แถลงนโยบายต่อรัฐสภา

นายกฯ ขอบคุณรัฐสภา รับคำแนะนำนโยบายรัฐบาล

นายกฯ ขอบคุณรัฐสภา รับคำแนะนำนโยบายรัฐบาล ย้ำ “นี่หนูครับ…ไม่ใช่เป็ดง่อย”

หลังจากการอภิปรายนโยบายรัฐบาลที่ยาวนานและเข้มข้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมากล่าวขอบคุณสมาชิกรัฐสภาทุกฝ่าย โดยเฉพาะในการที่ นายกฯ ขอบคุณรัฐสภา รับคำแนะนำนโยบายรัฐบาล อย่างถ่อมตน พร้อมย้ำชัดเจนว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ใช่ ‘เป็ดง่อย’ แต่เป็น ‘หนู’ ที่พร้อมลุยงานทันทีตั้งแต่วินาทีนี้

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 18.03 น. วันที่ 30 กันยายน 2568 หลังจากนายสุทิน คลังแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายปิดท้าย นายอนุทินได้กล่าวขอบคุณประธานรัฐสภาที่ให้โอกาสแถลงนโยบายและเร่งรัดเวลา เพื่อให้รัฐบาลสามารถบริหารราชการแผ่นดินได้เต็มรูปแบบทันที นอกจากนี้ ยังขอบคุณสมาชิกรัฐสภาทั้ง ส.ว. และ ส.ส. ที่ให้ข้อคิดเห็น คำวิจารณ์ และข้อเสนอแนะมากมาย ซึ่งจะนำไปปรับใช้ในการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

สองวันที่ผ่านมาเต็มไปด้วยคุณค่าต่อรัฐบาลชุดนี้ โดยนายกรัฐมนตรียอมรับว่าต้องขออภัยผู้ที่ถูกโต้เถียงด้วย เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงให้ประชาชนรับทราบ แม้บางประเด็นจะแตกต่างจากความจริง แต่เชื่อว่าจะมีโอกาสทำความเข้าใจเพิ่มเติมในอนาคต

นายกฯ อนุทิน

นายกฯ ขอบคุณรัฐสภา รับคำแนะนำนโยบายรัฐบาล: หากรัฐมนตรีทำผิด พร้อมจัดการเอง

นายอนุทินเน้นย้ำความสัมพันธ์ที่ดีกับนายสุทินที่เคยทำงานร่วมกันในอดีต โดยให้ความมั่นใจว่ารัฐบาลจะไม่ใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ส่วนตัว หากพบการกระทำผิดกฎหมาย จะดำเนินการทันทีโดยไม่เว้นแม้แต่ตัวเอง ‘นับจากเบอร์ 1 ถึง 36 ถ้าผมพบว่าผู้ใดผิด ผมจะเร่งรัดและจัดการเอง’ นายกฯ กล่าว

นอกจากนี้ ยังเสียใจที่ต้องโต้เถียงกันเพราะการเมือง แต่ยืนยันว่าเป็นหน้าที่ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว และจะให้ความร่วมมือเต็มที่

ย้ำ นายกฯ ขอบคุณรัฐสภา รับคำแนะนำนโยบายรัฐบาล สำหรับการเลือกตั้งที่โปร่งใส

ในช่วง 4 เดือนที่เหลือ รัฐบาลจะไม่ทะเลาะกัน แต่จะแข่งขันด้วยความสะอาดและรอยยิ้ม โดยมุ่งทำความดีให้ประชาชน นายอนุทินยืนยันว่าไม่เคยหลงใหลในอำนาจ และจะไม่กลั่นแกล้งใคร กระบวนการยุติธรรมจะจัดการทุกเรื่อง

สำหรับรัฐธรรมนูญ นายกฯ ขอบคุณพรรคประชาชนที่ร่วมลงนาม MOA โดยเฉพาะนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ย้ำว่านโยบายหลักคือยุบสภาใน 4 เดือนและแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมสนับสนุนประชามติ

ขอความร่วมมือแก้รัฐธรรมนูญให้เสร็จปลายปี

รัฐบาลขอให้สมาชิกรัฐสภาทุกคนร่วมพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายในธันวาคม 2568 แม้ต้องประชุมหนัก แต่เชื่อว่าการร่วมมือจะทำให้สำเร็จ สำหรับการมีส่วนร่วมของประชาชน จะทำตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และเริ่มวางรากฐานกฎหมายประกอบไว้ล่วงหน้า

นายอนุทินชี้แจงเรื่องโยกย้ายข้าราชการเพื่อเลือกตั้งว่า ไม่มีผลต่อผลการเลือกตั้ง อยู่ที่ผู้สมัครและนโยบาย ‘คนที่ตัดมือตัวเองคือรัฐบาลที่แล้ว แต่ขออโหสิกรรมกัน แล้วมาแข่งขันด้วยความบริสุทธิ์’ นายกฯ กล่าว ก่อนทิ้งท้ายว่ารัฐบาลนี้ ‘นี่หนูครับ ไม่ใช่เป็ดง่อย’ และขอใช้ห้องประชุมทันทีเพื่อทำงานให้ประชาชน

การกล่าวของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการทำงานโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ หากคุณสนใจพัฒนาการทางการเมืองไทย ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติมและมีส่วนร่วมในการแสดงความเห็นเพื่อประเทศที่ก้าวหน้ากว่าเดิม

ที่มา – นายกฯ ขอบคุณรัฐสภา รับคำแนะนำนโยบายรัฐบาล ย้ำ “นี่หนูครับ…ไม่ใช่เป็ดง่อย”

“ธรรมนัส” ซัดกลับ “อนุสรณ์” อภิปรายขุดเรื่องเก่า

“ธรรมนัส” ซัดกลับ “อนุสรณ์” อภิปรายขุดเรื่องเก่า ปูดเคยแอบขอซบพรรคกล้าธรรม

ในวันที่ 30 กันยายน 2568 เกิดเหตุการณ์ดราม่าทางการเมืองที่น่าสนใจ เมื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลุกขึ้นชี้แจงและโต้กลับการอภิปรายของ นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ซึ่งขุดคุ้ยเรื่องเก่าเกี่ยวกับคุณสมบัติรัฐมนตรี เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำให้สังคมการเมืองต้องจับตามอง โดยเฉพาะการที่ “ธรรมนัส” เผยว่านายอนุสรณ์เคยแอบมาขอซบพรรคกล้าธรรมมาก่อน

