แนน บุณย์ธิดา สมชัย

ดีอี แจ้งความพวกเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว ขู่โทษคุก 5 ปี ปรับ 1 แสน

ในยุคที่โลกออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เรื่องของความเป็นส่วนตัวคือสิ่งสำคัญที่สุด แต่ล่าสุดทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญหลังจากพบการกระทำผิดที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง โดยมีการออกมายืนยันว่า ดีอี แจ้งความพวกเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว ขู่โทษคุก 5 ปี ปรับ 1 แสน เพื่อเป็นการป้องปรามผู้ที่คิดจะละเมิดสิทธิผู้อื่นและเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพนำข้อมูลไปใช้ในทางที่ผิด

ดีอี แจ้งความพวกเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว ขู่โทษคุก 5 ปี ปรับ 1 แสน

เหตุการณ์นี้สืบเนื่องจากนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ที่ต้องการกวาดล้างอาชญากรรมออนไลน์อย่างจริงจัง การเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาตถือเป็นความผิดร้ายแรง เพราะข้อมูลเหล่านั้นมักถูกแก๊งสแกมเมอร์นำไปใช้เพื่อหลอกลวงประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินและสร้างความตื่นตระหนกในสังคม การที่ ดีอี แจ้งความพวกเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว ขู่โทษคุก 5 ปี ปรับ 1 แสน จึงเป็นการส่งสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนว่ารัฐบาลเอาจริงกับเรื่องนี้

มาตรการเด็ดขาดเพื่อความปลอดภัยของข้อมูลประชาชน

นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดีอี ได้ระบุว่าได้ประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) และสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างรัดกุม โดยเน้นย้ำถึงบทลงโทษตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้:

  • การนำเข้าข้อมูลบิดเบือนหรือข้อมูลอันเป็นเท็จ
  • การนำเข้าข้อมูลที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ
  • การเผยแพร่ข้อมูลที่ทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก
  • บทลงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

การดำเนินการของกระทรวงดีอีในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การขู่ แต่เป็นการใช้กฎหมายบังคับใช้จริง เพื่อให้ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตมีความระมัดระวังในการโพสต์หรือแชร์ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่นมากขึ้น เพราะเพียงแค่คลิกแชร์ข้อมูลของคนอื่นโดยไม่ได้รับความยินยอม คุณอาจกำลังพาตัวเองเข้าสู่เส้นทางของการทำผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว

ในมุมมองของเรา นี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัยขึ้น การที่หน่วยงานรัฐออกมาทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างใกล้ชิดจะช่วยลดช่องว่างที่มิจฉาชีพจะเข้ามาแสวงหาประโยชน์ได้ อย่างไรก็ตาม ประชาชนเองก็ควรหมั่นตรวจสอบและป้องกันข้อมูลส่วนตัวของตัวเองไม่ให้หลุดออกไปสู่สาธารณะเช่นกัน หากพบเห็นการกระทำที่สุ่มเสี่ยง อย่ารอช้าที่จะแจ้งเบาะแสให้กับเจ้าหน้าที่ เพื่อรักษาสิทธิของตนเองและคนรอบข้างให้ปลอดภัยจากแก๊งมิจฉาชีพครับ

ที่มา – ดีอี แจ้งความพวกเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว ขู่โทษคุก 5 ปี ปรับ 1 แสน

ดีอี จ่อแก้ พ.ร.บ.ไปรษณีย์ หนุนไปรษณีย์ไทยสู้ขนส่งต่างชาติ

เชื่อว่าหลายคนคงเคยสงสัยว่าทำไมการแข่งขันในตลาดขนส่งบ้านเราถึงดุเดือดนัก ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่เตรียมผลักดันการแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับรัฐวิสาหกิจคู่บ้านคู่เมืองอย่างไปรษณีย์ไทย โดยประเด็นหลักคือ ดีอี จ่อแก้ พ.ร.บ.ไปรษณีย์ หนุน ไปรษณีย์ไทย สู้ขนส่งต่างชาติ ให้มีความเท่าเทียมและทันสมัยมากขึ้น

