แม่ทัพภาคที่ 2

ทบทวนปล่อยทหารกัมพูชา หลัง UAV ล้ำแดน!

กองทัพบกเตรียมพิจารณาทบทวนปล่อยตัว 18 ทหารกัมพูชา หลังตรวจพบอากาศยานไร้คนขับ (UAV) หรือโดรน จำนวนมากบินล้ำอธิปไตยไทย การกระทำดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและมาตรการลดระดับความตึงเครียดบริเวณชายแดน

จ่อทบทวนปล่อยตัว 18 ทหารกัมพูชา หลัง UAV ล้ำแดนกว่า 250 ลำ

เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้แถลงถึงสถานการณ์ชายแดนที่น่ากังวล โดยระบุว่าคืนวันที่ 28 ธันวาคม 2568 ตรวจพบอากาศยานไร้คนขับ (UAV) บินจากฝั่งกัมพูชาล้ำเข้ามาในเขตอธิปไตยไทยเป็นจำนวนมากถึง 250 ลำ การรุกล้ำนี้เกิดขึ้นในหลายพื้นที่สำคัญตามแนวชายแดน ได้แก่ ช่องบก ช่องอานม้า เขาสัตตะโสม ซำแต โดนตวล ช่องกร่าง ปราสาทตาเมือนธม และช่องสายตะกู

จำนวน UAV ที่ล้ำเข้ามาในน่านฟ้าไทยอย่างหนาแน่นเช่นนี้ ถือเป็นการกระทำที่ยั่วยุและละเมิดมาตรการลดระดับความตึงเครียดตามข้อตกลง GBC (General Border Committee) ที่ทั้งสองฝ่ายได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ก่อนหน้านี้ การกระทำดังกล่าวขัดแย้งกับถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) ที่ได้ตกลงกันไว้ในการประชุม GBC เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่งเน้นย้ำถึงความร่วมมือในการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน

โฆษกกองทัพบกเน้นย้ำว่า พฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงท่าทีที่เป็นปรปักษ์จากฝ่ายกัมพูชา ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคง ความปลอดภัยของกำลังพลไทย และประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน การรุกล้ำอธิปไตยโดยอากาศยานไร้คนขับจำนวนมากเช่นนี้ สร้างความวิตกกังวลต่อสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

กองทัพบกเตรียมทบทวนปล่อยตัว 18 ทหารกัมพูชา

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น กองทัพบกอาจมีความจำเป็นต้องพิจารณาทบทวนการดำเนินการเกี่ยวกับการปล่อยตัวกำลังพลฝ่ายกัมพูชา จำนวน 18 นาย ที่ถูกควบคุมตัวไว้ก่อนหน้านี้ การตัดสินใจดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับการประเมินสถานการณ์ล่าสุด และพฤติกรรมที่เกิดขึ้นอย่างถี่ถ้วน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการดำเนินการใดๆ จะเป็นไปเพื่อรักษาผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติ

กองทัพบกขอยืนยันว่าประเทศไทยยังคงยึดมั่นในแนวทางสันติวิธี และให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาต่างๆ ผ่านกลไกการเจรจาและข้อตกลงที่มีอยู่ อย่างไรก็ตาม หากยังคงมีการละเมิดข้อตกลงและอธิปไตยของประเทศอย่างต่อเนื่อง กองทัพบกก็มีความจำเป็นต้องดำเนินการตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย เพื่อปกป้องผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติเป็นสำคัญ

สถานการณ์ทบทวนปล่อยตัว 18 ทหารกัมพูชานี้ สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน และความสำคัญของการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน การใช้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ในการสอดแนมหรือการรุกล้ำอธิปไตย ถือเป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ต้องมีการเฝ้าระวังและรับมืออย่างเหมาะสม

การตอบสนองของกองทัพบกไทยต่อสถานการณ์นี้ จะเป็นไปอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของชาติเป็นสำคัญ การตัดสินใจใดๆ จะต้องพิจารณาถึงผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และโอกาสในการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี อย่างไรก็ตาม การปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ ถือเป็นหน้าที่หลักที่กองทัพบกจะต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งบริเวณชายแดนจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน และนำไปสู่ความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันในภูมิภาค

การตัดสินใจทบทวนปล่อยตัว 18 ทหารกัมพูชา เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

ที่มา – จ่อทบทวนปล่อยตัว 18 ทหารกัมพูชา หลังพบอากาศยานไร้คนขับ ล้ำอธิปไตยไทยกว่า 250 ลำ

ผู้อพยพ จ.สระแก้ว กลับที่พัก 31 ธ.ค.นี้

ข่าวดีสำหรับผู้อพยพ จ.สระแก้ว! กองกำลังบูรพาแจ้งให้ทราบว่า ประชาชนที่อพยพออกจากพื้นที่สามารถเดินทางกลับเข้าที่พักอาศัยได้ ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป ยกเว้น 4 หมู่บ้านในพื้นที่ชายแดน

ตามที่กองทัพภาคที่ 1 ได้โพสต์ประกาศเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2568 เวลา 20.20 น. ระบุว่า กองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) และจังหวัดสระแก้วได้หารือร่วมกันเพื่อกำหนดแนวทางการให้ประชาชนใน 4 อำเภอชายแดนของจังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นผู้อพยพ จ.สระแก้ว ได้กลับเข้าสู่ที่พักอาศัยของตนเอง หลังจากสถานการณ์ต่างๆ เริ่มคลี่คลายลง โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและบริบทของพื้นที่เป็นสำคัญ

ทั้งนี้ กำหนดการให้ผู้อพยพ จ.สระแก้ว สามารถเดินทางกลับที่พักได้ จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

ผู้อพยพ จ.สระแก้ว กลับเข้าที่พักได้ 31 ธ.ค. เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อยกเว้นสำหรับ 4 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านคลองแผง, บ้านตาพระยา, บ้านหนองหญ้าแก้ว และบ้านหนองจาน ซึ่งยังไม่อนุญาตให้ประชาชนเดินทางกลับเข้าพื้นที่ในทันที เนื่องจากเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) จะต้องเข้าตรวจสอบและเคลียร์พื้นที่ให้ปลอดภัยเสียก่อน เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ จะมีการแจ้งให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวทราบอีกครั้งหนึ่ง

