผู้เล่น ได้กี่ตาก็ได้ จะเสียตาไหนก็ได้ จากนั้น AI จะเรียนรู้พฤติกรรม และเริ่มจัดการให้เล่นจนเสียหมดตัว เพราะฉะนั้นการเล่นพนันออนไลน์ที่เป็นอยู่ตอนนี้ ตนเรียกว่า การฉ้อโกงออนไลน์ มันจึงเลวร้ายต่างกัน แต่ทั้งสองกลุ่มนี้ ก็ต้องปราบให้สิ้น เพราะถ้าปล่อยไว้จะกลายเป็นบ่อนทำลาย เกิดปัญหาอาชญากรรมตามมา

“ตอนนี้บ้านใหญ่ก็เหนื่อย เจอกระสุนทุนเทาวิสัยไกลจากกัมพูชา เพราะเงินเทามหาศาล เอาง่ายๆ ทุนเทาที่เอาเงินไปลงทุนในร้านอาหาร ผับ บาร์ ที่มีการขายยาเสพติด ก็จ่ายเงินให้ตำรวจของตัวเองไปเป็นผู้กำกับ และถ้าอยากได้ผลงาน ก็ชี้เป้าสั่งให้ไปจับผับคู่แข่งที่เป็นคนไทย ซึ่งได้ผลงาน ได้กล่องด้วย และกำจัดคู่แข่งให้ทุนเทาด้วย ธุรกิจที่เป็นเจ้าพ่อคนไทย หรือผู้มีอิทธิพลคนไทย ธุรกิจที่ผิดกฎหมายของคนไทยทุกวันนี้ก็ถูกทำลายไปด้วย กระสุนบ้านใหญ่ตอนนี้จะไม่เหลือแล้ว เจอกระสุนทุนเทาวิสัยไกลเข้าไป จะเห็นว่าทำไมบ้านใหม่ ถึงมีทุนสู้กับบ้านใหญ่ได้จนบ้านใหญ่ฟีบ เพราะบ้านใหม่หลายบ้านก็เป็นเงินมาจากทุนเทา” นายวิโรจน์ กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่าเลือกตั้งครั้งหน้า เงินซื้อเสียงอาจจะเพิ่มขึ้น ซึ่งหลายคนมองว่า ค่าเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 5,000 บาท ดังนั้นการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ไม่ว้าวแล้ว เลือกตั้งบ่อยๆ จะดีกว่า

น.ต.ศิธา เผยต่อว่า กระสุนบ้านใหญ่ กระสุนคือ เงินที่ใช้ซื้อเสียง แต่กระสุนจะใช้ได้ต่อเมื่อมีคนเล็ง ซึ่งก็คือบ้านใหญ่ ที่จะมีช่องทางที่จะปล่อยกระสุนลงไป จัดระบบไว้หมดแล้ว ที่เรียกว่าระบบจัดตั้ง มีหัวคะแนน มีคนนั้นคนนี้เป็นเครือข่าย ถึงเวลาก็กดปุ่มให้กระสุนไหลลงมา ซึ่งมันสัมพันธ์กัน

ขณะที่สแกมเมอร์ทุนเทา ซึ่งจะเป็นเรื่องการพนัน หรือธุรกิจอะไรก็แล้วแต่ คนที่รับกรรม คือคนที่สมัครใจก้าวขาเข้าไป แต่ปัจจุบันสแกมเมอร์ใช้ AI ในการเลียนเสียงคนในครอบครัว บอกกำลังเจ็บป่วย อยู่โรงพยาบาลนั้น โรงพยาบาลนี้ เป็นใครก็โอน เพราะเชื่อว่าเป็นเสียงคนในครอบครัว และก็สร้างสถานการณ์ให้เหมือนจริงขึ้นเรื่อยๆ ตรงนี้เป็นคนบริสุทธิ์ที่โดนหลอก มันชั่วร้ายกว่าหลายเท่า

นายวิโรจน์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เหยื่อแก๊งสแกมเมอร์ ถ้าเป็นกลุ่มเด็ก วัยทำงาน ความเสียหายจะอยู่ที่ 70,000-80,000 บาทต่อกรณี แต่สำหรับผู้สูงอายุ จะอยู่ราว 400,000 บาทต่อราย หมายความว่า เป้าหมายหลักการโจมตีของกลุ่มสแกมเมอร์จะพุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้สูงอายุ เพราะมีความอ่อนแอ การรับรู้ด้านเทคโนโลยีมีจำกัด และไปเล่นกับความรู้สึก ถือว่าอำมหิตและเป็นปัญหาสังคมที่ใหญ่มาก

นายวิโรจน์ เผยต่อว่า สำหรับการเซ็น MOU ของภาครัฐ ทั้ง 15 หน่วยงานปกติก็ทำงานร่วมกันอยู่แล้ว แต่วันนี้ตนมีโอกาสไปคุยกับผู้แทนสถานทูต 2-3 แห่ง ทุกแห่งถามตนว่า ใครคือเจ้าภาพของในครั้งนี้ เพราะแต่ละหน่วยงานก็มีสโคปในการทำงาน แต่ถ้าไม่มีเจ้าภาพในการทำงาน มันจะเกิดปัญหาต่างคนต่างทำงาน ต่างคนต่างสร้างเงื่อนไข โยนกันไปมา เพราะไม่มีเจ้าภาพในการคลี่คลายเงื่อนไข หรือข้อจำกัดในการทำงาน สุดท้ายถึงมี MOU ก็ไม่มีประโยชน์ 

สแกมเมอร์เอ็ฟเฟ็กต์ ทุนเทาแทรกซึมการเมืองไทย

สถานการณ์สแกมเมอร์เอ็ฟเฟ็กต์ ทุนเทาแทรกซึมการเมืองไทย นับวันยิ่งทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนของสังคมไทย การปล่อยให้กลุ่มทุนสีเทาเหล่านี้เข้ามามีบทบาทในการเมือง จะนำพาประเทศไปสู่ความเสื่อมโทรมและบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของระบบ

ผลกระทบจากสแกมเมอร์เอ็ฟเฟ็กต์ที่มีต่อการเมืองไทย

การเข้ามาของสแกมเมอร์เอ็ฟเฟ็กต์ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในภูมิทัศน์ทางการเมืองของไทย ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มอำนาจของกลุ่มอิทธิพลใหม่ หรือการบิดเบือนกลไกการเลือกตั้ง การทำความเข้าใจและหาทางรับมือกับปรากฏการณ์นี้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนต้องร่วมมือกันเพื่อต่อต้านสแกมเมอร์เอ็ฟเฟ็กต์ ทุนเทาแทรกซึมการเมืองไทย เพื่อสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรมสำหรับทุกคน

ที่มา – สแกมเมอร์เอ็ฟเฟ็กต์ ทุนเทาแทรกซึมการเมืองไทย เชื่อกระสุนบ้านใหญ่ยังสะเทือน

“พล.ต.ท.จิรภพ” ท้าเปิดชื่อแก๊งสแกมเมอร์!

