แรงงานกัมพูชา

แรงงานกัมพูชา อ้างโดนตำรวจ สภ.เมืองสมุทรปราการ รีดเงิน 8 พัน แลกไม่ดำเนินคดีเมาขับ

เป็นประเด็นร้อนที่กำลังถูกพูดถึงอย่างหนักในโลกโซเชียล เมื่อมีหนุ่มแรงงานข้ามชาติชาวกัมพูชาออกมาเปิดเผยเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เขาออกมาแฉว่าตนตกเป็นเหยื่อและถูกเจ้าหน้าที่เรียกรับผลประโยชน์ นี่คือเรื่องราวของ แรงงานกัมพูชา อ้างโดนตำรวจ สภ.เมืองสมุทรปราการ รีดเงิน 8 พัน แลกไม่ดำเนินคดีเมาขับ ซึ่งกลายเป็นอุทาหรณ์ที่น่าสนใจมากในช่วงเวลานี้ครับ

แรงงานกัมพูชา อ้างโดนตำรวจ สภ.เมืองสมุทรปราการ รีดเงิน 8 พัน แลกไม่ดำเนินคดีเมาขับ

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นหลังจากที่นายรัฐ เจียล แรงงานชาวกัมพูชาได้เลิกงานโอทีและไปดื่มสังสรรค์กับเพื่อนเล็กน้อยก่อนขับรถกลับบ้าน แต่เขากลับถูกเจ้าหน้าที่สายตรวจเรียกตรวจค้นและพบว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์เกินกำหนดเล็กน้อย กระบวนการหลังจากนั้นกลับกลายเป็นสิ่งที่เขารู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม เมื่อเขาอ้างว่าตนถูกกักตัวไว้ที่ป้อมและโดนกดดันให้จ่ายเงินเพื่อแลกกับการไม่ถูกดำเนินคดี

สรุปเหตุการณ์ แรงงานกัมพูชา อ้างโดนตำรวจ สภ.เมืองสมุทรปราการ รีดเงิน 8 พัน แลกไม่ดำเนินคดีเมาขับ

จากคำบอกเล่าของผู้เสียหาย มีจุดที่น่าสังเกตหลายประการเกี่ยวกับพฤติกรรมเจ้าหน้าที่ในวันเกิดเหตุ:

  • มีการเรียกค่าเสียหายสูงถึง 8,000 บาท แลกกับการไม่ถูกดำเนินคดีเมาแล้วขับ
  • เมื่อผู้เสียหายปฏิเสธว่าไม่มีเงินเพียงพอ ก็มีการข่มขู่ว่าจะดำเนินคดีอย่างรุนแรง
  • มีการเจรจาต่อรองจนจบลงที่จำนวน 4,000 บาท ซึ่งเป็นเงินเกือบทั้งหมดในบัญชีของแรงงานรายนี้
  • หลังจ่ายเงินเสร็จสิ้น มีการตรวจสอบโทรศัพท์มือถือเพื่อป้องกันไม่ให้มีการเก็บหลักฐาน

เรื่องราวของ แรงงานกัมพูชา อ้างโดนตำรวจ สภ.เมืองสมุทรปราการ รีดเงิน 8 พัน แลกไม่ดำเนินคดีเมาขับ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำและช่องว่างทางกฎหมายที่แรงงานต่างด้าวอาจต้องเผชิญ เมื่อต้องทำธุรกรรมหรือเจรจากับเจ้าหน้าที่รัฐ แม้ในเบื้องต้นทาง สภ.เมืองสมุทรปราการจะออกมาแจ้งว่ายังติดภารกิจประชุมและไม่สะดวกให้ข้อมูล แต่สังคมยังคงเฝ้ารอคำตอบที่ชัดเจนและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

สุดท้ายนี้ เหตุการณ์นี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับคนที่ดื่มแล้วขับ ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร การเคารพกฎจราจรและไม่ประมาทคือทางออกที่ดีที่สุด เพราะเมื่อเกิดปัญหาขึ้น การเรียกร้องความยุติธรรมอาจเป็นเรื่องที่ยากและซับซ้อนอย่างที่เห็น หากดื่มแล้ว การเรียกรถสาธารณะยังไงก็คุ้มกว่าการต้องเสียเงินก้อนโตหรือถูกดำเนินคดีอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – แรงงานกัมพูชา อ้างโดนตำรวจ สภ.เมืองสมุทรปราการ รีดเงิน 8 พัน แลกไม่ดำเนินคดีเมาขับ

จับรายวัน แรงงานกัมพูชาหนีความอดอยาก ลักลอบเข้าไทย จะไปทำงานโคราช

จับรายวัน แรงงานกัมพูชาหนีความอดอยาก ลักลอบเข้าไทย จะไปทำงานโคราช

เหตุการณ์การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายยังคงเป็นประเด็นที่เจ้าหน้าที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนจังหวัดสระแก้ว ล่าสุดเกิดเหตุการณ์ จับรายวัน แรงงานกัมพูชาหนีความอดอยาก ลักลอบเข้าไทย จะไปทำงานโคราช ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาปากท้องที่ผลักดันให้แรงงานต่างด้าวต้องเสี่ยงชีวิตข้ามพรมแดนเข้ามายังประเทศไทยอย่างไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย

