แม่ทัพภาคที่ 4

“อนุทิน” ให้อำนาจ “วันนอร์” สั่งการแก้ชายแดนใต้ เสมือนนายกฯ

ในสถานการณ์ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยืดเยื้อมานาน “อนุทิน” ให้อำนาจ “วันนอร์” สั่งการแก้ชายแดนใต้ เสมือนเป็นนายกฯ ถือเป็นข่าวสำคัญที่สร้างความหวังให้ประชาชนในพื้นที่ โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ดูแลการแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด

“อนุทิน” ให้อำนาจ “วันนอร์” สั่งการแก้ชายแดนใต้ เสมือนเป็นนายกฯ

วันที่ 23 เมษายน 2569 ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทินได้เปิดเผยหลังหารือกับนายวันมูหะมัดนอร์ โดยเน้นย้ำถึงการสร้างความเข้าใจกับโรงเรียนปอเนาะและตาดีกาในพื้นที่ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของชุมชนมุสลิม นายกฯ ระบุว่า ได้ขอให้ “วันนอร์” สั่งการในนามของตนได้เลย โดยใช้แนวทางไมตรีจิตและความเป็นพี่น้อง ไม่ใช่การใช้กฎหมายหรืออำนาจแบบแข็งกร้าว ทั้งสองฝ่ายเห็นด้วยอย่างเต็มที่

การขยายผลคดียิง ส.ส.กมลศักดิ์

อีกประเด็นที่ถกเถียงกันคือคดียิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ซึ่งตำรวจจับผู้กระทำผิดได้แล้ว และจะขยายผลไปถึงผู้บงการอย่างแน่นอน นายอนุทินยืนยันว่า ไม่มีตัดตอน ต้องทำตามขั้นตอนกฎหมายให้ครบถ้วน เพื่อความยุติธรรมและสร้างความเชื่อมั่น

  • จับกุมผู้กระทำผิดเรียบร้อย
  • สอบสวนขยายผลถึงผู้บงการ
  • ยืนยันไม่มีการแทรกแซงหรือตัดตอน

คำแนะนำจาก “วันนอร์” และการลงพื้นที่

นายวันมูหะมัดนอร์ให้คำแนะนำมากมาย โดยยืนยันว่ายังแข็งแรงพอที่จะลงพื้นที่ร่วมคณะนายกฯ และพร้อมร่วมหารือกับประเทศมุสลิม ด้วยเครือข่ายที่กว้างขวางทั้งในและต่างประเทศ นายอนุทินชื่นชมและมองว่าเป็นโอกาสดีที่จะเร่งรัดภารกิจให้สำเร็จ หากช่วยคลี่คลายปัญหาสามจังหวัดชายแดนได้ แค่นี้ก็คุ้มค่าที่สุด

นอกจากนี้ ยังมีการหารือกับพลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยทุกฝ่ายเข้าใจตรงกัน ไม่มีความขัดแย้ง ทุกอย่างมุ่งสู่ความมั่นคงของประเทศ

การแต่งตั้งนายฐนัตถ์ หัวหน้าคณะเจรจาสันติสุข

นายอนุทินยังประกาศแต่งตั้งนายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้ เนื่องจากมีเครือข่ายแน่น รอบรู้ข้อมูลเชิงลึก และเคยทำงานร่วมกันมานาน เหมาะสมกับสมัยเจรจาที่สองของรัฐบาลชุดนี้ คาดว่าจะนำไปสู่สันติสุขที่ยั่งยืน

ปัญหาชายแดนภาคใต้เป็นบาดแผลเก่าของชาติที่ต้องการแนวทางสร้างสรรค์แบบนี้ การมอบอำนาจให้ “วันนอร์” ซึ่งมีอิทธิพลในชุมชนมุสลิม จะช่วยประสานทุกฝ่ายได้ดี โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการและฝ่ายปกครอง หลีกเลี่ยงความขัดแย้งเพิ่มเติม

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา การแก้ปัญหาต้องอาศัยความไว้วางใจและเครือข่ายท้องถิ่น ซึ่ง “วันนอร์” มีครบถ้วน หากดำเนินต่อเนื่อง ก็น่าจะเห็นความคืบหน้าภายในปีนี้

คุณคิดอย่างไรกับการมอบอำนาจนี้? มันจะนำสันติสุขมาสู่ชายแดนใต้ได้จริงหรือไม่? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้กันนะครับ

ที่มา – “อนุทิน” ให้อำนาจ “วันนอร์” สั่งการแก้ชายแดนใต้ เสมือนเป็นนายกฯ

“ประเสริฐ” เผยเชิญปอเนาะ-ตาดีกา 29 เม.ย.

ในวงการการศึกษาไทยกำลังมีข่าวสำคัญที่ทุกคนให้ความสนใจ โดย“ประเสริฐ” เผย 29 เม.ย.นี้ เชิญผู้บริหารสถาบันปอเนาะ-ตาดีกา หารือที่ ศธ. ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐกับสถาบันการศึกษาเอกชนในพื้นที่ภาคใต้ของไทย ข่าวนี้มาจากนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2567 ที่เมืองทองธานี

“ประเสริฐ” เผย 29 เม.ย.นี้ เชิญผู้บริหารสถาบันปอเนาะ-ตาดีกา หารือที่ ศธ.

นายประเสริฐ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาความไม่เข้าใจระหว่างแม่ทัพภาคที่ 4 กับสถาบันปอเนาะและโรงเรียนตาดีกา โดยระบุว่าจะเชิญผู้บริหารเหล่านี้มาพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกันที่กระทรวงศึกษาธิการในวันที่ 29 เมษายนนี้ จริงๆ แล้ว สถาบันเหล่านี้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ซึ่งทำงานบูรณาการกันมาโดยตลอด ไม่มีปัญหาใหญ่โตอะไร เพียงแต่ต้องการทำงานใกล้ชิดมากขึ้นเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและวางแผนการทำงานร่วมกันในอนาคต

ปูมหลังปัญหาและความสำคัญของการหารือ “ประเสริฐ” เผย 29 เม.ย.นี้

สถาบันปอเนาะและตาดีกาเป็นโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามแบบดั้งเดิมที่ตั้งอยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่น ปัตตานี ยะลา นราธิวาส มีบทบาทสำคัญในการให้การศึกษาแก่เด็กมุสลิม โดยเน้นหลักสูตรศาสนาควบคู่กับวิชาการทั่วไป อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีความเข้าใจผิดพลาดระหว่างหน่วยงานความมั่นคงอย่างแม่ทัพภาคที่ 4 กับสถาบันเหล่านี้ เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ ทำให้บางครั้งเกิดความกังวลเรื่องหลักสูตรหรือการบริหารจัดการ