“พล.ต.ท.จิรภพ” ท้าคนมีข้อมูลเปิดชื่อนักการเมือง-ตำรวจ เอี่ยวสแกมเมอร์ ชี้หากตรวจสอบว่ามีความผิด ไม่มีละเว้น ล่าสุดส่งพิกัดฐานสแกมเมอร์ให้กัมพูชาแล้ว 2 จุด

วันที่ 7 พ.ย. 68 พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เผยแนวทางการปราบปรามกลุ่มสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้านว่า หลังจากได้ประชุมร่วมกับตำรวจจากนานาชาติเกี่ยวกับมาตรการดังกล่าว เบื้องต้นได้มีมติจัดคณะทำงานร่วมกัน โดยจะมีการส่งรายชื่อของแต่ละประเทศเพื่อเข้าร่วมเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับประเทศที่มีสแกมเมอร์อยู่ เช่น กัมพูชา เมียนมา และลาว

โดยไทยได้ส่งพิกัดที่ตั้งของฐานสแกมเมอร์ในประเทศกัมพูชาซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 2 จุด ไปให้ตำรวจกัมพูชาแล้ว ส่วนการดำเนินการจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ของกัมพูชา ด้านตำรวจไทยจะเน้นการตัดวงจรกลุ่มผู้ก่อเหตุที่อาศัยประเทศไทยในการหลอกลวง เช่น การกวาดล้างบัญชีม้า และเครือข่ายคอลเซนเตอร์ที่ใช้เครื่อง Simbox ก่อเหตุ

เบื้องต้นเชื่อว่า หากสามารถกวาดล้างเครื่อง Simbox ได้ ก็จะช่วยให้กลุ่มผู้ก่อเหตุไม่สามารถโทรศัพท์มาหลอกลวงประชาชนได้ รวมถึงการตรวจสอบเส้นทางการเงิน เพื่อสแกนหาบัญชีม้าและระงับอายัดเงินของผู้เสียหายให้ทันเวลา

ส่วนที่มีข้อมูลว่า อาจจะมีนักการเมืองหรือตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องนั้น พล.ต.ท.จิรภพ เผยว่า ส่วนตัวอยากขอให้ผู้ที่มีข้อมูลเข้ามาชี้แจงกับเจ้าหน้าที่ และหากตำรวจตรวจสอบแล้วว่าเป็นข้อเท็จจริง ก็จะดำเนินการจับกุม ซึ่งการตรวจสอบ สามารถดำเนินการได้ผ่านการตรวจสอบเส้นทางการเงินและความสัมพันธ์ที่อาจจะเชื่อมกัน ยืนยันจับกุมบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยไม่ละเว้น

นอกจากนี้ ทางตำรวจยังได้เร่งประสานโซเชียลมีเดียต่าง ๆ เพื่อทำการสกัดกั้นเพจที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด

“พล.ต.ท.จิรภพ” ท้าเปิดชื่อนักการเมือง-ตร. เอี่ยวสแกมเมอร์

จากกรณีที่ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ออกมาท้าให้เปิดเผยชื่อนักการเมืองและตำรวจที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ สร้างความฮือฮาในวงการตำรวจและสังคมเป็นอย่างมาก หลายคนจับตาดูว่าจะมีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกมาหรือไม่ และการดำเนินการของตำรวจจะเป็นไปในทิศทางใด

“พล.ต.ท.จิรภพ” ย้ำชัด! ไม่ละเว้นคนผิด

พล.ต.ท.จิรภพ ย้ำว่า หากมีการตรวจสอบพบว่ามีนักการเมืองหรือตำรวจเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์จริง จะไม่มีการละเว้นอย่างแน่นอน จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ของ พล.ต.ท.จิรภพ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังกลุ่มมิจฉาชีพและผู้ที่ให้การสนับสนุนว่า ตำรวจไทยเอาจริงกับการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ และจะไม่ปล่อยให้ใครก็ตามที่กระทำความผิดลอยนวลไปได้

การที่ พล.ต.ท.จิรภพ กล้าออกมาท้าให้เปิดเผยชื่อผู้ที่เกี่ยวข้อง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหาแก๊งสแกมเมอร์อย่างเด็ดขาด การกระทำดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมากที่เบื่อหน่ายกับปัญหาอาชญากรรมออนไลน์

นอกจากนี้ การที่ตำรวจไทยส่งพิกัดฐานสแกมเมอร์ในกัมพูชาให้ตำรวจกัมพูชา ก็แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างประเทศในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีและควรได้รับการสนับสนุน

สำหรับประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากแก๊งสแกมเมอร์ ควรแจ้งความกับตำรวจเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย และให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่เจ้าหน้าที่เพื่อติดตามจับกุมผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ได้

การปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งตำรวจ ภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน

ดังนั้น หากคุณมีข้อมูลเกี่ยวกับนักการเมืองหรือตำรวจที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ อย่าลังเลที่จะแจ้งข้อมูลให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะข้อมูลของคุณอาจเป็นกุญแจสำคัญในการไขคดีและนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ

ที่มา – “พล.ต.ท.จิรภพ” ท้าเปิดชื่อนักการเมือง-ตร. เอี่ยวสแกมเมอร์ ส่งพิกัดให้กัมพูชาแล้ว 2 จุด

