แถลงนโยบายรัฐบาล

วราวุธ ลาออก สส.บัญชีรายชื่อ พิบูลย์ รัชกิจประการขึ้นแทน

ข่าวการเมืองร้อนแรงที่กำลังเป็นกระแสในขณะนี้คือ วราวุธ ลาออก สส.บัญชีรายชื่อ พิบูลย์ รัชกิจประการ น้องชายของรองนายกฯ พิพัฒน์ รัชกิจประการ ได้รับการเลื่อนชั้นขึ้นมาเป็น สส.แทนแล้ว! เรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ยื่นลาออกจากตำแหน่ง สส.แบบบัญชีรายชื่อของพรรคภูมิใจไทย เพื่อให้สามารถทุ่มเททำงานในรัฐบาลได้อย่างเต็มที่

วราวุธ ลาออก สส.บัญชีรายชื่อ “พิบูลย์ รัชกิจประการ” น้องชาย “พิพัฒน์” ขยับเป็น สส.

เมื่อเวลา 14.10 น. วันที่ 16 เมษายน 2567 นายวราวุธ ศิลปอาชา ได้เปิดเผยที่ทำเนียบรัฐบาลว่า เมื่อเช้าที่ผ่านมา เขาได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็น สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) แล้ว สาเหตุหลักมาจากรัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้นแล้ว ทำให้สามารถโฟกัสกับบทบาทรัฐมนตรีได้เต็มที่ โดยไม่ต้องแบ่งเวลาไปกับหน้าที่ สส.

พิบูลย์ รัชกิจประการ
พิบูลย์ รัชกิจประการ

วราวุธ ลาออก สส.บัญชีรายชื่อ เพื่ออะไร?

การตัดสินใจของวราวุธครั้งนี้ ถือเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด เพราะในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เขาต้องรับผิดชอบนโยบายสำคัญหลายด้าน เช่น การส่งเสริมอุตสาหกรรม 4.0 การแก้ปัญหาโรงงานปิดตัว และการดึงดูดการลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจฟื้นตัวหลังโควิด การลาออกจาก สส.บัญชีรายชื่อ จะช่วยให้เขาไม่ต้องเสียเวลาไปกับการประชุมสภา และสามารถทำงานภาครัฐได้ 100% ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อนโยบายอุตสาหกรรมของรัฐบาลชุดปัจจุบัน

พิบูลย์ รัชกิจประการ คือใคร? ทำไมถึงได้เป็น สส.ลำดับ 22

หลังจากวราวุธลาออก สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 22 ของพรรคภูมิใจไทย คือ นายพิบูลย์ รัชกิจประการ จึงได้เลื่อนขึ้นมาเป็น สส.ทันที พิบูลย์เป็นน้องชายของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และยังเป็นบิดาของนายพีรพัฒน์ รัชกิจประการ สส.สตูล พรรคเดียวกัน ครอบครัวรัชกิจประการจึงมีบทบาทสำคัญในพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะด้านการเมืองท้องถิ่นและโครงสร้างพื้นฐาน

  • ประวัติครอบครัว: พิพัฒน์เป็นตัวขับเคลื่อนหลักในกระทรวงคมนาคม ผลักดันโครงการรถไฟฟ้าและสนามบิน
  • บทบาทพิบูลย์: แม้ยังไม่เคยลงสมัครเลือกตั้ง แต่มีประสบการณ์ในวงการธุรกิจและการเมืองท้องถิ่น
  • ผลกระทบต่อพรรค: การเลื่อน สส.ปาร์ตี้ลิสต์นี้ช่วยรักษาสมดุลที่นั่งในสภาของพรรคภูมิใจไทย
  • อนาคต: คาดว่าพิบูลย์จะสนับสนุนนโยบายพรรค โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม

การเปลี่ยนแปลงนี้ยังสะท้อนถึงความยืดหยุ่นของพรรคภูมิใจไทยในการจัดการบุคลากร เพื่อให้รัฐบาลทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐสภาอนุมัตินโยบายสำคัญๆ เรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ วราวุธ ลาออก สส.บัญชีรายชื่อ พิบูลย์ รัชกิจประการ ยังเป็นตัวอย่างของการปรับตัวในวงการการเมืองไทย ที่ สส.หลายคนเลือกโฟกัสตำแหน่งบริหารมากกว่าการเมืองในสภา ซึ่งอาจกลายเป็นเทรนด์ใหม่ในอนาคต

ในมุมมองของเรา การเคลื่อนไหวครั้งนี้จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กระทรวงอุตสาหกรรม โดยวราวุธสามารถผลักดันนโยบาย EEC หรือ Eastern Economic Corridor ได้เต็มที่ ขณะที่ครอบครัวรัชกิจประการยังคงมีอิทธิพลในพรรคต่อไป หากคุณสนใจข่าวการเมืองอัปเดต รีบติดตามบล็อกของเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – “วราวุธ” ลาออก สส.บัญชีรายชื่อ “พิบูลย์ รัชกิจประการ” น้องชาย “พิพัฒน์” ขยับเป็น สส.

“พริษฐ์” ห่วงวิกฤตซ้อนวิกฤตในภาคเหนือ ลั่นตรวจสอบรัฐ

“พริษฐ์” ห่วงวิกฤตซ้อนวิกฤตในภาคเหนือ ลั่น ฝ่ายค้านพร้อมตรวจสอบรัฐบาลทุกฝีก้าว เป็นประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงนี้ โดยเฉพาะจากปัญหาพลังงาน เศรษฐกิจ และฝุ่น PM2.5 ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ดังกล่าว พร้อมยืนยันบทบาทของฝ่ายค้านในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด

“พริษฐ์” ห่วงวิกฤตซ้อนวิกฤตในภาคเหนือ ลั่น ฝ่ายค้านพร้อมตรวจสอบรัฐบาลทุกฝีก้าว

เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 เวลา 13.23 น. นายพริษฐ์ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยเล่าประสบการณ์จากการเข้าร่วมกิจกรรมสงกรานต์ที่จังหวัดแพร่ ร่วมกับนายศุภโชติ ไชยสัจ และน.ส.ลักษณารีย์ ดวงตาดำ สส.แพร่ เขต 3 พรรคประชาชน แม้บรรยากาศจะเต็มไปด้วยความสนุกสนานและรอยยิ้มของประชาชน แต่เบื้องหลังนั้นคือความกังวลต่อ วิกฤตซ้อนวิกฤต ที่ไม่จบลงพร้อมเทศกาลสงกรานต์