เบื้องหลังชีวิตของแรงงานที่เลือกเส้นทางลักลอบเข้าเมือง

เมื่อเวลาประมาณ 04.00 น. ของวันที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา กองกำลังบูรพา โดย ฉก.โคกสูง ได้ออกลาดตระเวนตามปกติในพื้นที่เสี่ยงบริเวณ ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว จนกระทั่งพบชายหญิงคู่หนึ่งกำลังเดินเท้าข้ามพรมแดนผ่านช่องทางธรรมชาติเข้ามายังฝั่งไทย เจ้าหน้าที่จึงเข้าควบคุมตัวและตรวจสอบพบว่าเป็นสามีภรรยาชาวกัมพูชาที่ไม่มีเอกสารการเข้าเมืองโดยถูกต้อง

จากการสอบสวนทราบชื่อคือ นายลาม เลียบ อายุ 20 ปี และนางเชือง ไชใม อายุ 21 ปี ทั้งคู่ยอมรับสารภาพว่าตัดสินใจลักลอบเข้าไทยเนื่องจากสถานการณ์ในบ้านเกิดนั้นยากลำบากมาก งานหายากและไม่มีรายได้เพียงพอในการเลี้ยงชีพ พวกเขาจึงตัดสินใจเดินทางไกลเพื่อมุ่งหน้าไปรับจ้างกรีดยางในจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นสถานที่ที่พวกเขาเคยมีประสบการณ์ทำงานมาก่อน แต่ต้องหยุดไปเพราะปัญหาความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในช่วงก่อนหน้านี้

  • แรงงานกัมพูชาไม่มีเอกสารเดินทางเข้าไทย
  • ต้องการเดินทางไปทำงานกรีดยางที่ จ.นครราชสีมา
  • ยอมรับว่าหนีความอดอยากและไม่มีงานทำในประเทศบ้านเกิด

กรณี จับรายวัน แรงงานกัมพูชาหนีความอดอยาก ลักลอบเข้าไทย จะไปทำงานโคราช นี้ไม่ใช่เคสแรกที่เราพบเห็น แต่เป็นภาพสะท้อนของปัญหาเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคที่แรงงานมักมองว่าประเทศไทยเป็นโอกาสในการหาเลี้ยงชีพมากกว่าบ้านเกิดของตนเอง อย่างไรก็ตาม การเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายนั้นเป็นความเสี่ยงทั้งต่อตัวผู้เดินทางเองและต่อความมั่นคงของประเทศ

ในตอนนี้เจ้าหน้าที่ได้นำตัวทั้งสองส่งสถานีตำรวจภูธรโคกสูงเพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายไทยต่อไป นี่คือบทเรียนสำคัญที่ย้ำเสมอว่า ไม่ว่าความหวังในชีวิตจะสวยงามเพียงใด แต่การเคารพกฎหมายและเข้าสู่กระบวนการที่ถูกต้องคือสิ่งสำคัญที่สุดในการใช้ชีวิตในต่างแดน

ที่มา – จับรายวัน แรงงานกัมพูชาหนีความอดอยาก ลักลอบเข้าไทย จะไปทำงานโคราช

ข่าวแชร์แรงงานกัมพูชา ยืนยันยังไม่มีการอนุญาต

ในช่วงนี้มี ข่าวแชร์แรงงานกัมพูชา ยืนยันยังไม่มีการอนุญาต แพร่กระจายไปทั่วโซเชียลมีเดีย ทำให้หลายคนตื่นตระหนกและเข้าใจผิดกันไปมาก โฆษกรัฐบาลได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการแล้วว่า ข้อมูลดังกล่าวยังไม่ใช่การอนุมัติหรือมติใดๆ จากรัฐบาล แต่เป็นเพียงข้อเสนอที่สะท้อนความต้องการของภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น วันนี้เราจะมาดูรายละเอียดกันให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนอีก

ข่าวแชร์แรงงานกัมพูชา ยืนยันยังไม่มีการอนุญาต

วันที่ 14 พฤษภาคม 2567 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแถลงชี้แจงถึงกระแส ข่าวแชร์แรงงานกัมพูชา ยืนยันยังไม่มีการอนุญาต ที่กำลังเป็นไวรัล โดยระบุว่าข้อมูลที่แชร์กันนั้นมาจากข้อเสนอของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ซึ่งต้องการต่ออายุใบอนุญาตทำงานให้กับแรงงานกัมพูชาว่ากว่า 200,000 คนที่อยู่นอกระบบ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการจริงของภาคการผลิต นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงแรงงานนำข้อเสนอดังกล่าวไปพิจารณาอย่างรอบคอบและรอบด้านแล้ว แต่ยังไม่มีการอนุญาตหรือมีมติใดๆ ในเรื่องนี้

ที่มาของข่าวแชร์แรงงานกัมพูชา ยืนยันยังไม่มีการอนุญาต

กระแสข่าวนี้เกิดจากการแชร์ข้อมูลออนไลน์ที่บิดเบือน โดยอ้างว่ามีการอนุมัติให้แรงงานกัมพูชาที่อยู่นอกระบบสามารถทำงานต่อได้ทันที แต่โฆษกรัฐบาลย้ำชัดว่ายังไม่มีนโยบายดังกล่าว แรงงานกัมพูชาเป็นส่วนสำคัญในเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ต้องการแรงงานจำนวนมาก เช่น ก่อสร้าง โรงงานผลิต และเกษตรกรรม ปัจจุบันไทยมีแรงงานต่างด้าวจากกัมพูชา ลาว และเมียนมา กว่า 2 ล้านคน ซึ่งช่วยเติมเต็มช่องว่างแรงงานที่คนไทยไม่ยอมรับงาน