“ธรรมนัส” ซัดกลับ “อนุสรณ์” อภิปรายขุดเรื่องเก่า ปูดเคยแอบขอซบพรรคกล้าธรรม

การอภิปรายครั้งนี้เริ่มต้นจากนายอนุสรณ์ที่ตั้งคำถามถึงคุณสมบัติของรัฐมนตรีบางคน โดยเฉพาะที่รัฐบาลก่อนไม่กล้าตั้ง แต่รัฐบาลปัจจุบันกลับตั้งเป็นรองนายกฯ สองคน ร.อ.ธรรมนัส ไม่ยอมนิ่งเฉย ได้ตอบโต้อย่างดุเดือด โดยระบุว่าสิ่งที่นายอนุสรณ์พูดถึงเป็นเรื่องเก่าที่ไม่มีน้ำหนัก และยังปูดว่าเคยมีครั้งหนึ่งที่นายอนุสรณ์มาหาตนเพื่อขอร่วมอุดมการณ์ในพรรคกล้าธรรม โดยตอนนั้นนายอนุสรณ์ชื่นชมนายงานของตนและบอกว่าอยู่พรรคเดิมไม่มีความสุข อยากมาร่วมด้วย

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวด้วยน้ำเสียงประชดว่า “วันนั้นกับวันนี้ต่างกันราวฟ้ากับดิน ไม่เข้าใจว่าเช้านี้ตื่นมากินยาผิดประเภทหรือไม่” และยังขู่ด้วยว่า หากนายอนุสรณ์พูดจาพาดพิงต่อไป จะเจอกันที่สถานีพะเยา เพราะคดีความกำลังดำเนินอยู่ที่นั่นกว่า 200 คดี นอกจากนี้ ยังย้ำว่าตนผ่านการตรวจสอบมาหมดแล้ว รวมถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจหลายครั้ง แต่ก็ได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ต่อไป เรื่องจริยธรรมก็ชัดเจนจากศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยแล้วว่าไม่ผิดต้องห้าม

ประเด็นขุดเรื่องเก่าและการขู่ฟ้องกลับ

ในส่วนของวลีเก่าที่นายอนุสรณ์นำมาอ้าง ร.อ.ธรรมนัส ชี้ว่าถูกตัดทอนเพื่อให้ฟังสนุกปากเท่านั้น และขอให้หยุดเอาเรื่องเก่ามาเป็นประเด็น หากมีข้อสงสัยให้คุยกันส่วนตัวได้ แต่หากไปขยายความนอกสภา แม้มีเอกสิทธิ์คุ้มครอง ก็พร้อมฟ้องร้องให้ถึงที่สุด โดยเจอกันที่พะเยาแน่นอน นี่คือการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของ “ธรรมนัส” ที่ไม่ยอมให้ถูกโจมตีโดยง่าย

ขณะเดียวกัน นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็ลุกขึ้นชี้แจงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ SKYY9 โดยยืนยันว่าอำนาจรัฐมนตรีแรงงานไม่ได้ล่วงลูกการลงทุน ซึ่งเป็นหน้าที่ของบอร์ดประกันสังคม และหากใครทำผิดต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบทั้งหมด นายสุชาติ ยังน้อมรับทุกข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับตน และอยากให้เรื่องนี้จบลงเสียที เพราะปัจจุบันบอร์ดลงทุนประกันสังคมไม่มีใครกล้าที่จะเข้ามารับตำแหน่ง เนื่องจากกลัวถูกตรวจสอบ แม้จะได้เบี้ยประชุมเพียงไม่กี่พันบาท

การโต้กลับของนายอนุสรณ์

ฝั่งนายอนุสรณ์ ไม่ยอมแพ้ ได้ใช้สิทธิ์พูดโต้ โดยย้ำว่าการอภิปรายของตนไม่ได้กล่าวหาใคร เพียงแต่ตั้งคำถามเพื่อให้ประชาชนและสมาชิกรัฐสภาตัดสินใจเอง และขอบคุณคำชี้แจงของนายสุชาติ สำหรับประเด็นกับร.อ.ธรรมนัส นายอนุสรณ์ ชี้ว่าการสนทนาที่เกิดขึ้นในอดีตเป็นเพียงการพูดคุยเรื่องนโยบายรัฐบาลเท่านั้น ไม่ใช่การขอซบพรรค และขออภัยหากทำให้เข้าใจผิด

นายอนุสรณ์ ยังยืนยันจุดยืนของตนอย่างหนักแน่นว่า “อนุสรณ์เสื้อแดงย่อมแรงฤทธิ์ ไม่เคยคิดจะโยกย้ายไปแห่งไหน อยู่ที่นี่คือพรรคดีประชาธิปไตย อยู่เพื่อไทยเพราะหัวใจคือประชาชน” ซึ่งเป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อพรรคเพื่อไทยอย่างชัดเจน

เหตุการณ์ “ธรรมนัส” ซัดกลับ “อนุสรณ์” อภิปรายขุดเรื่องเก่า ปูดเคยแอบขอซบพรรคกล้าธรรม นี้ สะท้อนถึงความขัดแย้งในสภาที่ยังคงรุนแรง แม้จะผ่านการเลือกตั้งใหม่แล้ว แต่ประเด็นเก่าๆ ยังถูกนำมาอภิปรายเพื่อตรวจสอบอำนาจรัฐบาล นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงการเมืองที่เต็มไปด้วยการโต้เถียงและการขุดคุ้ยอดีต ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลในอนาคต

จากมุมมองของผู้วิเคราะห์ การอภิปรายเช่นนี้เป็นส่วนสำคัญของประชาธิปไตย์ ที่ช่วยให้เกิดความโปร่งใส แต่ก็ควรหลีกเลี่ยงการโจมตีส่วนตัว เพื่อให้การเมืองก้าวหน้าต่อไป หากคุณสนใจประเด็นการเมืองไทย ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อเข้าใจบริบทที่กว้างขึ้น

  • ประเด็นหลัก: การโต้กลับของธรรมนัสต่อการอภิปราย
  • จุดยืนของอนุสรณ์: ยืนยันไม่ย้ายพรรค
  • ผลกระทบ: อาจนำไปสู่คดีความเพิ่มเติม

สุดท้ายนี้ เราคิดว่าการเมืองไทยควรเน้นที่การแก้ปัญหาประชาชนมากกว่าการขุดคุ้ยอดีต คุณคิดเห็นอย่างไร? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย

ที่มา – “ธรรมนัส” ซัดกลับ “อนุสรณ์” อภิปรายขุดเรื่องเก่า ปูดเคยแอบขอซบพรรคกล้าธรรม