ผู้สื่อข่าวถามนายประเสริฐถึงวิธีทำความเข้าใจ โดยเฉพาะเมื่อสังคมมักมองสถาบทเหล่านี้ในแง่ลบ รัฐมนตรีตอบอย่างชัดเจนว่าไม่มีปัญหาอะไรเลย เพราะ สช. ดูแลอย่างเข้มงวด ที่ผ่านมาทุกฝ่ายทำงานร่วมกันมาโดยตลอด การพูดคุยครั้งนี้จึงมุ่งเน้นแนวทางอนาคต รวมถึงประเด็นทั่วไปที่โรงเรียนเอกชนต้องการ เช่น การพัฒนาหลักสูตร การสนับสนุนงบประมาณ และการบูรณาการกับระบบการศึกษาของรัฐ

บทบาทของ สช. ในการกำกับดูแลปอเนาะ-ตาดีกา

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) มีหน้าที่หลักในการกำกับดูแลโรงเรียนเอกชนทั้งหมดทั่วประเทศ รวมถึงปอเนาะและตาดีกาด้วย โดยต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการศึกษาเอกชน พ.ศ. 2550 ซึ่งกำหนดให้หลักสูตรต้องได้มาตรฐาน สถานศึกษาต้องมีคุณสมบัติครบถ้วน และครูผู้สอนต้องมีใบอนุญาต สถาบันเหล่านี้ได้ปรับตัวเข้ากับระบบรัฐมากขึ้น เช่น การสอบ O-NET การรับทุนการศึกษา และการใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอน

  • การตรวจสอบหลักสูตรศาสนาและวิชาการให้สอดคล้องกับมาตรฐานชาติ
  • การสนับสนุนด้านบุคลากรและสิ่งอำนวยความสะดวก
  • การประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นและความมั่นคง
  • การพัฒนานักเรียนให้มีทักษะสมัยใหม่ควบคู่คุณธรรม

การหารือครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความไว้วางใจ และลดช่องว่างความเข้าใจผิด ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเด็กนักเรียนกว่า 10,000 คนในสถาบันเหล่านี้

ประโยชน์ที่คาดหวังจากการพูดคุย

“ประเสริฐ” เผย 29 เม.ย.นี้ เชิญผู้บริหารสถาบันปอเนาะ-ตาดีกา หารือที่ ศธ. จะไม่ใช่แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกันอย่างยั่งยืน เช่น การพัฒนาหลักสูตรสองภาษาไทย-อาหรับ การฝึกอบรมครู การเชื่อมโยงกับอาชีวะเพื่อสร้างงาน และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในห้องเรียน นอกจากนี้ ยังช่วยลดภาพลบในสายตาสังคม โดยแสดงให้เห็นว่าสถาบันเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การศึกษาในภาคใต้ต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เด็กทุกคนมีโอกาส平等 โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม การเคลื่อนไหวของกระทรวงศึกษาธิการครั้งนี้จึงน่าประชุมอย่างยิ่ง

สุดท้ายนี้ การหารือดังกล่าวเป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการพัฒนาการศึกษาแบบ inclusive ชวนทุกท่านติดตามผลการประชุมวันที่ 29 เมษายนนี้ เพื่อเห็นถึงความก้าวหน้าที่จะเกิดขึ้นกับอนาคตของเยาวชนภาคใต้

ที่มา – “ประเสริฐ” เผย 29 เม.ย.นี้ เชิญผู้บริหารสถาบันปอเนาะ-ตาดีกา หารือที่ ศธ.

“อนุทิน” ขอโทษแทนแม่ทัพ 4 ป้องลูกน้องพูดพลาดเพราะเครียด

ในสถานการณ์การเมืองและความมั่นคงที่ตึงเครียดของภาคใต้ “อนุทิน” ขอโทษแทนแม่ทัพ 4 ป้องลูกน้องพูดพลาดเพราะเครียด ยันไม่เหมาเข่งปอเนาะ ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตามอง โดยเฉพาะหลังจากเกิดดราม่าคำพูดของแม่ทัพภาคที่ 4 ที่ทำให้พี่น้องมุสลิมและสถาบันปอเนาะรู้สึกไม่สบายใจ รัฐบาลโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาชี้แจงและขอโทษอย่างเป็นทางการ เพื่อคลายความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดนใต้

“อนุทิน” ขอโทษแทนแม่ทัพ 4 ป้องลูกน้องพูดพลาดเพราะเครียด ยันไม่เหมาเข่งปอเนาะ

วันที่ 17 เมษายน 2569 หลังประชุมติดตามงานความมั่นคงที่ค่ายสิรินธร จังหวัดปัตตานี นายอนุทินได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าว โดยยอมรับว่าคำพูดของแม่ทัพภาคที่ 4 อาจไม่ครบถ้วนหรือผิดพลาด เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาเผชิญสถานการณ์รุมเร้าและแรงกดดันจากส่วนกลาง ทำให้ตอบคำถามภายใต้ความเครียด แม้เจ้าตัวจะทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ แต่ไม่มีเจตนาร้ายใดๆ นายอนุทินยังได้ทำความเข้าใจกับประธานที่ปรึกษา ศอ.บต. และตัวแทนสมาคมโรงเรียนเอกชนภาคใต้แล้ว โดยย้ำชัดว่าคำพูดนั้นไม่ได้หมายถึงปอเนาะทุกแห่ง แต่เฉพาะบางจุดที่มีปัญหาเท่านั้น

กรณี “อนุทิน” ขอโทษแทนแม่ทัพ 4 และพัฒนาการคดียิง ส.ส.กมลศักดิ์

นอกจากประเด็นปอเนาะแล้ว นายอนุทินยังอัปเดตความคืบหน้าคดียิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ โดยยืนยันว่าคดีเดินหน้าอย่างโปร่งใส ตำรวจจับผู้ต้องหาได้เกือบครบทีม และกำลังขยายผลต่อ รัฐบาลจะไม่ตัดตอนกระบวนการยุติธรรมเด็ดขาด เพราะเชื่อว่าความยุติธรรมคือพื้นฐานของสันติสุขที่แท้จริง การให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนในพื้นที่

