แร่แรร์เอิร์ธ

เอกนิติย้ำ! MOU แรร์เอิร์ธ ไม่ใช่กฎหมาย ครม.รับทราบแล้ว

คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านแร่แรร์เอิร์ธระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา หลังจากที่ประชุมนัดพิเศษเมื่อวันที่ 23 ตุลาคมได้อนุมัติในหลักการ โดยมีการชี้แจงว่า แม้ MOU จะเปิดโอกาสให้มีการลงทุนและการสำรวจ แต่ทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามกฎหมายแร่ของไทย และต้องมีการประมูลอย่างเสรี ไม่ใช่การมอบสิทธิพิเศษให้กับสหรัฐฯ โดยตรง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า MOU นี้เป็นการปูทางไปสู่การเจรจาเรื่องภาษีกับสหรัฐฯ โดยหวังว่าจะใช้ความสัมพันธ์ที่ดีในการลดภาษีจาก 19% เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในอาเซียน

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้แถลงข่าวที่ทำเนียบรัฐบาล โดยชี้แจงว่า ครม.ได้รับทราบการลงนาม MOU แรร์เอิร์ธ ไม่ใช่กฎหมาย แล้ว และต้องการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  1. MOU ฉบับนี้ไม่ใช่กฎหมาย แต่เป็นเพียงข้อตกลงความเข้าใจร่วมกัน เพื่อพิจารณาเรื่องห่วงโซ่อุปทานและการส่งเสริมการลงทุนในแร่แรร์เอิร์ธ
  2. มีเป้าหมายที่จะส่งเสริมการค้าและการลงทุนในอุตสาหกรรมการสำรวจ การสกัด การแปรรูป การกลั่น การรีไซเคิล และการกู้คืนแร่แรร์เอิร์ธ ซึ่งครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
  3. สนับสนุนการลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่มและอุตสาหกรรมการสกัดแร่
  4. สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ตลาด โดยทำให้แร่แรร์เอิร์ธสามารถนำไปใช้ในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย โปร่งใส และส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ

ขอบเขตความร่วมมือประกอบด้วย:

  1. การแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ ความเชี่ยวชาญทางเทคนิคเกี่ยวกับแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในระดับสากล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย
  2. การให้เจ้าหน้าที่ของทั้งสองประเทศจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ การสัมมนา และการดำเนินงานด้านวิทยาศาสตร์ร่วมกัน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและกลไกต่างๆ
  3. การให้ความสำคัญกับแนวปฏิบัติด้านกฎระเบียบที่ดี ทั้งการออกใบอนุญาตและการลดขั้นตอน
  4. การแลกเปลี่ยนข้อมูลในโครงการต่างๆ และราคาสินค้าแร่แรร์เอิร์ธ
  5. การให้ทั้งสองประเทศคุ้มครองตลาด โดยอิงกลไกตลาด การปฏิบัติทางการค้าที่เป็นธรรม และมาตรฐานการค้า

ดังนั้น วัตถุประสงค์และขอบเขตความร่วมมือทั้งหมด มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานแร่แรร์เอิร์ธ และขอย้ำว่า MOU แรร์เอิร์ธ ไม่ใช่กฎหมาย ไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมาย และสามารถทำได้กับทุกประเทศ

MOU แรร์เอิร์ธ ไม่ใช่กฎหมาย

ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่มีเหมืองแร่แรร์เอิร์ธที่มีประสิทธิภาพในเชิงพาณิชย์ ดังนั้นการลงนาม MOU จะช่วยเสริมความมั่นคงและเพิ่มห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุหายาก โดยเฉพาะในด้านการสำรวจและการใช้ประโยชน์แร่ธาตุที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม เช่น พลังงานสะอาดและรถยนต์ไฟฟ้า

การลงทุนทั้งในและต่างประเทศจะทำให้ไทยได้รับประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนข้อมูล ถ่ายทอดเทคโนโลยี และสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการลงทุน พร้อมย้ำว่า MOU ฉบับนี้ไม่มีผลทางกฎหมาย ผู้ประกอบการจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายและคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน

ขณะที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวว่า MOU อนุญาตให้ทั้งสองประเทศมีสิทธิ์ที่จะลงทุนและสำรวจ แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมายภายในประเทศ และ MOU แรร์เอิร์ธ ไม่ใช่กฎหมายระหว่างประเทศ แต่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ที่จะร่วมมือกันพัฒนาแร่หายากให้เกิดประโยชน์สูงสุด

MOU แรร์เอิร์ธ คืออะไร?

