แคลิฟอร์เนีย

วินซ์ ซัมเปลลา ผู้ร่วมให้กำเนิด Call of Duty เสียชีวิต

วงการเกมต้องพบกับการสูญเสียครั้งใหญ่ เมื่อ วินซ์ ซัมเปลลา ผู้ร่วมให้กำเนิดเกม “Call of Duty” ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตในวัย 55 ปี ข่าวนี้สร้างความตกตะลึงและความเสียใจให้กับแฟนเกมทั่วโลก รวมถึงเพื่อนร่วมงานและคนใกล้ชิด

วินซ์ ซัมเปลลา ผู้ร่วมให้กำเนิดเกม “Call of Duty” เสียชีวิต

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าเหตุการณ์เศร้าสลดนี้เกิดขึ้นเมื่อรถยนต์ของ วินซ์ ซัมเปลลา ผู้ร่วมให้กำเนิดเกม “Call of Duty” ประสบอุบัติเหตุในรัฐแคลิฟอร์เนีย ทำให้เขาเสียชีวิตพร้อมกับผู้โดยสารอีกหนึ่งคน

Electronic Arts (EA) บริษัทแม่ของ Respawn Entertainment สตูดิโอเกมที่วินซ์ ซัมเปลลาร่วมก่อตั้ง ได้ออกมายืนยันข่าวการเสียชีวิตดังกล่าว สร้างความโศกเศร้าให้กับทีมงานและผู้ที่เคยร่วมงานกับเขา

รายงานข่าวระบุว่า วินซ์ ซัมเปลลาและผู้โดยสารกำลังเดินทางด้วยรถยนต์เฟอร์รารี ก่อนที่รถจะเสียหลักและเกิดอุบัติเหตุชนเข้ากับสิ่งกีดขวางบนทางหลวงในนครลอสแอนเจลิส ทำให้เกิดไฟลุกท่วมรถทั้งคัน

โฆษกของ EA กล่าวด้วยความเสียใจว่า “นี่คือการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะจินตนาการได้ เราขอส่งกำลังใจให้กับครอบครัวของวินซ์ คนรักของเขา และทุกคนที่ประทับใจในผลงานของเขา”

จุดเริ่มต้นจาก Call of Duty

วินซ์ ซัมเปลลาเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้ร่วมสร้างเกม “Call of Duty” ภาคแรกในปี 2546 ร่วมกับเจสัน เวสต์ และแกรนท์ คอลเลียร์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของแฟรนไชส์เกมที่ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย ด้วยแรงบันดาลใจจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้เกมนี้ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วและมียอดขายมากกว่า 500 ล้านชุดทั่วโลก ส่งผลให้ Activision กลายเป็นหนึ่งในบริษัทเกมที่ทำกำไรได้มากที่สุด

นอกจากนี้ ความสำเร็จของ วินซ์ ซัมเปลลา ผู้ร่วมให้กำเนิดเกม “Call of Duty” ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในวงการเกมเท่านั้น แฟรนไชส์ Call of Duty ยังได้รับการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ฉบับคนแสดง ซึ่งกำลังได้รับความสนใจจากแฟนๆ ทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ความสามารถของวินซ์ ซัมเปลลาไม่ได้จำกัดอยู่แค่เกม Call of Duty เท่านั้น เขายังมีส่วนร่วมในการพัฒนาเกมยอดนิยมอื่นๆ อีกมากมาย เช่น Medal of Honor, Titanfall และ Apex Legends ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ของเขาในฐานะนักพัฒนาเกม

อุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้วงการเกมสูญเสียนักพัฒนาเกมมากความสามารถไปอย่างไม่มีวันกลับ แต่ผลงานของ วินซ์ ซัมเปลลา ผู้ร่วมให้กำเนิดเกม “Call of Duty” จะยังคงอยู่ในความทรงจำของแฟนเกมทั่วโลกตลอดไป

การจากไปของวินซ์ ซัมเปลลาเป็นเรื่องน่าเศร้า แต่สิ่งที่เขาได้สร้างสรรค์ไว้จะยังคงอยู่และเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักพัฒนาเกมรุ่นใหม่ต่อไป

ที่มา – วินซ์ ซัมเปลลา ผู้ร่วมให้กำเนิดเกม “Call of Duty” ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต

FBI สกัดแผนก่อการร้ายวันสิ้นปี ในแคลิฟอร์เนีย

FBI เผย สกัดแผนก่อการร้ายวันสิ้นปี ในภาคใต้รัฐแคลิฟอร์เนียได้สำเร็จ พร้อมจับกุมผู้ต้องสงสัย 4 ราย เจ้าหน้าที่ FBI ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า พวกเขาสามารถสกัดแผนการร้ายที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเทศกาลปีใหม่ได้ทันท่วงที