วิกฤตพลังงานที่ลุกลามสู่เศรษฐกิจ

วิกฤตแรกที่เด่นชัดคือ วิกฤตพลังงาน โดยเฉพาะปัญหาน้ำมันแพงและน้ำมันขาดแคลน ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเดินทางในช่วงสงกรานต์ จากข้อมูลด่านตรวจสภาพรถในอำเภอลอง จังหวัดแพร่ พบว่าจำนวนยานพาหนะเข้า-ออกพื้นที่ลดลงเหลือเพียง 1/4 ถึง 1/3 เมื่อเทียบกับปีก่อนๆ ประชาชนจำนวนมากเลือกไม่เดินทางกลับภูมิลำเนาเพราะค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น สิ่งนี้สะท้อนถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่กำลังก่อตัว

นอกจากนี้ สถานการณ์น้ำมันขาดยังน่ากังวล เนื่องจากน้ำมันที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซก่อนเกิดความขัดแย้งใกล้หมดแล้ว และสงครามที่ไม่แน่นอนอาจทำให้ราคาพุ่งสูงยิ่งขึ้น พรรคประชาชนจึงเรียกร้องให้รัฐบาลปรับโครงสร้างราคาน้ำมันอย่างเร่งด่วน มีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางให้ครอบคลุมมากกว่าที่เคาะในครม.เมื่อ 11 เม.ย. ที่ผ่านมา ปัญหานี้ยังลามไปยังปุ๋ย เม็ดพลาสติก ค่าไฟ และราคาสินค้าทั่วไป ซึ่งรัฐบาลต้องเตรียมรับมือล่วงหน้าเพื่อป้องกัน stagflation หรือภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวควบคู่เงินเฟ้อสูง

วิกฤตฝุ่น PM2.5 ที่คุกคามสุขภาพ

วิกฤตที่สองคือฝุ่น PM2.5ที่ยังคงปกคลุมภาคเหนือ แม้จะมีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ประชาชนต้องการความชัดเจนจากรัฐบาลต่อร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. ที่ค้างอยู่ในสภา รัฐบาลมีเวลาตัดสินใจภายใน 12 พฤษภาคม 2569 หากไม่ยืนยันให้รัฐสภาพิจารณาต่อ จะเป็นการละเลยปัญหาสุขภาพประชาชน

แม้สส.จากหลายพรรคจะทวงถามในอภิปรายนโยบาย แต่ยังไม่ได้รับคำตอบชัดเจนจากนายกฯ หรือครม. มีเพียงมอบหมายให้หน่วยงานทบทวนเสนอสลค.ภายใน 24 เมษายนเท่านั้น พรรคประชาชนจะติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เกิดกฎหมายที่ปกป้องสุขภาพประชาชน

นายพริษฐ์ทิ้งท้ายว่า ฝ่ายค้านจะทำหน้าที่เป็น “เงา” คอยตรวจสอบทุกฝีก้าวของรัฐบาล เพื่อปกป้องผลประโยชน์ประชาชน โดยเฉพาะในช่วงที่เสี่ยงต่อ stagflation สถานการณ์นี้ไม่ใช่แค่ปัญหาภาคเหนือ แต่กระทบทั้งประเทศ การมีฝ่ายค้านที่เข้มแข็งจึงสำคัญยิ่ง

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์วิกฤตซ้อนวิกฤตนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลต้องปรับตัวให้ทันท่วงที หากปล่อยไว้ ประชาชนจะเดือดร้อนหนักขึ้น ฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชนกำลังทำหน้าที่ได้ดีในการเป็นกระบอกเสียง

เรียกร้องให้คุณติดตามข่าวสารและมีส่วนร่วมในการตรวจสอบรัฐบาล ร่วมแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อกระจายข้อมูลให้แพร่หลายยิ่งขึ้น!

ที่มา – “พริษฐ์” ห่วงวิกฤตซ้อนวิกฤตในภาคเหนือ ลั่น ฝ่ายค้านพร้อมตรวจสอบรัฐบาลทุกฝีก้าว

อุดหนุนรถบรรทุก-รถรับจ้างผ่านพร้อมเพย์ 16-19 เม.ย.

ในช่วงที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งสูงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รัฐบาลไทยไม่นิ่งนอนใจ โดยมีมาตรการอุดหนุนภาคขนส่ง จ่ายเงินตรงกลุ่มรถบรรทุก-รถรับจ้าง ผ่านพร้อมเพย์ เปิดลงทะเบียน 16 – 19 เม.ย.นี้ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรถบรรทุก รถโดยสาร และรถรับจ้างสาธารณะ ให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้โดยไม่ต้องขึ้นราคาค่าโดยสารหรือค่าขนส่งที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน

อุดหนุนภาคขนส่ง จ่ายเงินตรงกลุ่มรถบรรทุก-รถรับจ้าง ผ่านพร้อมเพย์ เปิดลงทะเบียน 16 – 19 เม.ย.นี้

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้แถลงข่าวหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 ว่า กระทรวงคมนาคมโดยกรมการขนส่งทางบก เสนอมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการรถขนส่งสินค้าและรถโดยสาร เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้น โดยเฉพาะรถบรรทุกที่เป็นหัวใจสำคัญของห่วงโซ่อุปทาน ต้นทุนการขนส่งสูงขึ้นส่งผลต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง

ครม.อนุมัติงบกลางจำนวน 1,353 ล้านบาท เพื่ออุดหนุนภาคขนส่ง โดยขยายฐานผู้ได้รับสิทธิ์จากเดิม 100,000 กว่าราย ในเดือนมีนาคม เป็น 287,000 รายสำหรับรถขนส่งสินค้า ตรวจสอบจากข้อมูลทะเบียนรถและระยะทางวิ่งจริง จ่ายเงินจริงตามที่ลงทะเบียน มาตรการนี้มีผลถึง 31 พฤษภาคม 2569 ช่วยลดภาระผู้ประกอบการและประชาชนทางอ้อม