ตัดวงจรสแกมเมอร์ ข้อมูลประชาชนหลุด 9 ล้านรายชื่อ

กระทรวงดีอีร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแถลงการณ์ถึงการตัดวงจรสแกมเมอร์ หลังพบข้อมูลส่วนตัวของประชาชนทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่และเสียชีวิตไปแล้วกว่า 9 ล้านรายชื่อรั่วไหล และถูกนำไปขายในโลกออนไลน์ สร้างความเสียหายแล้วกว่า 290 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมกับศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การอำนวยการของ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานต่างๆ ได้ร่วมกันแถลงข่าวถึงความคืบหน้าในการตัดวงจรสแกมเมอร์

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นผลมาจากการทำงานเชิงรุกของหน่วยงาน PDPC (Personal Data Protection Committee) หรือที่เรียกว่า PDPC Eagle Eye ซึ่งมีการเฝ้าระวังและตรวจสอบการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเข้มงวด จนกระทั่งพบการซื้อขายข้อมูล PDPA ของประชาชนทั่วไป รวมถึงข้อมูลของผู้ที่เสียชีวิตไปแล้วบนแพลตฟอร์มออนไลน์แห่งหนึ่ง จึงได้ส่งข้อมูลให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จนนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำผิดได้ทั้งหมด 6 ราย

ข้อมูลที่ถูกซื้อขายนั้นเป็นข้อมูลของประชาชนกว่า 9 ล้านรายชื่อ และมีประชาชนที่ถูกหลอกลวงและได้รับความเสียหายแล้วกว่า 4,000 คน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 290 ล้านบาท การระงับข้อมูลจำนวนมากได้ทันท่วงที ถือเป็นการตัดวงจรสแกมเมอร์ครั้งใหญ่ เพราะหากข้อมูลเหล่านี้หลุดรอดออกไป อาจสร้างความเสียหายได้อีกมหาศาล

ตัดวงจรสแกมเมอร์ ช็อกข้อมูลประชาชนหลุด 9 ล้านรายชื่อ

ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการร่วมมือกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ กองบังคับการปราบปราม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) โดยเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 8 แห่ง ในจังหวัดต่างๆ ได้แก่ เชียงราย, อุดรธานี, สระบุรี, ปทุมธานี, สมุทรสาคร, ประจวบคีรีขันธ์, ชลบุรี และภูเก็ต พร้อมจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับรวม 6 ราย ได้แก่ นายจิรวุธ, นายผดุงเกียรติ, นายบุณยสิทธิ์, น.ส.ปรีดาวรรณ์, น.ส.สุภัคชญา และนายจิรกร

เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดของกลางเป็นจำนวนมาก รวมถึงเครื่องคอมพิวเตอร์, โทรศัพท์มือถือ, อุปกรณ์สำรองข้อมูล, สมุดบัญชีธนาคาร และอุปกรณ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด

สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ตรวจพบพฤติการณ์ของกลุ่มคนร้ายที่มักทราบข้อมูลส่วนตัวของผู้เสียหายก่อนทำการหลอกลวง ไม่ว่าจะเป็นชื่อ-สกุล, ที่อยู่, หมายเลขโทรศัพท์, หรือหมายเลขบัญชีธนาคาร จึงเชื่อว่ากลุ่มคนร้ายเหล่านี้มีข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนอยู่ในครอบครองก่อนที่จะนำไปใช้ในการกระทำความผิด

การสืบสวนเพื่อตัดวงจรสแกมเมอร์

กองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม (CIB) ได้สืบสวนจนพบว่ามีการประกาศขายข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวบนเพจเฟซบุ๊กชื่อ “การตลาดสายเทา” โดยมีการเสนอขายข้อมูลในราคาประมาณ 3,000-5,000 บาท ต่อ 100,000 รายชื่อ

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการล่อซื้อข้อมูลจากสมาชิกของเพจดังกล่าว และพบว่าเป็นข้อมูลจริง โดยมีปริมาณรวมกันมากกว่า 2.3 ล้านรายชื่อ เมื่อนำรายชื่อเหล่านี้ไปตรวจสอบกับระบบแจ้งความออนไลน์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่าเป็นรายชื่อของผู้เสียหายในคดีที่ถูกหลอกลวงออนไลน์และได้แจ้งความไว้แล้ว จำนวน 4,630 คดี รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 298 ล้านบาท

จากการสอบสวน ผู้ต้องหารับสารภาพว่า ข้อมูลส่วนใหญ่ได้มาจากกลุ่มลักลอบทำเว็บพนันออนไลน์, แอปพลิเคชันกู้เงินออนไลน์ และแอปพลิเคชันหลอกลวงขอข้อมูลผิดกฎหมาย แล้วนำมาขายต่อให้กับมิจฉาชีพในตลาดมืดออนไลน์

พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. กล่าวว่า ได้มีการประสานงานกับ Facebook เพื่อปิดกลุ่มดังกล่าวแล้ว และยังไม่พบว่ามีนักการเมืองหรือบุคคลมีชื่อเสียงอยู่เบื้องหลังเครือข่ายนี้

ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่ายังสามารถทำธุรกรรมได้ตามปกติ เนื่องจากมีกฎหมาย PDPA ควบคุมดูแลข้อมูลส่วนบุคคลให้ปลอดภัย และมีโทษหากไม่สามารถควบคุมดูแลข้อมูลได้

พร้อมกันนี้ ได้เตือนกลุ่มบุคคลที่ลักลอบนำข้อมูลส่วนบุคคลไปขายว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างแน่นอน

นายไชยชนก ชิดชอบ กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ติดต่อบุคคลที่ข้อมูลรั่วไหลกว่า 9 ล้านราย เพื่อให้ระมัดระวังตัวและดำเนินการเปลี่ยนข้อมูลเท่าที่จำเป็น พร้อมทั้งหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางป้องกันข้อมูลรั่วไหล

พ.ต.อ.สุรพงศ์ กล่าวว่า PDPC จะตรวจสอบที่มาของข้อมูลที่รั่วไหล และย้ำว่าการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปขายเพื่อก่ออาชญากรรม มีโทษตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2568

การรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงในยุคดิจิทัล การตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องข้อมูลส่วนตัวจึงเป็นสิ่งจำเป็น เราทุกคนควรตรวจสอบและอัปเดตข้อมูลส่วนตัวอยู่เสมอ รวมถึงระมัดระวังในการให้ข้อมูลกับเว็บไซต์และแอปพลิเคชันต่างๆ เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวงและป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – ตัดวงจรสแกมเมอร์ ช็อกข้อมูลประชาชนหลุด 9 ล้านรายชื่อ ความเสียหาย 290 ล้าน

“อัจฉริยะ” ยอมรับเดินคู่ “บิ๊กโจ๊ก” แฉตำรวจ-นักการเมือง

“อัจฉริยะ” ยอมรับร่วมมือ “บิ๊กโจ๊ก” ทำงาน แฉตำรวจ-นักการเมือง เป้าหมายปราบแก๊งสแกมเมอร์ เว็บพนัน อ้างสนิท ตร. ทุกระดับ รู้ไส้รู้พุงหมด เตือนนายกฯ ตรวจสอบพฤติกรรมตำรวจที่ใกล้ชิด

วันที่ 7 พ.ย. 68 นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ออกมาเคลื่อนไหวนั่งริมฟุตบาทหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมกับนำแผนผังที่ระบุเว็บพนันออนไลน์กว่า 10 เว็บไซต์มาแฉ ว่าหลังจากถูกตำรวจกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) หรือตำรวจไซเบอร์ แถลงข่าวปราบปรามแต่ว่าปัจจุบันเว็บไซต์เหล่านี้ก็ยังเปิดบริการปกติ

รวมถึงกล่าวหา นายตำรวจระดับสูง และคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) 2 คน ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรม โดยแต่งตั้งบุคคลที่ไม่เหมาะสมไปดำรงตำแหน่งทำเลทอง ส่วนบุคคลที่เหมาะสมกลับถูกโยกย้ายไปทำตำแหน่งหน้าที่นักวิทยาศาสตร์ ทั้งที่เป็นคนปราบปรามเว็บพนัน แต่ปัจจุบันยังใช้บุคคลเหล่านี้ทำงานเว็บพนัน ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งหน้าที่ดังกล่าวและไม่ได้มีอำนาจ

นอกจากนี้ยังมีการแต่งตั้งนอกวาระประจำปีโดยมีการพิจารณานายตำรวจที่ในอดีตถูกสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองดำเนินคดี (ตม.) และมีคดีใน ตม. ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดของผู้มีอำนาจ ส่วนนี้ตนเองมองว่าไม่ยุติธรรมกับข้าราชการตำรวจรายอื่นด้วย

นายอัจฉริยะ ยังอ้างว่า หลักฐานที่เกี่ยวกับสแกมเมอร์ ที่เคยนำมามอบให้ตั้งแต่ปี 2567 นั้นไม่มีความคืบหน้า ทั้งนี้การยื่นเอกสารและเงื่อนไขต่างๆ จะต้องได้รับการแก้ไขทั้งหมดภายในวันอาทิตย์ที่ 9 พ.ย. หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในวันจันทร์ที่ 10 พ.ย. ตนเองยืนยันจะมานั่งประท้วงบริเวณหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติอีกครั้งแน่นอน

กรณีที่มีการปฏิเสธว่า ตำรวจไซเบอร์สองนายไม่ได้กลับคำให้การในคดีของนักการเมืองรายหนึ่ง มองว่าเป็นการโยนความผิดให้พนักงานสอบสวนที่ตายไปแล้วในเรื่องการทำคำให้การที่ไม่ถูกต้อง แต่หากไปดูเอกสารรายละเอียดจะพบว่า คำให้การมีลายเซ็นตำรวจชัดเจน ซึ่งปัจจุบันตำรวจภูธรภาค 9 ได้ชี้มูล และแจ้งความผิดตำรวจ 2 นาย ในสองข้อกล่าวหาว่า มีการช่วยเหลือนักการเมืองจริง

ส่วนที่มีหลายฝ่ายมองว่าการออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ เป็นไทม์ไลน์การออกมาเปิดเผยข้อมูลเดียวกันกับ พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. นายอัจฉริยะยอมรับว่าเป็นการเดินคู่ ร่วมมือกันทำงาน แต่ไม่ได้เห็นด้วยกับทุกเรื่องที่พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ทำ ตัวเองไม่รู้ว่าพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ ได้ข้อมูลมาจากไหน แต่มีเป้าหมายเดียวกันแน่ชัดคือ การปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ เอาผิดนักการเมืองที่ทำงานสกปรก และเอาผิดเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่รัฐคอร์รัปชัน รวมถึงอยากให้มีการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายที่กระทำความผิดและมีเส้นทางการเงินไปถึง

โดยนายอัจฉริยะ ปฏิเสธว่าตัวเองไม่ได้กลับกลอก แต่ยอมรับว่าสนิทกับตำรวจระดับ ผบ.ตร. แทบทุกคน ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่คลุกคลีกัน จึงรู้ไส้รู้พุงทั้งหมด จึงรู้ว่าภายในองค์กรตำรวจไซเบอร์ทำไม่ดีอะไรไว้บ้าง

อย่างไรก็ตาม นายอัจฉริยะ ยืนยันว่าตัวเองไม่เคยเหมารวมองค์กรตำรวจว่าเป็นอาชญากรประเทศชาติ แต่ระบุเพียงว่ามีตำรวจบางคนประมาณ 20-30% ที่กระทำความผิด จึงอยากให้ดำเนินคดีกับตำรวจกลุ่มนี้ให้เท่าเทียม

นายอัจฉริยะ ยังฝากเตือนถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่าให้คัดกรองตำรวจที่อยู่ใกล้ชิด ขอให้มีการตรวจสอบพฤติกรรมให้ชัดเจน เพราะอาจทำให้มัวหมองหรือเสื่อมเสียองค์กรตำรวจ เนื่องจากยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์