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 สำนักงานสืบสวนกลางของสหรัฐฯ (FBI) ร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในลอสแอนเจลิส แถลงข่าวว่าสามารถขัดขวางแผนก่อการร้ายในช่วงวันส่งท้ายปีเก่าที่วางแผนโดยกลุ่มหัวรุนแรง ซึ่งมีเป้าหมายจะใช้ระเบิดโจมตีพื้นที่อย่างน้อย 5 แห่งในภาคใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนียได้สำเร็จ

เจ้าหน้าที่กล่าวว่ามีการจับกุมผู้ต้องสงสัย 4 คน ซึ่งเชื่อว่าเป็นสมาชิกของกลุ่ม “Turtle Island Liberation Front” ซึ่งเป็นกลุ่มย่อยของขบวนการต่อต้านรัฐบาลที่สนับสนุนปาเลสไตน์ การจับกุมเกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อน ขณะที่กลุ่มคนดังกล่าวกำลังเดินทางไปยังทะเลทรายทางตะวันออกของลอสแอนเจลิสเพื่อทำการทดสอบระเบิดแสวงเครื่อง (IED)

FBI มั่นใจว่าได้ขัดขวางแผนการดังกล่าวได้แล้ว แต่การสืบสวนเพื่อระบุตัวผู้ต้องสงสัยเพิ่มเติมที่อาจเกี่ยวข้องยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง

นางแพม บอนดี อัยการสูงสุดของสหรัฐฯ ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยระบุว่าหน่วยงานต่างๆ ได้ร่วมมือกันขัดขวางกลุ่มหัวรุนแรง “ฝ่ายซ้ายจัด” ไม่ให้ดำเนินการตาม “แผนการก่อการร้ายครั้งใหญ่และน่าสะพรึงกลัว”

ผู้ต้องสงสัยทั้ง 4 ราย ได้แก่ ออเดรย์ อิลลีน แคร์โรลล์ อายุ 30 ปี, ซาคารี อารอน เพจ อายุ 32 ปี, ดันเต แกฟฟีลด์ อายุ 24 ปี และ ทีนา ไล อายุ 41 ปี จะถูกตั้งข้อหาหลายกระทง รวมถึงข้อหาสมคบคิดและการครอบครองอุปกรณ์ทำลายล้างที่ไม่ได้ลงทะเบียน

ในการแถลงข่าวเมื่อวันจันทร์ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กล่าวว่ากลุ่มคนดังกล่าวเดินทางไปยังทะเลทรายพร้อมกับ “สารเคมีตั้งต้น” และถูกกล่าวหาว่าวางแผนที่จะประกอบระเบิดจากสารเคมีเหล่านั้น

เครื่องบินตรวจการณ์สามารถบันทึกภาพความเคลื่อนไหวของพวกเขาได้ ขณะที่หน่วยสวาทของ FBI พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ FBI ได้เข้าปฏิบัติการจับกุมทั้ง 4 คนได้อย่างราบรื่น จากการสืบสวนยังพบว่าเป้าหมายของการโจมตีรวมถึงบริษัทอเมริกัน 2 แห่งในพื้นที่ลอสแอนเจลิส โดยมีแผนจะลงมือในเวลาเที่ยงคืนของวันส่งท้ายปีเก่า

ผู้ต้องสงสัยยังถูกกล่าวหาว่ากำลังหารือแผนการโจมตีเจ้าหน้าที่และยานพาหนะของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) ด้วยระเบิดแสวงเครื่องแบบท่อในช่วงเดือนมกราคมหรือกุมภาพันธ์ 2569 โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่านางแคร์โรลล์กล่าวว่าการระเบิดจะกำจัดพวกนั้นบางส่วนออกไป และทำให้คนที่เหลือเกิดความหวาดกลัว

FBI สกัดแผนก่อการร้ายวันสิ้นปี ในแคลิฟอร์เนีย

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชน การสกัดแผนก่อการร้ายวันสิ้นปี ในแคลิฟอร์เนียได้สำเร็จเป็นผลมาจากการเฝ้าระวังและการตอบสนองอย่างรวดเร็วของเจ้าหน้าที่

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ FBI สกัดแผนก่อการร้ายวันสิ้นปี ในแคลิฟอร์เนีย

การที่ FBI สามารถสกัดแผนก่อการร้ายวันสิ้นปี ในแคลิฟอร์เนียได้ทันท่วงที เป็นเครื่องยืนยันถึงประสิทธิภาพของระบบรักษาความปลอดภัยและการข่าวกรองของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจว่าภัยคุกคามจากการก่อการร้ายยังคงมีอยู่ และจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง การที่กลุ่มผู้ต้องสงสัยวางแผนที่จะโจมตีสถานที่ต่างๆ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะสร้างความหวาดกลัวและความปั่นป่วนในสังคม

การจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ถึง 4 คน ถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญ แต่ FBI ยังคงต้องดำเนินการสืบสวนต่อไปเพื่อระบุตัวผู้ที่อาจเกี่ยวข้องเพิ่มเติมและเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ และการแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองเป็นสิ่งสำคัญในการต่อต้านการก่อการร้ายอย่างมีประสิทธิภาพ

เหตุการณ์นี้ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตระหนักถึงสัญญาณเตือนภัยของการก่อการร้าย การที่ประชาชนทั่วไปสามารถแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลที่น่าสงสัยให้กับเจ้าหน้าที่ได้ อาจเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันการก่อการร้ายได้ การมีส่วนร่วมของชุมชนจึงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการรักษาความปลอดภัย

แม้ว่าสถานการณ์FBI สกัดแผนก่อการร้ายวันสิ้นปี ในแคลิฟอร์เนียจะคลี่คลายไปในทางที่ดี แต่เราไม่ควรประมาทและควรเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต

ที่มา – FBI เผย สกัดแผนก่อการร้ายวันสิ้นปี ในภาคใต้รัฐแคลิฟอร์เนีย

โจรอุกอาจ! ขโมยของพิพิธภัณฑ์โอ๊คแลนด์กว่าพันชิ้น

เกิดเหตุโจรกรรมอุกอาจ! คนร้ายบุก ขโมยของกว่า 1,000 ชิ้นจากโกดัง พิพิธภัณฑ์โอ๊คแลนด์ แคลิฟอร์เนีย ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้

รายงานข่าวจากต่างประเทศเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 เปิดเผยว่า มีการ ขโมยของกว่า 1,000 ชิ้นจากโกดัง พิพิธภัณฑ์โอ๊คแลนด์ แคลิฟอร์เนีย ซึ่งรวมถึงโบราณวัตถุทางประวัติศาสตร์และเครื่องประดับต่างๆ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่สถานเก็บของนอกสถานที่ของพิพิธภัณฑ์ ทำให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและ FBI ต้องร่วมมือกันสืบสวน

กรมตำรวจโอ๊คแลนด์ออกแถลงการณ์ว่า เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม เวลาประมาณ 03:30 น. มีผู้บุกรุกเข้าไปในสถานที่เก็บของและขโมยสิ่งของจำนวนมากจากคอลเลคชันของพิพิธภัณฑ์ สิ่งของที่หายไปรวมถึงโบราณวัตถุหลายรายการ เช่น ตะกร้าของชนพื้นเมืองอเมริกัน งานแกะสลักงาช้าง ภาพถ่ายดาแกโรไทป์ และแม้แต่คอมพิวเตอร์แล็ปท็อป

ลอรี โฟการ์ตี ผู้อำนวยการบริหารและซีอีโอของพิพิธภัณฑ์โอ๊คแลนด์แห่งแคลิฟอร์เนีย กล่าวในแถลงการณ์ว่า “การโจรกรรมครั้งนี้เป็นการกระทำที่อุกอาจ เป็นการปล้นมรดกทางวัฒนธรรมของรัฐเราไปจากสาธารณชน วัตถุเหล่านี้ส่วนใหญ่ได้รับการบริจาคให้กับพิพิธภัณฑ์โดยผู้มีจิตศรัทธา เรากำลังทำงานร่วมกับเมืองโอ๊คแลนด์ กรมตำรวจโอ๊คแลนด์ และ FBI อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ได้วัตถุเหล่านี้กลับคืนมา”

พิพิธภัณฑ์โอ๊คแลนด์ฯ ก่อตั้งขึ้นในปี 2512 และเป็นที่เก็บวัตถุมากกว่า 2 ล้านชิ้น ซึ่งรวมถึงผลงานศิลปะชิ้นสำคัญ โบราณวัตถุทางประวัติศาสตร์ และตัวอย่างทางธรรมชาติ พิพิธภัณฑ์ยังมีโครงการที่มุ่งเน้นการสำรวจและเปิดเผยปัจจัยที่หล่อหลอมลักษณะเฉพาะและเอกลักษณ์ของแคลิฟอร์เนีย

น.ส.โฟการ์ตีให้สัมภาษณ์ว่า ไม่มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอยู่ในสถานที่เก็บของในขณะเกิดเหตุ และคนงานพบว่าเกิดการโจรกรรมในเช้าวันที่ 16 ตุลาคม เธอเชื่อว่าเหตุการณ์นี้เป็นอาชญากรรมที่เกิดจากโอกาสมากกว่าการวางแผนอย่างรอบคอบ