เลขาธิการกฤษฎีกา ยังกล่าวถึงข้อกังวลของ ครม. เกี่ยวกับการดำเนินการต่างๆ ที่ต้องเป็นไปตามกฎหมายไทย และยืนยันว่าการลงนาม MOU ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้กับสหรัฐฯ เป็นการเฉพาะ แต่ดำเนินการอย่างเข้มข้นเพื่อให้ไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD และยกระดับกฎหมายของไทย

ส่วนกรณีคำว่า “first opportunity to invest” หมายถึงการให้เกียรติซึ่งกันและกันในฐานะคู่สัญญา แต่การดำเนินการจะต้องยึดกฎหมายแร่ของไทยที่กำหนดให้มีการเปิดประมูลอย่างเสรีเป็นธรรม

เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวว่า MOU สามารถยกเลิกได้เมื่อใดก็ได้ และการยกเลิกจะไม่มีผลต่อสิ่งที่ดำเนินการไปแล้ว ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้มีการดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น

นายเอกนิติ กล่าวว่า การลงนาม MOU เกี่ยวข้องกับการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ซึ่งสหรัฐฯ เปิดโอกาสให้ไทยสามารถเจรจาต่อรองเพื่อยกเว้นหรือลดภาษี 19% ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทยและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ส่วนกรณีที่ศาลสหรัฐฯ จะตัดสินคดีเรื่องภาษีศุลกากรตอบโต้ นายเอกนิติ กล่าวว่า ต้องเตรียมพร้อมและติดตามพัฒนาการต่างๆ เพื่อใช้เป็นกรอบและกลยุทธ์ในการเจรจา

โดยสรุปแล้ว MOU ฉบับนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมแร่แรร์เอิร์ธของไทย แต่การดำเนินการทุกขั้นตอนจะต้องโปร่งใส เป็นไปตามกฎหมาย และคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประเทศ

ที่มา – “เอกนิติ-ธนกร-เลขากฤษฎีกา” แท็กทีมย้ำ MOU แรร์เอิร์ธ ไม่ใช่กฎหมาย วันนี้ ครม. รับทราบแล้ว

“ศุภจี” ชี้ MOU แร่แรร์เอิร์ธ ยกเลิกได้ ไม่มีข้อผูกพัน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แจง MOU แร่แรร์เอิร์ธกับสหรัฐฯ ยกเลิกเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมายและไม่ต้องร่วมลงทุน กรอบเจรจาการค้าต้องจบสิ้นปีนี้

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์พิเศษเกี่ยวกับประเด็นที่ไทยลงนาม MOU ความร่วมมือแร่หายาก หรือแรร์เอิร์ธ กับสหรัฐอเมริกา ซึ่งเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า MOU นี้ทำโดยกระทรวงการต่างประเทศ ได้รับความเห็นชอบจาก ครม. และกระทรวงอุตสาหกรรม

“ศุภจี” ชี้ MOU แร่แรร์เอิร์ธ กับสหรัฐฯ ยกเลิกเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมาย

นางศุภจี กล่าวว่าเนื้อหาใน MOU แร่แรร์เอิร์ธ ไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมาย และไม่มีข้อผูกพันที่ต้องร่วมลงทุน เป็นเพียงความร่วมมือในการศึกษาห่วงโซ่อุปสงค์อุปทาน แลกเปลี่ยนเทคโนโลยี และสามารถยกเลิกได้เมื่อไหร่ก็ได้ เป็นแค่ความร่วมมือที่สหรัฐฯ ต้องการประกาศกับไทย

ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่เซ็น MOU นี้ มีประมาณ 9 ประเทศ มาเลเซียก็เซ็น และสหรัฐฯ อาจเซ็นกับญี่ปุ่นต่อไป แต่ข้อผูกพันในแต่ละประเทศอาจไม่เหมือนกัน ของไทยไม่มีเนื้อหาผูกพันทางกฎหมาย