รายละเอียดการอุดหนุนภาคขนส่งสำหรับรถโดยสารและรถรับจ้าง

นอกจากรถบรรทุกแล้ว ยังใช้เงินจากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กองทุนเลขสวย) เพื่อตรึงราคาค่าโดยสารช่วงสงกรานต์ ผู้โดยสารเดินทางกลับภูมิลำเนาจากสถานีอย่างหมอชิต สายใต้ใหม่ ยังจ่ายราคาเดิมได้ถึง 19 เมษายน 2569 ก่อนปรับขึ้น

มาตรการครอบคลุมกลุ่มรถดังนี้:

  • รถประจำทาง และรถโดยสารผู้โดยสาร
  • รถตู้และมินิบัส โดยสารสาธารณะระหว่างจังหวัด
  • รถตู้ มินิบัส และรถสองแถว ในเขตกรุงเทพฯ
  • รถโดยสารไม่ประจำทาง
  • มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ทั้งวินจัดตั้งและแอปพลิเคชัน
  • รถแท็กซี่ ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง

เนื่องจากกลุ่มเหล่านี้อยู่ภายใต้การควบคุมค่าโดยสาร รัฐจึงต้องอุดหนุนภาคขนส่ง เพื่อป้องกันการขึ้นราคากับประชาชน สรุปครอบคลุมรถบรรทุก 287,175 คัน และรถโดยสารรับจ้างสาธารณะ 183,302 คัน รวมกว่า 460,000 คัน

วิธีลงทะเบียนและรับเงินอุดหนุนภาคขนส่ง

ผู้ประกอบการที่ลงทะเบียนรถกับกรมการขนส่งทางบก สามารถลงทะเบียนขอรับสิทธิ์ได้ในวันที่16 – 19 เมษายน 2569 ผ่านช่องทางที่กระทรวงคมนาคมกำหนด เงินจะโอนตรงเข้าบัญชีพร้อมเพย์ทันที ไม่ต้องรอ รายละเอียดอัตราสนับสนุนแต่ละประเภทรถจะมีอินโฟกราฟิกชัดเจนจากกระทรวง ช่วยให้ผู้ประกอบการวางแผนการเงินได้ดีขึ้น

มาตรการนี้ไม่เพียงช่วยผู้ประกอบการ แต่ยังรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าและการเดินทางของประชาชน โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่คนเดินทางหนาแน่น หากไม่ช่วย อาจนำไปสู่การขึ้นราคาค่าโดยสารและค่าขนส่ง ส่งผลกระทบเศรษฐกิจทั้งระบบ

นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงนโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับภาคขนส่ง ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของประเทศ ช่วยให้ผู้ประกอบการมีสภาพคล่อง รักษาจ้างงาน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ต่อเนื่อง

หากคุณเป็นผู้ประกอบการรถบรรทุกหรือรถรับจ้าง รีบตรวจสอบสิทธิ์และลงทะเบียนก่อนหมดเขต 16-19 เม.ย.นี้ เพื่อรับเงินช่วยเหลือทันที อย่าพลาดโอกาสบรรเทาภาระจากราคาน้ำมันแพง!

ที่มา – อุดหนุนภาคขนส่ง จ่ายเงินตรงกลุ่มรถบรรทุก-รถรับจ้าง ผ่านพร้อมเพย์ เปิดลงทะเบียน 16 – 19 เม.ย.นี้

“ศุภจี” เผย จ่อทำปุ๋ยคนละครึ่ง ช่วย SME

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้มีข่าวดีจากคุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่เพิ่งแถลงหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) “ศุภจี” เผย จ่อทำปุ๋ยคนละครึ่ง พร้อมอัดฉีดคูปองส่วนลดถึง 5 แสนใบ บนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME และลดค่าครองชีพให้ประชาชน นโยบายนี้ต่อยอดจากโครงการไทยช่วยไทยที่เริ่มไปแล้วตั้งแต่ 1 เมษายน 2567 ครอบคลุมสินค้าอุปโภคบริโภคกว่า 3,000 รายการ ลดราคาสูงสุด 58% กระจายไปทุก 77 จังหวัดเลยทีเดียว

“ศุภจี” เผย จ่อทำปุ๋ยคนละครึ่ง

หลังจากที่ “ศุภจี” เผย จ่อทำปุ๋ยคนละครึ่ง ครม. ก็ไฟเขียวแพ็กเกจใหญ่เพื่อดูแลทั้ง SME และเกษตรกร โดยเฉพาะเรื่องปุ๋ยที่เป็นปัญหาใหญ่ตอนนี้ โครงการนี้จะบูรณาการหลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงการคลัง ธ.ก.ส. สหกรณ์การเกษตร กรมวิชาการเกษตร และกรมพัฒนาที่ดิน จะให้ข้อมูลสูตรปุ๋ยที่เหมาะกับดินแต่ละพื้นที่ ลดการพึ่งพานำเข้า และเกษตรกรกู้เงินดอกเบี้ยครึ่งราคา สุดยอดไปเลย!

นอกจากนี้ ยังมีโครงการ “ปุ๋ยธงเขียวพลัส” เพิ่มเงินสนับสนุนเป็น 300 บาทต่อกระสอบ (5 กระสอบ) บวกเคมีเกษตร 50 บาท รวม 1,550 บาทต่อครัวเรือน ส่วนเกษตรกรที่มีเล่มเขียวและบัตรดินดี ได้สิทธิพิเศษ 6 กระสอบ + คูปองปุ๋ยอินทรีย์ 250 บาท สูงสุด 2,100 บาท ผู้ผลิตปุ๋ยยังลดราคาหน้าโรงงาน 50 บาทต่อกระสอบ เป้า 10 ล้านกระสอบ ช่วยแบ่งเบาภาระเกษตรกรจริงๆ

อัดคูปองส่วนลด 5 แสนใบ บนแพลตฟอร์มออนไลน์ ช่วย SME

สำหรับ SME รัฐบาลจะดึงผู้ประกอบการรายเล็กขึ้นแพลตฟอร์มออนไลน์ 5 แห่ง โดยไม่คิดค่าธรรมเนียม (GP) และช่วยค่าขนส่ง แจกคูปอง 500,000 ใบ มูลค่าใบละ 100 บาท คัด SME 2,000 รายที่มาตรฐานดี มีเป้าหมายขยาย 10,000 รายทั้งออนไลน์-ออฟไลน์ ร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์และ KOLs สร้างแบรนด์ให้ดัง!