กรมตำรวจโอ๊คแลนด์กำลังสืบสวนคดีนี้ร่วมกับทีมอาชญากรรมทางศิลปะของ FBI ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญสูง ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ประมาณ 20 นาย ที่ทำหน้าที่สืบสวนคดีโจรกรรม ฉ้อโกง การลักลอบค้าโบราณวัตถุและทรัพย์สินทางวัฒนธรรมโดยเฉพาะ

ขโมยของกว่า 1,000 ชิ้นจากโกดัง พิพิธภัณฑ์โอ๊คแลนด์ แคลิฟอร์เนีย

พิพิธภัณฑ์โอ๊คแลนด์โดน ขโมยของกว่า 1,000 ชิ้นจากโกดัง พิพิธภัณฑ์โอ๊คแลนด์ แคลิฟอร์เนีย จริงหรือ?

เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงครับ ทางพิพิธภัณฑ์ได้ยืนยันข้อมูลนี้แล้ว และกำลังดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อติดตามสิ่งของที่ถูกขโมยกลับคืนมา

ของที่ถูกขโมยไปมีอะไรบ้าง?

  • โบราณวัตถุ เช่น ตะกร้าของชนพื้นเมืองอเมริกัน
  • งานแกะสลักงาช้าง
  • ภาพถ่ายดาแกโรไทป์ (daguerreotypes)
  • คอมพิวเตอร์แล็ปท็อป
  • และสิ่งของอื่นๆ อีกมากมาย รวมแล้วกว่า 1,000 ชิ้น

เหตุการณ์ ขโมยของกว่า 1,000 ชิ้นจากโกดัง พิพิธภัณฑ์โอ๊คแลนด์ แคลิฟอร์เนีย นี้ถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของวงการพิพิธภัณฑ์และวงการศิลปะ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเจ้าหน้าที่จะสามารถจับกุมคนร้ายและนำสิ่งของที่ถูกขโมยกลับคืนมาได้โดยเร็ว

ทางพิพิธภัณฑ์กำลังทำงานอย่างเต็มที่ในการปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – โจรอุกอาจ ขโมยของกว่า 1,000 ชิ้นจากโกดัง พิพิธภัณฑ์โอ๊คแลนด์ แคลิฟอร์เนีย

เซเลนา โกเมซ ป๊อปสตาร์ชื่อดัง แต่งงานแล้ว

เซเลนา โกเมซ ป๊อปสตาร์ชื่อดัง แต่งงานกับแฟนหนุ่มโปรดิวเซอร์เพลงแล้ว เป็นข่าวใหญ่ที่แฟนๆ ทั่วโลกตื่นเต้นมากในช่วงนี้! นักร้องและนักแสดงสาวชาวอเมริกันวัย 33 ปี ได้เข้าพิธีสมรสกับเบนนี บลังโก แฟนหนุ่มวัย 37 ปี ผู้เป็นโปรดิวเซอร์เพลงชื่อดัง หลังจากหมั้นหมายกันมาตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้ว การแต่งงานครั้งนี้จัดขึ้นอย่างเรียบง่ายแต่หรูหราในรัฐแคลิฟอร์เนีย สร้างความฮือฮาให้กับวงการบันเทิง

เซเลนา โกเมซ ป๊อปสตาร์ชื่อดัง แต่งงานกับแฟนหนุ่มโปรดิวเซอร์เพลงแล้ว

เซเลนา โกเมซ ได้โพสต์ภาพชุดแต่งงานสุดหวานลงบนอินสตาแกรม โดยเธอสวมชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ คู่กับเจ้าบ่าวในชุดทักซิโดสีเข้ม ข้อความที่เธอเขียนไว้นั้นเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความหมาย คือ “9.27.25” พร้อมอิโมจิหัวใจที่ปิดท้าย ทำให้แฟนๆ พากันลือกันว่าวันที่ 27 กันยายน 2025 คือวันมงคลของทั้งคู่

ตามรายงานจากนิตยสารแฟชั่นชื่อดังอย่าง Vogue พิธีแต่งงานจัดขึ้นที่เมืองซานตาบาร์บารา เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ต่อหน้าแขกผู้มีเกียรติประมาณ 170 คน ซึ่งรวมถึงดาราดังมากมาย เช่น เทย์เลอร์ สวิฟต์ เพื่อนสนิทของเซเลนา นักแสดงพอล รัดด์ และเพื่อนร่วมงานจากซีรีส์ฮิต Only Murders in the Building อย่างสตีฟ มาร์ติน และมาร์ติน ชอร์ต บรรยากาศในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเสียงหัวเราะจากเหล่าเซเลบริตี้