รายละเอียดสำคัญที่ควรรู้เกี่ยวกับการกลับเข้าที่พักของผู้อพยพ

  • วันเริ่มต้นการกลับเข้าที่พัก: 31 ธันวาคม 2568
  • พื้นที่ที่ยังไม่อนุญาตให้กลับ: บ้านคลองแผง, บ้านตาพระยา, บ้านหนองหญ้าแก้ว, บ้านหนองจาน
  • เหตุผลที่ยังไม่อนุญาต: เพื่อความปลอดภัยในการเข้าตรวจสอบและเคลียร์พื้นที่ของชุด EOD
  • การติดตามข้อมูลข่าวสาร: ขอให้ติดตามข่าวสารและการประกาศจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด

ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยของทุกท่าน ขอความร่วมมือประชาชนรับฟังข่าวสารและปฏิบัติตามคำแนะนำจากส่วนราชการอย่างใกล้ชิด และขอให้เดินทางกลับภูมิลำเนาด้วยความระมัดระวัง

สถานการณ์ชายแดนยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ท่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถวางแผนการเดินทางกลับได้อย่างปลอดภัย ขอให้ทุกท่านเดินทางกลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ

ที่มา – ผู้อพยพ จ.สระแก้ว กลับเข้าที่พักได้ 31 ธ.ค. เป็นต้นไป ยกเว้น 4 หมู่บ้านชายแดน

ศรชล.จ.ตราด คุมเข้มอ่าวไทยตะวันออก สกัดเรือ

ศรชล.จ.ตราด คุมเข้มอ่าวไทยตะวันออก สกัดเรือลำเลียงพลังงาน – ยุทธภัณฑ์ไปกัมพูชา ศรชล.ภาค 1 มอบหมาย ศรชล.จ.ตราด กำกับดูแลน่านน้ำอ่าวไทยฝั่งตะวันออก ตรวจเข้มเรือลากจูง พ่วงสินค้า และเรือพาณิชย์ รวมกว่า 30 ลำ สกัดการลำเลียงพลังงาน-ยุทธภัณฑ์ไปกัมพูชา

วันที่ 28 ธ.ค. 2568 ศูนย์รักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค 1 ได้มอบหมายให้ศูนย์รักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลจังหวัดตราด ปฏิบัติการตามมติของทางสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในการกำกับดูแลน่านน้ำอ่าวไทยฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าพลังงาน และยุทธภัณฑ์ไปยังประเทศกัมพูชา ทาง ศรชล.จ.ตราด คุมเข้มอ่าวไทยตะวันออก สกัดเรือลำเลียงพลังงาน – ยุทธภัณฑ์ไปกัมพูชา จึงได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราสินค้าต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในทะเลอ่าวไทย

โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย หมวดเรือลาดตระเวนชายแดน สถานีตำรวจน้ำแหลมงอบ สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาตราด ด่านศุลกากรจังหวัดตราด และสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ตราด ห้วงระหว่างวันที่ 24–28 ธ.ค. 68 ได้เข้าตรวจสอบกลุ่มเรือยนต์ลากจูง พร้อมเรือพ่วงสินค้าที่เดินทางออกจากท่าเรือแหลมฉบัง และจอดทิ้งสมอบริเวณพื้นที่เกาะช้างใต้ จังหวัดตราด

จากการตรวจสอบพบว่า กลุ่มเรือดังกล่าวเป็นเรือลากจูง และเรือพ่วงรับสินค้าจากกรุงเทพฯ รวมทั้งสิ้น 28 ลำ แยกเป็นเรือลากจูง 5 ลำ และเรือพ่วงสินค้า 23 ลำ โดยทั้งหมดจอดพักรอในพื้นที่เพื่อความปลอดภัย

ต่อมาเมื่อวันที่ 27–28 ธ.ค. 68 ศรชล.จ.ตราด ได้เข้าตรวจสอบเพิ่มเติม เรือลากจูงและเรือพ่วงขนสินค้าอีก 5 ลำ ซึ่งเดินทางมาจากอำเภอศรีราชา โดยระหว่างเดินเรือมาถึงบริเวณใกล้เกาะกูด ลูกเรือได้รับทราบสถานการณ์การสู้รบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา จึงตัดสินใจจอดเรือทิ้งสมอเพื่อความปลอดภัย

โดยมีการเริ่มจอด ณ บริเวณอ่าวบางเบ้า ต.เกาะช้างใต้ อ.เกาะช้าง จว.ตราด ตั้งแต่วันที่ 10 ธ.ค. 68 เป็นต้นมา และยังไม่มีความประสงค์จะเดินทางเข้าประเทศกัมพูชา ในห้วงเวลานี้ จะรอจนกว่าการสู้รบจะสงบหรือนำเรือกลับ ทั้งนี้ได้ชี้แจงปัญหาและสถานการณ์ของความขัดแย้งแนวชายแดน และพื้นที่เสี่ยงอันตรายให้มีความระมัดระวัง เพราะอาจหลงเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงได้

ศรชล.จ.ตราด คุมเข้มอ่าวไทยตะวันออก สกัดเรือลำเลียงพลังงาน – ยุทธภัณฑ์ไปกัมพูชา

สถานการณ์ล่าสุด: ศรชล.จ.ตราด คุมเข้มอ่าวไทยตะวันออก

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาความมั่นคงทางทะเลและการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ชายแดนทางทะเล การทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงานมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาผลประโยชน์ของชาติและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาคที่มีต่อการเดินเรือและการขนส่งสินค้า ซึ่งผู้ประกอบการและลูกเรือต้องมีความระมัดระวังและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

การตัดสินใจของลูกเรือที่จอดเรือทิ้งสมอเพื่อความปลอดภัยเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนเพื่อให้พวกเขาเดินทางกลับได้อย่างปลอดภัยเมื่อสถานการณ์คลี่คลายลง