ปอเนาะคือสถาบันการศึกษาที่สำคัญของชุมชนมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำหน้าที่สอนศาสนาและวิชาชีพให้เยาวชน การที่คำพูดของเจ้าหน้าที่ทหารกระทบต่อภาพลักษณ์ของปอเนาะ จึงสร้างความกังวลในสังคม แต่การขอโทษอย่างรวดเร็วจากนายอนุทิน แสดงให้เห็นถึงความ sensitive ต่อวัฒนธรรมท้องถิ่น

วิสัยทัศน์อนาคต: ชายแดนใต้สู่แหล่งอาหารฮาลาลโลก

นายอนุทินยังมองการณ์ไกล โดยชี้โอกาสจากวิกฤตสงครามตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง “น้ำมันกินไม่ได้ แต่ไทยมีอาหาร” จึงผลักดันจังหวัดชายแดนใต้ให้เป็นแหล่งผลิตอาหารฮาลาลชั้นนำของโลก เพื่อดึงดูดนักลงทุนและสร้างรายได้ให้ชาวบ้าน สร้างความสมานฉันท์ผ่านภาพอิหม่ามมุสลิมช่วยบีบขาให้พระสงฆ์ที่เจ็บป่วย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ความสามัคคีที่รัฐบาลจะใช้ขับเคลื่อนพัฒนาพื้นที่

  • ขอโทษและชี้แจงทันที เพื่อคลายดราม่า
  • ยืนยันไม่ตัดตอนคดี สร้างความเชื่อมั่น
  • ผลักดันเศรษฐกิจฮาลาล สู้วิกฤตโลก
  • เน้นสมานฉันท์ข้ามศาสนา

การเคลื่อนไหวของ “อนุทิน” ขอโทษแทนแม่ทัพ 4 ป้องลูกน้องพูดพลาดเพราะเครียด ยันไม่เหมาเข่งปอเนาะ ครั้งนี้ ไม่เพียงคลายความขัดแย้ง แต่ยังสะท้อนนโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับความยุติธรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืนในภาคใต้ หากรัฐบาลดำเนินต่อเนื่องแบบนี้ สันติภาพอาจใกล้เข้ามา

คุณคิดอย่างไรกับกรณีนี้? การขอโทษช่วยแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลถึงมือคนอื่นๆ กันนะครับ!

ที่มา – “อนุทิน” ขอโทษแทนแม่ทัพ 4 ป้องลูกน้องพูดพลาดเพราะเครียด ยันไม่เหมาเข่งปอเนาะ

นายกฯ ถึงนราธิวาส แม่ทัพภาค 4 รอต้อนรับ หลังดรามาเดือด

นายกฯ ถึงนราธิวาส แม่ทัพภาค 4 รอต้อนรับ หลังดรามาเดือด ก่อนมอบนโยบายที่ ศอ.บต. เป็นเหตุการณ์ที่หลายคนจับตามอง หลังจากมีกระแสข่าวดรามาร้อนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2567 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางถึงท่าอากาศยานนราธิวาส เวลา 09.28 น. ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากผู้ว่าราชการจังหวัด พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และคณะผู้บริหารท้องถิ่น

นายกฯ อนุทิน ทักทายแม่ทัพภาค 4 ที่นราธิวาส

ภาพที่ทุกคนประทับใจคือ นายกฯ อนุทิน ทักทายและสวมกอด พล.ท.นรธิป อย่างเป็นกันเอง สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้นำรัฐบาลกับกองทัพ แม้ก่อนหน้านี้จะมีดรามาเดือดในพื้นที่ที่ทำให้สังคมกังวล แต่เหตุการณ์นี้ช่วยคลายความตึงเครียดได้อย่างมาก ผู้ว่าราชการจังหวัดบุญช่วย หอมยามเย็น พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. และนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการ ศอ.บต. ต่างมารอต้อนรับอย่างพร้อมเพรียง

การต้อนรับนายกฯ ที่ท่าอากาศยานนราธิวาส

นายกฯ ถึงนราธิวาส แม่ทัพภาค 4 รอต้อนรับ หลังดรามาเดือด ก่อนมอบนโยบายที่ ศอ.บต.

หลังจากนั้น นายบุญช่วยและพล.ท.นรธิป ได้รายงานสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ นายกฯ ฟังอย่างละเอียด โดยเฉพาะปัญหาความมั่นคงและการพัฒนา นายกฯ ในฐานะผู้บัญชาการกองอาสารักษาดินแดน (ผบ.บก.อส.) ยังได้ตรวจแถวกำลังพลอส.ที่มารักษาความปลอดภัยในการตรวจราชการครั้งนี้ ภาพกำลังพลยืนแถวตระหง่าน สร้างความมั่นใจให้ประชาชนในพื้นที่

นายกฯ ตรวจแถวกองอาสารักษาดินแดนภาพตรวจราชการนายกฯ ที่นราธิวาส

การเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์สู่ ศอ.บต.

จากท่าอากาศยาน นายกฯ และคณะเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ไปยังศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เพื่อมอบนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาพื้นที่ชายแดนใต้ นโยบายเหล่านี้ครอบคลุมด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และการศึกษา โดยเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืนและสร้างสันติภาพถาวร นอกจากนี้ยังตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้กำลังใจและติดตามความก้าวหน้า

บริบทดรามาเดือดก่อนหน้า

ก่อนเกิดเหตุการณ์ นายกฯ ถึงนราธิวาส แม่ทัพภาค 4 รอต้อนรับ มีดรามาเดือดในพื้นที่ โดยเฉพาะประเด็นการบริหารจัดการและความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานท้องถิ่นกับกองทัพ ซึ่งถูกนำมาพูดถึงในโซเชียลมีเดียอย่างกว้างขวาง แต่การปรากฏตัวของนายกฯ ครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความเป็นเอกภาพของทุกฝ่ายในการขับเคลื่อนงานเพื่อประชาชน

ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นประเด็นเรื้อรังมานาน รัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญสูง โดยมีงบประมาณและโครงการพัฒนาจำนวนมาก เช่น โครงการสร้างอาชีพ สร้างโรงเรียน สร้างโครงสร้างพื้นฐาน และกระบวนการพูดคุยสันติภาพ การเยือนครั้งนี้ของนายกฯ จึงไม่ใช่แค่พิธีการ แต่เป็นการยืนยันเจตนารมณ์ที่ชัดเจน

  • การต้อนรับอย่างอบอุ่น สร้างภาพลักษณ์บวก
  • มอบนโยบายแก้ปัญหาโดยตรง
  • ตรวจเยี่ยมกำลังพล เพิ่มขวัญกำลังใจ
  • รายงานสถานการณ์เพื่อปรับแผนงาน

เหตุการณ์นี้ยังช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนในพื้นที่ ว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ในมุมมองของผม การสวมกอดกันอย่างเป็นกันเองระหว่างนายกฯ กับแม่ทัพภาค 4 คือสัญลักษณ์ของความสามัคคีที่จังหวัดชายแดนใต้ต้องการมากที่สุดตอนนี้

คุณคิดอย่างไรกับการตรวจราชการครั้งนี้? มันจะช่วยคลายดรามาและนำพาสันติภาพมาสู่ภาคใต้ได้หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองและพัฒนาพื้นที่ชายแดนใต้จากเรา!