เส้นทางความรักของเซเลนาและเบนนี

ทั้งคู่เริ่มคบหากันอย่างเป็นทางการเมื่อปีที่แล้ว หลังจากรู้จักกันผ่านการทำงานในวงการดนตรี เซเลนา โกเมซ ป๊อปสตาร์ชื่อดัง แต่งงานกับแฟนหนุ่มโปรดิวเซอร์เพลงแล้ว หลังจากผ่านช่วงเวลาโรแมนติกมากมาย พวกเขาหมั้นหมายกันในเดือนธันวาคม 2024 ท่ามกลางข่าวลือและการสนับสนุนจากแฟนคลับทั่วโลก ก่อนหน้านี้ ทั้งสองเคยร่วมงานกันในโปรเจกต์เพลงหลายชิ้น เช่น อัลบั้ม I Said I Love You First ที่ปล่อยออกมาในเดือนมีนาคมปีนี้ ซึ่งเพลงๆ นี้ออกแบบมาเพื่อเล่าเรื่องราวความรักของพวกเขาเอง ทำให้แฟนๆ รู้สึกเหมือนได้เป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์นี้

ย้อนกลับไปในอดีต เซเลนาและเบนนีเคยร่วมงานกันตั้งแต่ปี 2015 ในเพลงฮิตอย่าง Same Old Love และ Kill Em with Kindness ที่ทำให้ชื่อเสียงของเซเลนาโด่งดังไปทั่วโลก นอกจากนี้ ในปี 2019 พวกเขายังปล่อยเพลง I Can’t Get Enough ที่มีไทนีและเจ บอลวินมาร่วมแจมด้วย ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จึงไม่ใช่แค่ความรัก แต่ยังเป็นการผสมผสานระหว่างพรสวรรค์ทางดนตรีที่ลงตัว

อาชีพของเซเลนา โกเมซ และเบนนี บลังโก

เซเลนา โกเมซ เริ่มต้นอาชีพจากซีรีส์ Wizards of Waverly Place ของ Disney Channel ในช่วงปี 2000s ซึ่งทำให้เธอกลายเป็นไอดอลวัยรุ่น จากนั้นเธอหันมาทำเพลงป๊อปและแสดงภาพยนตร์ ล่าสุดเธอรับบทนำในภาพยนตร์ Emilia Perez ในบทเจสสิกา เดล มอนเต ซึ่งได้รับคำชื่นชมอย่างมากจากนักวิจารณ์ อาชีพของเธอเต็มไปด้วยความสำเร็จ ทั้งอัลบั้มเพลงที่ขายดีและรางวัลมากมาย

ส่วนเบนนี บลังโก เป็นโปรดิวเซอร์เพลงที่มีผลงานโดดเด่น เขาเคยปล่อยอัลบั้มเดี่ยว Friends Keep Secrets ในปี 2019 และทำงานให้กับศิลปินดังอย่างเคที เพอร์รี บริทนีย์ สเปียร์ส และเคชา ความสามารถของเขาทำให้เขาเป็นที่ต้องการในวงการ และการแต่งงานครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำถึงความเข้ากันได้ทั้งในด้านส่วนตัวและงาน

เซเลนา โกเมซ ป๊อปสตาร์ชื่อดัง แต่งงานกับแฟนหนุ่มโปรดิวเซอร์เพลงแล้ว ไม่เพียงแต่เป็นจุดเริ่มต้นของบทใหม่ในชีวิตคู่ แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้แฟนๆ ทั่วไปที่เชื่อในความรักที่เกิดจากความร่วมมือในงาน การรวมตัวของทั้งสองคนนี้คาดว่าจะนำมาซึ่งโปรเจกต์เพลงใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้นในอนาคต

  • จุดเด่นของพิธีแต่งงาน: บรรยากาศโรแมนติกที่ชายทะเล
  • แขกดังที่มาร่วมงาน: เทย์เลอร์ สวิฟต์ และเพื่อนๆ จากฮอลลีวูด
  • ผลงานร่วมกัน: เพลงฮิตที่แฟนๆ รอคอย

ในมุมมองของผม การแต่งงานของเซเลนาเป็นตัวอย่างที่ดีของความรักที่เติบโตจากมิตรภาพและความเคารพซึ่งกันและกัน แฟนๆ ควรติดตามผลงานใหม่ของเธอต่อไป เพราะนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคทองใหม่ในอาชีพของป๊อปสตาร์สาวคนนี้ หากคุณเป็นแฟนเซเลนา ลองแชร์ความรู้สึกของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างนะ!