นายกฯ ซัด จิราพร พูดเท็จ ไม่มีอังเคิล จี้ถอนผู้ต้องหา

นายกฯ ซัด จิราพร พูดเท็จ ไม่มีอังเคิล จี้ถอนผู้ต้องหา

ในวันที่ 30 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ชี้แจงอย่างดุเดือดต่อการอภิปรายของน.ส.จิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ที่กล่าวหาในประเด็น MOA พิสดาร คดีเขากระโดง และฮั้ว สว. นายอนุทินย้ำชัดเจนว่ารัฐบาลนี้ไม่มีอังเคิลหรือความสัมพันธ์ลับใดๆ และจี้ให้ถอนคำว่า “ผู้ต้องหา” ที่ใช้กล่าวหาเขา

“นายกฯ” ซัด “จิราพร” พูดความเท็จ ย้ำรัฐบาลนี้ไม่มีอังเคิล จี้ถอนคำว่า “ผู้ต้องหา”

นายอนุทิน เริ่มต้นด้วยการขอบคุณน.ส.จิราพรในฐานะอดีตรัฐมนตรีที่เคยร่วมรัฐบาลเดียวกัน แต่ชี้ว่าการอภิปรายครั้งนี้เต็มไปด้วยวาทกรรมที่พูดความเท็จ ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ เขาเล่าว่าตนไม่รู้จักผู้นำกัมพูชาในทางส่วนตัว เพิ่งพบสมเด็จฮุน เซน ครั้งแรกในฐานะคณะติดตามน.ส.แพทองธาร ชินวัตร ไปเยือนกัมพูชาเมื่อเดือนเมษายน 2568 ไม่มีเบื้องหลังหรือการตกลงลับใดๆ รัฐบาลนี้ไม่มีอังเคิลอย่างที่กล่าวหา

นายอนุทินเล่าย้อนเหตุการณ์ที่ถูกขอคืนกระทรวงมหาดไทย โดยเพื่อนๆ แจ้งว่ามีการบอกผู้นำกัมพูชาว่าจะปลดเขาออกจากตำแหน่ง แต่สุดท้ายเมื่อ 17 มิถุนายน 2568 พรรคเพื่อไทยขอคืนกระทรวงมหาดไทย และให้เขาไปเป็นรัฐมนตรีสาธารณสุข เขารู้สึกว่ามันคือข้อเสนอที่ให้ปฏิเสธ จึงเสนอให้ออกจากรัฐบาลแทน แต่ได้รับคำตอบว่าต้องการกระทรวงมหาดไทยเพราะใกล้เลือกตั้ง

การตัดสินใจถอนตัวและคลิปเสียงอังเคิล

หลังจากนั้น นายอนุทินตัดสินใจถอนพรรคภูมิใจไทยออกจากรัฐบาล โดยบังเอิญมีคลิปเสียงอังเคิลหลุดออกมา ซึ่งยิ่งตอกย้ำว่าถึงเวลาที่ต้องถอนตัวเพราะรัฐบาลขาดความชอบธรรม เขาย้ำว่าไม่มีเหตุการณ์พิสดารหลังถอนตัว และเริ่มร่วมกับฝ่ายค้านเพื่อผลักดันให้ยุบสภา สุดท้ายนำไปสู่การร้องศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีคนเก่า

สำหรับ MOA นายอนุทินยืนยันว่าไม่ใช่พิสดาร เป็นข้อตกลงเปิดเผยระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน เพื่อรับรัฐบาลเสียงข้างน้อย เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ และยุบสภาภายใน 4 เดือน ไม่เกิน 31 มกราคม 2569 โดยจะเสนอร่างแก้รัฐธรรมนูญในเดือนตุลาคมนี้ ไม่มีการดูด ส.ส. หรือเพิ่ม ส.ส. จากการทุจริต มีแต่จากเลือกตั้งซ่อมที่ศรีสะเกษ

ยืนยันดำเนินคดีเขากระโดงและฮั้ว สว. ตามกฎหมาย

นายอนุทินชี้แจงว่าคดีเขากระโดงและฮั้ว สว. จะดำเนินการตามกฎหมาย ไม่มีการแทรกแซง ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยแถลงชี้แจงแล้วว่าไม่มีคำสั่งยึดที่ดินผิดปกติ ส่วนฮั้ว สว. อยู่ที่ กกต. รัฐบาลเก่าพยายามสั่ง DSI แต่ติดกฎหมาย เขาย้ำว่าจะไม่ใช้อำนาจช่วยเหลือผู้กระทำผิด และจี้ให้ทุกฝ่ายฟังและจำไว้ว่ารัฐบาลนี้ยึดหลักกฎหมาย

ในที่สุด นายอนุทินขอให้ น.ส.จิราพร ถอนคำว่า “ผู้ต้องหา” เพราะเขาและ สว. เป็นเพียงผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาเท่านั้น ไม่ใช่ผู้ต้องหา และให้ DSI ยืนยันได้ น.ส.จิราพรยอมถอนและปรับคำเป็นผู้พัวพันในคดี

การชี้แจงครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสของรัฐบาลใหม่ที่ยึดมั่นในหลักประชาธิปไตยและกฎหมาย หากคุณสนใจข่าวการเมืองล่าสุด สามารถติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลที่เชื่อถือได้

ที่มา – “นายกฯ” ซัด “จิราพร” พูดความเท็จ ย้ำรัฐบาลนี้ไม่มีอังเคิล จี้ถอนคำว่า “ผู้ต้องหา”

ถ่ายทอดสด แถลงนโยบายรัฐบาลอนุทิน วัน 2

วันนี้เราจะมาพูดถึงเหตุการณ์สำคัญในวงการการเมืองไทยที่กำลังเป็นที่จับตามอง นั่นคือถ่ายทอดสด “แถลงนโยบายรัฐบาลอนุทิน” อภิปรายต่อวันที่ 2หลังจากที่การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกเพิ่งเสร็จสิ้นลง การประชุมครั้งนี้ถือเป็นก้าวแรกของรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ที่กำลังเผชิญกับความท้าทายมากมายในการผลักดันนโยบายเพื่อประชาชน

ถ่ายทอดสด “แถลงนโยบายรัฐบาลอนุทิน” อภิปรายต่อวันที่ 2

การอภิปรายนโยบายรัฐบาลครั้งนี้เริ่มมาตั้งแต่วันที่ผ่านมา และวันนี้คือวันสุดท้ายที่กำหนดไว้ โดยนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ได้สั่งพักการประชุมเมื่อดึกดื่นของคืนก่อนหน้า เวลา 02.07 น. โดยนายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ ส.ส. พระนครศรีอยุธยา จากพรรคประชาชน เป็นผู้ปิดท้ายการอภิปรายวันแรก วันนี้การประชุมจะเริ่มใหม่เวลา 09.00 น. และคาดว่าจะจบลงในเวลา 18.00 น. เพื่อให้ ส.ส. แต่ละคนได้แสดงความเห็นต่อนโยบายที่นายกรัฐมนตรีได้แถลงไว้