“อัจฉริยะ” ยอมรับเดินคู่ “บิ๊กโจ๊ก” แฉตำรวจ-นักการเมือง

จากกรณีที่ นายอัจฉริยะออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับขบวนการสแกมเมอร์และเว็บพนันออนไลน์ ทำให้หลายคนสงสัยถึงความเชื่อมโยงกับ พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. ล่าสุดนายอัจฉริยะได้ยอมรับแล้วว่ามีการเดินคู่และร่วมมือกันทำงานจริง โดยมีเป้าหมายเดียวกันคือการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์

ประเด็นสำคัญ: “อัจฉริยะ” ยอมรับเดินคู่ “บิ๊กโจ๊ก” แฉตำรวจ-นักการเมือง

  • นายอัจฉริยะยอมรับว่าร่วมมือกับ “บิ๊กโจ๊ก” ในการทำงาน
  • เป้าหมายคือปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ เว็บพนัน และเอาผิดตำรวจที่ทุจริต
  • นายอัจฉริยะอ้างว่าสนิทกับตำรวจทุกระดับ และรู้ข้อมูลภายในองค์กรตำรวจเป็นอย่างดี
  • เตือนนายกฯ ให้ตรวจสอบพฤติกรรมตำรวจที่ใกล้ชิด

สิ่งที่น่าสนใจคือ ข้อมูลที่นายอัจฉริยะนำมาเปิดเผยนั้นมีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด และการร่วมมือกับ “บิ๊กโจ๊ก” จะสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในองค์กรตำรวจได้จริงหรือไม่ คงต้องติดตามดูกันต่อไป

การออกมาเปิดเผยข้อมูลของ “อัจฉริยะ” ในครั้งนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตามอง เพราะเป็นการออกมาแฉวงการตำรวจและนักการเมืองอย่างตรงไปตรงมา อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริง และดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

“อัจฉริยะ” ย้ำว่าการออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำลายองค์กรตำรวจ แต่ต้องการที่จะให้มีการแก้ไขปัญหาการทุจริต และให้ความเป็นธรรมกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากแก๊งสแกมเมอร์และเว็บพนันออนไลน์ เขาเชื่อว่าการเปิดโปงความจริง จะเป็นหนทางเดียวที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้

ที่มา – “อัจฉริยะ” ยอมรับเดินคู่ “บิ๊กโจ๊ก” แฉตำรวจ-นักการเมือง เอี่ยวสแกมเมอร์ เว็บพนัน

ส่งตัว! กลุ่มสแกรมเมอร์อินเดีย 270 คนกลับประเทศ

เจ้าหน้าที่ดำเนินการส่งตัวกลุ่ม “สแกรมเมอร์” ชาวอินเดียชุดแรก 270 คนกลับประเทศแล้ว ที่เหลืออีก 195 คน มีเเผนส่งกลับในวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ ส่วนประเทศอื่น ๆ เริ่มประสานงานเพื่อรับบุคคลสัญชาติตนเองกลับเเล้วเช่นกัน

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2566 เจ้าหน้าที่ได้ทำการส่งตัวกลุ่ม “สแกรมเมอร์” ชาวอินเดียชุดแรก 270 คนกลับประเทศ โดยศูนย์สั่งการชายเเดนส่วนหน้าได้ประสานงานกับสถานทูตอินเดียประจำประเทศไทย เพื่อรับบุคคลสัญชาติตนเองกลับสู่มาตุภูมิ โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจราชมนู กองกำลังนเรศวร ด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดตาก สถานีตำรวจภูธรเเม่สอด ตำรวจตระเวนชายเเดนที่ 346 อำนวยความสะดวก ซึ่งมีชาวอินเดียหนีข้ามมายังประเทศไทย หลังเมืองเคเคปาร์คเเตก จำนวน 465 คน ซึ่งวันนี้มีเเผนการส่งกลับชาวอินเดียชุดเเรก จำนวน 270 คน ที่ผ่านขั้นตอนการคัดกรองส่งต่อระดับชาติ หรือ NRM

การเคลื่อนย้ายชาวอินเดียจากสถานที่กักกันด่านตรวจคนเข้าเมือง บริเวณ ต.ท่าสายลวด อ.เเม่สอด จ.ตาก โดยใช้รถยนต์กระบะคอกจำนวน 2 คัน ขนสัมภาระ เเละใช้รถบัส 3 คัน ขนย้ายคันละ 45 คน เป็นหญิง 26 คน ชาย 109 คน รวมเที่ยวเเรก 135 คน เดินทางจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง จ.ตาก(เเม่สอด) ไปยังท่าอากาศยานเเม่สอด

เที่ยวบินเเรกใช้เครื่องบินขนส่งทางทหาร Indian Air Force C-130J หมายเลขเครื่อง IFC1465 (Lockheed Martin C-130J Super Hercules) ลงจอดในเวลา 9.10 น. ณ ท่าอากาศยานนานาชาติเเม่สอด ต.ท่าสายลวด อ.เเม่สอด จ.ตาก เเละบินกลับในเวลา 11.20 น. โดยมีการจัดเจ้าหน้าที่ดูเเลความสงบเรียบร้อยตลอดเส้นทาง เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนที่กำหนด

ส่วนเที่ยวบินที่ 2 ลงจอดในเวลา 11.35 น. เเละบินออกจากสนามบินนานาชาติเเม่สอด ในเวลา 12.55 น. นำชาวอินเดียเพศชายกลับจำนวน 135 คน ซึ่งเเต่ละเที่ยวบินสามารถรองรับชาวอินเดียได้ประมาณลำละ 135 คน ก่อนเดินทางกลับประเทศอินเดียต่อไป

อย่างไรก็ตาม กลุ่มชาวอินเดียที่เหลืออีก 195 คน มีเเผนส่งตัวกลุ่ม “สแกรมเมอร์” ชาวอินเดียชุดแรก 270 คนกลับประเทศในวันที่ 10 พ.ย.นี้ ในขณะที่ประเทศต่างๆ เริ่มมีการประสานเพื่อรับบุคคลสัญชาติตนเองกลับประเทศบ้างเเล้ว