การที่ ศรชล.จ.ตราด คุมเข้มอ่าวไทยตะวันออก สกัดเรือลำเลียงพลังงาน – ยุทธภัณฑ์ไปกัมพูชา เป็นการดำเนินการที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการกระทำที่ผิดกฎหมายและรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่

ที่มา – ศรชล.จ.ตราด คุมเข้มอ่าวไทยตะวันออก ตรวจสกัดเรือลำเลียงพลังงาน – ยุทธภัณฑ์ไปกัมพูชา

สานฝันวีรบุรุษเนิน 350 สร้างบ้านใหม่ให้ครอบครัว

ผู้ว่าฯ ศรีสะเกษ และ ผบ.มทบ.25 ร่วมลงพื้นที่เพื่อเตรียมสร้างบ้านหลังใหม่ให้กับครอบครัวของ “พลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา” เพื่อสานฝันสุดท้ายและตอบแทนความเสียสละของ “วีรบุรุษเนิน 350” ผู้กล้าที่ได้อุทิศตนเพื่อชาติ

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ พร้อมด้วยผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 จิตอาสา และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ได้เดินทางไปยังบ้านเลขที่ 37 หมู่ 5 ตำบลห้วยติ๊กชู อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจครอบครัวของ พลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 ผู้ซึ่งเสียสละชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ บริเวณ “เนิน 350” การลงพื้นที่ครั้งนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อเตรียมความพร้อมในการก่อสร้างบ้านหลังใหม่ให้กับครอบครัวของวีรบุรุษผู้กล้า

การสร้างบ้านหลังใหม่นี้ถือเป็นความตั้งใจที่จะตอบแทนความกล้าหาญและความเสียสละของพลทหาร ภานุพัฒน์ และครอบครัว เพื่อให้พวกเขามีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงและปลอดภัย

นางสาว พิชญ์สินี เสาร์สา มารดาของพลทหาร ภานุพัฒน์ และสมาชิกในครอบครัว ได้ร่วมกันเลือกแบบบ้านที่เหมาะสม และรับฟังคำชี้แจงเกี่ยวกับขั้นตอนการดำเนินการก่อสร้าง รวมถึงระยะเวลาในการก่อสร้าง โดยเน้นย้ำถึงความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และการใช้ประโยชน์สูงสุดจากพื้นที่ การสร้างบ้านหลังนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การมอบที่อยู่อาศัย แต่เป็นการส่งมอบความขอบคุณจากประชาชนชาวไทยทุกคนต่อความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของวีรบุรุษผู้กล้า

โครงการนี้เป็นความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป ที่ต้องการร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งดีๆ เพื่อสังคม และเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ที่ทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติ

สานฝันวีรบุรุษเนิน 350

การดำเนินการสร้างบ้านให้ครอบครัวของพลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความสามัคคี และน้ำใจของคนไทย ที่พร้อมจะช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามยากลำบาก

สานฝันวีรบุรุษเนิน 350: ความเสียสละที่ควรจดจำ

ความเสียสละของพลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา จะถูกจารึกไว้ในความทรงจำของคนไทยตลอดไป และเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังได้ตระหนักถึงความสำคัญของการรักชาติ และการทำเพื่อส่วนรวม

โครงการสานฝันวีรบุรุษเนิน 350 เป็นมากกว่าการสร้างบ้าน เพราะเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับครอบครัวผู้สูญเสีย และเป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจของคนในชุมชน

สานฝันวีรบุรุษเนิน 350 นี้แสดงให้เห็นถึงพลังแห่งความสามัคคีของคนในสังคม ที่พร้อมจะร่วมมือกันสร้างสรรค์สิ่งดีๆ เพื่อตอบแทนคุณงามความดีของผู้ที่เสียสละเพื่อชาติ

การสร้างบ้านใหม่ให้ครอบครัวพลทหาร ภานุพัฒน์ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การสร้างที่อยู่อาศัย แต่เป็นการเติมเต็มความหวังและอนาคตให้กับครอบครัวที่ต้องสูญเสียเสาหลักไปอย่างไม่มีวันกลับ นี่คือการแสดงความขอบคุณอย่างแท้จริงต่อวีรบุรุษผู้กล้า

ที่มา – สานฝันวีรบุรุษเนิน 350 ลงพื้นที่เตรียมสร้างบ้านใหม่ให้ครอบครัว “พลทหาร ภานุพัฒน์”

พ่อแม่ “ส.อ.นิติธรรม” เปิดใจ ลูกชายเหยียบทุ่นระเบิด

พ่อแม่ “ส.อ.นิติธรรม” เปิดใจ ลูกชายเหยียบทุ่นระเบิด

เปิดใจพ่อแม่ของสิบเอกนิติธรรม ศรีคำแซง หลังทราบข่าวร้ายว่าลูกชายได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการเหยียบทุ่นระเบิดขณะปฏิบัติหน้าที่เคลียร์พื้นที่บริเวณปราสาทตาควาย พ่อแม่ยอมรับว่าเสียใจแต่ก็ภูมิใจในตัวลูกชายที่ได้ทำหน้าที่ของตนอย่างสุดความสามารถ เพราะอาชีพทหารย่อมต้องมีการรบและเสี่ยงต่อเหตุการณ์เช่นนี้ พวกท่านยังเผยอีกว่าเพิ่งไปบวชเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ลูกชายเมื่อสัปดาห์ก่อน

เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้รายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเวลา 14.25 น. ขณะที่ชุดทหารช่าง สังกัด พัน.5.22 กำลังทำการกวาดล้างทุ่นระเบิดบริเวณโดยรอบปราสาทตาควาย เกิดเหตุไม่คาดฝันเมื่อ ส.อ.นิติธรรม ศรีคำแซง เหยียบเข้ากับทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสที่ขาข้างซ้าย นอกจากนี้ จ.ส.อ.อำนาจ ทัศสมบัติ ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์เดียวกันก็มีอาการแน่นหน้าอกและหูอื้อจากแรงอัดของระเบิด

ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านของ ส.อ.นิติธรรม ศรีคำแซง ที่บ้านดอนหวาย หมู่ที่ 7 ตำบลโนนชัยศรี อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อพูดคุยกับ พันโทสมพร ศรีคำแซง อายุ 56 ปี สัสดีอำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร และนางกัลยพร ศรีคำแซง อายุ 56 ปี ซึ่งเป็นพ่อและแม่ของสิบเอกนิติธรรม