กรณีเซ็น MOU แล้ว กังวลหรือไม่ว่าจีนจะรู้สึกไม่ดี นางศุภจี กล่าวว่า MOU นี้ไม่มีข้อผูกพัน เป็นแค่ความร่วมมือในการศึกษา ซึ่งไทยไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องนี้เป็นหลัก ก่อนประชุมอาเซียน ได้พบกับเอกอัครราชทูตจีน ซึ่งบอกว่าจีนกำลังออกมาตรการเข้มงวดเรื่องแร่แรร์เอิร์ธ เพราะใช้ทางการทหารได้ด้วย ไทยทำในเชิงพาณิชย์ก็ไม่ต้องกังวล จีนส่งให้ได้ตามปกติ แต่เรื่องทหารต้องเข้มข้นขึ้น

MOU แร่แรร์เอิร์ธ กับสหรัฐฯ ยกเลิกเมื่อไหร่ก็ได้ ไทยสมดุลทั้งจีนและสหรัฐฯ

“ประเทศเราต้องพึ่งพาทั้งสหรัฐฯ และจีน จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทย ทั้งส่งออกและนำเข้า ส่วนสหรัฐฯ เป็นประเทศที่เราส่งออกเป็นอันดับ 1 ดังนั้นสำคัญทั้งคู่ ไทยต้องอยู่ในสิ่งที่สมดุล นายกรัฐมนตรีลงนามใน MOU เพื่อให้เห็นความร่วมมือ แต่คณะรัฐมนตรีและกฤษฎีกาดูแลอย่างดีว่า สิ่งที่เซ็นไม่ได้มีข้อผูกมัดทางกฎหมาย ดังนั้นสามารถยกเลิกเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ได้ผูกมัดเรื่องลงทุน” นางศุภจีกล่าว

นางศุภจีกล่าวถึงการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ว่าคืบหน้า รัฐบาลก่อนตกลงกรอบภาษี 19% แต่มีรายละเอียดว่าอะไร 19% อะไร 0% ตอนนี้มีภาคผนวกเพิ่มเข้ามา และมีมาตรา 232 ขึ้นมาอีกหลายอุตสาหกรรม กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศต้องเจรจาให้เกิดประโยชน์สูงสุด

Joint Statement เป็นแค่กรอบที่บอกว่า 2 ประเทศจะตกลงรายละเอียดให้จบภายในสิ้นปี เพราะเร็วกเกินไปอาจทำให้เราสูญเสีย ต้องมั่นใจว่าสิ่งที่ตกลงมีประโยชน์สูงสุด

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวอีกว่า ปัจจุบันไทยมี FTA 14 ฉบับ กับ 18 ประเทศ สิ่งที่ตกลงกับประเทศอื่นๆ ในเรื่องอัตราภาษี ก็เอาอันนี้เป็นลิสต์ให้สหรัฐฯ เหมือนกัน เพราะการค้าจะได้อยู่ในระนาบเดียวกัน จะเหลือแค่รายการไม่มากนัก ที่ต้องระมัดระวังและใช้เวลาเจรจา แต่ต้องพยายามจบในกรอบสิ้นปีนี้

โดยสรุปแล้ว MOU แร่แรร์เอิร์ธ ที่ไทยทำกับสหรัฐอเมริกา ไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมาย และสามารถยกเลิกได้เมื่อไหร่ก็ได้ ไทยยังคงดำเนินนโยบายที่สมดุลกับทั้งสหรัฐฯ และจีน เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ

ที่มา – “ศุภจี” ชี้ MOU แร่แรร์เอิร์ธ กับสหรัฐฯ ยกเลิกเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมาย

ภัทรพงษ์ ค้าน MOU “แร่แรร์เอิร์ธ” เสียเปรียบ?

“ภัทรพงษ์” สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ค้าน “MOU แร่แรร์เอิร์ธ” ล้วนแต่เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายสหรัฐฯ ซัด “อนุทิน” ยอมเซ็นให้ประเทศไทยเสียเปรียบได้อย่างไร

วันที่ 27 ตุลาคม 2568 นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ตั้งคำถามผ่านเฟซบุ๊ก ถึงกรณี MOU ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงนามร่วมกับ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยขอตั้งคำถามอย่างแรกคือ “เราไปลงนามด้านสันติภาพ แล้วแร่แรร์เอิร์ธ เกี่ยวอะไรด้วย เพราะมันไม่มีความจำเป็นใดๆ ในการเซ็น MOU นี้เลย” คำถามต่อมาคือ “นายกฯ บอกว่าได้มีการนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมาแล้วโดยกรมเหมืองแร่ฯ”