นโยบายหลักที่ถูกอภิปรายครอบคลุมหลายด้าน เช่น เศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจหลังวิกฤตโควิด-19 และการฟื้นฟูประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผู้ฟังที่ติดตามถ่ายทอดสด “แถลงนโยบายรัฐบาลอนุทิน” จะได้เห็นมุมมองหลากหลายจาก ส.ส. ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ซึ่งช่วยให้ประชาชนเข้าใจทิศทางของรัฐบาลชุดนี้มากขึ้น

กำหนดการประชุมครม. หลังจบการอภิปราย

หลังจากที่การอภิปรายสิ้นสุดลง นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะนำคณะ ครม. ทั้งหมดเข้าร่วมประชุมอย่างเป็นทางการครั้งแรกทันที โดยมีวาระสำคัญหลายรายการที่ต้องพิจารณา เช่น การขอใช้งบประมาณปี 2568 ที่ค้างอยู่ เพื่อนำไปดำเนินโครงการใหม่ๆ และโครงการต่อเนื่อง เช่น โครงการคนละครึ่ง ซึ่งเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจยอดนิยมที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าจำเป็นได้ในราคาที่ถูกลง แม้ว่าจะยังไม่บรรจุในวาระหลักของวันนี้ แต่ก็มีโอกาสเสนอเป็นวาระเร่งด่วนได้

นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงการแต่งตั้งข้าราชการการเมือง เช่น ตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรองโฆษก ซึ่งนายอนุทิน ระบุว่าอาจไม่ทันในวันนี้ เนื่องจากต้องใช้เวลา 5 วันในการตรวจสอบคุณสมบัติจาก 7 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มั่นใจในความโปร่งใสและคุณภาพของบุคลากร

  • วาระงบประมาณค้างปี 2568: สำหรับโครงการเยียวยาและพัฒนา
  • โครงการคนละครึ่ง: มาตรการช่วยเหลือประชาชน
  • การแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญ: ต้องตรวจสอบคุณสมบัติ
  • งบเยียวยาพื้นที่อุทกภัยและเหตุปะทะชายแดน: จากกระทรวงมหาดไทย

กระทรวงมหาดไทยจะเสนอขออนุมัติงบประมาณสำหรับเยียวยาผู้ประสบภัยจากอุทกภัย และผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน

การประชุมครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเริ่มต้นงานของ ครม. ชุดใหม่เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ปัญหาเร่งด่วนของประเทศ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและภัยพิบัติที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชนจำนวนมาก ในช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ การผลักดันโครงการอย่างคนละครึ่งจะช่วยกระตุ้นการบริโภคและหมุนเวียนเงินในระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ การอภิปรายนโยบายยังเปิดโอกาสให้ ส.ส. จากทุกพรรคได้ตั้งคำถามและเสนอแนะ ซึ่งจะช่วยปรับปรุงนโยบายให้ตรงใจประชาชนมากขึ้น หากคุณกำลังติดตามสถานการณ์การเมือง อย่าพลาดถ่ายทอดสด “แถลงนโยบายรัฐบาลอนุทิน” เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่อาจส่งผลดีต่อชีวิตเราทุกคน

ในมุมมองของผู้เขียน การประชุมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและการทำงานอย่างรวดเร็วของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งเป็นสัญญาณบวกสำหรับอนาคต หากรัฐบาลสามารถผลักดันนโยบายได้ตามกำหนด ประชาชนคงได้รับประโยชน์เต็มที่ ลองติดตามและแสดงความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ

ที่มา – ถ่ายทอดสด “แถลงนโยบายรัฐบาลอนุทิน” อภิปรายต่อวันที่ 2 หลังจบ ครม. ประชุมต่อ

“สส.เต้ ทวิวงศ์” อภิปรายไม่ไว้วางใจ อนุทิน

ในวันที่ 30 กันยายน 2568 บรรยากาศในรัฐสภาไทยร้อนระอุ เมื่อ “สส.เต้ ทวิวงศ์” อภิปรายปิดจบแถลงนโยบายวันแรก ชี้ไม่เคยไว้วางใจ “อนุทิน” แม้แต่วินาทีเดียว โดยมุ่งเป้าไปที่ปัญหากัญชาที่กำลังกลายเป็นวิกฤตใหญ่ของสังคมไทย การอภิปรายครั้งนี้ไม่ใช่แค่การวิจารณ์ แต่เป็นการชี้ให้เห็นช่องโหว่ในนโยบายที่ปล่อยให้กัญชาเสรีลุกลามจนไทยถูกขนานนามว่าเป็น “ราชันแห่งกัญชา” จากสื่อต่างประเทศ

“สส.เต้ ทวิวงศ์” อภิปรายปิดจบแถลงนโยบายวันแรก ชี้ไม่เคยไว้วางใจ “อนุทิน” แม้แต่วินาทีเดียว

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ดำเนินไปอย่างเข้มข้น โดยฝ่ายค้านอภิปรายอย่างกว้างขวาง และคณะรัฐมนตรีได้ชี้แจงหลายประเด็น แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือการปิดท้ายของนายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ ส.ส.อยุธยา พรรคประชาชน ที่โยงตรงไปยังนโยบายกัญชาของพรรคภูมิใจไทย เขาแสดงความเสียใจที่รัฐบาลหลีกเลี่ยงการพูดถึงปัญหานี้ในคำแถลงนโยบาย ทั้งที่ 3 ปีที่ผ่านมา การปลดล็อกกัญชาออกจากยาเสพติดก่อให้เกิดสุญญากาศทางกฎหมายอย่างรุนแรง กฎเกณฑ์ที่ออกตามหลังไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง แม้แต่การออกใบอนุญาตก็ไร้ประสิทธิภาพ ทำให้เกิดความเสียหายมหาศาลต่อสังคมไทย

สส.เต้ ทวิวงศ์ เน้นย้ำว่า หากมีคนสูบกัญชาจนรบกวนผู้อื่น เจ้าหน้าที่ทำได้เพียงออกคำสั่งเป็นหนังสือเท่านั้น เพราะไม่มีอำนาจจับกุมโดยตรง ปัญหาหลักคือการขออนุญาตปลูกกัญชาที่ไม่มีในระบบปัจจุบัน มีเพียงใบอนุญาตขายหรือแปรรูป ส่งออก และวิจัยเท่านั้น ช่องว่างนี้เปิดโอกาสให้ทุนต่างชาติ ทุนสีเทา และอาชญากรข้ามชาติมายึดครองธุรกิจกัญชาในไทย จนกลายเป็นแหล่งลักลอบส่งออกยาเสพติดระดับโลก ไทยจึงถูกเรียกว่า “อาณาจักรราชันแห่งกัญชา” ชัดเจน