พันโทสมพรได้เล่าว่า ลูกชายของตนทำงานอยู่ที่ชายแดนจังหวัดสุรินทร์ โดยเดินทางไปประจำการที่นั่นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 สิบเอกนิติธรรมแต่งงานแล้วกับนางสาวฟิน ศรีคำแซง ซึ่งทำงานเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ทั้งคู่มีลูกสาววัย 2 ขวบ 2 เดือน ชื่อน้องพอใจ ซึ่งอาศัยอยู่กับคุณยายที่อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด

หลังจากได้รับแจ้งข่าวว่าลูกชายถูกระเบิดจนขาขาด พันโทสมพรและภรรยารีบเดินทางกลับบ้านและเตรียมสิ่งของเพื่อเดินทางไปเยี่ยมลูกชายที่กำลังเข้ารับการผ่าตัด ก่อนที่จะส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าในกรุงเทพฯ โดยมีภรรยาของส.อ.นิติธรรมรอรับอยู่ที่นั่น

สำหรับ ส.อ.นิติธรรม เป็นนักเรียนนายสิบทหารบกที่เข้ารับราชการเมื่อปี 2562 และไปประจำการที่ชายแดนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 เขามักจะกลับมาเยี่ยมลูกสาวที่บ้านแม่ยาย แต่ก็อยู่ได้เพียงวันสองวันเท่านั้นเนื่องจากมีภารกิจที่ชายแดน “ผมคิดอยู่ตลอดว่าเราเป็นทหารก็มีโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้ ผมไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะเขาเป็นทหารก็ต้องรบ” พันโทสมพรกล่าว

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พันโทสมพรได้ขออนุญาตผู้บังคับบัญชาเพื่อบวชเป็นพระเพื่อเป็นกำลังใจให้กับลูกชาย เพราะเขามีลางสังหรณ์ว่าลูกชายอาจจะได้รับอันตราย “ผมจึงไปบวชเพื่อหวังว่าจะได้บุญกุศลมาคุ้มครองลูกชาย” พันโทสมพรเสริมว่าตนเองก็เคยรับราชการอยู่ที่ชายแดนแถวนั้นเมื่อปี 2554 “ผมคิดถึงเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา แต่ผมเคยบอกลูกว่าถ้าคิดว่าจะไม่ได้รบก็อย่าไปเป็นทหาร ถ้าไปเป็นทหารก็ต้องรบ เพราะงานที่ลูกทำอยู่นี้คืองานในหน้าที่ ตำรวจก็มีหน้าที่ของตนเอง คุณครูก็มีหน้าที่ของตนเอง ผมจะบอกลูกเสมอว่ามันเป็นงานที่มีความเสี่ยงอยู่แล้ว”

พันโทสมพรกล่าวว่าครั้งนี้เป็นการรบที่หนักหน่วงที่สุด อาการล่าสุดของลูกชายคืออยู่ระหว่างการผ่าตัดและจะถูกส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าในกรุงเทพฯ “ผมได้รับแจ้งว่าลูกชายเหยียบกับระเบิดในช่วงบ่ายสองโมงวันนี้ เพราะเขาทำหน้าที่เป็นชุดเก็บกู้ระเบิด พอทราบข่าวผมก็รีบกลับมารับภรรยาเพื่อเดินทางไปเยี่ยมลูก”

นางกัลยพร ศรีคำแซง แม่ของ ส.อ.นิติธรรม กล่าวว่าเธอเสียใจแต่ก็ภูมิใจที่ลูกชายทำดีที่สุดแล้ว “มันจุกอกจนพูดอะไรไม่ออก” นางกัลยพรกล่าว ส่วนเรื่องลางร้ายต่างๆ นั้นไม่มี “ก่อนนอนฉันก็ไหว้พระขอให้คุ้มครองทหารหาญทุกท่านให้ปลอดภัย แต่มันก็เลี่ยงไม่ได้ เพราะเราเป็นทหาร เสียใจแต่ก็ภูมิใจอยู่ ก็อยากจะให้ลูกเป็นทหารเหมือนเดิม” เธอกล่าวเสริมว่าภรรยาของส.อ.นิติธรรมทราบข่าวแล้วและบอกว่าจะรออยู่ที่กรุงเทพฯ ซึ่งพ่อของเขาจะเดินทางไปโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าพร้อมกับรถพยาบาลและลูกชายด้วย

ความเสียสละของ ส.อ.นิติธรรม และกำลังใจจากครอบครัว

เรื่องราวของ ส.อ.นิติธรรม สะท้อนให้เห็นถึงความเสียสละของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติ แม้จะต้องเผชิญกับความเสี่ยงและความยากลำบากเพียงใด ครอบครัวก็เป็นกำลังใจสำคัญที่ช่วยให้พวกเขาสามารถก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆ ไปได้ เราขอเป็นกำลังใจให้ ส.อ.นิติธรรม หายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ว และขอขอบคุณทหารทุกท่านที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ

ที่มา – พ่อแม่ “ส.อ.นิติธรรม” เปิดใจหลังทราบข่าว ลูกชายเหยียบทุ่นระเบิด พื้นที่ปราสาทตาควาย

ทหารเหยียบทุ่นระเบิดปราสาทตาควาย เจ็บ 2 นาย

กองทัพภาค 2 แจ้งเหตุกำลังพลเหยียบทุ่นระเบิด บริเวณ “ปราสาทตาควาย” บาดเจ็บ 2 ราย

ทางกองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์กำลังพลเหยียบทุ่นระเบิด บริเวณ “ปราสาทตาควาย” บาดเจ็บ 2 ราย ซึ่งเกิดจากการเข้าทำการกวาดล้างพื้นที่บริเวณรอบปราสาทตาควาย

เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์ข้อความแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่า ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ขอแสดงความเสียใจ จากเหตุการณ์กำลังพลเหยียบทุ่นระเบิด บริเวณ “ปราสาทตาควาย” บาดเจ็บ 2 ราย ซึ่งฝ่ายทหารได้เข้ายึดพื้นที่ดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา

ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนของการเสริมความมั่นคงในพื้นที่ และทำการกวาดล้าง ตรวจค้นทุ่นระเบิด ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 14.25 น. ชุดทหารช่าง สังกัด พัน.5.22 ได้ทำการกวาดล้างทุ่นระเบิดบริเวณรอบปราสาท ขณะที่ชุดปฏิบัติการกำลังตรวจค้น ได้เกิดเหตุเศร้าสลดขึ้น เมื่อกำลังพลเหยียบทุ่นระเบิด บริเวณ “ปราสาทตาควาย” บาดเจ็บ 2 ราย โดยเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2

รายละเอียดผู้บาดเจ็บจากเหตุเหยียบทุ่นระเบิดปราสาทตาควาย

  • ส.อ.นิติธรรม ศรีคำแซง: ได้รับบาดเจ็บสาหัส บริเวณขาข้างซ้าย
  • จ.ส.อ.อำนาจ ทัศสมบัติ: มีอาการแน่นหน้าอกและหูอื้อ จากแรงอัด

ชุดเสนารักษ์ได้ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้กับผู้บาดเจ็บทั้ง 2 นาย และนำตัวส่งเข้ารับการรักษา ณ โรงพยาบาลใกล้เคียงอย่างเร่งด่วน

เหตุการณ์ทหารเหยียบทุ่นระเบิด บริเวณ “ปราสาทตาควาย” บาดเจ็บ 2 ราย เป็นเครื่องเตือนใจถึงอันตรายที่ยังคงมีอยู่ แม้ว่าพื้นที่ดังกล่าวจะถูกยึดครองได้แล้ว การกวาดล้างทุ่นระเบิดจึงเป็นภารกิจที่สำคัญและต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้อีก

ที่มา – กองทัพภาค 2 แจ้งเหตุกำลังพลเหยียบทุ่นระเบิด บริเวณ “ปราสาทตาควาย” บาดเจ็บ 2 ราย

เสธ.ทบ. ยัน! กัมพูชาต้องประกาศหยุดยิงก่อน

เสธ.ทบ. เผยถึงการประชุม GBC ยันทหารยังคงทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตย ซึ่งยังมีการปะทะต่อเนื่อง เพื่อดำเนินการตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ย้ำจุดยืนกัมพูชาต้องประกาศหยุดยิงก่อน

วันที่ 25 ธันวาคม 2568 พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา หรือ GBC ถึงข้อยุติในการประชุมว่า คงต้องติดตาม ขณะนี้เป็นเพียงการพูดคุยของฝ่ายเลขานุการ GBC เท่านั้น ซึ่งจะมีรายละเอียดว่าสามารถตกลงอะไรกันได้บ้าง ส่วนกัมพูชาจะยอมรับข้อเสนอของฝ่ายไทยหรือไม่นั้น ขอให้รอฟังการประชุม ทั้งฝ่ายเลขานุการ GBC รวมถึงในวันที่ 27 ธ.ค.นี้ ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมทั้ง 2 ประเทศ ขอย้ำว่า ในพื้นที่หน้าที่ของเรายังคงดำเนินการอยู่ ซึ่งยังมีการปะทะอย่างต่อเนื่อง เรายังต้องทำและปฏิบัติ และทำหน้าที่นั้นให้ดีที่สุด

เมื่อถามว่า 1 ใน 3 ข้อเสนอ คือกัมพูชาต้องประกาศหยุดยิงก่อนในฐานะผู้รุกราน ปัจจุบันนี้ได้เห็นสัญญาณนั้นแล้วหรือไม่ ภายหลังได้มีการทำหนังสือมาถึงกระทรวงกลาโหม พล.อ.ชัยพฤกษ์ ตอบว่า กัมพูชาได้ส่งสัญญาณมาโดยตลอด ตั้งแต่ช่วงต้นว่าคิดและอยากปฏิบัติเช่นนั้น แต่เราไม่ได้เป็นฝ่ายที่ทำให้สถานการณ์เกิดขึ้น และเมื่อเกิดขึ้นแล้ว เราต้องปกป้องอธิปไตย

เมื่อถามว่า กัมพูชาสงวนคำพูดหลบเลี่ยงที่จะประกาศหยุดยิงก่อนโดยใช้วิธีการให้ไทยและกัมพูชาประกาศหยุดยิงพร้อมกันหรือไม่ พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า เชื่อว่าฝ่ายกัมพูชาพยายามสื่อสารกับคนไทยในประเทศเช่นนั้น เมื่อถามว่าเรายังยืนยันในจุดยืนว่า ฝ่ายกัมพูชาต้องประกาศหยุดยิงก่อนใช่หรือไม่ พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า แน่นอน

เมื่อถามว่าปัจจุบันกัมพูชาอยู่ในสภาพที่สิ้นสภาพแล้วหรือไม่ พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า ขณะนี้ได้ทำลายไปหลายส่วน กำลังที่อยู่บริเวณเขตอธิปไตยของเรา ตอนนี้ทำได้ 90% แต่ในพื้นที่ทางลึก ยุทโธปกรณ์ที่เขามีอยู่ ก็ยังมีอีกจำนวนมาก แต่ไม่ขอพูดถึงรายละเอียด คิดว่าเราดำเนินการตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้เป็นที่น่าพอใจ

กัมพูชาต้องประกาศหยุดยิงก่อน

จุดยืนของไทยชัดเจน: กัมพูชาต้องประกาศหยุดยิงก่อน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แม้จะมีการประชุม GBC แต่ยังไม่มีข้อสรุปที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ชัดเจนคือจุดยืนของประเทศไทยที่ต้องการให้กัมพูชาแสดงความรับผิดชอบด้วยการประกาศหยุดยิงก่อน

การที่กัมพูชาส่งสัญญาณว่าจะทำในลักษณะเดียวกันนั้น ยังไม่เพียงพอต่อการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ เนื่องจากเป็นผู้ที่ก่อให้เกิดสถานการณ์ความรุนแรงขึ้นก่อน การประกาศหยุดยิงจึงเป็นการแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนในการยุติความขัดแย้งและหันมาสู่การเจรจาอย่างสันติ

พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ได้ย้ำถึงความสำคัญของการปกป้องอธิปไตยของชาติ ซึ่งเป็นหน้าที่หลักของทหาร และได้กล่าวถึงความคืบหน้าในการดำเนินการในพื้นที่ โดยระบุว่าสามารถทำลายกำลังของฝ่ายตรงข้ามไปได้มาก แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งสองฝั่ง การแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีจึงเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญ การเจรจาและการสร้างความเข้าใจร่วมกันเป็นหนทางที่จะนำไปสู่การยุติความขัดแย้งอย่างยั่งยืน

การที่ประเทศไทยยืนหยัดในหลักการและจุดยืนที่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่สำคัญในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน การเจรจาใดๆ จะต้องอยู่บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน และคำนึงถึงความถูกต้องเป็นธรรม

สถานการณ์ปัจจุบันยังคงมีความไม่แน่นอน แต่การที่ประเทศไทยแสดงจุดยืนที่ชัดเจนและหนักแน่น จะช่วยให้การเจรจาเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในที่สุด สิ่งสำคัญคือการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และสนับสนุนการดำเนินการของรัฐบาลและกองทัพในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

ถึงแม้ว่าการพูดคุยและการเจรจาจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่การเตรียมพร้อมและเฝ้าระวังก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ การที่กองทัพยังคงปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยอย่างเข้มแข็ง เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยจะไม่ยอมให้ใครมารุกรานอธิปไตยของชาติ

ประเทศไทยควรใช้โอกาสนี้ในการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน และสร้างความเข้าใจอันดี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งในอนาคต การทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ จะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย และนำไปสู่ความสงบสุขในภูมิภาค

การยืนยันว่า กัมพูชาต้องประกาศหยุดยิงก่อน ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะนำไปสู่การเจรจาอย่างจริงจัง และแสดงถึงความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี การที่ประเทศไทยยึดมั่นในหลักการนี้ จะช่วยให้การเจรจาเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง และนำไปสู่การยุติความขัดแย้งอย่างยั่งยืน

ที่มา – เสธ.ทบ. ยันทหารยังคงทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตย ย้ำกัมพูชาต้องประกาศหยุดยิงก่อน

กัมพูชาขอเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC

กองบัญชาการกองทัพไทยเปิดเผยว่า “กระทรวงกลาโหมกัมพูชา” ได้ส่งหนังสือทางการเพื่อขอเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC (General Border Committee) ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-27 ธันวาคม 2568 ณ จังหวัดจันทบุรี โดยทางไทยได้ย้ำถึงความจำเป็นในการพิสูจน์ความจริงใจตามเงื่อนไขหลัก 3 ประการ

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 เวลา 18.30 น. เพจเฟซบุ๊ก กองบัญชาการกองทัพไทย Royal Thai Armed Forces Headquarters ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับเรื่องที่กัมพูชาส่งหนังสือทางการขอเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC โดยทางไทยได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการพิสูจน์ความจริงใจตามเงื่อนไขหลักทั้ง 3 ข้อ

ดังที่กระทรวงการต่างประเทศได้แสดงจุดยืนเกี่ยวกับเงื่อนไขการหยุดยิงบริเวณพื้นที่ชายแดน โดยได้ระบุว่าฝ่ายกัมพูชาจะต้องแสดงเจตจำนงผ่านการปฏิบัติ 3 ประการ ได้แก่ การประกาศหยุดยิงก่อน, การยุติการใช้กำลังอย่างต่อเนื่อง และความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างเป็นรูปธรรม

กัมพูชายื่นหนังสือขอเจรจาหยุดยิง

ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 กระทรวงกลาโหมกัมพูชาได้ส่งหนังสืออย่างเป็นทางการถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทย เพื่อแสดงความประสงค์ที่จะเจรจาหยุดยิง ซึ่งถือเป็นก้าวที่สำคัญภายใต้กรอบเงื่อนไขที่ทางไทยได้กำหนดไว้

ทั้งนี้ จากการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนสมัยพิเศษเมื่อวันที่ 22 ธันวาคมที่ผ่านมา ได้นำไปสู่การจัดประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ตามข้อเสนอของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-27 ธันวาคม 2568 ณ จังหวัดจันทบุรี โดยฝ่ายไทยมี พลเอก ณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร และฝ่ายกัมพูชามี Major General Nhem Boraden เป็นหัวหน้าคณะการประชุม

กัมพูชาขอเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อน ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจและความร่วมมือจากทั้งสองฝ่าย การที่กัมพูชายื่นข้อเสนอในการเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี อย่างไรก็ตาม การเจรจาจะประสบความสำเร็จได้นั้น จำเป็นต้องมีการดำเนินการตามเงื่อนไขที่ทางไทยได้กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแสดงความจริงใจในการหยุดยิงและยุติการใช้กำลังอย่างต่อเนื่อง

การมีส่วนร่วมในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญ เนื่องจากทุ่นระเบิดที่ถูกฝังไว้ตามแนวชายแดนเป็นอันตรายต่อประชาชนทั้งสองฝั่ง การร่วมมือกันในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอื่นๆ ในอนาคต

การประชุม GBC ที่จังหวัดจันทบุรีจึงเป็นโอกาสอันดีที่ทั้งสองฝ่ายจะได้หารือและทำความเข้าใจซึ่งกันและกันอย่างใกล้ชิด เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนตามแนวชายแดน การที่ทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงในการหยุดยิงและร่วมมือกันในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดได้ จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ

สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธีและการเจรจาเป็นแนวทางที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย การพัฒนาความร่วมมือในด้านต่างๆ เช่น เศรษฐกิจ การค้า และวัฒนธรรม จะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์และความเข้าใจซึ่งกันและกัน และนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาค

สำหรับการเจรจากัมพูชาขอเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC ในครั้งนี้ ทางฝั่งไทยเองก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น และต้องยึดมั่นในหลักการและผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ การเจรจาจะต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและสวัสดิภาพของประชาชนเป็นอันดับแรก

การติดตามข่าวสารและความคืบหน้าของการเจรจาเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและรอบด้าน และสามารถมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและสนับสนุนการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี

ในสถานการณ์ที่กัมพูชาขอเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC, เราควรร่วมกันส่งเสริมให้เกิดการเจรจาที่สร้างสรรค์และนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน เพื่อความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองของทั้งสองประเทศ

การที่กัมพูชาขอเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC นั้น จะนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นได้อย่างไร ต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา – กองบัญชาการกองทัพไทย เผยหนังสือที่ “กัมพูชา” ส่งขอเจรจาหยุดยิง ตามกลไก GBC

AT-6 วูฟเวอร์รีน: เขี้ยวเล็บ ทอ.ไทย สุดแม่นยำ!