ส่งตัวกลุ่ม “สแกรมเมอร์” ชาวอินเดียชุดแรก 270 คนกลับประเทศแล้ว

การดำเนินการส่งตัวกลุ่ม “สแกรมเมอร์” ชาวอินเดียชุดแรก 270 คนกลับประเทศครั้งนี้ ถือเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศอินเดีย เพื่อจัดการกับปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ และเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ขั้นตอนการส่งตัวกลุ่ม “สแกรมเมอร์” ชาวอินเดียชุดแรก 270 คนกลับประเทศ

ขั้นตอนการส่งตัวกลุ่ม “สแกรมเมอร์” ชาวอินเดียชุดแรก 270 คนกลับประเทศนั้น มีขั้นตอนที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งหน่วยงานไทยและหน่วยงานอินเดีย โดยมีขั้นตอนหลัก ๆ ดังนี้:

  • การคัดกรองและยืนยันสัญชาติของชาวอินเดีย
  • การประสานงานกับสถานทูตอินเดียประจำประเทศไทย
  • การจัดเตรียมเอกสารที่จำเป็นสำหรับการเดินทางกลับประเทศ
  • การดูแลความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกในการเดินทาง

ความสำเร็จในการส่งตัวกลุ่ม “สแกรมเมอร์” ชาวอินเดียชุดแรก 270 คนกลับประเทศครั้งนี้ เป็นผลมาจากการทำงานอย่างหนักของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และเป็นสัญญาณที่ดีในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติในอนาคต

ที่มา – เจ้าหน้าที่ส่งตัวกลุ่ม “สแกรมเมอร์” ชาวอินเดียชุดแรก 270 คน กลับประเทศแล้ว

รัฐบาลลุย! สแกนม่านตา ยืนยันตัวตนซิมมือถือ

รัฐบาลประกาศสงครามกับเหล่ามิจฉาชีพ! เตรียมยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย เข้มงวดการใช้ ‘ซิมบ็อกซ์’ และ ‘Liveness Detection’ พร้อมเตรียมออกกฎหมายควบคุมการนำเข้า และผลักดันการใช้ สแกนม่านตา ยืนยันตัวตนซิมมือถือ เพื่อตัดวงจรการหลอกลวงออนไลน์ หลังตำรวจไซเบอร์ยอมรับตัวเลขการแจ้งความยังคงสูงต่อเนื่อง

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) แถลงข่าวหลังการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 7/2568 โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมหารือถึงมาตรการเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่กำลังระบาดอย่างหนัก

สแกนม่านตา ยืนยันตัวตนซิมมือถือ: มาตรการใหม่ล่าสุด

ประเด็นสำคัญของการประชุมมุ่งเน้นไปที่การจัดการปัญหา เครื่องซิมบ็อกซ์ (Simbox) ที่ถูกนำไปใช้ในการกระทำผิดกฎหมาย โดยกระทรวงดีอีได้ประสานงานกับกรมศุลกากรเพื่อรวบรวมข้อมูลการนำเข้าเครื่องซิมบ็อกซ์ ทั้งแบบเครื่องสมบูรณ์และแบบแยกส่วนประกอบ เพื่อส่งต่อให้ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบการใช้งาน

นอกจากนี้ กระทรวงดีอีเตรียมออกประกาศกฎกระทรวงฯ ควบคุมการนำเข้าและจำหน่ายอุปกรณ์ซิมบ็อกซ์ ทั้งแบบสมบูรณ์และแยกชิ้นส่วน โดยกำหนดให้การนำเข้าหรือจัดจำหน่ายต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานราชการเท่านั้น เพื่อป้องกันการนำไปใช้ในทางมิชอบ

ที่สำคัญคือ การหารือร่วมกับผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ (โอเปอเรเตอร์) สถาบันการเงิน และ กสทช. เพื่อทบทวนมาตรการยืนยันตัวตนในการลงทะเบียนซิมโทรศัพท์มือถือ โดยจะยกระดับจากระบบ Liveness Detection ที่ใช้ตรวจสอบว่าผู้ลงทะเบียนเป็นบุคคลจริงหรือไม่ ไปสู่การใช้เทคโนโลยี สแกนม่านตา ยืนยันตัวตนซิมมือถือ ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถป้องกันการสวมรอยและอุดรอยรั่วของระบบลงทะเบียนซิมแบบเดิมที่ทำให้บุคคลหนึ่งสามารถมีซิมจำนวนมากได้

ทำไมต้องสแกนม่านตา ยืนยันตัวตนซิมมือถือ?

การใช้ สแกนม่านตา ยืนยันตัวตนซิมมือถือ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความปลอดภัย เพราะม่านตาของแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกัน และยากต่อการปลอมแปลง ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการสวมรอย และการนำซิมไปใช้ในกิจกรรมที่ผิดกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังมีการประสานงานกับตู้ขายโทรศัพท์มือถือทั่วประเทศกว่า 60,000 แห่ง ให้ระงับการลงทะเบียนซิมหน้าตู้ และให้ลูกค้านำซิมไปลงทะเบียนที่ศูนย์บริการของแต่ละค่ายแทน โดยตู้ขายยังสามารถขายซิมได้ตามปกติ แต่ต้องแจ้งข้อมูลการขายให้ตำรวจทราบเพื่อสะดวกต่อการติดตาม

ด้าน พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า แม้ว่าตำรวจได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกในการจับกุมและกวาดล้างคดีสแกมเมอร์อย่างต่อเนื่อง แต่ตัวเลขการแจ้งความออนไลน์ยังคงสูงอยู่ โดยเฉลี่ยมีการหลอกลวงผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ประมาณ 600 เคสต่อวัน และมีการหลอกลวงผ่าน SMS และโทรศัพท์มือถืออีกกว่า 100 เคส

  • มาตรการเพิ่มเติม:
  • ตรวจสอบและควบคุมการนำเข้าเครื่องซิมบ็อกซ์อย่างเข้มงวด
  • บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายซิมอย่างเคร่งครัด
  • รณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงภัยของการหลอกลวงออนไลน์

การผลักดันมาตรการ สแกนม่านตา ยืนยันตัวตนซิมมือถือ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์อย่างจริงจัง และหวังว่ามาตรการนี้จะช่วยลดความเดือดร้อนของประชาชน และสร้างความปลอดภัยในโลกออนไลน์ได้มากยิ่งขึ้น