ที่มา – เซเลนา โกเมซ ป๊อปสตาร์ชื่อดัง แต่งงานกับแฟนหนุ่มโปรดิวเซอร์เพลงแล้ว

เปิดสาเหตุ! พี่น้องเมเนนเดซ ถูกปฏิเสธทัณฑ์บน

คณะกรรมาธิการทัณฑ์บนรัฐแคลิฟอร์เนียตัดสินใจปฏิเสธคำร้องขอปล่อยตัวก่อนกำหนดของพี่น้องเมเนนเดซ ฆาตกรชื่อดังซึ่งก่อเหตุสังหารบิดาและมารดาของตัวเองเมื่อ 36 ปีก่อน เรื่องราวของ พี่น้องเมเนนเดซ ถูกปฏิเสธทัณฑ์บน กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง

เดิมทีพี่น้องคู่นี้ถูกตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิต แต่มีการตัดสินโทษใหม่เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ลดโทษให้พวกเขาเหลือจำคุก 50 ปี และสามารถขอทำทัณฑ์บนเพื่อปล่อยตัวก่อนกำหนดได้

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการทัณฑ์บนบกเหตุผลหลายข้อระหว่างการพิจารณา ที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจปฏิเสธ รวมถึงพฤติกรรมการแหกกฎหลายครั้งของพี่น้องคู่นี้ขณะอยู่ในเรือนจำ

เอริก กับ ไลล์ เมเนนเดซ สองพี่น้องผู้ก่อเหตุสังหารพ่อแม่ของตัวเองด้วยการใช้อาวุธปืนกระหน่ำยิงพวกเขาหลายนัดในระยะประชิด ที่บ้านของพวกเขาในเมืองเบเวอร์ลี ฮิลส์ รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อปี 2532 ถูกปฏิเสธการขอทำทัณฑ์บนเพื่อปล่อยตัวก่อนกำหนด หลังจากมีการตัดสินโทษใหม่เมื่อไม่กี่เดือนก่อน ทำให้พวกเขาได้สิทธิ์ในการขอทำทัณฑ์บนมา

ระหว่างการพิจารณา 2 วันของคณะกรรมาธิการทัณฑ์บนรัฐแคลิฟอร์เนีย สองพี่น้องถูกซักหลายข้อ และเจ้าหน้าที่ขอให้พวกเขาพูดอย่างตรงๆ เรื่องการทารุณที่พวกเขาได้รับในตอนเป็นเด็ก, ความเชื่อของพวกเขาที่นำไปสู่การฆาตกรรม กับความคิดหลังจากนั้น และการกระทำผิดต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างถูกจองจำ

พี่น้องเมเนนเดซถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในปี 2539 จากการสังหารนายโฮเซ กับนางคิตตี เมเนนเดซ จนกลายเป็นคดีโด่งดังของสหรัฐฯ มาอย่างยาวนาน กระทั่งพวกเขาได้รับการสนับสนุนจากสังคมมากขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา หลังจากเรื่องราวของพวกเขาถูกนำไปทำเป็นสารคดีบนเน็ตฟลิกซ์ นำไปสู่การตัดสินโทษใหม่ในเดือนพฤษภาคม

การพิจารณาของคณะกรรมาธิการทัณฑ์บนนี้คือโอกาสใกล้เคียงที่สุดที่พวกเขาจะได้ออกจากคุก และสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการพิจารณาก็ช่วยอธิบายว่าเหตุใด คณะกรรมาธิการจึงปฏิเสธการให้ทัณฑ์บนแก่พี่น้องคู่นี้

เปิดสาเหตุ พี่น้องเมเนนเดซ ถูกปฏิเสธทัณฑ์บน

การแอบใช้โทรศัพท์มือถือขณะถูกคุมขังไม่ใช่เรื่องเล็ก นายโรเบิร์ต บาร์ตัน หนึ่งในกรรมาธิการทัณฑ์บนเน้นย้ำเรื่องนี้กับพี่น้องเมเนนเดซ ว่าการใช้โทรศัพท์มือถืออย่างผิดกฎหมายของพวกเขา ทำลายภาพลักษณ์การเป็นนักโทษชั้นดีที่พวกเขาพยายามสร้างขึ้นมา

มือถือที่ว่าอาจถูกใช้เพื่อสั่งการโจมตี, เคลื่อนย้ายยาเสพติดจากในคุก และประสานการโจมตีเจ้าหน้าที่ และการที่มีมือถืออยู่ในคุกหมายความว่า เจ้าหน้าที่ทัณฑสถานต้องมีลักลอบนำเข้าไป และกลุ่มแก๊งในเรือนจำก็อาจได้รับประโยชน์จากการเก็บค่าใช้โทรศัพท์

“สิ่งที่ผมได้จากการใช้โทรศัพท์และการเชื่อมต่อผมกับโลกภายนอกนั้น มีค่ามากกว่าผลที่ตามมาจากการถูกจับได้ว่าใช้โทรศัพท์” นายเอริก เมเนนเดซกล่าว โดยเขาบอกกับคณะกรรมาธิการว่า เขาใช้มือถือเพื่อพูดคุยกับภรรยา, ดูยูทูป, ฟังเพลง และดูหนังโป๊