แม่นยำ หนักหน่วง รุนแรง ราบคาบ! เขี้ยวเล็บวูฟเวอร์รีน ทอ. ไทย Beechcraft AT-6 Wolverine

Beechcraft® AT-6 Wolverine คืออากาศยานรบหลายภารกิจ ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการในการปฏิบัติการรบทางอากาศ หรือลาดตระเวนถ่ายภาพพื้นที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ พัฒนาโดย Beechcraft® บริษัทเดียวกับที่ส่งมอบเครื่องบิน T-6A ให้กับกองทัพอากาศสหรัฐฯ และเครื่องบิน T-6B ของกองทัพเรือสหรัฐฯ จุดเด่นคือคอมพิวเตอร์ควบคุมการบินจากเครื่อง Lockheed Martin A-10C พร้อมห้องนักบิน CMC Esterline และระบบจัดการการบิน

การจัดหา เครื่องบินโจมตีเบา AT-6 Wolverine มีเป้าหมายเพื่อทดแทนเครื่องบินฝึก-ขับไล่ไอพ่น L-39 ZA/ART ที่มีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 25 ปี ซึ่งถูกทยอยปลดประจำการไปแล้ว โดย L-39 เคยประจำการอยู่ที่กองบิน 41 จ.เชียงใหม่ ทำหน้าที่ฝึกนักบินขับไล่ไอพ่น ก่อนที่จะไปบินกับเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงกว่า เช่น เอฟ-5TH ซุปเปอร์ไทกริส หรือ เอฟ-16 เอ/บี ไฟท์ติ้งฟัลคอน นอกจากนี้ยังสามารถใช้เป็นเครื่องบินขับไล่เบา และสนับสนุนการโจมตีภาคพื้นดินด้วยอาวุธจรวดและระเบิดต่างๆ ได้อีกด้วย

AT-6E เป็นเครื่องบินเครื่องยนต์ใบพัดแบบเทอร์โบพร็อพ โจมตีเบา/ลาดตระเวนติดอาวุธ พัฒนาจากเครื่องบินฝึกหลัก T-6 เจ้า Wolverine ที่มีกรงเล็บแหลมคม มาพร้อมกับคอมพิวเตอร์ควบคุมภารกิจที่ติดตั้งอยู่ในเครื่องบินโจมตี A-10C ส่วนคันเร่งและคันบังคับแบบ Hands-on (HOTAS) นำมาจากเครื่อง F-16, ระบบส่งสัญญาณติดหมวก (HMCS) และห้องนักบินระบบดิจิทัลพร้อม MFD สำหรับการนำทาง เซ็นเซอร์ และการจัดการ/ระบบยิงอาวุธแบบบูรณาการ สามารถบรรทุกอาวุธอากาศสู่พื้นได้หลากหลายชนิด ติดตั้งเซ็นเซอร์ EO/IR MX-15D เพื่อใช้ในการเล็งเป้าหมายและ ISR ทางยุทธวิธี

ในสงครามอีเล็กทรอนิกส์ AT-6 ติดตั้งระบบเชื่อมโยงข้อมูล LINK-16/SADL, ระบบ FMV/ROVER แบบเรียลไทม์สำหรับการเชื่อมต่อกับกองกำลังภาคพื้นดิน และระบบ VHF/UHF/SATCOMS ทางยุทธวิธี เดิมที AT-6 ถูกเสนอให้ใช้งานในภารกิจโจมตีเบา/ลาดตระเวนติดอาวุธ (LAAR) ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ซึ่งถูกปรับลดงบประมาณลงเมื่อสิบปีก่อน

กองทัพอากาศสหรัฐฯ ได้เริ่มดำเนินการอีกครั้งในปี 2560 เพื่อลดแรงกดดันต่อฝูงบินที่มีอยู่ โดยจัดหา AT-6 Wolverine สองเครื่อง (และ A-29 Super Tucano ของ AFSOC อีกสองเครื่อง) เพื่อพัฒนา CAS/ISR น้ำหนักเบา สำหรับประเทศพันธมิตร อย่าง โคลอมเบีย ไนจีเรีย ไทย และตูนิเซีย เพื่อพัฒนายุทธวิธีโจมตีเบา/ISR ร่วมกับ AERONet

เครื่องบินโจมตีแบบที่ 8 บ.จ.8 Beechcraft AT-6TH Wolverine ฝูงบิน 411 กองบิน 41 เชียงใหม่ กองทัพอากาศไทย (RTAF: Royal Thai Air Force) หมายเลข “41102” ได้เริ่มต้นทำการฝึกบินในพื้นที่ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. 2567 (2024) ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันสถาปนากองบิน 41 เชียงใหม่ กองทัพอากาศไทยได้รับมอบเครื่องบินโจมตี บ.จ.8 AT-6TH Wolverine สองเครื่องแรก หมายเลข “41101” และ “41102” เข้าประจำการ ณ ฝูงบิน 411 กองบิน 41 เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

ทำไมต้อง AT-6 Wolverine?