นายภัทรพงษ์ ระบุว่า ได้ย้อนดูสรุปผลการประชุม ครม. เพราะไม่เคยเห็นประเด็นนี้ และสุดท้ายก็ไม่มีเรื่องนี้ระบุในสรุปผลประชุม ครม. อีกทั้งกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ก็ยังไม่มีความเชี่ยวชาญในประเด็นแร่แรร์เอิร์ธเลย ในที่ประชุมอนุกรรมาธิการมลพิษทางน้ำข้ามแดน กรมฯ ยังไม่สามารถอธิบายได้ว่าการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในประเทศเพื่อนบ้านทำด้วยวิธีอะไร ตนต้องไล่อธิบายวิธีทำแบบ In-situ leaching ที่เจาะรูแล้วฉีดสารเคมีลงดินให้ฟัง

“ในเมื่อรัฐไทยยังไม่มีความพร้อม แล้วรัฐบาลยอมเซ็นให้ประเทศเสียเปรียบขนาดนี้ได้อย่างไร และใน MOU ฉบับนี้ก็ยังไม่มีการระบุเรื่องการทำเหมืองที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยซ้ำ ทั้งๆ ที่เรากำลังเจอปัญหาน้ำเป็นพิษที่เชียงใหม่และเชียงรายกันอย่างหนัก รัฐบาลทำให้ไทยกลายเป็นแค่หมากในสงครามแร่แรร์เอิร์ธระหว่างจีน-สหรัฐฯ ไปแล้ว”

ที่แย่ขึ้นไปอีก คือแม้แต่กฎหมายภายในประเทศของเราทุกวันนี้ ยังไม่มีการตรวจสอบ Supply chain ของแร่ที่นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านมาในประเทศเรา ผู้นำเข้าไม่ต้องระบุว่าเอามาจากเหมืองไหน มีการจัดการด้านมลพิษในเหมืองนั้นอย่างไร บอกแค่ว่ามาจากประเทศไหน แค่นั้นนำเข้าได้แล้ว ชัดเจนว่าภายในประเทศเรายังไม่จัดการ ทางแก้ปัญหาเดิมยังไม่มี แต่รัฐบาลกลับเลือกสร้างปัญหาใหม่

MOU ฉบับนี้ถูกบีบเอาไว้หลายประการด้วยกัน ดังนี้

  • ให้สิทธิสหรัฐฯ มาวิเคราะห์การขยายพื้นที่และพิกัดของแร่หายากในประเทศไทย
  • หากเจอพื้นที่แร่หายาก สหรัฐฯ รู้ก่อน โดยระบุไว้เลยว่าต้องบอกสหรัฐฯ ให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ และสหรัฐฯ คาดหวังว่าจะได้โอกาสในการลงทุนก่อนเจ้าอื่นด้วย
  • กระบวนการอนุญาตต่างๆ จากผู้ลงทุนของสหรัฐฯ ทั้งจากกฎหมายระดับชาติ หรือท้องถิ่น ต้องถูกทำให้รวดเร็วและคล่องตัวมากขึ้นด้วย
  • แม้การยกเลิก MOU ฉบับนี้ถูกระบุให้สามารถทำได้ทุกเมื่อ แต่ก็ระบุแนบท้ายไว้ด้วยเช่นกันว่า โครงการใดๆ ที่ตกลงกันแล้วก่อนยกเลิก ให้ยึดถือการดำเนินการตาม MOU ฉบับนี้ต่อ แม้ MOU จะถูกยกเลิกไปแล้ว

