แม่ริม เชียงใหม่

นายกฯ โยน สธ. แจงปมคุ้มเสือเชียงใหม่ตาย 72 ตัว

เหตุการณ์ที่กำลังเป็นที่สนใจของคนทั้งประเทศในขณะนี้คือ นายกฯ โยน สธ. แจงปมคุ้มเสือเชียงใหม่ตาย 72 ตัว ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับเชื้อไข้หวัดนกหรือไม่ หลังจากศาสตราจารย์นายแพทย์ยงค์ ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกมาแสดงความกังวลถึงความเสี่ยงนี้ ทำให้ทุกคนหันมองไปที่กระทรวงสาธารณสุขว่าจะมีคำตอบอย่างไร

นายกฯ โยน สธ. แจงปมคุ้มเสือเชียงใหม่ตาย 72 ตัว

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เข้าประชุมคณะรัฐมนตรีตามปกติ แต่ผู้สื่อข่าวไม่ปล่อยให้โอกาสผ่านไปง่ายๆ ได้สอบถามถึงกรณีคุ้มเสือที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีเสือโคร่งและเสือดาวตายจำนวนมากถึง 72 ตัว นายกฯ อนุทินตอบสั้นๆ แต่ชัดเจนว่า “ให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นคนดำเนินการเรื่องนี้” แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังโยนความรับผิดชอบไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านสุขภาพโดยตรง

กรณีนี้เริ่มร้อนแรงหลังจาก หมอยงค์ โพสต์ข้อความเตือนถึงความเป็นไปได้ที่สัตว์ป่าจะได้รับเชื้อไข้หวัดนก ซึ่งเป็นไวรัสที่สามารถติดต่อข้ามสายพันธุ์ได้ ทำให้เกิดคำถามใหญ่หลวงว่ามนุษย์จะปลอดภัยหรือไม่ โดยเฉพาะในพื้นที่เชียงใหม่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง

ไข้หวัดนกคืออะไร และเสี่ยงต่อมนุษย์แค่ไหน

ไข้หวัดนก หรือ avian influenza เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากไวรัส influenza type A โดยเฉพาะสายพันธุ์ H5N1 ที่เคยระบาดหนักในอดีต สัตว์ปีกน้ำ เช่น เป็ด ไก่ เป็นพาหะหลัก แต่พบการติดเชื้อในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและสัตว์ป่าบ้าง หากเสือในคุ้มเสือเชียงใหม่ติดเชื้อจริง อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยร้ายแรง เพราะไวรัสนี้สามารถกลายพันธุ์และกระโดดสู่มนุษย์ได้ แม้โอกาสจะต่ำแต่ไม่ใช่เป็นศูนย์

อาการในสัตว์จะรุนแรง เช่น หายใจลำบาก เลือดออกจากจมูก ตายกะทันหัน ซึ่งตรงกับรายงานเบื้องต้นจากคุ้มเสือเชียงใหม่ ทำให้ นายกฯ โยน สธ. แจงปมคุ้มเสือเชียงใหม่ตาย 72 ตัว กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตา

รมว.สธ. พัฒนา เผยกรมควบคุมโรคกำลังสอบสวน

ด้านนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ปฏิเสธให้สัมภาษณ์รายละเอียด แต่ยืนยันว่ากรมควบคุมโรคกำลังดำเนินการสอบสวนโรคอย่างเร่งด่วน โดยเก็บตัวอย่างจากสัตว์ที่ตาย สิ่งแวดล้อม และบุคลากรที่สัมผัส เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นไข้หวัดนก พิษจากอาหาร หรือโรคอื่นๆ

  • สาเหตุที่เป็นไปได้: ไข้หวัดนก H5N1 จากนกป่าหรือฟาร์มใกล้เคียง
  • พิษจากยาฆ่าหญ้าที่ปนเปื้อนในน้ำหรืออาหาร
  • โรคติดต่อจากสัตว์อื่นในคุ้มเสือ
  • สภาพอากาศ极端ที่ทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ประชาชนในพื้นที่เชียงใหม่หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้สัตว์ป่า และล้างมือบ่อยๆ หากมีไข้สูง ไอ จาม ควรรีบพบแพทย์ทันที

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าทางคุ้มเสือได้เพิ่มมาตรการป้องกัน เช่น ฆ่าเชื้อพื้นที่ และกักสัตว์ที่เหลือ ซึ่งเป็นมาตรการที่ดีแต่ต้องรอผลแล็บยืนยัน

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความเชื่อมโยงระหว่างสัตว์ มนุษย์ และสิ่งแวดล้อม หรือ One Health ที่องค์การอนามัยโลกเคยเน้นย้ำ หากเป็นไข้หวัดนกจริง อาจนำไปสู่การระบาดใหญ่ได้ ดังนั้นการติดตามผลสอบสวนจาก สธ. เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง

คุณคิดอย่างไรกับกรณีนี้? คอมเมนต์ด้านล่างและแชร์บทความเพื่อเตือนเพื่อนๆ กันนะครับ ติดตามอัปเดตล่าสุดได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – นายกฯ โยน สธ. แจงปมคุ้มเสือเชียงใหม่ตาย 72 ตัว เกี่ยวไข้หวัดนกหรือไม่ ขณะ รมว.สธ. เผยสอบสวนโรคอยู่