ที่มา – นายกฯ ถึงนราธิวาส แม่ทัพภาค 4 รอต้อนรับ หลังดรามาเดือด ก่อนมอบนโยบายที่ ศอ.บต.

สมาคมนักข่าวฯ ประณาม จี้หยุดใช้ “ไอโอ” คุกคามสื่อมวลชน

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลเวียนอย่างรวดเร็ว การคุกคามสื่อมวลชนผ่านปฏิบัติการข่าวสารหรือ IO ถือเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อเสรีภาพการแสดงออกและประชาธิปไตย ล่าสุด สมาคมนักข่าวฯ ประณาม จี้หยุดใช้ “ไอโอ” คุกคามสื่อมวลชน หลังเกิดเหตุนักข่าวชื่อดังถูกโจมตีอย่างเป็นระบบ เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาของคนในวงการสื่อ แต่ส่งผลกระทบต่อทุกคนที่ต้องการความจริง

สมาคมนักข่าวฯ ประณาม จี้หยุดใช้ “ไอโอ” คุกคามสื่อมวลชน

วันที่ 15 เมษายน 2569 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โดยฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อพฤติกรรมที่ใช้ IO คุกคามนางสาวฐปนีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวจาก The Reporters เหตุเกิดหลังจากเธอตั้งคำถามในงานแถลงข่าวของแม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เกี่ยวกับการลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ

แม่ทัพภาคที่ 4 ตอบกลับด้วยคำว่า “ถ้าเป็นผม ไม่ปล่อยให้รอดหรอก” คำพูดนี้สร้างความตระหนกให้สังคม โดยเฉพาะจากผู้บังคับบัญชาระดับสูง ทันทีที่คำถามดังกล่าวถูกถาม เพจโซเชียลมีเดียหลายเพจต่างพากันโพสต์ข้อความใส่ร้ายนักข่าวคนนี้อย่างพร้อมเพรียง ลักษณะนี้ชัดเจนว่าเป็นการประสานงาน ไม่ใช่ความเห็นธรรมดาของประชาชน

สมาคมนักข่าวฯ ประณาม จี้หยุดใช้ “ไอโอ” คุกคามสื่อมวลชน-บิดเบือนข้อเท็จจริง

สมาคมยืนยันว่าการตั้งคำถามของนักข่าวเป็นสิทธิและหน้าที่หลัก เพื่อตอบสนองความสงสัยของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่แถลงข่าวของเจ้าหน้าที่รัฐ ปัญหาอยู่ที่ท่าทีของผู้มีอำนาจ ไม่ใช่คำถาม การตอบโต้ด้วยการโจมตีหรือสร้างกระแสเกลียดชังถือเป็นการคุกคามความปลอดภัยของสื่อ

ปฏิบัติการ IO ในพื้นที่ชายแดนใต้ถูกวิจารณ์มานาน ทั้งในสภาและภาคประชาสังคม มันถูกใช้สร้างเรื่องเล่าเพื่อตีตราผู้เห็นต่าง ไม่ว่าจะนักการเมือง ประชาชน หรือสื่อ ปัจจุบันยกระดับมาทำลายความน่าเชื่อถือของผู้ตรวจสอบอำนาจ ถือเป็นการละเมิดเสรีภาพสื่อร้ายแรง และพยายามปิดปากสื่อด้วยวิธีตรวจสอบยาก

  • ลักษณะของ IO: โพสต์พร้อมเพรียง รวดเร็วผิดปกติ เต็มฟีดผู้ใช้
  • เป้าหมาย: ทำลายชื่อเสียงนักข่าว สร้างความกลัว
  • ผลกระทบ: สื่อลังเลตั้งคำถาม ประชาชนขาดข้อมูลจริง
  • ตัวอย่างอื่น: เคยเกิดกับนักข่าวและนักกิจกรรมในอดีต

สมาคมนักข่าวฯ จึงประณามอย่างหนัก และเรียกร้องให้หน่วยงานตรวจสอบ ยุติการใช้ IO ที่สร้างแตกแยก สื่อต้องทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจได้อย่างเสรีและปลอดภัย เพื่อประโยชน์สาธารณะและประชาธิปไตย

เรื่องนี้สะท้อนปัญหาใหญ่ในสังคมไทย ที่อำนาจบางส่วนใช้วิธีสกปรกปิดกั้นเสียงตรวจสอบ หากไม่หยุด สังคมจะยิ่งมืดมนด้วยข้อมูลเท็จ เราควรสนับสนุนสื่อให้กล้าตั้งคำถามต่อไป

คุณคิดอย่างไรกับการใช้ IO คุกคามสื่อ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ และแชร์บทความนี้เพื่อสร้างกระแสปกป้องเสรีภาพสื่อกันเถอะ!

ที่มา – สมาคมนักข่าวฯ ประณาม จี้หยุดใช้ “ไอโอ” คุกคามสื่อมวลชน-บิดเบือนข้อเท็จจริง

“เอกราช-เชตวัน” จี้ “อนุทิน” สอบ แม่ทัพภาค 4 ชี้ปฏิรูป กอ.รมน.