ข้อเสนอแก้ไขปัญหากัญชาจากสส.ทวิวงศ์

สส.ทวิวงศ์ตั้งคำถามตรงๆ กับนายกรัฐมนตรีว่า จะจัดการนโยบายสาธารณสุขที่สร้างปัญหานี้อย่างไร นโยบายกัญชาทางการแพทย์ที่พูดอย่างแต่ทำอีกอย่าง สุดท้ายกลายเป็นกัญชาเสรีที่ไม่มีขอบเขต เขาเสนอให้รัฐบาลใช้เวลา 4 เดือนข้างหน้าแก้ไขด่วน 2 ประการหลัก ได้แก่

  • ประกาศดึงกัญชากลับมาเป็นยาเสพติด เพื่อควบคุมการแพร่กระจายและปกป้องสังคม
  • เร่งดัน พ.ร.บ.กัญชา-กัญชง ร่วมกัน ในชั้นกรรมาธิการ ซึ่งมีเพียง 40 กว่ามาตรา เพื่อสร้างกฎหมายที่สมบูรณ์แบบ ครอบคลุมทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วย แพทย์ ครอบครัว หรือเกษตรกร

เขาย้ำว่า “แม้จะไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะผมไม่เคยไว้วางใจคุณอนุทินแม้สักวินาทีเดียว แต่ขอให้รีบแก้ปัญหาที่สร้างความเสียหายยับเยินนี้ มันไม่ใช่แค่ดึงกัญชากลับเป็นยาเสพติด แต่เป็นการดึงความปลอดภัยคืนสู่ผู้ที่ไม่ใช้กัญชา” การอภิปรายนี้สะท้อนมุมมองที่แข็งกร้าวต่อนโยบายที่ล้มเหลว

หลังจากนั้น นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภา สั่งพักประชุมเวลา 2.07 น. และนัดประชุมใหม่เวลา 9.00 น. ของวันถัดไป การอภิปราย “สส.เต้ ทวิวงศ์” อภิปรายปิดจบแถลงนโยบายวันแรก ชี้ไม่เคยไว้วางใจ “อนุทิน” แม้แต่วินาทีเดียว นี้ ได้จุดประกายให้สังคมไทยตื่นตัวต่อปัญหากัญชาที่กำลังบานปลาย หากไม่แก้ไขทันที ผลกระทบอาจยาวนานและรุนแรงยิ่งขึ้น

ในฐานะนักติดตามข่าวการเมือง คุณคิดว่านโยบายกัญชาควรไปในทิศทางไหน? แชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เราร่วมกันหาทางออกที่ดีสำหรับประเทศไทย

ที่มา – “สส.เต้ ทวิวงศ์” อภิปรายปิดจบแถลงนโยบายวันแรก ชี้ไม่เคยไว้วางใจ “อนุทิน” แม้แต่วินาทีเดียว

“สส.สิทธิพล” จี้เร่งช่วย SME ชี้สงครามการค้ารุกไทยหนักรอบด้าน

“สส.สิทธิพล” จี้เร่งช่วย SME ชี้สงครามการค้ารุกไทยหนักรอบด้าน

ในสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญความท้าทายจากสงครามการค้าทั่วโลก โดยเฉพาะผลกระทบจากนโยบายภาษีของสหรัฐอเมริกา หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ภาษีทรัมป์” ทำให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ต้องเผชิญปัญหาหนักหน่วง “สส.สิทธิพล” จี้เร่งช่วย SME ชี้สงครามการค้ารุกไทยหนักรอบด้าน โดยเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือด่วนเพื่อปกป้องเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

“สส.สิทธิพล” จี้เร่งช่วย SME ชี้สงครามการค้ารุกไทยหนักรอบด้าน

วันที่ 29 กันยายน 2568 ที่รัฐสภา นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ระหว่างการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี โดยชี้ให้เห็นถึงโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน คือสงครามการค้าที่กำลังรุกรานไทยจากหลายด้าน โดยเฉพาะมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่กระทบโดยตรงต่อ SME และเกษตรกรไทย

ตามข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดการณ์ว่า SME กว่า 3 ล้านกิจการเสี่ยงได้รับผลกระทบจากภาษีทรัมป์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจ้างงานกว่า 12 ล้านคน นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบที่อาจสะดุด หากไม่มีการเตรียมรับมือ SME ไทยกำลังเผชิญวิกฤตหนัก จากเศรษฐกิจชะลอตัว ค้าขายลำบาก รายได้ลดลง จนต้องกู้ยืมเงินเพิ่ม ส่งผลให้หนี้เสียของ SME สูงกว่าช่วงโควิด-19 และหลายรายต้องหันไปพึ่งหนี้นอกระบบ ซึ่งยิ่งสร้างปัญหาระยะยาว

ปัญหาหลัก 3 ประการที่ SME ต้องเผชิญจากสงครามการค้า

นายสิทธิพล ชี้ว่าปัญหาที่รัฐบาลต้องแก้ไขในระยะสั้นอย่างน้อย 3 เรื่อง เพื่อบรรเทาผลกระทบจาก “สส.สิทธิพล” จี้เร่งช่วย SME ชี้สงครามการค้ารุกไทยหนักรอบด้าน ดังนี้

  1. ปัญหาสินค้าสวมสิทธิ (Transshipment): สหรัฐฯ วางแผนเก็บภาษีสองอัตราสำหรับสินค้าจากหลายประเทศ รวมถึงไทย โดยสินค้าที่ไม่สวมสิทธิจะถูกเก็บภาษีต่ำ แต่สินค้าที่สวมสิทธิจะถูกเก็บสูง ตัวอย่างเช่น แผงโซลาร์เซลล์จากไทยถูกขึ้นภาษี CVD (ภาษีตอบโต้การอุดหนุน) สูงถึง 300-900% แม้ไทยไม่ได้อุดหนุน แต่ถูกกล่าวหาว่ารัฐบาลจีนอุดหนุน ส่งผลกระทบทุกบริษัท

  2. หนังสือรับรองถิ่นกำเนิด (C/O) ปลอม: กรมการค้าต่างประเทศออก C/O กว่า 338,000 ฉบับต่อปี (ข้อมูลปี 2567) แต่มีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเพียง 10 คน รวมจากหอการค้าอื่นๆ แล้วกว่า 5-6 แสนฉบับ การปลอมแปลง C/O สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงสินค้าไทยในเวทีโลก