ในการตัดสินปฏิเสธการขอทำทัณฑ์บนของเอริก นายบาร์ตันอธิบายว่า พฤติกรรมของเอริกนั้นคือการ “เห็นแก่ตัว” และเป็นสัญญาณว่า เขาเชื่อว่ากฎไม่ได้บังคับใช้กับเขา และเชื่อว่าผลลัพธ์จะสร้างความชอบธรรมให้แก่วิธีการ

ส่วนไลล์ เมเนนเดซ เพิ่งถูกจับได้ว่าใช้โทรศัพท์มือถือ 2 ครั้งเมื่อไม่นานมานี้ โดยครั้งล่าสุดคือในเดือนมีนาคม โดยไลล์อ้างว่า เขาให้ผู้คุมดูตลอดเวลาที่เขาคุยโทรศัพท์กับภรรยาและครอบครัว และขายเรื่องราวของพวกเขาแก่หนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ เขาจึงมองว่าโทรศัพท์มือถือคืออุปกรณ์ส่วนตัว

ไลล์อ้างอีกว่า ในช่วงที่เขาถูกย้ายไปยังเรือนจำที่ซานดิเอโก ชีวิตแต่งงานของเขาอยู่ภาวะตึงเครียดมาก และเขาไม่อยากขาดการติดต่อกับภรรยา

“ผมกล่อมตัวเองให้เชื่อว่า การทำแบบนี้ไม่ได้ทำร้ายใคร มีแค่ตัวผมเองที่ละเมิดกฎ” ไลล์ เมเนนเดซกล่าว “ผมไม่คิดว่ามันจะส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการเรือนจำมากนัก”

ทำไม พี่น้องเมเนนเดซ ถูกปฏิเสธทัณฑ์บน?

ในบรรดาพี่น้องสองคน เอริก เมเนนเดซ ละเมิดกฎร้ายแรงมากกว่าไลล์ โดยคณะกรรมาธิการถามเอริกว่า เหตุใดเขาเอาตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับกลุ่มแก๊งในเรือนจำที่ชื่อว่า “ทู ไฟเฟอส์” (Two Fivers) และช่วยพวกเขาในแผนการฉ้อโกงภาษีเมื่อช่วงประมาณปี 2556

เอริกอ้างว่า เขาเพียงพยายามเอาชีวิตรอดจากความรุนแรงอย่างยิ่งยวดในเรือนจำ ที่เพื่อนสนิทสามารถถูกแทงหรือถูกข่มขืนได้ “ผมตกอยู่ในความกลัวอย่างใหญ่หลวง ตอนที่ทูไฟเฟอส์มา และขอให้ผมช่วย ผมคิดว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะเข้ากับพวกเขาและเพื่อเอาชีวิตรอด”

เอริกบอกอีกว่า เขาให้ความสำคัญกับการปกป้องตัวเองมากกว่ารักษากฎ เพราะในตอนนั้น เขาไม่มีความหวังจะได้ออกมา อนึ่ง พี่น้องเมเนนเดซถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตตั้งแต่ปี 2539 และเพิ่งได้รับการตัดสินโทษใหม่เมื่อ 13 พ.ค. 2565 ที่ผ่านมา ลดโทษเหลือจำคุก 50 ปี และได้สิทธิ์ในการขอทำทัณฑ์บนเพื่อออกจากคุกก่อนกำหนด

เอริกบอกด้วยว่า เขาเสพยาและแอลกอฮอล์ตลอดในช่วงแรกๆ ของการถูกจองจำ แต่เริ่มบรรเทาลงในปี 2556 ในวันเกิดของผู้เป็นมารดา

ส่วนไลล์ละเมิดกฎน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม กรรมาธิการ จูเลีย มาร์แลนด์ ระบุว่า ไลล์ก็ยังแสดงให้เห็นบุคลิกภาพต่อต้านสังคมเช่น การหลอกลวง, การลดทอนความสำคัญของการกระทำผิด และการแหกกฎ ซึ่งซุกซ่อนอยู่ภายใต้ภาพลักษณ์ที่ดูดีของเขา และนักโทษที่แหกกฎ ก็มีโอกาสมากที่จะทำแบบเดียวกันในสังคมเช่นกัน

กรรมาธิการทั้งสองคนแสดงความกังวลในประเด็นการฆาตกรรมนางคิตตี เมเนนเดซ ซึ่งนายบาร์ตันกล่าวว่า เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า ณ ตอนนั้น เอริก เมเนนเดซ ขาดความเห็นอกเห็นใจในฐานะมนุษย์