ถึงแม้ว่าการ สแกนม่านตา ยืนยันตัวตนซิมมือถือ อาจสร้างความยุ่งยากในการลงทะเบียนซิมอยู่บ้าง แต่หากมองถึงประโยชน์ในระยะยาวที่จะเกิดขึ้นในการป้องกันการถูกหลอกลวงและลดปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ ก็นับว่าเป็นสิ่งที่คุ้มค่าและจำเป็นอย่างยิ่ง

ที่มา – ลุยปราบสแกมเมอร์ “ไชยชนก” สั่งคุมเข้ม “ซิมบ็อกซ์” ใช้สแกนม่านตา ยืนยันตัวตนซิมมือถือ

“มาริษ” แนะ ปราบแก๊งคอลฯ ในเมียนมาและกัมพูชา

“มาริษ” ชี้ ภัยสแกมเมอร์เป็นสงครามมวลมนุษยชาติ แนะรัฐบาลปรับใช้โมเดลปราบแก๊งคอลฯ ในเมียนมาของรัฐบาลเพื่อไทยกับกัมพูชา ใช้การทูตดึงพลังมหาอำนาจ-UN ร่วมแก้ปัญหา

วันที่ 25 ตุลาคม 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีแรงงานต่างชาติหลายประเทศ ถูกหลอกกว่า 1,000 คน หลบหนีจากพื้นที่ชายแดนเมียนมาเข้ามาในพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก หลังกองทัพเมียนมาได้บุกทลาย “เคเคพาร์ค” ว่า เป็นศูนย์ปฏิบัติการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ ซึ่งพบว่ามีการใช้อุปกรณ์สตาร์ลิงก์ในศูนย์ปฏิบัติการเหล่านี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เห็นได้ว่ามาตรการปราบปรามสแกมเมอร์ที่เข้มงวดของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เริ่มหย่อนสมรรถภาพลงเรื่อยๆ

ทั้งนี้ หลัง นางสาวแพรทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ปราบปรามสแกมเมอร์อย่างเด็ดขาดด้วยนโยบาย 3 ตัดแล้ว มีแรงงานหลากหลายประเทศที่ถูกหลอกเข้าไปทำงานในเมียนมา หลบหนีข้ามพรมแดนเข้ามาในฝั่งไทยหลายพันคน ตนเองจึงได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยในทันที และร่วมกับนายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และเชิญ “กงอัน” หรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีน มาร่วมประชุมเพื่อคัดกรองแรงงานชาวจีนและเร่งส่งกลับ

รวมถึงตนเองยังได้ตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจขึ้นที่กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อลงไปปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ ประสานกับสถานทูตตามหลักมนุษยธรรม จนสามารถช่วยแรงงานต่างชาติให้เดินทางกลับมาตุภูมิได้โดยปลอดภัย ดังนั้น ตนอยากเห็นรัฐบาลเร่งจัดตั้งทีมเฉพาะกิจประสานงานกับประเทศต่างๆ เพื่อช่วยเหลือแรงงานชาติต่างๆ ที่ถูกหลอกเข้าไปทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมียนมา โดยใช้แบบแผนการทำงานที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่ได้ดำเนินการไว้ และประสบความสำเร็จในการช่วยเหลือแรงงานต่างชาติที่ถูกหลอกเข้าไปทำงานในเมียนมา จนได้รับความชื่นชมไปจากทุกภูมิภาค

ขณะเดียวกัน นายมาริษ ยังย้ำถึงปัญหาสแกมเมอร์ว่า ถือเป็นสงครามมวลมนุษยชาติของประชาคมโลก ฉะนั้น ในขณะที่มีประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่มาเลเซีย รัฐบาลควรจะมองเห็นและมีบทบาทนำในการดึงความร่วมมือกับนานาประเทศที่ประสบปัญหาการถูกโกงจากสแกมเมอร์ รวมทั้งจะต้องส่งเสริมความร่วมมืออย่างเข้มแข็งกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของสหประชาชาติ ที่พยายามแก้ไขปัญหาเรื่องสแกมเมอร์ ให้หมดไปจากประชาคม 

ที่ผ่านมารัฐบาลพรรคเพื่อไทย ภายใต้การนำของนางสาวแพรทองธาร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินการอย่างเข้มงวด มีจุดยืนที่ชัดเจน ในการร่วมมือกับนานาประเทศ และเข้าร่วมในกรอบความร่วมมือทั้งหลายขององค์การสหประชาชาติ และอาเซียนทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศว่า เส้นทางการขนส่งเม็ดเงิน และได้ออกมาตรการต่างๆ มารองรับ เช่น ให้กระทรวงการคลังดำเนินการแก้ไขปัญหา ร่วมกับธนาคารต่างๆ เพื่อที่จะอายัดบัญชีเงินของนักธุรกิจที่ทำผิดกฎหมาย หรือจะนำไปใช้เป็นทุนในการสร้างธุรกิจสีเทา รวมทั้งมีการร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ภายในประเทศ ที่มีมาตรการต่างๆ ในการเข้าไปปิดบัญชีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทา

นายมาริษ ยังยกตัวอย่างสิ่งที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยทำไว้ ซึ่งในปัจจุบันยังไม่เห็นการดำเนินการหรือการต่อยอดจากสิ่งที่รัฐบาลได้ทำในอดีต คือ กระทรวงต่างประเทศ โดยตนและรัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้ริเริ่ม การประชุมหารือครั้งสำคัญ 2 ครั้ง ครั้งแรกเป็นการประชุม 3 ฝ่าย โดยมีไทย เมียนมา และอินเดีย ส่วนครั้งที่ 2 เป็นการประชุม 4 ฝ่าย โดยมีไทย จีน ลาว และเมียนมา ซึ่งวัตถุประสงค์ของการประชุม 2 ครั้งที่ผ่านมาต้องการที่จะผลักดันให้เกิดผลลัพธ์ 2 ประการ คือ ความพยายามที่จะเข้าไปแก้ปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ในประเทศเมียนมา เปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นความร่วมมือระหว่างประเทศ และความต้องการที่จะแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ข้ามพรมแดน