  3. สินค้าจีนทะลักเข้าตลาดไทย: คาดว่าหลังภาษีทรัมป์ จีนจะระบายสินค้ามูลค่าเกือบ 90,000 ล้านบาทเข้าประเทศ เดือนสิงหาคม 2568 การนำเข้าจากจีนเพิ่ม 15.8% สูงกว่าค่าเฉลี่ย โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคที่เพิ่ม 16.9% ซึ่งจะแย่งส่วนแบ่งตลาดจากสินค้าไทย ในไตรมาส 2 ปีนี้ นำเข้าจากจีนพุ่ง 38.3% เทียบกับปีก่อนที่เพิ่มเพียง 13%

นอกจากนี้ มาตรการเยียวยาที่ผ่านมา เช่น ซอฟท์โลน 2 แสนล้านบาท และสินเชื่อพยุงการจ้างงาน 30,000 ล้านบาท จากสำนักงานประกันสังคม ยังล่าช้า SME ไม่สามารถเข้าถึงได้แม้ผ่านไป 2 เดือน

ข้อเสนอแนะ 3 มาตรการเร่งด่วน

เพื่อแก้ไขสถานการณ์ “สส.สิทธิพล” จี้เร่งช่วย SME ชี้สงครามการค้ารุกไทยหนักรอบด้าน นายสิทธิพลเสนอมาตรการเร่งด่วน 3 ด้าน

  • แก้ปัญหา Transshipment: ปรับปรุงกระบวนการออกและตรวจสอบ C/O เพิ่มบุคลากร ระบบเทคโนโลยี และสร้าง Dashboard ติดตามการร้องเรียนอย่างโปร่งใส
  • ป้องกันสินค้าทะลัก: เปิดเผยข้อมูลการเจรจาการค้า ออกมาตรฐานสินค้าใหม่ และตรวจสอบเข้มงวด เพื่อปกป้องตลาดในประเทศ
  • เร่งเยียวยา SME: กำหนดตัวชี้วัดการเข้าถึงซอฟท์โลน ลดระยะเวลาอนุมัติ และติดตามผลกระทบต่อการจ้างงาน เพื่อให้ SME รอดพ้นวิกฤต

สถานการณ์นี้ไม่เพียงกระทบ SME แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวม หากรัฐบาลไม่เร่งดำเนินการ อาจนำไปสู่การล้มละลายจำนวนมากและการว่างงานเพิ่มขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน สงครามการค้าครั้งนี้เป็นโอกาสให้ไทยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้ยั่งยืนมากขึ้น โดยส่งเสริม SME ให้แข่งขันได้ด้วยนวัตกรรมและมาตรฐานสูง ลองคิดดูสิครับ ถ้าเราลงมือตอนนี้ เศรษฐกิจไทยจะแข็งแกร่งแค่ไหน คุณคิดอย่างไร ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารเศรษฐกิจเพื่อเตรียมตัวรับมือวิกฤต

ที่มา – “สส.สิทธิพล” จี้เร่งช่วย SME ชี้สงครามการค้ารุกไทยหนักรอบด้าน

“หมอวาโย” กลัว สว. ขู่กลางสภา หลังแฉคดีฮั้ว

ในเหตุการณ์ที่สร้างความฮือฮาในวงการการเมืองไทยล่าสุด “หมอวาโย” หรือ นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาเปิดเผยความรู้สึกหลังจากถูกขู่อวดกลางสภา ระหว่างการอภิปรายนโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะประเด็นคดีฮั้ว สว. ที่เขาพยายามนำเสนอข้อมูลสำคัญ แต่ถูกประท้วงและเบรกการพูดอย่างกะทันหัน เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความตึงเครียดในสภาฯ แต่ยังเป็นเครื่องชี้วัดถึงปัญหาความโปร่งใสในการเลือกตั้ง สว. ที่ยังค้างคาในใจประชาชน

“หมอวาโย” บอก ผมกลัว สว. ขู่กลางสภา หลังอภิปรายคดีฮั้ว สว.

เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 เวลา 17.00 น. ที่รัฐสภา นพ.วาโย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ดังกล่าว โดยยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า “ผมกลัว” เพราะตนเป็นผู้ชายตัวเล็กๆ ที่อาจล้มได้ง่ายหากถูกผลัก แม้จะพยายามชวนเพื่อนๆ ไปรอที่ห้องอาหารเพื่อความปลอดภัย แต่ สว. ที่ขู่อวดกลับไม่มาเจอหน้า เขายังเย้ยกลับว่าถ้าจะเจอให้ออกมานอกสภา แต่สุดท้ายก็ไม่เห็นวี่แวว นพ.วาโย ยืนยันว่าเนื้อหาการอภิปรายของเขาอยู่ในกรอบญัตติถามนโยบายรัฐบาล แต่ถูก สว. ประท้วงตั้งแต่ยังพูดไม่จบ จนประธานสภาตัดสินใจไม่ให้พูดต่อ ทำให้เขาต้องสรุปสั้นๆ เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลเบื้องต้น

น่าเสียดายที่ข้อมูลที่เตรียมมาอย่างละเอียดกว่า 50% ยังไม่ได้นำเสนอ แต่ นพ.วาโย สัญญาว่าจะหาวาระใหม่เพื่อเปิดเผยข้อมูลชุดนี้ต่อไป โดยเฉพาะหลักฐานทางคณิตศาสตร์และวิเคราะห์ข้อมูลที่ชี้ถึงความผิดปกติในการเลือกตั้ง สว. เช่น โพยที่มีเลข 80 กว่าตัว ซึ่งกลายเป็น สว. ทุกคนราวกับเป็นการพยากรณ์อนาคต เขาตั้งสมมติฐานว่าการฮั้วครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มีน้ำหนักจากข้อมูลหลายชั้นที่ซ้อนทับกันอย่างน่าประหลาด

ข้อมูลชั้นลึก: เส้นเงินและการโทรศัพท์ที่โยงใยคดีฮั้ว สว.