วิกฤติ! “โฮมสเตย์บวกจั่น” ยอดจองร่วง ปิดตัว

สถานการณ์น่าเป็นห่วง! “โฮมสเตย์บวกจั่น” แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังใน อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ กำลังเผชิญกับความยากลำบาก ยอดจองห้องพักลดลงอย่างน่าใจหายถึง 80% ซ้ำร้ายยังไม่สามารถเข้าร่วมโครงการสนับสนุนจากภาครัฐได้ แถมยังโดนกลุ่มมิจฉาชีพฉวยโอกาสหลอกลวงนักท่องเที่ยวซ้ำเติมอีก วอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือด่วน

หมู่บ้านบวกจั่น ตั้งอยู่ใน ต.โป่งแยง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เป็นหมู่บ้านชาวม้งที่ขึ้นชื่อเรื่องความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า และเป็นแหล่งปลูกผักและดอกกุหลาบหลากหลายสายพันธุ์ที่สำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ ในช่วงฤดูหนาวที่ผ่านมา หมู่บ้านแห่งนี้ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาสัมผัสอากาศหนาวและชมทะเลหมอก ทำให้ชาวบ้านมีรายได้จากการเปิดให้บริการที่พักโฮมสเตย์บวกจั่น จนสามารถรวมตัวกันก่อตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวสีเขียวและวัฒนธรรมชนเผ่าบ้านบวกจั่น

“โฮมสเตย์บวกจั่น” วิกฤติหนัก ยอดจองหาย 80%

นายกิตติพงษ์ อนันต์วิไล สมาชิกวิสาหกิจชุมชนฯ เปิดเผยว่า ปัจจุบันยอดจองห้องพักของนักท่องเที่ยวลดลงไปกว่า 80% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา สาเหตุหลักน่าจะมาจากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้ผู้คนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น นอกจากนี้ โฮมสเตย์บวกจั่น ยังไม่สามารถเข้าร่วมโครงการของรัฐ เช่น คนละครึ่ง หรือ เราเที่ยวด้วยกัน ได้ เนื่องจากไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด ทำให้พลาดโอกาสในการดึงดูดนักท่องเที่ยว

สถานการณ์ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ การที่กลุ่มมิจฉาชีพได้ฉวยโอกาสนำที่พักของชาวบ้านไปแอบอ้าง สร้างบัญชีเฟซบุ๊กปลอม และช่องทางสื่อออนไลน์ต่างๆ เพื่อหลอกลวงให้นักท่องเที่ยวโอนเงินเข้าบัญชีม้า ที่ผ่านมาทางบ้านบวกจั่นได้พยายามแก้ไขปัญหาโดยการแจ้งเตือนผ่านเพจเฟซบุ๊ก ให้ผู้ที่สนใจจองที่พักทำการวิดีโอคอลตรวจสอบห้องพักก่อนทำการโอนเงิน แต่กลุ่มมิจฉาชีพก็ปรับตัว โดยการเดินทางมายังที่พักจริง ทำทีเป็นนักท่องเที่ยวที่ต้องการจองห้องพัก และทำการวิดีโอคอลอ้างว่ากำลังคุยกับเพื่อน ก่อนที่จะนำคิวอาร์โค้ดของตนเองมาติดไว้ เพื่อหลอกให้ผู้คนโอนเงิน ซึ่งเป็นการซ้ำเติมผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบอยู่แล้ว

ผลกระทบต่อ “โฮมสเตย์บวกจั่น”

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้โฮมสเตย์บวกจั่น ทยอยปิดให้บริการลงเรื่อยๆ จากทั้งหมด 25 แห่ง ปัจจุบันเหลือเพียง 4 แห่งเท่านั้น และคาดว่าในฤดูหนาวที่จะถึงนี้ จะมีที่พักเปิดให้บริการไม่เกิน 10 แห่ง นายกิตติพงษ์จึงขอความอนุเคราะห์ไปยังภาครัฐ ให้พิจารณาความเหมาะสมและเปิดโอกาสให้พี่น้องชาวม้งที่ทำธุรกิจที่พัก สามารถเข้าถึงโครงการสนับสนุนต่างๆ ของรัฐได้ อย่าทอดทิ้งพวกเขาไว้บนดอย เพราะทุกคนควรมีโอกาสที่จะเติบโตไปด้วยกัน

การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และวัฒนธรรมของหมู่บ้านบวกจั่น ถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน การสนับสนุนและส่งเสริมให้ โฮมสเตย์บวกจั่น สามารถกลับมาฟื้นตัวได้ จึงเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนควรให้ความสำคัญ เพื่อรักษาเสน่ห์และความเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนแห่งนี้ไว้

ที่มา – “โฮมสเตย์บวกจั่น” ซบเซา เจอมิจฉาชีพซ้ำเติม ยอดจองหายเกลี้ยง ทยอยปิดบริการ

Scroll to top