  • Thailand Postmart
  • NexGen
  • Shopee
  • TikTok
  • LINE

นอกจากนี้ ยังมีโครงการธงฟ้า 500 จุด สินค้าเรียน 1,000 แห่ง ตลาดนัด 1,000 แห่ง รถพุ่มพวง 5,000 คัน ซื้อนำตลาดสินค้าเกษตรเพื่อป้องกันราคาตก และธงฟ้าเคลื่อนที่ไปพื้นที่ห่างไกล ครบเครื่องมาก!

ปัญหาปุ๋ยยูเรียที่ขาดแคลนเพราะเรือติดช่องแคบฮอร์มุซ รัฐกำลังเจรจา หาแหล่งใหม่จากมาเลเซีย บรูไน ปรับสูตรปุ๋ย และตรึงราคา ตรวจสอบกว่า 1,000 แห่งแล้ว พบผิด 48 ราย แจ้งได้ที่ 1569 นะครับ

นโยบายนี้เป็นระยะสั้น-ยาว ช่วย SME ขายของ ลดต้นทุนเกษตร สร้างรายได้หมุนเวียน ลดค่าครองชีพประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง สุดท้าย “ศุภจี” เผย จ่อทำปุ๋ยคนละครึ่ง จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้ไทยผ่านวิกฤตเศรษฐกิจได้

ในมุมมองผม นโยบายไทยช่วยไทยแบบนี้เจ๋งมาก เพราะเชื่อมโยงทุกภาคส่วน รัฐ เอกชน SME เกษตรกร ช่วยกัน ทำให้เศรษฐกิจฐานรากแข็งแรงขึ้น ลองช้อปสินค้า SME กันดูนะครับ รับรองคุ้ม! แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่างด้วยสิ

ที่มา – “ศุภจี” เผย จ่อทำปุ๋ยคนละครึ่ง-อัดคูปองส่วนลด 5 แสนใบบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ช่วย เอสเอ็มอี

มติครม. ตั้ง “ไตรศุลี” เลขาฯ นายกฯ “ลลิดา” รองโฆษก

วันนี้เรามีข่าวการเมืองร้อนๆ มาอัปเดตกันกับ มติครม. ตั้ง “ไตรศุลี” เลขาฯ นายกฯ “ลลิดา” นั่งรองโฆษกรัฐบาลอีกสมัย ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญในสำนักนายกรัฐมนตรี ที่สะท้อนถึงการปรับโครงสร้างทีมงานของรัฐบาลเพื่อความมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

มติครม. ตั้ง “ไตรศุลี” เลขาฯ นายกฯ “ลลิดา” นั่งรองโฆษกรัฐบาลอีกสมัย

วันที่ 11 เมษายน 2567 (ตามข้อมูลข่าว) คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการการเมืองตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ โดยมีรายละเอียดดังนี้ นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล ซึ่งเดิมเป็น ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อจากพรรคภูมิใจไทย ได้ยื่นลาออกจากตำแหน่ง ส.ส. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อมารับตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ตำแหน่งนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญในการประสานงานระหว่างนายกรัฐมนตรีกับหน่วยงานต่างๆ

นอกจากนี้ ยังมีการแต่งตั้งนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา ให้ดำรงตำแหน่งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อีกสมัย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจจากฝ่ายรัฐบาลในความสามารถของเธอที่เคยปฏิบัติหน้าที่มาแล้ว สำหรับบุคคลอื่นๆ อย่างนางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ และร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติ เพื่อเตรียมเสนอชื่อในตำแหน่งรองโฆษกอีกสองตำแหน่ง

รายละเอียดมติครม. ตั้ง “ไตรศุลี” เลขาฯ นายกฯ “ลลิดา” นั่งรองโฆษกรัฐบาลอีกสมัย

การประชุมครม. ครั้งที่ 1/2567 เมื่อเวลา 10.42 น. นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงอย่างเป็นทางการ โดยมติครม. อนุมัติ 2 ตำแหน่งหลัก ได้แก่

  • นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการนายกรัฐมนตรี
  • นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา ดำรงตำแหน่ง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ทั้งสองตำแหน่งมีผลตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2567 เป็นต้นไป นี่คือก้าวสำคัญที่ช่วยเสริมทีมงานให้แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลกำลังเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจและการเมือง

มาทำความรู้จักบุคคลเหล่านี้กันสักหน่อย นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่จากพรรคภูมิใจไทย มีประสบการณ์ในการทำงานด้านสื่อสารมวลชนมาก่อน ทำให้เหมาะสมกับตำแหน่งที่ต้องประสานงานหลากหลาย ส่วนนางสาวลลิดา มีความชำนาญในการสื่อสารนโยบายรัฐบาลสู่ประชาชน ทำให้ได้รับการต่อยอดในตำแหน่งเดิม

ความสำคัญของการแต่งตั้งนี้ต่อรัฐบาล

มติครม. ตั้ง “ไตรศุลี” เลขาฯ นายกฯ “ลลิดา” นั่งรองโฆษกรัฐบาลอีกสมัย ไม่ใช่แค่การย้ายคน แต่เป็นกลยุทธ์ในการเสริมศักยภาพการสื่อสารและการบริหารของรัฐบาล โดยเฉพาะเลขาธิการนายกรัฐมนตรีที่ต้องรับผิดชอบเรื่องสำคัญ เช่น การร่างนโยบาย การประชุมครม. และการติดตามผลงาน รองโฆษกก็มีบทบาทสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจนโยบายชัดเจน

ในบริบทการเมืองปัจจุบันที่พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำรัฐบาล การดึง ส.ส. จากพรรคมาเสริมทีมนี้ ช่วยสร้างความสมดุลระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล และเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับการทำงาน หากพลอยทะเลและภัทร์ดารัสมิ์ผ่านการตรวจสอบ ก็จะยิ่งทำให้ทีมโฆษกครบถ้วนสมบูรณ์