“นี่ทรัพยากรของประเทศนะครับ ไม่ใช่สิ่งที่จะเอาไปต่อรองเพื่อผลประโยชน์แอบแฝงอะไรแบบนี้ ผมไม่สามารถเชื่อได้เลยว่า รัฐบาลจะยอมเซ็น MOU ที่ประเทศไทยเสียเปรียบทุกทางแบบนี้ โดยไม่มีผลประโยชน์ใดๆ เลย และการยกเลิก MOU กับประเทศใหญ่ที่มีช่องทางบีบเราได้หลายทางแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายด้วยนะครับ รัฐบาลทำพลาดมาก หากรัฐบาลจะอ้างว่า MOU ผูกพันทั้งสองฝ่ายเท่าๆ กันในลักษณะที่ไม่ใช่สนธิสัญญา แต่อ่านถ้อยคำที่ระบุ ล้วนแต่เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายสหรัฐฯ เพราะฝ่ายไทยไม่สามารถไปลงทุนแรร์เอิร์ธในสหรัฐฯ แน่นอน เพราะการทำแรร์เอิร์ธในทวีปอเมริกาต้องใช้ต้นทุนสูงกว่าฝั่งประเทศเราหลายเท่า เนื่องจากต้องเจาะผ่านชั้นหินแข็ง และโอกาสที่จะเจอ Heavy rare earth ที่มีราคาตลาดสูงมากๆ ก็น้อย ส่วนมากจะเป็น Light rare earth ที่มีราคาตลาดต่ำกว่ามาก“

ในตอนท้าย นายภัทรพงษ์ ระบุด้วยว่า ไม่เห็นด้วยกับการลงนาม MOU ฉบับนี้ เพราะฉะนั้นในระหว่างที่รัฐบาลเป็นรัฐบาลชั่วคราวก่อนยุบสภารัฐบาลต้องไม่พิจารณาการทำเหมืองแรร์เอิร์ธในประเทศ และห้ามเปิดช่องให้สหรัฐฯ ใช้ MOU ฉบับนี้มาบีบให้ไทยต้องเปิดทางการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธภายในประเทศให้กับสหรัฐอเมริกา และเร่งการทำ Domestic law ตาม MOU ให้เข้มขึ้นจากการออกกฎหมายลูกต่างๆ ตามพระราชบัญญัติแร่ ให้เข้มงวด ในระหว่างที่รอการแก้ พ.ร.บ.แร่ เพื่อเพิ่มความรัดกุมรอบด้าน ไม่ให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมของชาติ.

ภัทรพงษ์ ค้าน MOU “แร่แรร์เอิร์ธ” เสียเปรียบจริงหรือ?

จากกรณีที่นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ออกมาคัดค้าน MOU “แร่แรร์เอิร์ธ” ที่รัฐบาลไทยทำกับสหรัฐฯ ทำให้เกิดคำถามตามมามากมายถึงความเหมาะสมและความโปร่งใสของข้อตกลงดังกล่าว ประเด็นหลักที่นายภัทรพงษ์หยิบยกขึ้นมาคือ ความไม่เป็นธรรมและข้อเสียเปรียบที่ประเทศไทยอาจต้องเผชิญจากการทำ MOU ฉบับนี้

MOU “แร่แรร์เอิร์ธ” กระทบไทยอย่างไร?

นายภัทรพงษ์ชี้ให้เห็นถึงข้อกังวลหลายประการเกี่ยวกับ MOU “แร่แรร์เอิร์ธ” นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่สหรัฐฯ จะได้รับสิทธิพิเศษในการสำรวจและลงทุนในแหล่งแร่หายากของไทยก่อนใคร รวมถึงกระบวนการอนุมัติที่อาจถูกเร่งรัดเป็นพิเศษ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและผลประโยชน์ของชาติได้

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องความพร้อมของประเทศไทยในการจัดการผลกระทบจากการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ ซึ่งอาจก่อให้เกิดมลพิษทางน้ำและปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ตามมา หากไม่มีมาตรการควบคุมที่เข้มงวด

ความไม่ชัดเจนในรายละเอียดของ MOU “แร่แรร์เอิร์ธ” และการขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการตัดสินใจ ยังเป็นอีกประเด็นที่น่ากังวล เพราะอาจนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจและข้อขัดแย้งในอนาคตได้

การทำความเข้าใจถึงข้อดีข้อเสียของ MOU “แร่แรร์เอิร์ธ” อย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

จากข้อมูลทั้งหมด การลงนามใน MOU “แร่แรร์เอิร์ธ” อาจนำมาซึ่งความเสียเปรียบหลายด้านสำหรับประเทศไทย รัฐบาลควรพิจารณาถึงผลกระทบอย่างรอบคอบ และเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบเพื่อความโปร่งใส

ที่มา – “ภัทรพงษ์” สส.ปชน. ค้าน MOU “แร่แรร์เอิร์ธ” ซัด “อนุทิน” ทำไทยเสียเปรียบ

Scroll to top