ปัญหาแรงงานนอกระบบเกิดขึ้นมานาน โดยเฉพาะหลังโควิด-19 ที่การต่ออายุใบอนุญาตถูกระงับ ส่งผลให้หลายคนกลายเป็นแรงงานเถื่อน เสี่ยงถูกจับกวาดล้าง ส.อ.ท. จึงเสนอให้รัฐบาลพิจารณาเปิดช่องทางให้นำเข้าหรือต่ออายุ เพื่อรักษาความต่อเนื่องของห่วงโซ่การผลิตที่กำลังฟื้นตัว

สถานการณ์แรงงานกัมพูชาในไทยและผลกระทบหากไม่จัดการ

  • จำนวนแรงงาน: กว่า 200,000 คนอยู่นอกระบบ รอต่ออายุ
  • ภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ: สิ่งทอ ยางพารา ก่อสร้าง และบริการ
  • ปัญหาที่เกิด: แรงงานเถื่อนเพิ่มขึ้น การเอารัดเอาเปรียบ สุขอนามัยและความปลอดภัยต่ำ
  • ประโยชน์ของการจัดการ: เศรษฐกิจเติบโต GDP เพิ่ม ลดอาชญากรรมที่เกี่ยวข้อง

หากรัฐบาลไม่จัดการอย่างเร่งด่วน ภาคอุตสาหกรรมอาจขาดแคลนแรงงาน ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น สินค้าแพง และการส่งออกชะลอตัว โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัว รัฐบาลต้องพิจารณาถ่วงดุลระหว่างความต้องการของนายจ้าง สิทธิแรงงาน และความมั่นคงของประเทศ

รัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

จากคำสั่งของนายกฯ กระทรวงแรงงานจะตรวจสอบข้อมูล สอบถามความเห็นจากทุกฝ่าย รวมถึงกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อหาทางออกที่ยั่งยืน อาจมีการเปิดรับสมัครใหม่หรือ amnesty ชั่วคราว แต่ต้องมีเงื่อนไขเข้มงวด เช่น ตรวจสุขภาพ ประวัติอาชญากรรม และอบรมกฎหมายไทย

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยยังขาดแผนแม่บทแรงงานต่างด้าวระยะยาว ควรเร่งพัฒนาทักษะแรงงานไทยให้รับงานเหล่านี้ได้ หรือลงทุนเทคโนโลยีอัตโนมัติเพื่อลดการพึ่งพา แต่ในระยะสั้น การจัดการแรงงานกัมพูชาอย่างถูกต้องจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง

ติดตามข่าวสารอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องแพร่กระจาย หากคุณมีประสบการณ์เกี่ยวกับแรงงานต่างด้าว คอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – ข่าวแชร์แรงงานกัมพูชา ยืนยันยังไม่มีการอนุญาต เป็นเพียงข้อเสนอสะท้อนความต้องการ

แรงงานกัมพูชาทะลักชายแดนสระแก้ว รวบ 18 คน

ในช่วงที่ปัญหาแรงงานกัมพูชาทะลักชายแดนสระแก้ว รวบยกกลุ่ม 18 คน หวังเข้าทำงานในไทยกำลังเป็นที่สนใจ เจ้าหน้าที่ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังอย่างเข้มข้น เพื่อป้องกันการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจของประเทศ

แรงงานกัมพูชาทะลักชายแดนสระแก้ว รวบยกกลุ่ม 18 คน หวังเข้าทำงานในไทย

เหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2569 หน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 13 โดยกองร้อยทหารพรานที่ 1301 ได้ออกลาดตระเวนบริเวณชายแดนอำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว พื้นที่บ้านโนนพัฒนา หมู่ 13 ตำบลผ่านศึก ซึ่งเป็นช่องทางธรรมชาติที่มักถูกใช้ลักลอบเข้าเมือง

เจ้าหน้าที่พบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยเดินเท้าจำนวนมาก ท่าทางหลบเลี่ยงการตรวจสอบ จึงแสดงตัวเข้าควบคุมและตรวจเอกสาร พบว่าเป็นชาวกัมพูชา 18 คน ชาย 9 หญิง 9 ที่ลักลอบเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต

แรงงานกัมพูชา ชายแดนสระแก้ว

คำให้การของแรงงานกัมพูชา

จากการสอบสวนเบื้องต้นผ่านล่าม แรงงานกลุ่มนี้ยอมรับว่าจ้างผู้นำทางชาวกัมพูชาคนละ 8,000 บาท เพื่อพาข้ามชายแดนผ่านช่องทางธรรมชาติ หลังข้ามมาแล้ว จะมีรถมารับไปส่งยังกรุงเทพฯ สมุทรปราการ และนครราชสีมา เพื่อหางานทำ

ขบวนการเหล่านี้มักเลือกเวลากลางคืนหรือทัศนวิสัยต่ำเพื่อหลีกเลี่ยงด่านตรวจ แต่ด้วยการลาดตระเวนที่เข้มงวด เจ้าหน้าที่สามารถสกัดกั้นได้ทันก่อนรถรับส่งจะมาถึง

การจับกุมแรงงานกัมพูชา

ผลจากการจับกุมและมาตรการต่อไป

ทั้ง 18 คนถูกควบคุมตัวส่งสถานีตำรวจภูธรคลองน้ำใส เพื่อดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่ยังขยายผลไล่ล่านายหน้าและเครือข่ายเบื้องหลัง