จากมุมมองผู้วิเคราะห์ การแต่งตั้งนี้คาดว่าจะช่วยให้รัฐบาลสื่อสารได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่ข่าวสารแพร่กระจายไว ช่วยลดช่องว่างระหว่างรัฐบาลกับประชาชน

อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามว่าการปรับทีมนี้จะส่งผลต่อนโยบายหลัก เช่น เศรษฐกิจดิจิทัลหรือการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างไรบ้าง

สรุปแล้ว มติครม. ตั้ง “ไตรศุลี” เลขาฯ นายกฯ “ลลิดา” นั่งรองโฆษกรัฐบาลอีกสมัย เป็นสัญญาณบวกของรัฐบาลที่มุ่งมั่นปรับตัวเพื่อประชาชน หากคุณสนใจข่าวการเมืองอัปเดต ติดตามบล็อกของเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ และแชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – มติครม. ตั้ง “ไตรศุลี” เลขาฯ นายกฯ “ลลิดา” นั่งรองโฆษกรัฐบาลอีกสมัย

วราวุธ พกกระบอกน้ำส่วนตัวดื่มน้ำโชว์สื่อ ผุดอัดฉีด 2 หมื่นล้าน ช่วยเอสเอ็มอี

วราวุธ พกกระบอกน้ำส่วนตัวดื่มน้ำโชว์สื่อ ผุดอัดฉีด 2 หมื่นล้าน ช่วยเอสเอ็มอี เป็นข่าวดีที่ผู้ประกอบการรายย่อยหลายคนรอคอย โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตพลังงานที่เกิดจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง ทำให้ต้นทุนการผลิตพุ่งสูงขึ้น นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้กางแผนช่วยเหลือชัดเจน ด้วยการอัดฉีดเงินกู้รวม 20,000 ล้านบาท จากธนาคารเอสเอ็มอีดีแบงก์ เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจเอสเอ็มอี สู้รบกับความท้าทายทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน

วราวุธ พกกระบอกน้ำส่วนตัวดื่มน้ำโชว์สื่อ ผุดอัดฉีด 2 หมื่นล้าน ช่วยเอสเอ็มอี

วราวุธ พกกระบอกน้ำส่วนตัวดื่มน้ำโชว์สื่อ ผุดอัดฉีด 2 หมื่นล้าน ช่วยเอสเอ็มอี

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2567 ที่กระทรวงอุตสาหกรรม โดยนายวราวุธไม่เพียงประกาศมาตรการช่วยเหลือเท่านั้น แต่ยังพกกระบอกน้ำส่วนตัวที่เป็นแก้วของพรรคภูมิใจไทย มาดื่มน้ำโชว์สื่อมวลชน เพื่อรณรงค์ลดการใช้ขวดพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง สาเหตุมาจากปัญหาการขาดแคลนเม็ดพลาสติกนำเข้าที่กระทบอุตสาหกรรมหลายแห่ง เป็นการผสมผสานระหว่างนโยบายเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมได้อย่างลงตัว

วราวุธ พกกระบอกน้ำส่วนตัวดื่มน้ำโชว์สื่อ ผุดอัดฉีด 2 หมื่นล้าน ช่วยเอสเอ็มอี

3 สินเชื่อหลักเพื่อเอสเอ็มอี

มาตรการหลักคือสินเชื่อเข้าถึงแหล่งทุน วงเงินรวม 20,000 ล้านบาท ออกแบบมาเพื่อลดต้นทุนการเงิน สนับสนุนการปรับตัวสู่พลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมสีเขียว โดยมีผลิตภัณฑ์สินเชื่อ 3 ตัว ดอกเบี้ยต่ำเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนนานสุด 10 ปี

  • สินเชื่อ SME Green Productivity: วงเงินสูงสุด 30 ล้านบาทต่อราย สำหรับลงทุนเครื่องจักรพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ หรือรถ EV ช่วยลดต้นทุนพลังงานระยะยาว
  • สินเชื่อ ปลุกพลัง SME: วงเงินสูงสุด 1 ล้านบาทต่อราย ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน เหมาะสำหรับเอสเอ็มอีรายเล็กที่ต้องการสภาพคล่องด่วน
  • สินเชื่อ Beyondติดปีก SME: วงเงินสูงสุด 30 ล้านบาทต่อราย เพื่อยกระดับประสิทธิภาพธุรกิจ ปรับปรุงเทคโนโลยี ขยายกิจการ

นอกจากนี้ ยังมีสินเชื่อเงื่อนไขพิเศษอื่นๆ วงเงินสูงสุด 50 ล้านบาทต่อราย เงื่อนไขผ่อนปรนกว่าธนาคารทั่วไป โดยธนาคารเอสเอ็มอีดีแบงก์ได้ปรับกระบวนการให้รวดเร็ว เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงทุนได้ทันสถานการณ์

วราวุธ พกกระบอกน้ำส่วนตัวดื่มน้ำโชว์สื่อ ผุดอัดฉีด 2 หมื่นล้าน ช่วยเอสเอ็มอี

ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและเพิ่มศักยภาพ

สำหรับผู้ประกอบการกลุ่มเปราะบาง มีแนวทาง “3 ลด” คือ ลดเงินต้น ลดดอกเบี้ย และลดค่างวด หากเริ่มมีปัญหา กระทรวงจะเข้าไปช่วยทันที เพื่อรักษาการจ้างงานและพลิกฟื้นธุรกิจ นอกจากนี้ ยังเน้นการอัพสกิลและรีสกิล เพื่อลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้ สู่เศรษฐกิจสีเขียวตามนโยบายรัฐบาล

วราวุธ พกกระบอกน้ำส่วนตัวดื่มน้ำโชว์สื่อ ผุดอัดฉีด 2 หมื่นล้าน ช่วยเอสเอ็มอี จึงไม่ใช่แค่งบประมาณ แต่เป็นกลยุทธ์ครบวงจรที่ตอบโจทย์ทั้งปัจจุบันและอนาคต โดยเฉพาะการส่งเสริม Green Industry ที่ช่วยลดผลกระทบจากวิกฤตพลังงานโลก ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่กำลังเผชิญความยากลำบาก ไม่ควรพลาดโอกาสนี้

หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอี สนใจสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อปรับตัวสู่พลังงานสะอาดหรือเสริมสภาพคล่อง ติดต่อธนาคารเอสเอ็มอีดีแบงก์ได้ทันที เพื่อรับคำปรึกษาและยื่นกู้อย่างรวดเร็ว มาตรการนี้จะช่วยให้ธุรกิจของคุณแข็งแกร่งยิ่งขึ้นในยุคเศรษฐกิจสีเขียว

ที่มา – “วราวุธ” พกกระบอกน้ำส่วนตัวดื่มน้ำโชว์สื่อ ผุดอัดฉีด 2 หมื่นล้าน ช่วยเอสเอ็มอีสู้สงคราม

“ลิซ่า” ซัด “อนุทิน” กระจอกจริงๆ เฟคนิวส์น้ำท่วม

ดราม่าการเมืองไทยร้อนฉ่าไม่หยุดหย่อน ล่าสุดมีประเด็น“ลิซ่า” ซัด “อนุทิน” กระจอกจริงๆ เอาเรื่องเฟคนิวส์น้ำท่วมมาโจมตีว่าย่อเข่าถ่ายรูป ที่กลายเป็นหัวข้อฮือฮาในโซเชียลมีเดีย น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ลิซ่า” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาโต้กลับแบบจัดเต็มต่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หลังจากที่นายกฯ หยิบเรื่องเก่าเรื่องน้ำท่วมหาดใหญ่มาว่าเธอสร้างภาพลับๆ ล่อๆ เพื่อให้ดูเหมือนลงพื้นที่จริง

“ลิซ่า” ซัด “อนุทิน” กระจอกจริงๆ เอาเรื่องเฟคนิวส์น้ำท่วมมาโจมตีว่าย่อเข่าถ่ายรูป

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันที่ 11 เมษายน 2567 ระหว่างการอภิปรายสรุปปิดแถลงนโยบายรัฐบาล นายอนุทินได้พูดถึงการลงพื้นที่ช่วยเหลือน้ำท่วมภาคใต้ โดยยกตัวอย่างตัวเองว่าลุยน้ำจริง ไม่ใช่แค่น้ำท่วมหัวเข่าแล้วย่อตัวลงไปสร้างภาพ แต่กลับโยงไปถึงดราม่าเก่าของ “ลิซ่า” ที่ถูกกล่าวหาว่าใส่ชูชีพแล้วย่อเข่าถ่ายรูปในช่วงน้ำท่วมหาดใหญ่ ทำให้ดูเหมือนน้ำท่วมหนัก ทั้งที่จริงๆ แล้วเป็นแค่เฟคนิวส์ที่ถูกพิสูจน์แล้ว

“ยกเรื่องอะไรมาตอบโต้ไม่ว่า แต่นายกฯ ยกเอาเรื่องเฟคนิวส์น้ำท่วมหาดใหญ่ ที่หาว่าดิฉันใส่ชูชีพแล้วย่อเข่าถ่ายรูปมาตอบ เรื่องนี้เป็นดราม่าและเฟคนิวส์ที่ถูกสร้างมาโจมตีดิฉัน ทั้งที่เรื่องนี้มีการพิสูจน์ความจริงไปแล้ว แทนที่จะเอาความสำเร็จที่ทำในช่วงน้ำท่วมหาดใหญ่ เอาแผนงานที่ทำมาฟาดหน้าดิฉัน แต่กลับเลือกเฟคนิวส์มาตอบ กระจอกจริงๆ!!!” นี่คือข้อความเด็ดจากโพสต์เฟซบุ๊กของลิซ่าที่กลายเป็นไวรัลทันที

ที่มาของดราม่าเฟคนิวส์น้ำท่วมหาดใหญ่

ย้อนกลับไปช่วงน้ำท่วมภาคใต้ครั้งใหญ่ที่หาดใหญ่ จ.สงขลา ลิซ่าในฐานะ ส.ส. ได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างใกล้ชิด เธอสวมชูชีพลุยน้ำ ถ่ายภาพและคลิปเพื่อแสดงให้เห็นสถานการณ์จริง แต่ทันใดนั้นก็มีคลิปตัดต่อแพร่กระจายในโลกออนไลน์ หาว่าเธอย่อเข่าลงเพื่อให้ดูเหมือนน้ำท่วมถึงอก สร้างภาพหลอกลวงประชาชน

  • คลิปต้นทาง: ลิซ่าลุยน้ำจริง น้ำท่วมถึงเอว สวมชูชีพเพื่อความปลอดภัย
  • คลิปเฟค: ตัดเฉพาะตอนย่อตัว ใส่เสียงประกอบเพื่อให้ดูน่าขัน
  • การพิสูจน์: ลิซ่าโพสต์คลิปเต็มยาวหลายนาที แสดงจุดที่น้ำลึกจริง มีพยานบุคคลยืนยัน
  • ผลลัพธ์: เฟคนิวส์ถูกหักหลังมือ สร้างศัตรูทางการเมืองเพิ่ม

แม้จะเคลียร์แล้ว แต่เรื่องนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้งในเวทีการอภิปรายใหญ่ ลิซ่าจึงไม่ยอม ซัดกลับว่าการกระทำแบบนี้คือ “กระจอกจริงๆ” เพราะแทนที่จะพูดถึงผลงานรัฐบาลหรือแผนฟื้นฟูที่ทำได้จริง กลับไปขุดเรื่องเก่ามาโจมตี

ปฏิกิริยาจากสังคมและนักการเมือง

โพสต์ของลิซ่าทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์หนัก นักการเมืองฝ่ายค้านหลายคนเข้าข้าง โดยมองว่านี่คือกลยุทธ์โจมตีส่วนตัวแทนการเมืองผลงาน บนทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ก แฮชแท็ก #ลิซ่าซัดอนุทิน #เฟคนิวส์น้ำท่วม ติดเทรนด์ทันที ผู้ใช้เน็ตส่วนใหญ่เห็นใจลิซ่า เพราะพิสูจน์แล้วว่าเธอทำงานจริงจัง