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองที่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง นั่นคือ “เอกราช-เชตวัน” จี้ “อนุทิน” สอบ แม่ทัพภาค 4 ชี้ ถึงเวลาปฏิรูป กอ.รมน. แล้ว เรื่องนี้เกิดจากวาทะปิดไมค์ของ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ในกรณีคดีลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ซึ่งสร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่ภาคใต้เป็นอย่างมาก คำพูดที่ว่า “ถ้าเป็นผมทำ ไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ” กลายเป็นจุดถกเถียงใหญ่ ว่ามันสอดคล้องกับหลักนิติธรรมหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อมีการเชื่อมโยงกับเจ้าหน้าที่ กอ.รมน. และรถของหน่วยงานที่ใช้ในการก่อเหตุ

“เอกราช-เชตวัน” จี้ “อนุทิน” สอบ แม่ทัพภาค 4 ชี้ ถึงเวลาปฏิรูป กอ.รมน. แล้ว

นายเอกราช อุดมอำนวย ส.ส.กทม. พรรคประชาชน ได้โพสต์เฟซบุ๊กเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีอนุทิน คณะรัตน์ ซึ่งดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการ รมว. (ผอ.รมน.) ตั้งคณะกรรมการสอบสวนแม่ทัพภาค 4 ทันที นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สั่งการกรมพระธรรมนูญเข้าสอบสวน เพื่อหาความจริงและหักล้างข้อครหาว่ากองทัพอาจใช้อำนาจนอกกรอบกฎหมายภายใต้ข้ออ้างความมั่นคง เอกราชย้ำว่านายกฯ ประกาศ “พูดแล้วทำ” ดังนั้นต้องพิสูจน์ด้วยการลงมือสอบจริงจัง คำพูดของแม่ทัพฯ บั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชน และอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ความไม่สงบในภาคใต้ยืดเยื้อ ขัดกับหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ที่กองทัพมักอ้าง

วาทะปิดไมค์ที่จุดชนวนวิกฤติความเชื่อมั่น

เหตุการณ์เกิดขึ้นวันที่ 14 เมษายน 2569 ขณะแม่ทัพภาค 4 แถลงความคืบหน้าคดีลอบสังหาร ส.ส.กมลศักดิ์ คำพูดส่วนตัวที่หลุดออกมาแม้จะปิดไมค์ แต่ถูกบันทึกได้ สะท้อนทัศนคติที่ไม่เคารพกระบวนการยุติธรรม แม้แม่ทัพฯ จะยืนยันว่ากองทัพไม่เกี่ยวข้อง แต่พยานหลักฐานชี้ไปที่เจ้าหน้าที่ กอ.รมน. ทำให้ประชาชนตั้งคำถามถึงบทบาทของหน่วยงานนี้

เชตวัน เตือประโคน ชี้ถึงเวลาปฏิรูป กอ.รมน.

นายเชตวัน เตือประโคน ส.ส.ปทุมธานี พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กเช่นกัน โดยตั้งคำถามว่า “ไม่ปล่อยให้รอด นี่หรือคำพูดของคนที่ประชาชนอนุญาตให้ถือปืน?” คำพูดนี้ทำให้ประชาชนหวาดกลัวหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะ กอ.รมน. ที่มีบทบาทกว้างขวาง เชตวันชี้ว่าแม่ทัพภาค 4 ในฐานะ ผอ.รมน.ภาค 4 กำลังทำให้ภาพลักษณ์ของกองทัพแย่ลง และเรียกร้องให้ทบทวนบทบาท กอ.รมน. ที่ขยายตัวเกินกว่าภารกิจทหารหลัก คือปกป้องอธิปไตยและป้องกันประเทศ

กอ.รมน. หรือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เป็นหน่วยงานที่กองทัพบริหาร แต่มีงบประมาณมหาศาลและบุคลากรจำนวนมาก เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพลเรือน เช่น การพัฒนาชุมชน ความมั่นคงภายใน ซึ่งควรเป็นหน้าที่ของหน่วยงานพลเรือน

  • ปัญหาหลักของ กอ.รมน.:
  • บทบาททับซ้อนกับหน่วยงานรัฐอื่น สร้างความสับสนว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบ
  • งบประมาณสูงแต่ผลลัพธ์ไม่ชัดเจน โดยเฉพาะในภาคใต้
  • การใช้อำนาจนอกระบบกฎหมาย ทำให้ประชาชนขาดความไว้วางใจ
  • ขาดการกำกับดูแลที่เข้มแข็ง ส่งผลให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้

การปฏิรูป กอ.รมน. ที่ทั้งเอกราชและเชตวันเรียกร้อง อาจรวมถึงการปรับโครงสร้าง ลดบทบาททหารในกิจการพลเรือน โอนงบไปหน่วยงานที่เหมาะสม และเพิ่มกลไกตรวจสอบจากรัฐสภา สิ่งนี้จะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นและแก้ปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ได้ในระยะยาว

ประเด็น “เอกราช-เชตวัน” จี้ “อนุทิน” สอบ แม่ทัพภาค 4 ชี้ ถึงเวลาปฏิรูป กอ.รมน. แล้ว ไม่ใช่แค่เรื่องวาทะ แต่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบความมั่นคงไทย หากไม่แก้ไข อาจนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงขึ้น คุณคิดว่าการปฏิรูป กอ.รมน. ควรทำอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการถกเถียงกว้างขึ้น สนับสนุนประชาธิปไตยและนิติธรรมกันเถอะ!

ที่มา – “เอกราช-เชตวัน” จี้ “อนุทิน” สอบ แม่ทัพภาค 4 ชี้ ถึงเวลาปฏิรูป กอ.รมน. แล้ว

ทหารช่วยน้ำท่วม ไม่มีถูกยิงดับ จริงหรือ? ฟัง มทภ.4!

จากกรณีข่าวลือบนโลกออนไลน์เรื่อง ทหารช่วยน้ำท่วม ไม่มีถูกยิงดับ ที่หาดใหญ่นั้น ทำให้เกิดความสับสนและตื่นตระหนกในหมู่ประชาชน ล่าสุด พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ได้ออกมายืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าวแล้ว

พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ยืนยันว่า ข่าวลือเรื่อง ทหารช่วยน้ำท่วม ไม่มีถูกยิงดับ เป็นข่าวปลอม โดยไม่มีทหารนายใดถูกยิงเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่ามีกลุ่มอาสาสมัครภาคเอกชนที่เข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยถูกยิงข่มขู่ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่กำลังเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความปลอดภัยในการปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม มทภ.4 ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานและกลุ่มอาสาสมัครที่ประสงค์จะเข้าไปให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม ต้องรายงานตัวต่อศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย ส่วนหน้า (ศป.กฉ. ส่วนหน้า) กองบิน 56 จังหวัดสงขลา ก่อนลงพื้นที่ทุกครั้ง เพื่อประสานงานและรับการสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่ รวมถึงการประสานงานกับผู้แทนชุมชนและผู้บังคับบัญชาหน่วยงานในแต่ละพื้นที่ที่รับผิดชอบ

ทหารช่วยน้ำท่วม

ทหารช่วยน้ำท่วม ไม่มีถูกยิงดับ จริงหรือไม่?

