แผนเผชิญเหตุ

จุดยืนเพื่อไทยแก้ปัญหาตะวันออกกลางด้วยสันติ

สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางกำลังทวีความรุนแรงขึ้น สร้างความกังวลให้กับนานาประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทยที่มีพี่น้องประชาชนและแรงงานไทยจำนวนมากพำนักอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ในช่วงเวลาวิกฤตเช่นนี้ จุดยืนเพื่อไทยแก้ปัญหาตะวันออกกลางด้วยสันติ จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญที่พรรคเพื่อไทยได้แสดงออกอย่างชัดเจน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลไทยรักษาบทบาทที่สมดุลในการช่วยเหลือพลเมืองของเรา

พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลัก ได้ตระหนักถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สินของคนไทย จึงออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 เพื่อแสดงความห่วงใยและข้อเสนอแนะที่เป็นรูปธรรม แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อชาติแม้จะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งบริหารประเทศ

จุดยืนเพื่อไทยแก้ปัญหาตะวันออกกลางด้วยสันติ

จุดยืนหลักของพรรคเพื่อไทยคือการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจาเท่านั้น โดยหลีกเลี่ยงการใช้กำลังทหารที่อาจนำไปสู่ผลกระทบรุนแรงต่อพลเรือน เศรษฐกิจโลก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากภูมิภาคนี้ นอกจากนี้ พรรคยังเรียกร้องให้รัฐบาลไทยรักษาความสมดุลในการประสานงานช่วยเหลือ โดยยึดหลักมนุษยธรรมเป็นสำคัญ ไม่ลำเอียงข้างใดข้างหนึ่ง เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของไทยในเวทีระหว่างประเทศ

จุดยืนเพื่อไทยแก้ปัญหาตะวันออกกลางด้วยสันติ

ข้อเรียกร้องสำคัญจากพรรคเพื่อไทย

ในแถลงการณ์ พรรคเพื่อไทยได้วางข้อเรียกร้องที่ชัดเจน 3 ประการ เพื่อให้รัฐบาลดำเนินการทันที ดังนี้

  • ส่งความห่วงใยและคำแนะนำแก่คนไทย: ขอให้พี่น้องประชาชนไทยและครอบครัวที่อยู่ในพื้นที่ใช้ความระมัดระวังสูงสุด ติดตามข่าวสารจากสถานเอกอัครราชทูตไทยและหน่วยงานรัฐอย่างใกล้ชิดผ่านทุกช่องทาง
  • เร่งมาตรการคุ้มครอง: รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการเชิงรุกในการติดตามสถานการณ์ จัดทำแผนเผชิญเหตุและแผนอพยพฉุกเฉิน เพื่อให้คนไทยทุกคนได้รับการคุ้มครองอย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ
  • สนับสนุนสันติวิธี: ยืนยันการแก้ปัญหาด้วยการเจรจา เพื่อลดผลกระทบต่อพลเรือนและเศรษฐกิจโลก พร้อมขอให้รัฐบาลไทยรักษาบทบาทสมดุลในการให้ความช่วยเหลือภายใต้กรอบมนุษยธรรม

เหตุผลที่ต้องเลือกสันติวิธีแก้ปัญหาตะวันออกกลาง

ปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เช่น การปะทะระหว่างอิสราเอล-ฮามาส หรือความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและชาติอาหรับอื่นๆ มักนำมาซึ่งวิกฤตมนุษยธรรมครั้งใหญ่ หากใช้กำลังทหารต่อสู้ จะยิ่งทำให้พลเรือนเดือดร้อน เศรษฐกิจโลกชะงักงัน โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่พุ่งสูง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทยที่นำเข้าน้ำมันกว่า 90% จุดยืนเพื่อไทยแก้ปัญหาตะวันออกกลางด้วยสันติ จึงเป็นแนวทางที่สมเหตุสมผล ช่วยลดความเสี่ยงและส่งเสริมสันติภาพระยะยาว

นอกจากนี้ ไทยมีประวัติศาสตร์เป็นกลางในเวทีโลก มารับบทบาทไกล่เกลี่ยในอดีต เช่น กรณีปัญหาพม่าหรือกัมพูชา การที่รัฐบาลรักษาสมดุลตามที่เพื่อไทยเรียกร้อง จะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของไทยในสายตานานาชาติ ทำให้การช่วยเหลือคนไทยมีประสิทธิผลยิ่งขึ้น

พรรคเพื่อไทยยืนยันว่าความปลอดภัยของประชาชนไทยคือภารกิจสูงสุด และจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล จุดยืนนี้ไม่เพียงแสดงถึงความห่วงใย แต่ยังเป็นตัวอย่างของการเมืองที่รับผิดชอบ

ในมุมมองของผู้เขียน จุดยืนเพื่อไทยแก้ปัญหาตะวันออกกลางด้วยสันติ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้การเมืองไทยมีน้ำหนักมากขึ้นในประเด็นต่างประเทศ หากรัฐบาลรับฟังและดำเนินการ จะเป็นประโยชน์ต่อคนไทยทุกคน ลองคิดดูสิว่าถ้าทุกพรรคร่วมมือกัน เราจะปกป้องคนของเราได้ดีแค่ไหน

CTA: หากคุณมีคนรู้จักอยู่ในตะวันออกกลาง หรือมีความเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้ สามารถแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย เราจะรวบรวมเพื่อเป็นข้อมูลเพิ่มเติม!