ดีอี จ่อแก้ พ.ร.บ.ไปรษณีย์ หนุน “ไปรษณีย์ไทย” สู้ขนส่งต่างชาติ

การแก้ไข พ.ร.บ.ไปรษณีย์ พ.ศ. 2477 ซึ่งใช้มานานกว่า 90 ปี ถือเป็นหมุดหมายสำคัญ เพื่อให้สอดรับกับยุคสมัยดิจิทัล โดยเป้าหมายหลักคือการสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน เพราะที่ผ่านมาเราจะเห็นได้ว่าแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างชาติมักผูกขาดการขนส่งด้วยบริษัทในเครือของตนเอง ทำให้ผู้ให้บริการในประเทศเสียเปรียบ การที่ ดีอี จ่อแก้ พ.ร.บ.ไปรษณีย์ หนุน ไปรษณีย์ไทย สู้ขนส่งต่างชาติ ครั้งนี้ จะช่วยจัดระเบียบให้ผู้ให้บริการทุกรายต้องจดแจ้งการดำเนินกิจการให้ชัดเจน เพื่อให้เกิดกติกาการแข่งขันที่โปร่งใส

ผลงานสุดแกร่ง: ไปรษณีย์ไทยโชว์รายได้ทะลุหมื่นล้าน

ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด ไปรษณีย์ไทยยังคงแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งด้วยการประกาศรายได้ครึ่งปีแรกของปี 2569 ที่พุ่งทะลุ 11,368 ล้านบาท สะท้อนว่าแบรนด์ที่อยู่คู่คนไทยมานานยังคงได้รับความไว้วางใจ โดยเฉพาะบริการ EMS ที่ยังเป็นหัวใจสำคัญ และเมื่อกระทรวง ดีอี จ่อแก้ พ.ร.บ.ไปรษณีย์ หนุน ไปรษณีย์ไทย สู้ขนส่งต่างชาติ ได้สำเร็จ จะยิ่งเป็นแรงส่งให้รายได้ส่วนนี้เติบโตขึ้นไปอีก

นอกจากการปรับปรุงกฎหมายแล้ว ไปรษณีย์ไทยยังเดินหน้ากลยุทธ์ “RelationSHIFT” เพื่อรับมือโลกอนาคต โดยมุ่งเน้น 3 ด้านหลัก ดังนี้:

  • Trusted Data-Driven Infrastructure: การใช้ AI และข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อยกระดับการให้บริการ
  • Customer-Centric Growth Enabler: การนำข้อมูลพฤติกรรมลูกค้ามาสร้างบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะตัว
  • National Trust-Based Social Infrastructure: การเชื่อมโยงคนไทย ภาคธุรกิจ และภาครัฐเข้าด้วยกันผ่านเครือข่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ

ในมุมมองของผู้บริโภค การปรับตัวของไปรษณีย์ไทยในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะความมั่นคงและเครือข่ายที่กว้างขวางของไปรษณีย์ไทยคือจุดแข็งที่บริษัทขนส่งต่างชาติยากจะเลียนแบบ หากมีการปรับปรุงกฎหมายที่เอื้อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม เชื่อว่าผู้ใช้บริการอย่างเราๆ จะได้รับผลประโยชน์สูงสุด ทั้งในด้านราคาที่ยุติธรรมและความหลากหลายของตัวเลือกในการขนส่ง นี่คือจุดเริ่มต้นของการพลิกโฉมโลจิสติกส์ไทยให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งครับ

ที่มา – ดีอี จ่อแก้ พ.ร.บ.ไปรษณีย์ หนุน “ไปรษณีย์ไทย” สู้ขนส่งต่างชาติ โชว์รายได้ครึ่งปีหมื่นล้าน

ปชป. สอนมวย รมต.ลูกเทพ พูดแล้วทำ ทำแล้วล้มเหลว

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อบรรดาสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ออกมาเคลื่อนไหวโต้กลับกลุ่ม “รัฐมนตรีลูกเทพ” ที่หยิบยกวาทกรรม “ดีแต่พูด” มาโจมตีพรรคเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 80 ปี โดยเฉพาะปชป. สอนมวย รมต.ลูกเทพ ถึงการทำงานที่เน้นสร้างผลงานระยะยาว มากกว่าการสร้างหนี้สินให้ประเทศชาติในอนาคต

ปชป. สอนมวย รมต.ลูกเทพ พูดแล้วทำ ทำแล้วล้มเหลว

นางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาสะท้อนมุมมองว่า ในสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตซ้อนวิกฤต เราต้องการคนเก่งและมีประสบการณ์ไม่ใช่แค่คนรุ่นใหม่ที่อยากจะเกิดเพียงอย่างเดียว การที่กลุ่มผู้บริหารในรัฐบาลปัจจุบันออกมาตอบโต้พรรคประชาธิปัตย์บ่อยครั้งนั้น สะท้อนให้เห็นถึงวุฒิภาวะและความเข้าใจในการบริหารงานที่ยังขาดความต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องวิสัยทัศน์ด้านดิจิทัลและเศรษฐกิจที่ควรมีการวางแผนเชิงรุก มากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการกู้เงินก้อนโต