การรายงานตัวก่อนลงพื้นที่นั้นมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ:

  • ความปลอดภัย ของทีมช่วยเหลือ: เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถให้ข้อมูลสถานการณ์ล่าสุดและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่
  • การประสานงานที่มีประสิทธิภาพ: เพื่อหลีกเลี่ยงความซ้ำซ้อนในการช่วยเหลือและเพื่อให้ความช่วยเหลือตรงจุดและทันท่วงที
  • การจัดการทรัพยากร: เพื่อให้การแจกจ่ายสิ่งของจำเป็นเป็นไปอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

นอกจากนี้ มทภ.4 ยังกล่าวถึงมาตรการในการควบคุมอาวุธปืนในพื้นที่ที่ประกาศใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ฉุกเฉิน โดยจะมีการหารือในที่ประชุมเพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมต่อไป

ข้อควรระวังสำหรับประชาชน

ในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินเช่นนี้ ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้และอย่าหลงเชื่อข่าวลือที่ไม่ได้รับการยืนยัน เพื่อป้องกันความสับสนและตื่นตระหนก นอกจากนี้ ควรให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงานและปฏิบัติตามคำแนะนำเพื่อความปลอดภัยของตนเองและส่วนรวม หากพบเห็นการกระทำที่ผิดกฎหมายหรือเป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อย โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

ทหารช่วยน้ำท่วม ไม่มีถูกยิงดับ เป็นข่าวที่สร้างความเข้าใจผิด ดังนั้นการตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์จึงสำคัญมากเสมอ

สิ่งสำคัญที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้คือการร่วมมือร่วมใจกันช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนและสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ด้วยความสามัคคีและความเสียสละ เราจะสามารถก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปได้อย่างแน่นอน

ที่มา – ทหารช่วยน้ำท่วม ไม่มีถูกยิงดับ มทภ.4 สั่งทุกกลุ่ม รายงานตัวก่อนลงพื้นที่

นายกฯ มั่นใจคุยสันติภาพภาคใต้คืบหน้า-กต.เจรจา

“อนุทิน” ย้ำให้ มท.ภ.4 ทำงานเต็มกำลัง สั่งการ 3 ข้อเน้นความปลอดภัยประชาชน มั่นใจพูดคุยสันติสุขคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ เข้มป้องกันเหตุเน้นการข่าวปิดช่องทางธรรมชาติ แย้ม กต. คุยทีม รมต.กัมพูชา 12 ต.ค.

วันที่ 11 ตุลาคม 2568 เมื่อเวลา 11.50 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย พร้อมคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานทหาร กองบิน 56 จ.สงขลา โดยมี นายณัฐชนนท์ ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย นายชลัฐ รัชกิจประการ สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย นายซาการียา สะอิ สส.นราธิวาสพรรคภูมิใจไทย และนายศาสตรา ศรีปาน สส.สงขลา พรรครวมไทยสร้างชาติ รอให้การต้อนรับ จากนั้นนายอนุทินและคณะขึ้นเฮลิคอปเตอร์ต่อไปยังค่ายสิรินธร อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เพื่อเป็นประธานการประชุมฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ โดยพล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) นายนันทพงศ์ สุวรรณรัตน์ รองเลขาธิการ ศอ.บต. พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน และหน่วยงานในพื้นที่เข้าร่วมประชุม โดยนายอนุทิน กล่าวว่า ตนและคณะ มาตรวจเยี่ยมหน่วยงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยความห่วงใยต่อประชาชนและเจ้าหน้าที่ทุกคน เพราะสถานการณ์ยังมีความอ่อนไหวและมีความท้าทาย จึงขอให้แม่ทัพภาค 4 นำความผาสุกมาสู่สังคมและประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ ซึ่งจากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นบ่อยในระยะที่ผ่านมา ต้องขอแสดงความเสียใจต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบ และขอให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ปฏิบัติงานอย่างเข้มแข็ง และพร้อมสนับสนุนหน้าที่ในการปฏิบัติเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และรักษาอธิปไตยของชาติไว้เหนือสิ่งอื่นใด

สั่งการ 3 ข้อเน้นความปลอดภัยปชช.

นายอนุทิน กล่าวว่า เพื่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานขอให้ 1. ยกระดับงานด้านการข่าวเชิงรุก ด้วยการทำงานให้เร็วกว่าผู้ก่อเหตุหนึ่งก้าวเสมอเป็นอย่างน้อย 2. บังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องได้รับการคุ้มครอง ขณะเดียวกัน ผู้ที่กระทำผิดและใช้ความรุนแรงจะต้องถูกนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเด็ดขาดและเข้มงวด และ 3. ผนึกกำลังทุกภาคส่วนอย่างเป็นเอกภาพ ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และภาคประชาชน ต้องทำงานเป็นเนื้อเดียวกัน รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน อธิปไตยของชาติ เพราะฉะนั้น จึงให้ทุกหน่วยงานโดยเฉพาะ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า และตำรวจ ให้ความสำคัญกับภารกิจการรักษาความปลอดภัยพื้นที่ โดยเฉพาะการควบคุมมิให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงที่กระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นลำดับต้น ๆ เพราะห้วงที่ผ่านมามีความถี่ของเหตุการณ์และการเกิดเหตุขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ จ.นราธิวาส และจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ช่องทางข้ามแดนต่าง ๆ ที่เป็นปัจจัยเอื้อในการที่ผู้ก่อเหตุใช้หลบหนี ยึดมั่นว่าความมั่นคงที่แท้จริง คือ การที่พี่น้องประชาชนสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ โดยไม่ต้องหวาดระแวง และรู้สึกว่าเจ้าหน้าที่รัฐ คือ ที่พึ่งได้อย่างแท้จริง

ทั้งนี้ในช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีและคณะ จะเดินทางเยี่ยมกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

มั่นใจพูดคุยสันติสุขคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ

ต่อมาเมื่อเวลา 13.30 น. ที่ค่ายสิรินธร อ.ยะรัง จ.ปัตตานี นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ ว่าตนได้รับฟังสถานการณ์ในพื้นที่ และได้ให้ความมั่นใจกับทุกหน่วยงานว่า ขอให้บูรณาการการทำงานอย่างเต็มที่ ตนที่กำกับดูแลกระทรวงมหาดไทย ขอให้การทำงานกลับมาเป็นหนึ่งเดียวเหมือนอดีต และการบังคับใช้กฎหมายให้เด็ดขาด ยกระดับการทำงานด้านการข่าวเน้นความปลอดภัยของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อถามถึงกรณีแต่งตั้งพล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนทำงานร่วมกับ พล.อ.สมศักดิ์ มานานตั้งแต่เป็นเลขาธิการสมช. เมื่อรมว.กลาโหมเสนอชื่อมา ก็มั่นใจว่าจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ เพราะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับกองทัพและมีประสบการณ์การทำงาน มั่นใจว่าการเจรจาสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับความเป็นห่วงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ตนเป็นห่วงความปลอดภัยประชาชน แต่ไม่ห่วงเรื่องความสามารถของกองทัพไทย ความสามารถในการดำเนินเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของกระทรวงการต่างประเทศ ไม่ห่วงเรื่องความตั้งใจของตน ที่จะสนับสนุนการปฏิบัติงานในฐานะหัวหน้ารัฐบาลในทุกภารกิจ ที่จะทำให้ผลลัพธ์บรรลุผลสำเร็จ

เข้มป้องกันเหตุเน้นการข่าวปิดช่องทางธรรมชาติ

เมื่อถามว่าเหตุปล้นทองที่นราธิวาส และเหตุระเบิดหลายจุดในจ.ยะลา มีการรายงานอย่างไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า ตำรวจภูธรภาค 9 ดำเนินการอย่างเต็มที่ และพื้นที่สามจังหวัดใต้มักเกิดเหตุบ่อยเพราะภูมิประเทศเอื้ออำนวยให้ผู้กระทำผิดสามารถข้ามแดนได้ทันทีในระยะเวลาอันสั้น สิ่งเหล่านี้เราต้องตั้งชุดตรวจลาดตระเวน ปิดช่องทางออกตามธรรมชาติให้ได้มากที่สุด และขอความร่วมมือทุกภาคส่วนให้บูรณาการการทำงานรักษากฎหมายให้เข้มข้น สำหรับการก่อเหตุในช่วงเปลี่ยนถ่ายกำลังพลถือเป็นการท้าทายหรือไม่นั้น เราอ่านใจเขาไม่ได้ อาจเป็นสิ่งที่เขาวางแผนไว้แล้ว แต่มาสอดคล้องกับจังหวะพอดีที่มีการเปลี่ยนผ่าน ทั้งแม่ทัพภาค 4 เลขาศอ.บต. ผวจ.หรือแม้กระทั่งนายกฯ เราไม่มีช่วงทดลองงาน เข้ามาต้องทำงานได้เลยจะไม่บอกว่าเพราะเราเข้ามาใหม่เกิดก่อนแล้ว 2-3 เดือนค่อยว่าใหม่ไม่ใช่แน่นอน หากมีคนที่เข้ามาใหม่ก็ต้องดำเนินการอย่างเต็มที่เอาคนผิดมาลงโทษตามกฎหมายให้เร็วที่สุด เมื่อถามถึงการติดตามตัวผู้ก่อเหตุที่หลบหนีไปประเทศเพื่อนบ้าน นายอนุทิน กล่าวว่า เราต้องใช้ทุกกลไกที่มีฝ่ายนโยบายมีหน้าที่สนับสนุน เมื่อถามว่าจะมีแผนระยะยาวป้องกันไม่ให้ผู้ก่อเหตุไปประเทศเพื่อนบ้าน มีโอกาสที่จะทำแนวรั้วหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า กองทัพจะดำเนินการทุกอย่างในการรักษาอธิปไตยไม่มีใครอยากให้ไปถึงจุดนั้น แต่ถ้ามีการล่วงละเมิดกฎหมายมีความอันตรายต่ออธิปไตยต่อประชาชนเราพร้อมดำเนินการอย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น

แย้ม กต. คุยทีม รมต.กัมพูชา 12 ต.ค.

นายอนุทิน ยังให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ กรณีนำ รมว.ต่างประเทศรวมคณะมาด้วยนั้น จะพูดคุยประเด็นอะไรถึงมาเลเซียเป็นพิเศษหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เรามองประเทศมาเลเซียเป็นประเทศมหามิตร มีการแสวงหาความร่วมมือ และมีความสัมพันธ์ที่ดีระดับผู้นำประเทศ และปัญหากับกัมพูชา ทางมาเลเซียก็พยายามนำไปสู่การเจรจาสู่สันติภาพ วันนี้เรามาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ได้เชิญ รมว.การต่างประเทศเพื่อมาพูดคุยกัน วันที่ 12 ต.ค. รมว.การต่างประเทศก็จะไปมาเลเซียไปพบกับทีมของกัมพูชาในระดับรัฐมนตรี มาเลเซียเป็นผู้ดำเนินการ อะไรที่นำไปสู่การเจรจาลดความรุนแรงนำไปสู่สันติภาพเราให้ความร่วมมือ จุดยืนของเราไม่มีเปลี่ยนแปลง เราไม่พูดคุยไม่ได้ เราต้องพูดคุยไป แต่จุดยืน 4 ข้อต้องได้รับการตอบสนองก่อนการบรรลุข้อตกลงใด ๆ

จากนั้นเวลา 14.05 น. นายอนุทิน เสร็จภารกิจการประชุมมอบแนวทางการบริหารจัดการสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเดินทางต่อไปยังค่ายเสนาณรงค์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อปฏิบัติภารกิจเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่รพ.สงขลานครินทร์ ม.สงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

นายกฯ มั่นใจคุยสันติภาพภาคใต้คืบหน้า และกระทรวงการต่างประเทศเตรียมเจรจากับทีมกัมพูชาในวันที่ 12 ตุลาคมนี้ ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ชายแดนภาคใต้

สถานการณ์คุยสันติภาพภาคใต้คืบหน้าจริงหรือไม่?