“ผมไม่สามารถเอาตัวเองไปแทนที่คุณได้ ผมไม่รู้ว่าผมเคยโกรธใครถึงขั้นนั้นหรือเปล่า” บาร์ตันกล่าว “แต่นั่นก็ยังเป็นเรื่องน่ากังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมันดูเหมือนว่า ผู้เป็นมารดาก็เป็นเหยื่อในการใช้ความรุนแรงในครอบครัวเช่นเดียวกัน”

นายบาร์ตันบอกอีกว่า ในตอนก่อเหตุพี่น้องเมเนนเดซไม่ได้กำลังตกอยู่ในอันตรายต่อชีวิตอย่างปัจจุบันทันด่วน และสามารถขอความช่วยเหลือจากสมาชิกครอบครัวคนอื่นหรือไปหาตำรวจได้

ในส่วนของไลล์ น.ส.การ์แลนด์กล่าวว่า การยิงนางคิตตี เมเนนเดซ ปิดท้ายอีก 1 นัด คือความไร้หัวใจอย่างยิ่ง เธอยังเน้นย้ำพฤติกรรมของเขาที่พยายามปกปิดการกระทำผิด เช่น โกหกตำรวจและพยายามหลบเลี่ยงการดำเนินคดี ว่าเป็นเรื่องที่น่ากังวลเช่นกัน

ก่อนหน้านี้ นายเกวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย เคยออกคำสั่งให้คณะกรรมาธิการทัณฑ์บนประเมินความเสี่ยงของพี่น้องเมเนนเดซ เพื่อประกอบการพิจารณาคำร้องขอปล่อยตัวก่อนกำหนด

ผลการประเมินไม่มีการเปิดเผยให้สาธารณชนได้รับรู้ แต่นายนาธาน ฮอชแมน อัยการเขตลอส แอนเจลิส เคาน์ตี บอกในเดือนพฤษภาคมว่า พี่น้องเมเนนเดซถูกประเมินว่า เป็นนักโทษ “ความเสี่ยงระดับกลาง”

องค์กรนโยบายเรือนจำ (Prison Policy Initiative) เปิดเผยผลการวิเคราะห์ในปี 2565 ซึ่งชี้ว่า นักโทษความเสี่ยงระดับกลางในรัฐแคลิฟอร์เนียนั้น มีโอกาสได้รับทัณฑ์บนเพียง 22% ทำให้แคลิฟอร์เนียกลายเป็นหนึ่งในรัฐที่นักโทษได้ทัณฑ์บนยากที่สุด

ญาติของพี่น้องเมเนนเดซมากกว่า 10 คน พูดในการพิจารณาทัณฑ์บนเมื่อวันที่ 21-22 ส.ค.ที่ผ่านมา ว่า พวกเขาสนับสนุนให้ปล่อยตัวเอริกกับไลล์

นางเทเรซิตา บารอลต์ พี่สาวของโฮเซ เมเนนเดซ กล่าวว่า เธอกำลังจะตายจากมะเร็งระยะที่ 4 และอยากต้อนรับหลานๆ กลับบ้าน

“ฉันอยากพูดให้ชัดเจนว่า ถึงแม้ฉันจะรักน้องชายของฉัน แต่ฉันก็ให้อภัยเอริก” นางบารอลต์กล่าว “เอริกวางตัวด้วยความเมตตา, ซื่อสัตย์ และเข้มแข็ง ซึ่งมีจากความอดทนและความสุภาพ”

ด้านนาตาชา เลโอนาร์โด หลานของคิตตี เมเนนเดซ ให้คำมั่นกับคณะกรรมาธิการทัณฑ์บนว่า เธอจะมอบบ้านที่มอบความรักและความมั่นคงอย่างไม่มีเงื่อนไขให้แก่เขาที่โคโลราโด ที่เขาจะได้ใช้เวลากับครอบครัวและธรรมชาติ

หลังจากคณะกรรมาธิการมีคำตัดสิน สมาชิกครอบครัวของเมเนนเดซก็ออกแถลงการณ์แสดงความผิดหวัง แต่ก็ยังไม่หมดกำลังใจ “เรารู้ว่าพวกเขาเป็นคนดีที่ได้พยายามฟื้นฟูตัวเองและสำนึกผิด เรารักพวกเขาอย่างไม่มีเงื่อนไข และจะยืนหยัดเคียงข้างพวกเขาตลอดการเดินทางข้างหน้านี้”

ถึงแม้ว่า พี่น้องเมเนนเดซ ถูกปฏิเสธทัณฑ์บน ในครั้งนี้ แต่เรื่องราวของพวกเขายังคงเป็นที่สนใจของผู้คน และแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของกระบวนการยุติธรรม

ที่มา – เปิดสาเหตุ “พี่น้องเมเนนเดซ” ถูกปฏิเสธทัณฑ์บน แม้ได้ตัดสินโทษใหม่

Scroll to top