สรุปจุดยืน ปชป. สอนมวย รมต.ลูกเทพ ในประเด็นผลงาน

ทางด้าน พศิน ปิตุเตชะ รองโฆษกพรรค ได้ตอกย้ำความล้มเหลวของวาทกรรม “พูดแล้วทำ” ของรัฐบาลชุดนี้ โดยให้เหตุผลว่าการทำงานที่แท้จริงคือ:

  • การสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ได้ข้ามทศวรรษ
  • การมีกฎหมายและนโยบายที่สร้างประโยชน์ต่อสังคมอย่างยั่งยืน
  • การไม่สร้างตราบาปให้นโยบายทางการเมือง เช่น กรณีปัญหากัญชาเสรี
  • การกล้าพิสูจน์ผลงาน แทนการใช้คำพูดสาดโคลนบ้านหลังเก่า

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตถึงการย้ายพรรคไปเพื่อหวังผลทางตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งนายพศินมองว่าการจะได้ใจประชาชนนั้น ไม่ใช่การทำเพื่อเจ้านายใหม่หรือสะสมบารมีด้วยการด้อยค่าคนอื่น แต่คือการแสดงให้เห็นถึงความซื่อสัตย์สุจริตและผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง พรรคประชาธิปัตย์ยังคงยึดมั่นในความจริงที่เป็นสิ่งไม่ตาย และเชื่อว่าประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินเองว่าใครกันแน่ที่ทำเพื่อประเทศชาติคุ้มค่าภาษีที่สุด

ในยุคที่ทุกอย่างวัดผลได้ด้วยข้อมูลและการปฏิบัติจริง คำพูดสวยหรูอาจดึงดูดใจได้ในระยะแรก แต่เมื่อต้องเผชิญกับความจริงของการบริหารประเทศ ผลงานที่ปรากฏเป็นประจักษ์เท่านั้นที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ตัวตนของนักการเมือง “ลูกเทพ” ทั้งหลายได้ดีที่สุด หวังว่าบทเรียนการบริหารจากอดีตจะทำให้ผู้บริหารรุ่นใหม่มีความใจกว้างและหันมาฟังข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้องมากกว่าการตอบโต้ทางการเมืองเพียงอย่างเดียว

ที่มา – ปชป. สอนมวย “รมต.ลูกเทพ” ซัด “พูดแล้วทำ” ทำแล้วล้มเหลวผิดพลาด ต้องตามล้างตามเช็ด

แนน สวน สส.ประชาธิปัตย์ ดีแต่พูด ต้องเรียนรู้จากอดีต

แนน สวน สส.ประชาธิปัตย์ ดีแต่พูด ต้องเรียนรู้จากอดีต

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อ แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานีและโฆษกพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ตอบโต้การวิพากษ์วิจารณ์จาก สส.พรรคประชาธิปัตย์อย่างถึงพริกถึงขิง โดยเน้นย้ำถึงประโยคที่ว่า แนน สวน สส.ประชาธิปัตย์ ดีแต่พูด ต้องเรียนรู้จากอดีต เพื่อตอกกลับผู้ที่พยายามสร้างวาทกรรมโจมตีรัฐบาลชุดปัจจุบัน

ทำไม แนน สวน สส.ประชาธิปัตย์ ดีแต่พูด ต้องเรียนรู้จากอดีต อยู่ตลอด?

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่มีการตอบโต้ในประเด็นที่รัฐบาลเพิ่งเริ่มบริหารประเทศมาได้เพียง 3 เดือน ซึ่งทางคุณแนนมองว่ารัฐบาลชุดนี้กำลังดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีตัวอย่างผลงานที่เห็นได้ชัดเจน เช่น:

  • นโยบายด้านเทคโนโลยีที่ได้รับคำชมอย่างกว้างขวาง
  • การจัดการปัญหาโกงสอบท้องถิ่นที่เด็ดขาด
  • ความพยายามในการลดค่าครองชีพและค่าไฟฟ้าให้กับประชาชน

คุณแนนระบุว่าพวกเราผ่านการทำงานการเมืองมาอย่างยาวนาน เข้าใจถึงความต้องการที่แท้จริงของประชาชน ดังนั้นการที่ฝ่ายค้านจะมาโจมตีด้วยวาทกรรมเดิมๆ นั้นอาจจะไม่ได้ผลอีกต่อไป เพราะ แนน สวน สส.ประชาธิปัตย์ ดีแต่พูด ต้องเรียนรู้จากอดีต ว่าสิ่งที่ประชาชนต้องการคือผลงาน ไม่ใช่การโต้ตอบกันไปมาด้วยคำพูดที่ไม่ได้สร้างสรรค์