ด้านรัฐบาลยังไม่มีแถลงการณ์ตอบโต้ชัดเจน แต่แหล่งข่าวจากพรรครัฐบาลระบุว่านายกฯ อาจตั้งใจยกตัวอย่างเพื่อเน้นย้ำความจริงใจในการทำงาน อย่างไรก็ตาม การใช้เฟคนิวส์เก่าแบบนี้ถูกมองว่าเสี่ยงต่อภาพลักษณ์

นอกจากนี้ ยังมีประเด็น“ลิซ่า” ซัด “อนุทิน” กระจอกจริงๆ เอาเรื่องเฟคนิวส์น้ำท่วมมาโจมตีว่าย่อเข่าถ่ายรูป ที่สะท้อนปัญหาใหญ่ของการเมืองไทย คือการใช้ข้อมูลเท็จโจมตีคู่แข่ง แทนที่จะแข่งขันด้วยนโยบายและผลงานจริง ในยุคดิจิทัลที่เฟคนิวส์แพร่กระจายง่าย การเมืองควรมีจริยธรรมมากกว่านี้

จากประสบการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ ลิซ่าได้ริเริ่มโครงการช่วยเหลือหลายอย่าง เช่น การตั้งจุดกระจายน้ำและเสบียง การประสานงานกับหน่วยทหารและอาสา รวมถึงการผลักดันงบประมาณฟื้นฟูท้องถิ่น ซึ่งเป็นผลงานที่ควรถูกนำมาพูดถึงมากกว่าเรื่องย่อเข่า

สุดท้ายแล้ว ดราม่านี้เป็นเครื่องเตือนใจว่านักการเมืองทุกคนควรโฟกัสที่ประชาชน ไม่ใช่การโจมตีส่วนตัว คุณคิดเห็นอย่างไรกับ“ลิซ่า” ซัด “อนุทิน” กระจอกจริงๆ เอาเรื่องเฟคนิวส์น้ำท่วมมาโจมตีว่าย่อเข่าถ่ายรูป ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลจริงแพร่กระจาย!

บทเรียนสำคัญ: การเมืองไทยจะก้าวหน้าได้ต้องเลิกใช้เฟคนิวส์ มาแข่งกันด้วยผลงานจริงๆ ดีกว่า

ที่มา – “ลิซ่า” ซัด “อนุทิน” กระจอกจริงๆ เอาเรื่องเฟคนิวส์น้ำท่วมมาโจมตีว่าย่อเข่าถ่ายรูป

สุขสมรวย ถือฤกษ์ดี ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ

ในวันที่ 11 เมษายน 2567 ซึ่งเป็นวันสำคัญสำหรับการเมืองไทย นางสุขสมรวย วันทนียกุล ได้เริ่มต้นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ หลังจากคณะรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายเรียบร้อยแล้ว เหตุการณ์นี้ได้รับความสนใจอย่างมากจากสื่อและประชาชน โดยเฉพาะ สุขสมรวย ถือฤกษ์ดี ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ที่เกิดขึ้นในช่วงเช้าตรู่

สุขสมรวย ถือฤกษ์ดี ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ

เมื่อเวลา 07.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสุขสมรวย ได้ถือฤกษ์ดีเดินทางมาถึงเพื่อไหว้ศาลพระภูมิเจ้าที่ ศาลตายาย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบฯ ก่อนที่จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่จริงจัง การไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์นี้เป็นประเพณีที่รัฐมนตรีใหม่หลายท่านปฏิบัติ เพื่อขอพรให้การทำงานราบรื่นและประสบความสำเร็จ สุขสมรวย ถือฤกษ์ดี ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ แบบนี้ สะท้อนถึงความเคารพในวัฒนธรรมไทยและความตั้งใจจริงจังในการรับใช้ประชาชน

สุขสมรวย ถือฤกษ์ดี ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ

หน่วยงานสำคัญที่ได้รับมอบหมาย

หลังจากพิธีไหว้เสร็จ นางสุขสมรวย ได้เปิดเผยถึงภารกิจที่ได้รับมอบหมาย โดยเธอจะดูแล 3 หน่วยงานหลักที่ถือเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาชนบทและแก้ปัญหาที่ดินทำกินของประชาชน ได้แก่

  • สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สานต่อพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 โครงการเหล่านี้ช่วยแก้ปัญหาน้ำแล้ง น้ำท่วม และพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกล
  • สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน องค์การมหาชน (บธ.) หน่วยงานนี้มีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปที่ดิน จัดสรรที่ดินทำกินให้เกษตรกรรายย่อย ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และป้องกันการกินที่ดินของนายทุน
  • กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) ที่ช่วยหมุนเวียนเงินทุนในระดับชุมชน สนับสนุนกิจกรรมเศรษฐกิจฐานราก ให้ชาวบ้านมีรายได้มั่นคง

นางสุขสมรวย ยืนยันว่า เธอตั้งใจจะทำงานให้ดีที่สุด เพื่อให้หน่วยงานเหล่านี้บรรลุเป้าหมาย ลั่นว่าจะทุ่มเทเต็มที่เพื่อประชาชน

นางสุขสมรวย ไหว้ศาลพระภูมิ
สุขสมรวย ถือฤกษ์ดี ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์

การมอบหมายงานให้ สุขสมรวย ถือฤกษ์ดี ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลชุดใหม่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาชนบท โครงการพระราชดำริยังคงเป็นนโยบายหลักที่ทุกฝ่ายเห็นพ้อง ขณะที่ปัญหาที่ดินและกองทุนหมู่บ้านเป็นประเด็นเรื้อรังที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน ในยุคที่เศรษฐกิจฟื้นตัวหลังโควิด การสนับสนุนฐานรากจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจจากล่างสู่บนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ประเพณีถือฤกษ์ดีไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ยังเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการเมืองไทยที่ผสมผสานความเชื่อและความรับผิดชอบเข้าด้วยกัน รัฐมนตรีหลายท่านที่เริ่มต้นด้วยพิธีนี้ มักได้รับการตอบรับดีจากประชาชน เพราะแสดงถึงความถ่อมตนและศรัทธา

ในมุมมองของผู้เขียน คาดว่านางสุขสมรวยจะสามารถผลักดันนโยบายเหล่านี้ได้สำเร็จ ด้วยประสบการณ์และความมุ่งมั่น หากคุณสนใจติดตามความคืบหน้าของรัฐมนตรีท่านนี้และนโยบายรัฐบาล ลองแวะมาอ่านบทความอื่นๆ ในบล็อกของเรา หรือแชร์ความคิดเห็นด้านล่างนี้ได้เลย!