ชายแดนสระแก้ว จับแรงงาน

ปัญหาแรงงานกัมพูชาทะลักชายแดนสระแก้วไม่ใช่เรื่องใหม่ ในปีที่ผ่านมา มีการจับกุมแรงงานต่างด้าวจำนวนมากตามแนวชายแดนตะวันออก สาเหตุหลักมาจากความต้องการแรงงานในภาคอุตสาหกรรม ก่อสร้าง และบริการของไทย ที่ขาดแคลนคนไทย ทำให้ขบวนการลักลอบนำเข้าฯ เติบโต

ผลกระทบที่ตามมาไม่ใช่แค่ผิดกฎหมาย แต่ยังเสี่ยงโรคระบาด สังคม และความมั่นคง ไทยมีนโยบายรับแรงงานถูกกฎหมายผ่าน MOU กับกัมพูชา ลาว และเมียนมา เพื่อแก้ปัญหานี้อย่างยั่งยืน

  • เพิ่มการลาดตระเวนชายแดน
  • ใช้เทคโนโลยีโดรนและกล้องวงจรปิด
  • ประชาสัมพันธ์ให้แรงงานมาทางถูกกฎหมาย
  • ลงโทษนายหน้าอย่างหนัก

จากสถิติปี 2568 พบการลักลอบเข้าเมืองกว่า 10,000 ราย สะท้อนถึงความจำเป็นในการบูรณาการทุกฝ่าย

ในมุมมองผู้เขียน การจัดการปัญหาแรงงานกัมพูชาทะลักชายแดนสระแก้ว รวบยกกลุ่ม 18 คน หวังเข้าทำงานในไทยต้องสมดุลระหว่างความมั่นคงและความต้องการแรงงาน หากไทยปรับปรุงระบบรับแรงงานให้ง่ายขึ้น จะลดการลักลอบได้มาก คุณคิดอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักนะครับ

ที่มา – แรงงานกัมพูชาทะลักชายแดนสระแก้ว รวบยกกลุ่ม 18 คน หวังเข้าทำงานในไทย

ตรีนุช เสนอ ครม. ต่ออายุแรงงานเพื่อนบ้าน แทนแรงงานกัมพูชาหมดอายุ

รมว.แรงงาน เสนอ ครม. หาแนวทางจัดการแรงงานกัมพูชาหมดอายุ รอทบทวนผลักดันออกนอกประเทศหรือไม่ เล็งต่ออายุแรงงานเพื่อนบ้านทดแทน ชี้ ภาคเกษตรอาจได้รับผลกระทบ

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการจัดการแรงงานกัมพูชาในประเทศไทย ภายหลังเกิดเหตุทหารไทยเหยียบกับระเบิดจนขาขาดอีกครั้งว่า ขณะนี้เรื่องแรงงานอาจได้รับผลกระทบบ้าง โดยเฉพาะแรงงานกัมพูชาที่อยู่ในภาคการเกษตร ซึ่งไทยพยายามหาแรงงานมาทดแทนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นจากเมียนมา ลาว หรือเวียดนาม โดยในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ จะมีการเสนอให้ที่ประชุมรับทราบแนวทางด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า แรงงานกัมพูชาที่อยู่ในประเทศไทยขณะนี้จะดำเนินการอย่างไร จะผลักดันออกนอกประเทศหรือไม่ น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคง จึงต้องหารือใน ครม. แต่ยืนยันว่า สำหรับแรงงานที่ขาดแคลน ไทยจะหาแรงงานทดแทน และเร่งต่ออายุให้แรงงานจากเวียดนาม ลาว และเมียนมา อยู่ทำงานต่อได้ ซึ่งทั้ง 3 สัญชาตินี้เป็นแรงงานส่วนใหญ่ในประเทศไทย แต่ก็ยอมรับว่า ภาคเกษตรของไทยอาจได้รับผลกระทบบ้าง เนื่องจากส่วนใหญ่ใช้แรงงานกัมพูชา

เมื่อถามถึงจำนวนแรงงานกัมพูชาในประเทศไทยมีเท่าไหร่ น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ประมาณเกือบ 1 แสนคน ในจำนวนนี้ราว 9 หมื่นคน เป็นแรงงานถูกต้องตามกฎหมายแต่บัตรหมดอายุ นอกจากนี้ ด่านชายแดนปิด ทำให้ไม่สามารถเดินทางกลับประเทศได้ จึงตกค้างอยู่ในไทย

เมื่อถามว่า หากเจอแรงงานกัมพูชาที่บัตรหมดอายุ จะผลักดันออกนอกประเทศหรือไม่ น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน โดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคง ส่วนหากมีการผลักดันแรงงานกัมพูชาออกนอกประเทศ จะกระทบภาคการเกษตร ภาคประมง หรือภาคอุตสาหกรรมหรือไม่ น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ภาคประมงไม่ค่อยใช้แรงงานกัมพูชา ส่วนใหญ่ใช้ในภาคเกษตร โดยเฉพาะแรงงานตัดอ้อย

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีรับทราบปัญหาเหล่านี้แล้ว และได้มอบมาตรการรองรับไว้ก่อนหน้านี้ ทั้งการนำแรงงานในศูนย์พักพิงจำนวนกว่า 4 หมื่นคนออกมาช่วยบรรเทาการขาดแคลน รวมถึงการเร่งปลดล็อกแรงงานเมียนมาและเวียดนาม ที่หมดอายุหรือใกล้หมดอายุ เพื่อให้เข้ามาทดแทนแรงงานกัมพูชาได้ น.ส.ตรีนุช กล่าวอีกว่า แรงงานที่เข้ามาทดแทนอาจมีทักษะไม่ตรงกัน แต่ด้วยมิติด้านความมั่นคง และความกังวลของประชาชน จึงเป็นเรื่องที่ต้องทบทวนอย่างรอบคอบ