นพ.วาโย อธิบายเพิ่มเติมถึงข้อมูลที่ถูกเบรก โดยชี้ว่า ชั้นข้อมูลแรกคือโพยที่ประชาชนเข้าถึงได้ ชั้นที่สองคือเส้นทางการเงิน ชั้นที่สามคือบันทึกการโทรศัพท์ในรอบเดือน และชั้นที่สี่คือรูปแบบการโหวตที่ซ้ำกันแบบผิดปกติ เช่น 21 ใบโหวตเหมือนกันทั้งแผง ซึ่งความน่าจะเป็นต่ำกว่าการถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 เขาใช้เครื่องมือคณิตศาสตร์วิเคราะห์ข้อมูลดิบบางส่วนจาก iLaw และข้อมูลที่ประชาชนส่งมา รวมถึงภาพที่ชัดเจนกว่าของ กกต. ด้วย

สำหรับคำถามว่า ข้อมูลเหล่านี้โยงไปถึงพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นพ.วาโย ชี้ว่า จากข้อมูลที่มี ไม่ถึงขั้นนั้น แต่มีโพยหลายเวอร์ชันที่หลุดออกมา เช่น ในห้องน้ำ ซึ่งชี้ถึงความผิดปกติจริงๆ เขาเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล รับผิดชอบตามนโยบาย ไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม โดยคดีนี้อยู่ในขั้นตอนที่ 3 ของ กกต. แล้ว แต่สำนวนยังค้างอยู่

  • หลักฐานสำคัญ: โพยเลขที่ตรงกับ สว. ที่ได้เลือก
  • การวิเคราะห์: เส้นเงินและโทรศัพท์ที่ซ้อนทับ 4 ชั้น
  • ผลกระทบ: ชี้ถึงการฮั้วที่อาจมีน้ำหนักทางวิทยาศาสตร์

นพ.วาโย ยังย้ำว่า พรรคประชาชนพร้อมตรวจสอบต่อ หากนายกฯ ให้คำสัญญา และหวังว่าการยุบสภาจะเป็นทางออกให้ประชาชนได้เลือกตั้งใหม่เพื่อรัฐบาลที่มั่นคง แม้จะกังวลเรื่องการยุบคดี แต่เชื่อว่านโยบายรัฐบาลจะไม่เข้าไปยุ่ง

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงเป็นเรื่องส่วนตัวของ “หมอวาโย” แต่สะท้อนปัญหาใหญ่ของระบบการเมืองไทยที่ประชาชนควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและยุติธรรม

ในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่ นพ.วาโย แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญในการต่อสู้เพื่อความจริง หากคุณสนใจประเด็นการเมืองและคดีฮั้ว สว. นี้ ลองติดตามอัปเดตเพิ่มเติมจากเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญที่อาจเปลี่ยนแปลงอนาคตการเมืองไทย

ที่มา – “หมอวาโย” บอก ผมกลัว สว. ขู่กลางสภา หลังอภิปรายคดีฮั้ว สว. ยันเปิดข้อมูลต่อแน่

“สส.จุลพงศ์” ขอโทษ “เนวิน-คนบุรีรัมย์” ยอมรับอภิปรายเขากระโดงเป็นเท็จ

ในแวดวงการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดและการตรวจสอบกันอย่างเข้มข้น เหตุการณ์ล่าสุดที่สร้างความสนใจให้กับสาธารณชนคือ “สส.จุลพงศ์” ขอโทษ “เนวิน-คนบุรีรัมย์” ยอมรับอภิปรายเขากระโดงเป็นเท็จ ซึ่งสะท้อนถึงความรับผิดชอบของนักการเมืองต่อคำพูดและข้อมูลที่นำเสนอในสภา นายจุลพงศ์ อยู่เกษ ส.ส.บัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชน ได้ออกมาขอโทษอย่างเป็นทางการต่อนายเนวิน ชิดชอบ และครอบครัวตระกูลชิดชอบ รวมถึงชาวบุรีรัมย์ทั้งหมด หลังจากยอมรับว่าข้อมูลที่ใช้ในการอภิปรายเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาเป็นเท็จทั้งหมด

“สส.จุลพงศ์” ขอโทษ “เนวิน-คนบุรีรัมย์” ยอมรับอภิปรายเขากระโดงเป็นเท็จ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจาการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2568 โดยนายจุลพงศ์ได้พาดพิงถึงที่ดินเขากระโดงในจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่กว่า 5,000 ไร่ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) อ้างสิทธิ์ครอบครอง เขาได้กล่าวหาว่าครอบครัวตระกูลชิดชอบใช้อิทธิพลทางการเมืองขัดขวางหน่วยราชการในการปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกา แต่ต่อมาพบว่าข้อมูลดังกล่าวมาจากสคริปต์ที่ทีมงานจัดเตรียม โดยนายจุลพงศ์ในฐานะ ส.ส.สมัยแรก ไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและแผนที่จาก รฟท. อย่างละเอียด จนหลงเชื่อในข้อมูลที่ผิดพลาด

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2568 นายจุลพงศ์ได้รับพยานหลักฐานจากทนายความของนายเนวิน ซึ่งชี้ให้เห็นว่าครอบครัวชิดชอบไม่มีเจตนาครอบครอบที่ดินโดยผิดกฎหมาย ไม่เคยใช้อิทธิพลบังคับหน่วยราชการ และพร้อมปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อรักษากระบวนการยุติธรรม นี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาต้องยอมรับผิดและออกหนังสือขอโทษอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568

การแสดงความรับผิดชอบที่ชัดเจน

ในการขอโทษ นายจุลพงศ์แสดงความสำนึกผิดอย่างจริงใจ โดยระบุว่าเนื้อหาการอภิปรายทั้งหมดเป็นข้อมูลเท็จที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของนายเนวินและครอบครัว รวมถึงชาวบุรีรัมย์ เขาขออภัยอย่างสูงและเพื่อแสดงความจริงใจ จะบริจาคเงิน 10,000 บาทให้โรงพยาบาลในบุรีรัมย์เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ ยังจะโพสต์หนังสือขอโทษบนเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยปักหมุดไว้ที่หน้าแรกนานไม่น้อยกว่า 7 วัน เพื่อให้ทุกคนเห็นถึงความรับผิดชอบของเขา

นายจุลพงศ์ย้ำว่าการกระทำนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต และหวังว่านายเนวินและครอบครัวจะให้อภัย โดยเขาไม่มีเจตนาร้าย แต่เกิดจากความประมาทเลินเล่อในการตรวจสอบข้อมูล ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับ ส.ส. ทุกคนที่ต้องระมัดระวังในการนำเสนอข้อเท็จจริงในสภา

บริบทของที่ดินเขากระโดงและผลกระทบทางการเมือง

ที่ดินเขากระโดงเป็นประเด็นยาวนานในจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการพิพาทระหว่าง รฟท. กับเอกชน โดยศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษายึดคืนที่ดิน แต่การดำเนินการติดขัดมานานหลายปี การอภิปรายของนายจุลพงศ์จึงถูกมองว่าเป็นการโยงประเด็นนี้เข้ากับการเมือง เพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้าม แต่เมื่อปรากฏว่าเป็นข้อมูลเท็จ จึงกลายเป็นดอกผลเสียให้กับพรรคประชาชนเอง