ทางด้านโฆษกพรรคภูมิใจไทยยังย้ำอีกว่า การที่บางคนในบ้านหลังเก่าที่เคยอยู่ยังคงใช้วิธีการแบบเดิม มันทำให้ตนรู้สึกว่าคนเหล่านั้นจำเป็นต้องย้อนกลับไปมองข้อผิดพลาดของตนเองในอดีต เพราะคำว่าดีแต่พูดนั้น เป็นคำที่หลอกหลอนการเมืองไทยมาอย่างยาวนาน และถึงเวลาแล้วที่ฝ่ายการเมืองทุกฝั่งควรจะร่วมกันมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนมากกว่าการมุ่งเน้นสร้างกระแสผ่านวาทกรรมทางการเมือง

ในส่วนของรัฐบาลเอง แม้จะเพิ่งทำงานได้ไม่นาน แต่ก็มีความมุ่งมั่นที่จะพิสูจน์ผลงานให้เห็น ทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจดิจิทัลและการป้องกันการทุจริต การที่คุณแนนออกมาแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าวในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการทำงานของพรรคภูมิใจไทยที่เน้น “พูดแล้วทำ และทำแล้วยังไม่พูดก็มีอีกเยอะ” ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ที่น่าจับตามองว่าในอนาคตอันใกล้ ผลงานเหล่านี้จะพิสูจน์ความเชื่อมั่นจากประชาชนได้มากน้อยเพียงใด

สุดท้ายแล้ว การเมืองไทยต้องการความร่วมมือและการตรวจสอบที่สร้างสรรค์ หากนักการเมืองต่างสำนึกถึงข้อผิดพลาดในอดีตและปรับเปลี่ยนมาใช้ผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์ตัวตน เชื่อว่าประชาชนจะเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์สูงสุดจากเรื่องนี้อย่างแน่นอน

ที่มา – “แนน” สวน สส.ประชาธิปัตย์ “ดีแต่พูด” เหน็บบางคนต้องเรียนรู้ข้อผิดพลาดจากอดีต

รมช.ดีอี เร่งตรวจสอบปมซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล 36 ล้านรายการ

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวที่สร้างความตื่นตระหนกไม่น้อยเกี่ยวกับกรณีที่มีการประกาศขายข้อมูลส่วนบุคคลของคนไทยกว่า 36 ล้านรายการบนโลกออนไลน์ ล่าสุดทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) นำโดย นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย ได้ออกมาเคลื่อนไหวทันที เพื่อจัดการปัญหา รมช.ดีอี เร่งตรวจสอบปมซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล 36 ล้านรายการ ในครั้งนี้ให้กระจ่างที่สุดครับ

เกาะติดสถานการณ์ รมช.ดีอี เร่งตรวจสอบปมซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล 36 ล้านรายการ

ทางกระทรวงดีอีได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) ทำงานร่วมกับ สกมช. เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกว่าตัวอย่างข้อมูลที่นำมาโชว์นั้นเป็นข้อมูลที่รั่วไหลใหม่ หรือเป็นข้อมูลเก่าที่ถูกนำมารวบรวมใหม่กันแน่ ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีการยืนยันแหล่งที่มาที่ชัดเจนครับ

อันตรายจากการซื้อขายข้อมูลและโทษทางกฎหมาย

นอกจากเรื่องความปลอดภัยแล้ว สิ่งที่น่าตกใจคือคนไทยหลายคนอาจไม่ทราบว่าการมีส่วนเกี่ยวข้องในการซื้อขายข้อมูลมีความผิดรุนแรงมากครับ การ รมช.ดีอี เร่งตรวจสอบปมซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล 36 ล้านรายการ ในครั้งนี้ ทางกระทรวงได้ย้ำเตือนประชาชนว่า หากพบความผิดจะมีโทษสูงสุด:

  • ปรับสูงสุด 500,000 บาท
  • จำคุกสูงสุดถึง 5 ปี
  • หรือทั้งจำทั้งปรับ

นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะครับ เพราะการทำแบบนี้ไม่เพียงแต่ผิดกฎหมาย PDPA แต่ยังเป็นการทำลายความเป็นส่วนตัวของคนไทยทั้งประเทศด้วย

วิธีป้องกันตัวเองเบื้องต้น:

  • ระมัดระวังการรับสายจากเบอร์แปลกหน้าที่มักจะอ้างชื่อหน่วยงานรัฐ
  • ไม่กดลิงก์ที่ไม่น่าเชื่อถือผ่าน SMS หรืออีเมล
  • หมั่นตรวจสอบการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวในโซเชียลมีเดีย

ในฐานะผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต เราควรตระหนักถึงความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลให้มากขึ้นเสมอครับ การที่ภาครัฐออกมาจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจังถือเป็นสัญญาณที่ดี แต่ท้ายที่สุดแล้ว ‘วินัยในการรักษาข้อมูล’ ของเราเองคือเกราะป้องกันชั้นยอดครับ อย่าลืมเตือนคนรอบข้างให้ระวังตัวกันด้วยนะครับ

ที่มา – รมช.ดีอี เร่งตรวจวสอบปมซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล 36 ล้านรายการ พบเจอโทษคุก 5 ปี

โฆษก ภท. ย้ำยังไม่มีใครโดนตัดสิทธิ “บัตรคนจน” 11 มิ.ย.

เชื่อว่าหลายคนคงกำลังกังวลใจกับข่าวการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์ต่างๆ ของรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องโฆษก ภท. ย้ำยังไม่มีใครโดนตัดสิทธิ “บัตรคนจน” 11 มิ.ย. รอ คกก.ประชารัฐฯ ทบทวนเกณฑ์ ซึ่งถือเป็นประเด็นร้อนที่ชาวบ้านให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ล่าสุดทางโฆษกพรรคภูมิใจไทยได้ออกมาให้ความชัดเจนแล้วว่า 13.2 ล้านสิทธิในปัจจุบันยังคงใช้งานได้ตามปกติ ไม่มีการถูกตัดสิทธิแต่อย่างใด

โฆษก ภท. ย้ำยังไม่มีใครโดนตัดสิทธิ “บัตรคนจน” 11 มิ.ย. รอ คกก.ประชารัฐฯ ทบทวนเกณฑ์

นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย ชี้แจงว่า ขณะนี้ยังไม่มีผู้ใดถูกตัดสิทธิจากการเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ขอให้พี่น้องประชาชนอย่าเพิ่งตื่นตระหนกกับกระแสข่าวลือ เนื่องจากรัฐบาลยังคงเน้นย้ำเรื่องการคัดกรองให้ตรงกลุ่มเป้าหมายจริงๆ โดยการประชุมของคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการฯ ในวันที่ 11 มิ.ย. นี้ จะเป็นการพิจารณารายละเอียดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้น

สรุปความคืบหน้าการทบทวนเกณฑ์สวัสดิการแห่งรัฐ

สำหรับสาระสำคัญที่ประชาชนควรรู้ มีประเด็นที่น่าสนใจดังต่อไปนี้:

  • ตัวเลขผู้ถือบัตรปัจจุบัน 13.2 ล้านคน ยังคงได้รับสิทธิตามเดิม
  • การประชุมในวันที่ 11 มิ.ย. จะพิจารณาหลักเกณฑ์การลดหย่อนภาษีเลี้ยงดูบิดา-มารดาใหม่
  • กระทรวงมหาดไทยเตรียมส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจและยืนยันสิทธิผ่านประชาคมหมู่บ้าน
  • เน้นย้ำถึงความโปร่งใสเพื่อให้ “คนจนตัวจริง” ได้รับความช่วยเหลืออย่างทั่วถึง

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมทางรัฐบาลถึงยังคงต้องมีการทบทวนเกณฑ์อยู่เรื่อยๆ เหตุผลหลักคือต้องการให้เงินงบประมาณจากภาษีประชาชนส่งไปถึงมือผู้ที่เดือดร้อนและขัดสนจริงๆ ไม่ใช่ตกไปอยู่ในมือของคนที่มีฐานะแล้ว โดยการทำงานของนายอำเภอ ปลัดอำเภอ และผู้ใหญ่บ้าน ในการเคาะประตูบ้านเพื่อสำรวจสิทธิถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยตรวจสอบสถานะครอบครัวให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ในส่วนของกรณีที่มีกระแสข่าวเรื่องการยกเลิกเกณฑ์ภาษีเลี้ยงดูพ่อแม่ ก็เป็นอีกหนึ่งหัวข้อที่ คกก.ประชารัฐฯ จะหาทางออกที่เหมาะสมที่สุดในวันที่ 11 มิ.ย. นี้ ดังนั้น ขอให้รอคำแถลงอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานหลักก่อน อย่าเพิ่งหลงเชื่อข่าวโคมลอยที่จะสร้างความสับสนให้กับสังคม ทางทีมงานเชื่อมั่นว่ารัฐบาลมุ่งหวังที่จะลดความเหลื่อมล้ำ แต่ก็ต้องรัดกุมในการใช้งบประมาณแผ่นดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนฐานรากทุกคน

เราหวังว่าทุกการตัดสินใจของคณะกรรมการฯ จะคำนึงถึงความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนเป็นที่ตั้ง เพื่อสร้างระบบสวัสดิการที่ยั่งยืนและเข้าถึงสิทธิได้อย่างแท้จริง

ที่มา – โฆษก ภท. ย้ำยังไม่มีใครโดนตัดสิทธิ “บัตรคนจน” 11 มิ.ย. รอ คกก.ประชารัฐฯ ทบทวนเกณฑ์

ดีอี ยัน TH-AI Passport โปร่งใสทุกขั้นตอน

ดีอี ยัน TH-AI Passport โปร่งใสทุกขั้นตอน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในรัฐสภาอย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณีโครงการ TH-AI Passport ที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ สว. นันทนา นันทวโรภาส ได้ตั้งกระทู้ถามสดถึงความโปร่งใสของโครงการที่ใช้งบประมาณมหาศาลถึง 1,621 ล้านบาท โดยตั้งข้อสังเกตเรื่องระยะเวลาที่ใช้ในการดำเนินการ รวมถึงกระแสข่าวลือเรื่องเงินทอนและความไม่ชัดเจนของบริษัทที่ชนะการประมูล งานนี้ทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ไม่รอช้า ออกมาตอกกลับอย่างดุเดือดเพื่อให้สังคมหายข้องใจ

ทางด้าน น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดีอี ได้ออกมายืนยันหนักแน่นว่า ดีอี ยัน TH-AI Passport โปร่งใสทุกขั้นตอน โดยชี้แจงว่ากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมดเป็นไปตามระเบียบของทางราชการทุกประการ ไม่มีการเร่งรีบหรือผิดปกติอย่างที่ถูกกล่าวหา ส่วนประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่ามีการล็อกสเปกให้บริษัทเจ้าประจำนั้น ทางกระทรวงฯ ได้ชี้แจงว่าใครที่มีศักยภาพและผ่านคุณสมบัติก็ย่อมมีสิทธิ์ร่วมประมูล

ตรวจสอบกรณี ดีอี ยัน TH-AI Passport โปร่งใสทุกขั้นตอน

นอกจากประเด็นเรื่องความโปร่งใสแล้ว ยังมีเรื่องของเป้าหมายโครงการที่ดีอีคาดหวังจะให้คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปเข้าถึง AI โปร เพื่อพัฒนาทักษะและความสามารถของตนเอง แต่ดูเหมือนว่าคำชี้แจงนี้จะยังไม่เพียงพอต่อข้อสงสัยของสมาชิกวุฒิสภาบางท่าน น.ส.แนน จึงได้กล่าวตอบโต้ว่าหากใครมีความสงสัยหรือพบหลักฐานเรื่องเงินทอน ขอให้ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการสอบสวนตามกระบวนการยุติธรรมแทนที่จะมาเสียดสีหรือชี้นำสังคมให้เกิดความเข้าใจผิด

  • ยืนยันความโปร่งใสในทุกขั้นตอนการดำเนินงาน
  • ท้าพิสูจน์หากพบหลักฐานไม่ชอบมาพากลให้ส่ง ป.ป.ช.
  • เน้นประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากการใช้ AI
  • พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างเปิดกว้าง

ในท้ายที่สุด ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี นายไชยชนก ชิดชอบ ได้เตรียมเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการนี้อีกครั้งในวันที่ 11 มิถุนายน เพื่อให้ประชาชนและผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียได้แสดงความเห็นอย่างเต็มที่ โครงการ ดีอี ยัน TH-AI Passport โปร่งใสทุกขั้นตอน นี้จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่ากระทรวงดิจิทัลฯ สามารถจัดการโครงการขนาดใหญ่ให้เป็นที่ยอมรับและเกิดประโยชน์ต่อคนไทยได้อย่างแท้จริงหรือไม่ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความโปร่งใสต้องวัดกันที่ผลลัพธ์และการตรวจสอบได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่คำกล่าวอ้าง

ที่มา – ดีอี ยัน TH-AI Passport โปร่งใสทุกขั้นตอน เหน็บ สว. หยุดเสียดสี หากสงสัยเงินทอนให้ยื่น ป.ป.ช. สอบ

ดีอี สั่งสกัดข่าวปลอม โครงการไทยช่วยไทย พลัส เตือนระวัง SMS – ลิงก์ปลอม

ดีอี สั่งสกัดข่าวปลอม โครงการไทยช่วยไทย พลัส เตือนระวัง SMS – ลิงก์ปลอม

ในยุคที่มิจฉาชีพออนไลน์ระบาดหนัก การตรวจสอบข้อมูลก่อนหลงเชื่อถือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ล่าสุดทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ เพื่อปกป้องประชาชนจากการตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์และมิจฉาชีพที่แอบอ้างในชื่อ โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ซึ่งกำลังเป็นข่าวสารที่มีการแชร์ต่อกันเป็นจำนวนมากในโลกโซเชียลมีเดีย

นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดีอี เปิดเผยว่า นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้สั่งการให้ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (AFNC) ดำเนินการเชิงรุกในการตรวจสอบและเฝ้าระวังมิจฉาชีพที่ใช้ชื่อโครงการไทยช่วยไทย พลัส มาเป็นเหยื่อล่อ โดยจากการสำรวจพบข้อมูลที่เกี่ยวข้องนับแสนข้อความ ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยที่เป็นข่าวปลอมและข่าวบิดเบือนที่สร้างความสับสนให้กับสังคม

วิธีป้องกันตัวจาก SMS และลิงก์ปลอมของมิจฉาชีพ

เพื่อให้ท่านปลอดภัยจากการสูญเสียทรัพย์สินและข้อมูลส่วนตัว กระทรวงดีอีได้ฝากเตือนให้ประชาชนยึดหลัก “4 ไม่” อย่างเคร่งครัด ดังนี้:

  • ไม่กดลิงก์: ห้ามกดลิงก์ที่ได้รับจาก SMS หรือข้อความในแอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่อ้างว่ามาจากการลงทะเบียนโครงการ
  • ไม่เชื่อ: อย่าหลงเชื่อข้อความที่ดูเหมือนเป็นประกาศจากทางราชการแต่ส่งผ่านช่องทางส่วนตัว
  • ไม่รีบ: ตรวจสอบแหล่งข้อมูลจากเว็บไซต์หลักของกระทรวงหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนเสมอ
  • ไม่โอน: ห้ามโอนเงินเด็ดขาด เพราะโครงการภาครัฐจะไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใด ๆ

สำหรับการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) นั้น รัฐบาลยืนยันว่าไม่มีการส่ง SMS หรือลิงก์ให้ประชาชนกดลงทะเบียนแต่อย่างใด หากคุณต้องการเข้าร่วมต้องดำเนินการผ่านช่องทางที่กำหนดไว้เท่านั้น ได้แก่ แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” สำหรับประชาชนทั่วไป หรือผู้ประกอบการรายเดิมยืนยันสิทธิผ่าน “ถุงเงิน” และผู้ประกอบการใหม่ติดต่อสมัครผ่านธนาคารกรุงไทยทุกสาขาเท่านั้น

การตระหนักรู้และตรวจสอบข้อมูลถือเป็นอาวุธที่ดีที่สุด ในขณะที่เทคโนโลยีเปลี่ยนไป มิจฉาชีพก็พัฒนารูปแบบการหลอกลวงให้แยบยลขึ้น ดังนั้นหากได้รับข้อความน่าสงสัยเกี่ยวกับโครงการไทยช่วยไทย พลัส หรือโครงการใดๆ ของรัฐ ขอให้ท่านตั้งสติและตรวจสอบผ่านช่องทางหลักของทางราชการก่อนเสมอ อย่าให้ความโลภหรือความรีบร้อนนำมาซึ่งความเสียหายทางการเงินและข้อมูลส่วนตัวที่ประเมินค่าไม่ได้

ที่มา – ดีอี สั่งสกัดข่าวปลอม โครงการไทยช่วยไทย พลัส เตือนระวัง SMS – ลิงก์ปลอม

รมช.ดิจิทัลฯ เผยยังตอบไม่ได้! คนไทยได้ดูบอลโลกฟรี?

รมช.ดิจิทัลฯ เผย ยังตอบอะไรไม่ได้ คนไทยได้ดูบอลโลกฟรี ชี้ ค่าลิขสิทธิ์สูงโดนทั้งโลก

เมื่อเวลา 18.10 น. วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล กรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 (FIFA World Cup 2026) โดยย้ำว่าคนไทยได้ดูบอลโลกฟรีหรือไม่ ยังตอบไม่ได้ในขณะนี้

น.ส.แนน กล่าวว่า หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหาค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดที่สูงลิ่ว ไม่ใช่เฉพาะไทยเท่านั้น ทุกชาติกำลังพิจารณาค่าใช้จ่ายนี้อย่างละเอียด เพื่อหาทางออกที่เหมาะสมที่สุด

คนไทยได้ดูบอลโลกฟรี: ยังไม่แน่นอน

ผู้สื่อข่าวถามย้ำถึงหลักการที่คนไทยได้ดูบอลโลกฟรีผ่านฟรีทีวี น.ส.แนน ตอบว่า ณ เวลานี้ยังไม่สามารถยืนยันได้ ต้องรอผลการเจรจา โดยขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณส่วนไหนมาสนับสนุน รวมถึงการตรวจสอบว่าเอกชนรายใดสนใจซื้อลิขสิทธิ์ในช่วงเวลาที่เหลือจำกัด