ตรีนุช เสนอ ครม. ต่ออายุแรงงานเพื่อนบ้าน แทนแรงงานกัมพูชาหมดอายุ

สถานการณ์แรงงานในประเทศไทยกำลังมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องแรงงานกัมพูชาที่กำลังจะหมดอายุการทำงาน รัฐบาลโดย น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กำลังเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการขาดแคลนแรงงานในภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม

การพิจารณาว่าจะผลักดันแรงงานกัมพูชากลับประเทศหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากมีปัจจัยหลายด้านที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม การตัดสินใจใดๆ จะต้องคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับทุกภาคส่วน

ทางออก: ต่ออายุแรงงานเพื่อนบ้าน?

หนึ่งในแนวทางที่รัฐบาลกำลังพิจารณาคือ การต่ออายุแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา ลาว และเวียดนาม เพื่อทดแทนแรงงานกัมพูชาที่อาจจะต้องเดินทางกลับประเทศ ซึ่งแนวทางนี้อาจช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงานได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ต้องพิจารณาถึงทักษะและความเชี่ยวชาญของแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ว่าจะสามารถทดแทนแรงงานกัมพูชาได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้พิจารณามาตรการอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น การนำแรงงานในศูนย์พักพิงออกมาช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลน และการเร่งปลดล็อกแรงงานเมียนมาและเวียดนามที่หมดอายุ เพื่อให้สามารถกลับเข้ามาทำงานในประเทศไทยได้อีกครั้ง

ปัญหาแรงงานเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การตัดสินใจใดๆ จะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ การต่ออายุแรงงานเพื่อนบ้าน แทนแรงงานกัมพูชาหมดอายุ จึงเป็นทางออกหนึ่งที่ต้องพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาวต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศ

อนาคตของแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด รัฐบาลจะต้องมีมาตรการที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ เพื่อบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศ การต่ออายุแรงงานเพื่อนบ้าน แทนแรงงานกัมพูชาหมดอายุ เป็นเพียงหนึ่งในหลาย ๆ แนวทางที่รัฐบาลกำลังพิจารณา และต้องมีการประเมินผลกระทบอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจ

การแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน การต่ออายุแรงงานเพื่อนบ้าน แทนแรงงานกัมพูชาหมดอายุ อาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบัน แต่ก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตด้วย

ที่มา – “ตรีนุช” เสนอ ครม. ต่ออายุแรงงานเพื่อนบ้าน แทนแรงงานกัมพูชาหมดอายุ

ทหารพรานจับกระบะขน **แรงงานเถื่อนชาวกัมพูชา**

สระแก้วระทึก! ทหารพรานไล่ล่าสกัดจับรถกระบะลอบขน แรงงานเถื่อนชาวกัมพูชา จำนวน 10 ราย ก่อนเสียหลักตกข้างทาง ผู้ต้องหารับสารภาพกลับบ้านเกิดไม่มีงานทำ ขาดรายได้ จึงตัดสินใจลักลอบมาหางานทำในฝั่งไทย

เมื่อเวลา 04.15 น. วันที่ 15 ตุลาคม 2568 กองกำลังบูรพา โดย ฉก.อรัญประเทศ และ ชค.ทพ.12 (ร้อย.ทพ.1206) ได้ทำการสกัดจับขบวนการลักลอบขนแรงงานต่างด้าว บริเวณเส้นทางระหว่างบ้านสลองคอง – บ้านกุดหิน ต.คลองน้ำใส อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

ชุดลาดตระเวนเฝ้าตรวจ ร้อย.ทพ.1206 และ ฉก.อรัญประเทศ ได้รับแจ้งข้อมูลจากแหล่งข่าวว่าจะมีการลักลอบขนแรงงานเถื่อนชาวกัมพูชา ที่ลักลอบข้ามแดนเข้ามาในประเทศไทย จึงได้วางกำลังและตรวจพบรถยนต์กระบะต้องสงสัย ยี่ห้อโตโยต้า 4 ประตู สีขาว ทะเบียน กท 6903 สระแก้ว วิ่งมาบนเส้นทางดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงส่งสัญญาณให้หยุดเพื่อขอตรวจสอบ แต่รถคันดังกล่าวกลับเร่งเครื่องหลบหนี ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องไล่ติดตามอย่างกระชั้นชิด

ระหว่างการหลบหนี รถกระบะได้เสียหลักตกข้างทาง บริเวณบ้านสลองคอง ม.3 ต.คลองน้ำใส อ.อรัญประเทศ เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ พบกลุ่มบุคคลที่นั่งอยู่ภายในรถได้พากันวิ่งหลบหนีออกจากรถทันที เจ้าหน้าที่จึงได้ติดตามและควบคุมตัวผู้ที่วิ่งหลบหนีมาได้ทั้งหมด รวม 10 คน

จากการตรวจสอบพบว่าเป็นชาวกัมพูชา ประกอบด้วยชาย 6 คน หญิง 3 คน และผู้ติดตามเยาวชนหญิง 1 คน ทั้งหมดไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทยแต่อย่างใด นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังสามารถควบคุมตัวผู้ขับขี่รถกระบะซึ่งเป็นชาวไทยได้อีก 1 คน

จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้นำพาชาวไทยยอมรับว่า ได้รับการว่าจ้างจากชาวกัมพูชา ให้มารับกลุ่มผู้ลักลอบเข้าเมืองชาวกัมพูชาที่บริเวณชายแดน เพื่อนำไปส่งยังพื้นที่ตอนในของประเทศไทย ส่วนแรงงานเถื่อนชาวกัมพูชาทั้ง 10 คนให้การว่า เดิมเคยทำงานอยู่ในประเทศไทย แต่ต้องเดินทางกลับภูมิลำเนาเนื่องจากมาตรการคุมเข้มการเข้าออกชายแดน แต่เนื่องจากกลับไปแล้วไม่มีงานทำและขาดรายได้ จึงตัดสินใจติดต่อผู้นำพาชาวกัมพูชาให้พาเดินเท้าลัดเลาะตามช่องทางธรรมชาติข้ามมายังฝั่งไทย ก่อนที่จะมีผู้นำพาชาวไทยมารับช่วงต่อ จนกระทั่งถูกจับกุมในที่สุด

ทหารพรานสกัดจับกระบะขน 10 แรงงานเถื่อนชาวกัมพูชา ลักลอบเข้าไทย หางานทำ

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้นำพาชาวไทย พร้อมทั้งแรงงานเถื่อนชาวกัมพูชาทั้ง 10 คน ไปทำการสอบสวนเพิ่มเติมที่ กองบังคับการ ร้อย.ทพ.1206 และจะดำเนินการส่งตัวให้พนักงานสอบสวน สภ.คลองน้ำใส เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ปัญหาแรงงานต่างด้าวและการแก้ไข

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการลักลอบเข้าเมืองของแรงงานต่างด้าวที่ยังคงมีอยู่ถึงแม้จะมีมาตรการควบคุมที่เข้มงวด การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประเทศเพื่อนบ้าน ในการสร้างงาน สร้างรายได้ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อลดแรงจูงใจในการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย

นอกจากนี้ การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังต่อผู้กระทำผิด ทั้งผู้นำพาและผู้ที่ให้การสนับสนุน ก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำ

การแก้ไขปัญหาแรงงานเถื่อนชาวกัมพูชาอย่างยั่งยืนต้องมองในภาพรวมของเศรษฐกิจและความมั่นคงของทั้งสองประเทศ

ที่มา – ทหารพรานสกัดจับกระบะขน 10 แรงงานเถื่อนชาวกัมพูชา ลักลอบเข้าไทย หางานทำ

กกล.บูรพา จับแรงงานกัมพูชา 37 คน ลักลอบเข้าไทย

กองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) จับกุมแรงงานชาวกัมพูชาจำนวน 37 คน ขณะลักลอบเข้าประเทศไทยบริเวณชายแดนโคกสูง โดยใช้โดรนตรวจจับความร้อนบินสำรวจพื้นที่แนวชายแดน

กกล.บูรพา จับแรงงานกัมพูชา 37 คน ลักลอบเข้าไทยแนวชายแดนโคกสูง

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 เวลา 04.00 น. กองกำลังบูรพา โดยหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 (ฉก.12) ร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนที่ 4 (ฉก.ตชด.4) ได้ลาดตระเวนตรวจสอบพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านอำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เพื่อป้องกันและสกัดกั้นการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย

ขณะที่เจ้าหน้าที่ใช้โดรนตรวจจับความร้อนบินสำรวจแนวชายแดน บริเวณหลักเขตแดนที่ 47-48 บ้านอ่างศิลา ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง พบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยจำนวนมากกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาในเขตประเทศไทย จึงเข้าตรวจสอบและจับกุมทั้งหมด

จากการตรวจสอบ พบว่าเป็นแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา จำนวน 37 คน (ชาย 22 คน และหญิง 15 คน) ทั้งหมดไม่มีเอกสารอนุญาตเข้าประเทศ (พาสปอร์ตหรือวีซ่า)

จากการสอบสวนเบื้องต้น แรงงานให้การว่าเดินทางมาจากจังหวัดบันเตียเมียนเจยและเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา โดยมีนายหน้าชาวกัมพูชาเป็นผู้จัดหาและนำมาส่งใกล้ชายแดน เพื่อรอจังหวะลักลอบเข้าไทย โดยมีจุดหมายปลายทางเพื่อทำงานรับจ้างทั่วไปและในโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ชั้นในของประเทศไทย เช่น กรุงเทพมหานคร ชลบุรี และสมุทรปราการ โดยจ่ายค่านายหน้าคนละประมาณ 3,000–5,000 บาท

เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวทั้งหมดไปยังที่ทำการหน่วยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนที่ 4 เพื่อทำบันทึกจับกุม และส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสระแก้วดำเนินการตามกฎหมายต่อไป พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคัดกรองโรคและเตรียมผลักดันกลับประเทศ

ทางการเน้นย้ำว่าพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านอำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ยังคงมีการลักลอบหลบหนีเข้าเมืองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยในพื้นที่ได้เพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวนและใช้เทคโนโลยีตรวจจับ เช่น โดรนตรวจความร้อน กล้องวงจรปิด และหน่วยเฝ้าตรวจเคลื่อนที่ เพื่อป้องกันการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง

การจับกุมแรงงานกัมพูชาที่ลักลอบเข้าไทย

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องในการลักลอบเข้าประเทศไทยเพื่อหางานทำ แม้ว่าจะมีความเสี่ยงและความผิดทางกฎหมาย การที่เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้เป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังและป้องกันชายแดน

การลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายไม่เพียงแต่เป็นความผิดทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังอาจนำไปสู่ปัญหาทางสังคมอื่นๆ เช่น การเอารัดเอาเปรียบแรงงาน การค้ามนุษย์ และความเสี่ยงด้านสุขภาพ ดังนั้น การป้องกันและปราบปรามการลักลอบเข้าเมืองจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ภาครัฐและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจึงควรทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อแก้ไขปัญหาการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม และการบังคับใช้กฎหมาย

สถานการณ์ กกล.บูรพา จับแรงงานกัมพูชา 37 คน ลักลอบเข้าไทย แนวชายแดนโคกสูงนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าเราต้องให้ความสำคัญกับการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน และป้องกันการกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบ เพื่อความสงบสุขและความปลอดภัยของประเทศ

การ กกล.บูรพา จับแรงงานกัมพูชา 37 คน ลักลอบเข้าไทย ควรเป็นอุทาหรณ์ให้ตระหนักถึงผลเสียของการลักลอบเข้าเมือง และหันมาทำงานอย่างถูกกฎหมายเพื่อสร้างรายได้และพัฒนาประเทศ

ดังนั้นการป้องกันและแก้ไขปัญหา กกล.บูรพา จับแรงงานกัมพูชา 37 คน ลักลอบเข้าไทย จึงเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันแก้ไขอย่างจริงจัง

ที่มา – กกล.บูรพา จับแรงงานกัมพูชา 37 คน ลักลอบเข้าไทยแนวชายแดนโคกสูง

กมธ.มั่นคงฯ ถก ปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ กระทบเศรษฐกิจ

“รังสิมันต์” ประธาน กมธ.ความมั่นคงฯ ถก ปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ ชี้ เหลือแรงงานอยู่ประมาณ 10% ของยอดที่เคยมี กระทบเศรษฐกิจแน่ ปูด พบบริษัทนำเข้าแรงงานผิดกฎหมาย

วันที่ 20 สิงหาคม 2568 นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการประชุม กมธ. ในวันนี้ว่า จะคุยกันถึงเรื่องผลกระทบจากการที่แรงงานกัมพูชาเดินทางกลับไปยังประเทศ ซึ่งปัจจุบันจากเดิมตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 3 แสนคน เหลือแรงงานอยู่ประมาณ 10% ของยอดที่เคยมี และถ้าหากนับจากแรงงานผิดกฎหมายอาจจะมีมากกว่านั้น ซึ่งต้องยอมรับว่า 10% ที่เหลืออยู่ในภาคการผลิตของเรา ทั้งเกษตรและก่อสร้างได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน

สถานการณ์ ปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะภาคการผลิตที่ต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวจำนวนมาก การขาดแคลนแรงงานทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

นอกจากนี้ เราต้องยอมรับว่าสถานการณ์ตามแนวชายแดนหลังจากมีการปะทะกันแล้วไม่ได้กลับมาเหมือนเดิม ไม่ได้มีปัญหาแค่เรื่องการเยียวยาไม่เพียงพอแต่มีปัญหาในมิติเศรษฐกิจด้วย ถ้าหากเราฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจไม่ได้จะส่งผลกระทบระยะยาวต่อเศรษฐกิจตามแนวชายแดนทั้งระบบ เรื่องผลกระทบของการไม่มีแรงงาน ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่เราจำเป็นต้องดำเนินการและหาแนวทางแก้ปัญหา

นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า หลักๆ ได้เชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กลุ่มสมาคมสหกรณ์จังหวัดตราด และอีกหลายภาคส่วนมาร่วมประชุม ทางกระทรวงแรงงานเองมีความพยายามนำเข้าแรงงานจากศรีลังกาเข้ามา ซึ่งต้องพูดคุยกันถึงความจำเป็น แต่มากไปกว่านั้นมีอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องการทุจริตในเรื่องการนำเข้าแรงงานกัมพูชา ซึ่งวันนี้เรามีชื่อบริษัทเป้าหมายแล้ว

“สิ่งที่ต้องยอมรับ วงการแรงงานมีเรื่องการทุจริตเรื่องค้ามนุษย์เรื่องสีเทาดำเต็มไปหมด ทางกรรมาธิการก็จะสอบในเรื่องเหล่านี้ ส่วนลักษณะการทุจริตจะเป็นการนำแรงงานเข้ามาโดยจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อให้ได้สิทธิพิเศษ หรือพูดง่ายๆ คือมีการจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่ออำนวยความสะดวกต่างๆ แต่ยืนยันว่าเรามีชื่อบริษัทแล้ว”

ปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไร?

ปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ กำลังเป็นประเด็นร้อนที่ถูกพูดถึงในวงกว้าง โดยเฉพาะผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจของไทย ซึ่งพึ่งพาแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเป็นจำนวนมาก การที่แรงงานกัมพูชาจำนวนมากเดินทางกลับประเทศ ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนแรงงานในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมและก่อสร้าง ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าและบริการ

ผลกระทบจากปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ

  • ภาคเกษตรกรรม: ขาดแคลนแรงงานเก็บเกี่ยวผลผลิต ทำให้ผลผลิตเสียหายและราคาตกต่ำ
  • ภาคก่อสร้าง: โครงการก่อสร้างล่าช้า ต้นทุนสูงขึ้น
  • ภาคอุตสาหกรรม: กำลังการผลิตลดลง

นอกจากนี้ การที่แรงงานกัมพูชาเดินทางกลับประเทศ ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะจังหวัดชายแดนที่เคยพึ่งพาแรงงานจากกัมพูชาเป็นจำนวนมาก

ทางออกของ ปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ คืออะไร? รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน โดยอาจพิจารณาแนวทางดังต่อไปนี้

  • ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรกลทางการเกษตร: เพื่อลดการพึ่งพาแรงงานคน
  • พัฒนาทักษะแรงงานไทย: เพื่อให้สามารถทำงานในภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการทักษะสูงได้
  • เจรจาและทำข้อตกลงกับประเทศเพื่อนบ้าน: เพื่อนำเข้าแรงงานอย่างถูกกฎหมาย

การแก้ไขปัญหา ปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ เป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

การที่กรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพิจารณา แสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในวงกว้าง การแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุดและทันท่วงทีจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – กมธ.มั่นคงฯ ถกปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ กระทบเศรษฐกิจ เหตุเหลืออยู่ราว 10%

แรงงานกัมพูชาเปิดใจ ถูกผลักดันกลับประเทศแต่ไร้งาน

เรื่องราวสุดสะเทือนใจของแรงงานกัมพูชาเปิดใจถึงความยากลำบากหลังถูกผลักดันกลับประเทศ แต่กลับเผชิญกับปัญหาแรงงานกัมพูชาเปิดใจว่าไม่มีงานทำและไม่ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาล ทำให้พวกเขาต้องเสี่ยงชีวิตลอบข้ามแดนกลับมายังประเทศไทยอีกครั้งเพื่อหาเลี้ยงชีพ

แรงงานกัมพูชาเปิดใจ ถูกผลักดันกลับประเทศแต่ไร้งาน

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 กองกำลังบูรพา ร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ และกองร้อยทหารพรานที่ 1202 ได้ทำการจับกุมแรงงานชาวกัมพูชาวัย 19 ปี ขณะลักลอบข้ามแดนเข้ามาในประเทศไทย บริเวณช่องทางธรรมชาติใกล้บ้านป่าไร่ใหม่ ตำบลป่าไร่ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว

จากการสอบสวนผ่านล่าม ทราบว่าแรงงานรายนี้เคยทำงานเป็นลูกจ้างขายปลาในตลาดโรงเกลือ อำเภออรัญประเทศ แต่เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เขาถูกกดดันให้เดินทางกลับประเทศตามนโยบายของรัฐบาลกัมพูชาที่ต้องการให้แรงงานคืนสู่ภูมิลำเนา อย่างไรก็ตาม ชีวิตความเป็นอยู่หลังกลับไปยังบ้านเกิดกลับไม่ได้ดีขึ้นอย่างที่คาดหวัง

ชีวิตที่ไร้งานและไร้การช่วยเหลือ

“อยู่ฝั่งกัมพูชาไม่มีงานทำ รัฐบาลไม่ได้ช่วยอะไรเลย” คือคำพูดที่แรงงานกัมพูชาเปิดใจด้วยน้ำเสียงสิ้นหวัง ชีวิตหลังกลับไปบ้านเกิดเต็มไปด้วยความยากลำบาก เขาไม่มีงานทำ ขาดรายได้ และไม่ได้รับการช่วยเหลือใด ๆ จากรัฐบาลกัมพูชา ทำให้เขาไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องเสี่ยงชีวิตลอบกลับเข้ามาในประเทศไทยอีกครั้ง เพื่อหาเลี้ยงชีพและครอบครัว

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการขาดแคลนงานและการสนับสนุนจากภาครัฐในประเทศกัมพูชา ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเป็นอยู่ของประชาชน ทำให้พวกเขาต้องเผชิญกับความยากลำบากในการดำรงชีวิต และบีบบังคับให้ต้องตัดสินใจเสี่ยงอันตรายเพื่อแสวงหาโอกาสในต่างแดน

การลักลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายและมีความเสี่ยงสูง แต่สำหรับแรงงานชาวกัมพูชาเหล่านี้ มันอาจเป็นหนทางเดียวที่พวกเขามองเห็นว่าจะสามารถช่วยให้พวกเขามีชีวิตรอดได้ การที่รัฐบาลกัมพูชาไม่สามารถจัดหางานและให้ความช่วยเหลือที่เพียงพอแก่ประชาชนของตนเองได้ ทำให้เกิดปัญหาการอพยพย้ายถิ่นฐานและการแสวงหาโอกาสในต่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เรื่องราวนี้เป็นการเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาปากท้องและการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวังและต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อความอยู่รอด นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนแก่ประชาชนของตนเองอย่างจริงจัง เพื่อให้พวกเขาสามารถมีชีวิตที่ดีขึ้นในประเทศของตนเอง

ปัญหาแรงงานกัมพูชาเปิดใจถึงความยากจนและการถูกทอดทิ้ง สะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำทางสังคมและความจำเป็นในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน

ที่มา – แรงงานกัมพูชาเปิดใจ ถูกผลักดันกลับประเทศแต่ไร้งาน-รัฐบาลไม่ช่วย ต้องลอบเข้าไทยอีกครั้ง

Scroll to top