ที่มา – “สุขสมรวย” ถือฤกษ์ดี ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ลั่นตั้งใจทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

“อนุทิน” ชี้ แก้รธน. คำสั่งประชาชน ลดน้ำมันไม่ใช่ของขวัญ

หลังจากเสร็จสิ้นการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2567 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์เปิดใจถึงหลายประเด็นร้อน โดยเฉพาะเรื่อง “อนุทิน” ชี้ แก้รธน. ไม่ใช่นโยบายแต่คือคำสั่งประชาชน ลดราคาน้ำมันไม่ใช่ของขวัญสงกรานต์ ซึ่งสะท้อนถึงแนวคิดการบริหารประเทศที่มุ่งช่วยเหลือประชาชนอย่างจริงจัง ไม่ใช่การซื้อใจแบบประชานิยม

นายกรัฐมนตรี อนุทิน ระบุว่า รัฐบาลรับฟังทุกข้อเสนอแนะจากสมาชิกรัฐสภาในช่วง 2 วันของการอภิปราย ไม่ว่าจะเป็นประเด็นในนโยบายหรือนอกนโยบาย หากเห็นว่ามีประโยชน์จะนำไปปฏิบัติทันที โดยเฉพาะเรื่องช่วยเหลือประชาชนที่หลายคนเสนอ ซึ่งจะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันถัดไป แต่ย้ำว่าบางเรื่องที่ผูกพันจากรัฐบาลชุดก่อน ต้องรอจังหวะที่เหมาะสม

“อนุทิน” ชี้ แก้รธน. ไม่ใช่นโยบายแต่คือคำสั่งประชาชน ลดราคาน้ำมันไม่ใช่ของขวัญสงกรานต์

ประเด็นที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือการตอบโต้ฝ่ายค้านที่ชี้ว่านโยบายรัฐบาลไม่มีเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายกฯ อนุทิน ถามกลับทันควันว่า การแก้รัฐธรรมนูญนั้นยิ่งใหญ่กว่านโยบาย เพราะผ่านประชามติเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ที่ประชาชนลงคะแนนเห็นชอบท่วมท้นแล้ว มันคือ คำสั่งของประชาชน ที่รัฐบาลต้องดำเนินการ โดยจะอำนวยความสะดวกผ่านกลไกรัฐสภา ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเริ่มจากร่างเก่าหรือใหม่ ก็ให้สภาฯ เป็นหลัก

รายละเอียด “อนุทิน” ชี้ แก้รธน. ไม่ใช่นโยบายแต่คือคำสั่งประชาชน ลดราคาน้ำมันไม่ใช่ของขวัญสงกรานต์

ส่วนเรื่องลดราคาน้ำมันทุกประเภทสูงสุด 6 บาท ที่คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ประกาศในวันถัดไป นายกฯ ย้ำชัดว่า ไม่ใช่ของขวัญสงกรานต์ แต่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องทำเพื่อประชาชนทุกวัน รัฐบาลชุดนี้มาจากประชาชน ไม่เกรงใจใคร และจะไม่ทำให้ประชาชนผิดหวัง ทุกการกระทำคือสำนึกในหน้าที่ ไม่ใช่การเอาใจ

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังพูดถึงการลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาสในวันที่ 17 เมษายน เพื่อติดตามคดีลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.พรรคประชาชาติ โดยสั่งการเร่งรัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกอ.รมน. ลั่นต้อง ปราบปรามให้สิ้นซาก ไม่ยอมให้เกิดการใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา โดยเฉพาะการใช้อาวุธปืนที่ยังลักลอบได้แม้เข้มงวดมา 3 ปี ย้ำว่าคนที่ทำผิดต้องถูกดำเนินคดีเด็ดขาด ขยายผลเครือข่ายทั้งหมด ไม่ว่าพรรคหรือพวกพ้อง

  • รับฟังข้อเสนอแนะจากสภาทุกประเด็น เพื่อนำไปปฏิบัติหากเป็นประโยชน์
  • ลดราคาน้ำมัน 6 บาท เป็นหน้าที่ ไม่ใช่ของขวัญเทศกาล
  • แก้รัฐธรรมนูญ เริ่มจากรัฐสภา ตามคำสั่งประชาชนจากประชามติ
  • ปราบปรามความรุนแรงใต้ให้สิ้นซาก ติดตามคดี ส.ส. กมลศักดิ์ ด้วยตัวเอง
  • ให้ความสำคัญเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ไม่ยอมตัดตอนคดี

การให้สัมภาษณ์ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลอนุทินในการทำงานเพื่อประชาชนอย่างโปร่งใส โดยไม่ยึดติดกับภาพลักษณ์ของขวัญการเมือง นโยบายช่วยเหลือจะต่อเนื่อง ขณะที่ประเด็นแก้รัฐธรรมนูญจะเดินหน้าอย่างรวดเร็วผ่านสภา สร้างความหวังให้ประชาชนที่รอคอยการเปลี่ยนแปลง

ในมุมมองของผู้เขียน การชี้แจงของนายกฯ อนุทิน ในครั้งนี้เป็นสัญญาณบวกว่ารัฐบาลจะโฟกัสที่ผลงานจริง ไม่ใช่โฆษณา หากทำได้ตามสัญญา จะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นในระบบการเมืองไทยได้มาก คุณคิดอย่างไรกับแนวทางนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ

ที่มา – “อนุทิน” ชี้ แก้รธน. ไม่ใช่นโยบายแต่คือคำสั่งประชาชน ลดราคาน้ำมันไม่ใช่ของขวัญสงกรานต์

Scroll to top