ที่มา – จุดยืน “เพื่อไทย”แก้ปัญหาตะวันออกกลางด้วยสันติ เรียกร้องรัฐบาลไทยรักษาสมดุล

มท. เร่งฟื้นฟูสงขลาหลังยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

กระทรวงมหาดไทยเร่งเครื่องภารกิจ “14 วัน หาดใหญ่สะอาด” เดินหน้าฟื้นฟูสงขลาหลังยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เตรียมลดระดับภัยพิบัติ หวังเยียวยาประชาชนให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2568 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในการประชุมติดตามความคืบหน้าการฟื้นฟูพื้นที่จังหวัดสงขลา ภายหลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้ลงนามประกาศยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ซึ่งมีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่ประชุมเน้นย้ำถึงการเปลี่ยนผ่านภารกิจไปสู่การบริหารจัดการในระดับจังหวัด รวมถึงการฟื้นฟูและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เตรียมเสนอแผนการลดระดับสาธารณภัย จากระดับร้ายแรงอย่างยิ่ง (ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) ลงมาเป็นระดับ 3 (ภัยขนาดใหญ่) และจะลดระดับลงไปเป็นภัยระดับจังหวัดตามลำดับ โดยมอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ต่อไป

ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้กล่าวถึงสถานการณ์อุทกภัยในหาดใหญ่ครั้งนี้ ว่าเป็นเหตุการณ์ “ภัย 300 ปี” ที่ประชาชนในพื้นที่ไม่เคยเผชิญมาก่อน และในวันพรุ่งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะนำคณะนักวิชาการลงพื้นที่เพื่อถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ดังกล่าว เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือและป้องกันในอนาคต นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าหมายว่าภายใน 7 วัน ผู้ที่ยังคงพักอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงจะสามารถเดินทางกลับบ้านได้ทั้งหมด โดยจะเหลือเพียงผู้ป่วยหนักจำนวน 18 ราย ที่ยังคงต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมแพทย์ ณ ศูนย์พักพิง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

นอกเหนือจากนี้ กระทรวงมหาดไทยยังได้ร่วมกับกองบัญชาการทหารสูงสุด ดำเนินภารกิจสำคัญภายใต้ชื่อ “14 วัน หาดใหญ่สะอาด” โดยมีการแบ่งพื้นที่ปฏิบัติการออกเป็น 4 โซน เพื่อเร่งดำเนินการจัดการขยะจำนวนมหาศาลกว่า 250,000 ตัน ที่ยังคงตกค้างอยู่ในพื้นที่ชุมชนเมืองหาดใหญ่ โดยมีกำหนดการที่จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 13 ธันวาคม 2568 สำหรับมาตรการเยียวยาประชาชนด้วยเงินช่วยเหลือจำนวน 9,000 บาท แม้ว่าจะมีการดำเนินการอย่างรวดเร็ว แต่ยังคงพบปัญหาในเรื่องของการลงทะเบียนที่ผิดพลาด หรือข้อมูลที่ยังคงค้างอยู่ในระดับจังหวัด จึงได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาเร่งติดตามและจัดส่งข้อมูลที่ถูกต้องโดยด่วน

อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาได้แจ้งเตือนถึงสถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยาได้พยากรณ์อากาศว่า จะมีฝนตกหนักต่อเนื่องในระหว่างวันที่ 13–18 ธันวาคม 2568 จึงได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเตรียมแผนเผชิญเหตุ และใช้เครือข่ายประธานชุมชนทั้ง 103 แห่ง ในการแจ้งเตือนการอพยพประชาชนทันที หากเกิดสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันขึ้นอีกครั้ง

มท. เร่งฟื้นฟูสงขลาหลังยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

ความคืบหน้าการฟื้นฟูสงขลาหลังยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

การฟื้นฟูสงขลาหลังยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ถือเป็นภารกิจเร่งด่วนที่กระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่ง การยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย และการกลับมาใช้กลไกการบริหารจัดการในระดับจังหวัดจะเป็นการเพิ่มความคล่องตัวในการช่วยเหลือประชาชน

ภารกิจสำคัญที่กำลังดำเนินการควบคู่กันไปคือ การจัดการขยะจำนวนมหาศาลในพื้นที่หาดใหญ่ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการฟื้นฟูสงขลาหลังยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ การเร่งระบายขยะออกจากพื้นที่ชุมชน จะช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขอนามัย และสร้างสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่ให้กับประชาชน

นอกจากนี้ การเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบก็เป็นอีกหนึ่งภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่ง การจ่ายเงินช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและถูกต้อง จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และช่วยให้พวกเขาสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม การเฝ้าระวังสถานการณ์ฝนตกหนักที่จะเกิดขึ้นในอนาคตก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม การเตรียมความพร้อมและมีแผนเผชิญเหตุที่ชัดเจน จะช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น และปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

การฟื้นฟูสงขลาหลังยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด และการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จะช่วยให้สงขลาสามารถกลับมาเข้มแข็งได้อีกครั้ง

ผมเชื่อมั่นว่า ด้วยความมุ่งมั่นและความตั้งใจของทุกฝ่าย สงขลาจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้ และกลับมาเป็นเมืองที่น่าอยู่และมีชีวิตชีวาอีกครั้งในเร็ววัน

ที่มา – มท. เร่งฟื้นฟูสงขลาหลังยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จ่อลดระดับภัยพิบัติ

Scroll to top