จากข้อมูลล่าสุด นายกรัฐมนตรีแสดงความมั่นใจว่าการคุยสันติภาพภาคใต้คืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าสถานการณ์ในพื้นที่ยังคงมีความท้าทายอยู่ การเจรจาที่จะมีขึ้นกับทีมกัมพูชาในวันที่ 12 ตุลาคมนี้ จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างความเข้าใจและหาทางออกร่วมกัน

การคุยสันติภาพภาคใต้คืบหน้าได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน และประเทศเพื่อนบ้าน การเปิดใจรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน และการมุ่งเน้นไปที่ผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ จะเป็นหนทางสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

คุยสันติภาพภาคใต้คืบหน้า: รัฐบาลไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ โดยเน้นการสร้างความเข้าใจและความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อนำสันติสุขที่ยั่งยืนมาสู่พื้นที่

ที่มา – นายกฯ มั่นใจคุยสันติภาพภาคใต้คืบหน้า- กต. คุยทีมกัมพูชา 12 ต.ค. นี้

“บิ๊กเกรียง” โต้คดีฮั้ว สว. ไม่ขายชาติ

พลเอกเกรียงไกร ตอบกลับคนพาดพิง รัฐประหารร้อยครั้ง ไม่เท่ากับฮั้ว สว. ชี้ เป็นกระบวนการตามกฎหมาย ลั่นไม่ขายชาติ ขายแผ่นดินแน่นอน เหมือนคดีที่ถูกศาลวินิจฉัยไปแล้ว

วันที่ 2 กันยายน 2568 พลเอกเกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง ให้สัมภาษณ์ในรายการออนไลน์รัฐสภา “เปิดทุกมุมมอง สไตล์ สว. รั้วของชาติ สู่รั้วรัฐสภา” เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 ถึงกรณีที่มีฝ่ายการเมืองออกมาพาดพิงว่า “การรัฐประหารร้อยครั้ง ไม่เท่ากับการฮั้วเลือก สว. เพียงครั้งเดียว” โดยระบุว่า ความจริงตนไม่อยากพูดถึงเรื่องการเมือง แต่คดีฮั้ว สว. อยู่ในกระบวนการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สอบสวนไต่สวน พร้อมยืนยันว่า ตนไม่ขายชาติขายแผ่นดินแน่นอน เพราะการขายชาติขายแผ่นดิน มีเรื่องให้ศาลวินิจฉัยไปแล้ว

ทั้งนี้ พลเอกเกรียงไกร เกิดเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2506 ปัจจุบันอายุ 61 ปี ที่ จ.สุราษฎร์ธานี โดยเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 22 (ตท.22) และนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่น 33 (จปร.33) เริ่มรับราชการครั้งแรกที่กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 25 (ร.25 พัน 3) ค่ายวิภาวดีรังสิต จ.สุราษฎร์ธานี

พล.อ.เกรียงไกร มีการทำงานที่สำคัญ ชีวิตราชการเติบโตอยู่ในกองทัพภาคที่ 4 มาตลอด ก่อนจะขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 เมื่อ 1 ต.ค.2563 โดยรับภารกิจใหญ่ดับไฟใต้ รวมถึงการปราบปรามยาเสพติด และเคยได้รับการแต่งตั้งจากนายอนุทินให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.2566 และได้ลงสมัครรับเลือกสมาชิกวุฒิสภา 2567 ในกลุ่มการบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง โดยได้รับเลือกมาเป็นลำดับที่ 1 และได้รับการเสนอชื่อจากกลุ่มที่ถูกเรียกว่า “สว.สายสีน้ำเงิน” ให้เป็นรองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง

“บิ๊กเกรียง” โต้กลับคดีฮั้ว สว. ไม่ขายชาติ เหมือนคดีที่ศาลเพิ่งวินิจฉัย

จากกรณีที่มีการกล่าวถึงเรื่อง “บิ๊กเกรียง” โต้กลับคดีฮั้ว สว. ไม่ขายชาติ เหมือนคดีที่ศาลเพิ่งวินิจฉัย พลเอกเกรียงไกรได้ออกมาตอบโต้ถึงประเด็นดังกล่าว โดยเน้นย้ำว่ากระบวนการต่างๆ เป็นไปตามกฎหมาย และตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขายชาติขายแผ่นดิน

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับคดีฮั้ว สว.

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับคดีที่ถูกกล่าวหาว่ามีการฮั้ว สว. กำลังอยู่ในระหว่างการสอบสวนของ กกต. ซึ่งพลเอกเกรียงไกรได้ให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจอย่างเต็มที่

นอกจากนี้ พลเอกเกรียงไกรยังได้กล่าวถึงประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ภาคใต้ รวมถึงการปราบปรามยาเสพติด ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญที่ได้รับมอบหมายในช่วงที่ดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 อีกด้วย

การออกมาตอบโต้ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพลเอกเกรียงไกรในการปกป้องชื่อเสียงของตนเอง และยืนยันความบริสุทธิ์ใจต่อสาธารณชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ

เรื่องนี้ยังคงเป็นที่สนใจของสังคม และต้องติดตามต่อไปว่าผลการสอบสวนของ กกต. จะออกมาในทิศทางใด และจะมีผลกระทบต่อสถานะของพลเอกเกรียงไกรในวุฒิสภาอย่างไรบ้าง

การที่พลเอกเกรียงไกรออกมาโต้ตอบเรื่อง “บิ๊กเกรียง” โต้กลับคดีฮั้ว สว. ไม่ขายชาติ เหมือนคดีที่ศาลเพิ่งวินิจฉัย ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความพร้อมที่จะให้ตรวจสอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมคาดหวังจากผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญในบ้านเมือง

ประเด็นการ “บิ๊กเกรียง” โต้กลับคดีฮั้ว สว. ไม่ขายชาติ เหมือนคดีที่ศาลเพิ่งวินิจฉัย นั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และรักษาไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม

อย่างไรก็ตาม การออกมาให้ข้อมูลของพลเอกเกรียงไกรในครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดโอกาสให้สาธารณชนได้รับทราบข้อมูลอีกด้านหนึ่ง และสามารถนำไปประกอบการพิจารณาได้อย่างรอบด้านมากยิ่งขึ้น

การที่สังคมให้ความสนใจกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวของประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของนักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีต่อการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศไทย

ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

ในปัจจุบันเรื่องราวของ “บิ๊กเกรียง” โต้กลับคดีฮั้ว สว. ไม่ขายชาติ เหมือนคดีที่ศาลเพิ่งวินิจฉัย ยังเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง และหลายฝ่ายกำลังจับตาดูความคืบหน้าของคดีนี้อย่างใกล้ชิด

ที่มา – “บิ๊กเกรียง” โต้กลับคดีฮั้ว สว. ไม่ขายชาติ เหมือนคดีที่ศาลเพิ่งวินิจฉัย

Scroll to top