ย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีก่อน กองทัพอากาศไทยได้ลงนามสัญญาจัดหาเครื่องบินโจมตี บ.จ.8 AT-6TH จำนวน 8 เครื่องวงเงิน 4,314,039,908.80 บาท ($143 million) เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 (2021) โดยฝูงบิน 411 จะได้รับมอบครบ 8 เครื่องภายในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 (2025) การจัดหาเครื่องบินโจมตี AT-6TH ยังรวมถึงการถ่ายทอดวิทยาการแก่เจ้าหน้าที่ของ ทอ. ไทย เช่นเดียวกับเครื่องบินฝึกแบบที่ 22 บ.ฝ. 22 Beechcraft T-6TH Texan II(T-6C) ของโรงเรียนการบินกำแพงแสนกองทัพอากาศไทย ที่ได้รับมอบครบจำนวน 12 เครื่อง ในปี พ.ศ. 2566 (2023) โดยมีพื้นฐานร่วมกัน

กองทัพอากาศไทยส่งนักบินชุดรับมอบจำนวน 8 นาย เข้ารับการฝึกหลักสูตรครูการบิน(Flight Instructor) และนักบินลองเครื่อง(Test Pilot) ณ บริษัท Textron Aviation Defense สหรัฐฯใน Wichita มลรัฐ Kansas ระหว่างวันที่ 12 กุมภาพันธ์-15 พฤษภาคม พ.ศ.2567 และได้สำเร็จการศึกษากลับมายังไทยและเริ่มจัดตั้งการฝึกในประเทศแล้ว

เช่นเดียวกับเครื่องบินฝึก บ.ฝ.22 T-6TH บ.จ.8 AT-6TH สองเครื่องแรก ถูกจัดส่งทางเรือมาไทยได้เข้าสู่โครงการประกอบขั้นสุดท้าย (Final Reassembly Program) โดยโรงงานอากาศยานของ บริษัทอุตสาหกรรมการบินจำกัด (TAI: Thai Aviation Industries) ในอำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ใกล้กับ กองบิน 4 ตาคลี ตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2567 เครื่องบินที่เหลือ ถูกประกอบและส่งมอบเพิ่มเติมจนครบ

เครื่องบินโจมตีเบา AT-6TH ติดตั้งเครื่องยนต์ใบพัดแบบ turboprop ให้กำลัง 1,600 แรงม้า ทำความเร็วสูงสุดได้ 858 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (316knots) เพดานบินสูงสุด 9,949 เมตร (31,000 feet) พิสัยบิน 3,194 กิโลเมตร (1,725nmi) น้ำหนักภารกรรมบรรทุก 1,864 กิโลกรัม (4,110lbs) ติดระบบตรวจจับกล้อง electro-optic/infrared(EO/IR) แบบ WESCAM MX-15Di ในตำแหน่งใต้โครงสร้างลำตัวกลางเครื่อง

ระบบอาวุธของ AT-6 Wolverine

ตำแหน่งติดอาวุธ 7 จุด ใต้ปีกข้างละ 3 จุด ใต้ลำตัว 1 จุด เลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมของภารกิจ ทั้งกระเปาะปืนกล .50 คาลิเบอร์ ความจุกระสุน 400 นัด และอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น AGM-114 Hellfire หรือปืนใหญ่อากาศขนาด 20 มิลลิเมตร จรวดไม่นำวิถีขนาด 2.75 นิ้ว ไฮดรา จรวดนำวิถีด้วยเลเซอร์ APKWS อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นแบบ เอจีเอ็ม-142 เฮลไฟร์ ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ GBU 12 Paveway I, GBU-58 Paveway II, GBU-49 และ GBU-59 enhanced Paveway II ระเบิดไม่นำวิถี MK 81 ขนาด 250 ปอนด์ และ MK 82 ขนาด 500 ปอนด์

เครื่อง AT-6TH ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับภารกิจ ได้แก่

  • การบินสนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิด (Close Air Support)
  • ผู้ควบคุมอากาศยานหน้า(Forward Air Control-Airborne)
  • การลาดตระเวนรบติดอาวุธ (Armed Reconnaissance)
  • การโจมตีทางอากาศ (Air Strike)
  • การเฝ้าระวัง การข่าวกรองและการลาดตระเวน (Surveillance and Reconnaissance : ISR)
  • การบินค้นหาช่วยชีวิตในพื้นที่การรบ (Combat Search and Rescue)
  • การสนับสนุนการบรรเทาสาธารณภัย (Disaster Area Imagery)
  • การถ่ายภาพภัยพิบัติ (Disaster Area Imagery)
  • การสนับสนุนปฏิบัติการบินควบคุมไฟป่า

รวมทั้งการบูรณาการความร่วมมือสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐในภารกิจด้านความมั่งคง การรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ และการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน

AT-6 Wolverine มี ISR ที่ทำงานเข้ากันได้กับอุปกรณ์ที่หลากหลาย ระบบกำหนดเป้าหมาย มีชุดเซ็นเซอร์ L3 Wescam MX-15D ประกอบด้วยกล้อง และ IR เครื่องระบุตำแหน่งด้วยเลเซอร์ เครื่องวัดระยะด้วยเลเซอร์

ห้องนักบินของเครื่องบิน AT-6 Wolverine ถูกสร้างขึ้นสำหรับนักรบยุคใหม่ โดยผสานห้องนักบินกระจกดิจิทัลและ HUD ระบบนำทางยุทธวิธี จอแสดงผลเซ็นเซอร์ การจัดการอาวุธ และโหมดการส่งมอบอาวุธ ระบบภารกิจรบ A-10C ล็อกฮีด มาร์ติน ห้องนักบิน CMC ระบบจัดการเที่ยวบิน และจอแสดงผลแบบมัลติฟังก์ชัน SparrowHawk HUD พร้อมระบบนำทางแบบบูรณาการและการยิงอาวุธปล่อยต่างๆ การควบคุมคันเร่งและควบคุมคันบังคับ (HOTAS) จากเครื่อง F-16.

โดยรวมแล้ว Beechcraft AT-6 Wolverine ถือเป็นเครื่องบินโจมตีเบาที่มีศักยภาพสูง เหมาะสมกับภารกิจที่หลากหลายของกองทัพอากาศไทย และเป็นกำลังสำคัญในการรักษาความมั่นคงของชาติ

ที่มา – แม่นยำ หนักหน่วง รุนแรง ราบคาบ! เขี้ยวเล็บวูฟเวอร์รีน ทอ. ไทย Beechcraft AT-6 Wolverine

Scroll to top