โดยเฉพาะเรื่องสแกมเมอร์ ทั้ง 2 เรื่องนี้ เป็นเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งสามารถแก้ปัญหา 2 อย่างได้โดยใช้มาตรการ-กลยุทธ์เพียงอันเดียว ซึ่งหลังจากที่ไทยได้มีมาตรการในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติในฝั่งประเทศเมียนมาอย่างรุนแรง จึงเป็นเรื่องปกติที่กลุ่มธุรกิจสีเทาจะหาทางออกโดยการย้ายฐานเข้าไปในฝั่งกัมพูชา ดังนั้น หากรัฐบาลปัจจุบันยังไม่ได้มีการดำเนินการสานต่อ หรือยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจนในการต่อยอดจากสิ่งที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้ทำไว้ ก็จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยสัมฤทธิ์ผลอย่างเป็นรูปธรรมสูญเสียไป และเรื่องดังกล่าวทั้งหมด ควรจะเป็นสิ่งที่รัฐบาลปัจจุบันต้องต่อยอด เพื่อรักษาโมเมนตัมของการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาค ซึ่งไทยสามารถให้ประเทศเพื่อนบ้าน และมหาอำนาจในการเข้ามาช่วยกดดัน

นายมาริษ ยังย้ำด้วยว่า ที่ผ่านมารัฐบาลพรรคเพื่อไทยร่วมกับจีน และได้มีการประชุมแบบลงรายละเอียดในการแก้ไขปัญหา มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล เส้นทางการเงินของการทำธุรกิจสีเทา ซึ่งในท้ายที่สุดรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ได้รับคำชื่นชมจากนานาประเทศว่าได้มีการดำเนินนโยบายที่เข้มงวดในการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์ ผ่านนโยบาย 3 ตัด ซึ่งทั้งเมียนมา และรัฐบาลจีนเอง ก็ได้ให้ความร่วมมือจนนำไปซึ่งการแก้ไขปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ส่วนการแก้ไขปัญหากัมพูชานั้น นายมาริษ ระบุว่า ช่วงที่ผ่านมาไทย-กัมพูชามีปัญหาการกระทบกระทั่งกันบริเวณชายแดน ซึ่งทำให้เห็นชัดว่ากัมพูชาไม่มีความจริงใจที่จะแก้ปัญหาร่วมกันกับไทยในการปราบปรามสแกมเมอร์ หรืออาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งรัฐบาลพรรคเพื่อไทยมีความตั้งใจว่า จะใช้กลไกเช่นเดียวกันในการประชุม 3 ฝ่าย ซึ่งจะมีไทย จีน และกัมพูชา ที่ไทยเคยทำสำเร็จมาแล้วในฝั่งของประเทศเมียนมา แต่ด้วยเหตุการณ์การกระทบกระทั่งกันจึงทำให้เรื่องเหล่านี้มีความล่าช้าออกไป แต่ในช่วงที่ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็ได้หารือกับประเทศจีน รวมทั้งได้หารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ในการสร้างความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา

ในช่วงท้าย นายมาริษ ระบุอีกว่า ที่ผ่านมารัฐบาลพรรคเพื่อไทยดำเนินการไว้ ทั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการต่างประเทศ แต่โจทย์วันนี้ไม่ใช่เรื่องของการมีนโยบาย แต่เป็นเรื่องของการนำนโยบายไปปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ให้ประเทศไทยมีบทบาทนำในการปราบแก๊งคอลฯ ในเมียนมาและกัมพูชาในภูมิภาค โดยเฉพาะในอาเซียนและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง.

“มาริษ” แนะรัฐบาลปรับใช้โมเดลปราบแก๊งคอลฯ ในเมียนมาของรัฐบาลเพื่อไทย กับกัมพูชา

ทำไมต้องปรับใช้โมเดลปราบแก๊งคอลฯ ในเมียนมาและกัมพูชา?

การที่นายมาริษออกมาแนะนำให้รัฐบาลปัจจุบันปรับใช้โมเดลปราบแก๊งคอลฯ ในเมียนมาและกัมพูชา สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่อสถานการณ์อาชญากรรมข้ามชาติที่ยังคงเป็นปัญหาสำคัญ การนำแนวทางที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้วมาปรับใช้ จึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาอย่างยิ่ง

โมเดลที่ว่านี้มีความสำคัญอย่างไร? การที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยในอดีตสามารถแก้ไขปัญหาได้นั้น เกิดจากการบูรณาการความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ การมีนโยบายที่ชัดเจน การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด และการประสานงานกับต่างประเทศอย่างใกล้ชิด ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การแก้ไขปัญหาประสบความสำเร็จ

สถานการณ์ปัจจุบันมีความแตกต่างจากในอดีตอย่างไร? แม้ว่าปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะยังคงอยู่ แต่รูปแบบและวิธีการอาจมีการเปลี่ยนแปลงไป การที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ย้ายฐานไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้การแก้ไขปัญหาซับซ้อนยิ่งขึ้น รัฐบาลจึงจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

ดังนั้น การที่นายมาริษออกมาเสนอแนะให้รัฐบาลปรับใช้โมเดลปราบแก๊งคอลฯ ในเมียนมาและกัมพูชา จึงเป็นข้อเสนอแนะที่มีคุณค่า รัฐบาลควรพิจารณาถึงข้อดีข้อเสีย และนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน การร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและการดึงพลังจากนานาชาติก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

การแก้ไขปัญหาแก๊งคอลฯ ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หากรัฐบาลมีความมุ่งมั่น ตั้งใจจริง และพร้อมที่จะร่วมมือกับทุกภาคส่วน ปัญหาแก๊งคอลฯ ก็จะสามารถแก้ไขได้ในที่สุด

การแก้ไขปัญหา ปราบแก๊งคอลฯ ในเมียนมาและกัมพูชาจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การตระหนักถึงภัยร้ายของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการร่วมมือกันป้องกันและแก้ไขปัญหา จะเป็นหนทางที่นำไปสู่การลดปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – “มาริษ” แนะรัฐบาลปรับใช้โมเดลปราบแก๊งคอลฯ ในเมียนมาของรัฐบาลเพื่อไทย กับกัมพูชา

Scroll to top