ในโพสต์เฟซบุ๊กหลังจากนั้น นายจุลพงศ์ชี้แจงว่าการขอโทษนี้เป็นส่วนหนึ่งในการพยายามยุติคดีความอาญาที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของเขาในฐานะ ส.ส. เขาขอโทษประชาชนหากเหตุการณ์นี้กระทบต่อภาพลักษณ์การทำงาน แต่ยืนยันว่าการอภิปรายนโยบายรัฐบาลในวันที่ 29 กันยายน 2568 ข้อมูลทุกอย่างเป็นจริง และเขาจะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลต่อไป

ประเด็นนี้ไม่เพียงแต่แสดงถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย แต่ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลก่อนนำเสนอในที่สาธารณะ โดยเฉพาะในสภาที่มีน้ำหนักในการกำหนดนโยบายประเทศ การยอมรับผิดของนายจุลพงศ์ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของความรับผิดชอบ แม้จะสายเกินไปแต่ก็ช่วยลดความขัดแย้งได้

  • บทเรียนจากเหตุการณ์: นักการเมืองต้องตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบ
  • ผลกระทบต่อบุรีรัมย์: ชาวบ้านได้รับผลกระทบจากข่าวลือที่ไม่จริง
  • อนาคตของคดี: หวังว่าจะจบลงด้วยดีเพื่อประโยชน์ของทุกฝ่าย

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์ “สส.จุลพงศ์” ขอโทษ “เนวิน-คนบุรีรัมย์” ยอมรับอภิปรายเขากระโดงเป็นเท็จ นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่านักการเมืองควรให้ความสำคัญกับความจริงมากกว่าการโจมตี หากทุกคนทำเช่นนี้ การเมืองไทยจะโปร่งใสและน่าเชื่อถือมากขึ้น คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกัน

ที่มา – “สส.จุลพงศ์” ขอโทษ “เนวิน-คนบุรีรัมย์” ยอมรับอภิปรายเขากระโดงเป็นเท็จ

“ครม.อนุทิน” นัดแรก จับตาไฟเขียวงบฯ 2568 ลุยนโยบาย “ควิกวิน-คนละครึ่ง”

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว โดยเฉพาะ “ครม.อนุทิน” นัดแรก ที่ทุกคนจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะคาดว่าจะมีไฟเขียวให้กับงบประมาณปี 2568 และลุยโครงการนโยบายสำคัญอย่าง “ควิกวิน” และ “คนละครึ่ง” ซึ่งเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่คนไทยรอคอย

“ครม.อนุทิน” นัดแรก จับตาไฟเขียวงบฯ 2568 ลุยนโยบาย “ควิกวิน-คนละครึ่ง”

ในวันที่ 29 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภา เกี่ยวกับการประชุมครม.นัดแรกที่จะมีขึ้นในวันรุ่งขึ้น โดยยืนยันว่าจะมีการพิจารณาโครงการสำคัญหลายรายการ หลังจากแถลงนโยบายต่อสภาเสร็จสิ้น เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการอนุมัติโครงการคนละครึ่ง นายอนุทินตอบอย่างระมัดระวังว่า มีวาระหลายเรื่องที่ต้องหารือ แต่ยังไม่ยืนยันชัดเจนว่าจะเข้าวาระหรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการแต่งตั้งทีมโฆษกรัฐบาล ซึ่งยังไม่รวมในวาระเพราะต้องใช้เวลาตรวจสอบคุณสมบัติอย่างละเอียด โดยนายอนุทินระบุว่า ต้องสอบประวัติและคุณสมบัติต่างๆ ซึ่งอาจไม่ทันสำหรับนัดแรกนี้ การประชุมครม.ดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของรัฐบาลชุดใหม่ ที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและภัยพิบัติที่ประชาชนกำลังเผชิญ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล

วาระสำคัญใน “ครม.อนุทิน” นัดแรก

สำหรับวาระการประชุมครม.ในวันที่ 30 กันยายน 2568 จะมีการพิจารณาขอใช้งบประมาณปี 2568 ที่ค้างอยู่ เพื่อนำไปดำเนินโครงการใหม่และต่อเนื่อง เช่น โครงการคนละครึ่งที่ช่วยเหลือประชาชนช่วงโควิด-19 แม้ยังไม่บรรจุในวาระหลัก แต่สามารถเสนอเป็นวาระจรเร่งด่วนได้ นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยจะเสนอขออนุมัติงบเยียวยาพื้นที่ประสบอุทกภัย และผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขทันที

  • ไฟเขียวงบประมาณ 2568 สำหรับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ
  • พิจารณานโยบายควิกวิน เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย
  • เยียวยาผู้ประสบภัยพิบัติและความขัดแย้งชายแดน
  • การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ต้องตรวจสอบคุณสมบัติจาก 7 หน่วยงาน ใช้เวลาอย่างน้อย 5 วัน

การดำเนินโครงการคนละครึ่งรอบใหม่ จะช่วยกระตุ้นการบริโภคในประเทศ โดยรัฐบาลอาจปรับปรุงเงื่อนไขให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น เพิ่มวงเงินหรือขยายกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด นโยบายควิกวินยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุน SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจถดถอย

การประชุมครม.

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การเริ่มต้นของ “ครม.อนุทิน” นัดแรกนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการเร่งรัดนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและภัยพิบัติ ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนได้ หากดำเนินการได้รวดเร็วและโปร่งใส

อย่างไรก็ตาม ยังมีอุปสรรค เช่น การตรวจสอบคุณสมบัติสำหรับตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ต้องใช้เวลา ทำให้การสื่อสารของรัฐบาลอาจล่าช้าในช่วงแรก ผู้สนใจควรติดตามผลการประชุมอย่างใกล้ชิด เพราะนโยบายเหล่านี้อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวัน

ในฐานะนักวิเคราะห์ ผมเชื่อว่านี่คือโอกาสทองสำหรับรัฐบาลชุดใหม่ในการพิสูจน์ศักยภาพ หากไฟเขียวโครงการคนละครึ่งและควิกวินได้ทันที จะช่วยกระตุ้น GDP ได้อย่างมีนัยสำคัญ แนะนำให้ประชาชนเตรียมตัวรับสิทธิ์โดยตรวจสอบคุณสมบัติล่วงหน้า

เรียกดูข้อมูลเพิ่มเติมและสมัครรับข่าวสารเพื่อไม่พลาดนโยบายใหม่ๆ

ที่มา – “ครม.อนุทิน” นัดแรก จับตาไฟเขียวงบฯ 2568 ลุยนโยบาย “ควิกวิน-คนละครึ่ง”

Scroll to top