ปัจจุบัน หลักๆ คือต้องดูว่ารับผิดชอบโดยหน่วยงานราชการหรือเอกชน เนื่องจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ไม่มีประกาศ Must Have อีกต่อไป ซึ่งก่อนหน้านี้บังคับให้ถ่ายทอดสดกีฬา 7 รายการระดับชาติ เช่น ฟุตบอลโลก โอลิมปิก ผ่านฟรีทีวีเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงฟรี

ด้วยระยะเวลาที่เหลือไม่ถึง 2 เดือน ต้องประเมินว่าการซื้อลิขสิทธิ์คุ้มค่าหรือไม่ หากเอกชนรับผิดชอบก็อาจไม่ฟรี แต่ครม. ได้สอบถามเจ้าของลิขสิทธิ์เบื้องต้นแล้ว รอการพิจารณา

ค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดบอลโลก 2026 สูงแค่ไหน

ฟุตบอลโลก 2026 จะเป็นครั้งประวัติศาสตร์ ขยายเป็น 48 ทีมแข่งขัน 104 นัด จัดทัพที่สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก ทำให้ FIFA ตั้งราคาลิขสิทธิ์สูงเป็นสถิติใหม่ คาดว่าสิทธิ์ระดับโลกอาจทะลุล้านล้านบาท ส่งผลให้ทุกประเทศต้องชั่งใจ

  • ยุโรป: BBC ของอังกฤษ ITV ต้องจ่ายแพงเพื่อถ่ายบางนัดฟรี
  • อเมริกา: Fox และ Telemundo เตรียมงบมหาศาล
  • เอเชีย: จีน ญี่ปุ่น เผชิญค่าใช้จ่ายพุ่ง ไทยจึงไม่ใช่กรณีพิเศษ
  • ไทยในอดีต: บอลโลก 2018 PPTV ถ่ายบางส่วนฟรี 2022 ต้องสมัคร beIN Sport

ทำไมคนไทยได้ดูบอลโลกฟรีถึงสำคัญ

การถ่ายทอดฟรีช่วยสร้างความเท่าเทียม ประชาชนทุกระดับเข้าถึงกีฬาชาติได้ ไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม ลดการละเมิดลิขสิทธิ์ออนไลน์ที่ผิดกฎหมาย สร้างบรรยากาศความสามัคคีทั่วประเทศ คืนแข่งนัดสำคัญร้านอาหาร ค้าขายคึกคัก เศรษฐกิจหมุนเวียน

หากพลาดโอกาสนี้ แฟนบอลไทยอาจต้องพึ่งแพลตฟอร์มเสียเงินหรือสตรีมเถื่อน ซึ่งเสี่ยงไวรัสและถูกดำเนินคดี

จากประสบการณ์ฟุตบอลโลกครั้งก่อนๆ ไทยเคยประสบความสำเร็จในการถ่ายฟรีบางส่วนผ่านฟรีทีวี ทำให้เรตติ้งพุ่ง สร้างฮีโร่ให้เยาวชนรักฟุตบอล คราวนี้หากคนไทยได้ดูบอลโลกฟรีเต็มรูปแบบ จะยิ่งยอดเยี่ยม

มุมมอง: รัฐควรหนุนให้คนไทยได้ดูบอลโลกฟรี

ส่วนตัวมองว่ารัฐบาลควรจัดสรรงบเพื่อซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายฟรีทีวี เหมือนหลายชาติที่รัฐช่วยอุดหนุน เพราะฟุตบอลโลกไม่ใช่แค่กีฬา แต่เป็นมรดกวัฒนธรรม สร้างแรงบันดาลใจ สร้างรายได้ทางอ้อมมหาศาล หากปล่อยให้เอกชนทั้งหมด อาจเข้าถึงยากสำหรับคนส่วนใหญ่

รอติดตามพัฒนาการ หากมีข่าวใหม่จะอัปเดตให้ทราบ คุณคิดว่าคนไทยได้ดูบอลโลกฟรีควรเป็นสิทธิ์พื้นฐานไหม? คอมเมนต์แสดงความเห็นด้านล่าง และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนแฟนบอลทุกคน!

ที่มา – รมช.ดิจิทัลฯ เผย ยังตอบอะไรไม่ได้ คนไทยได้ดูบอลโลกฟรี ชี้ ค่าลิขสิทธิ์สูงโดนทั้งโลก

Scroll to top