โฆษกกองทัพบก

โฆษกทบ. เผย ทหารกล้าปลอดภัยแล้ว หลังบาดเจ็บภารกิจเก็บกู้ระเบิดชายแดนช่องอานม้า

โฆษกทบ. เผย ทหารกล้าปลอดภัยแล้ว หลังบาดเจ็บภารกิจเก็บกู้ระเบิดชายแดนช่องอานม้า

เป็นข่าวที่สร้างความโล่งใจให้กับพี่น้องประชาชนชาวไทยเป็นอย่างมาก เมื่อมีการรายงานข่าวกรณี โฆษกทบ. เผย ทหารกล้าปลอดภัยแล้ว หลังบาดเจ็บภารกิจเก็บกู้ระเบิดชายแดนช่องอานม้า โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญเพื่อคืนความปลอดภัยให้กับพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งพื้นที่บริเวณช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ถือเป็นพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์การสู้รบและยังคงมีทุ่นระเบิดหลงเหลืออยู่จำนวนมาก

รายละเอียดเหตุการณ์และความคืบหน้าของกำลังพล

พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาให้ข้อมูลยืนยันว่า กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติภารกิจของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) ขณะนี้อาการปลอดภัยและรู้สึกตัวดีแล้ว โดยได้รับบาดเจ็บที่บริเวณข้อเท้าขวา มือขวา และมีบาดแผลตามร่างกาย ซึ่งเหตุการณ์ โฆษกทบ. เผย ทหารกล้าปลอดภัยแล้ว หลังบาดเจ็บภารกิจเก็บกู้ระเบิดชายแดนช่องอานม้า ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่เจ้าหน้าที่ทหารต้องเผชิญในทุกๆ วัน

สำหรับสาเหตุของภารกิจในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากในอดีตพื้นที่บริเวณช่องอานม้าเคยมีการรุกล้ำและตั้งฐานที่มั่นของฝ่ายกัมพูชา ก่อนที่ฝ่ายไทยจะผลักดันออกไปได้สำเร็จ หลังจากนั้นกองทัพบกจึงได้ดำเนินการกั้นพื้นที่เป็นเขตอันตราย เพื่อให้ทีมเก็บกู้ทุ่นระเบิดเข้าเคลียร์พื้นที่ให้มีความปลอดภัยที่สุด เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่และเกษตรกรที่ต้องการใช้ประโยชน์จากที่ดินดังกล่าว

  • กองทัพบกสั่งการให้ดูแลสวัสดิการของทหารที่ได้รับบาดเจ็บอย่างดีที่สุด
  • ทีมแพทย์จากโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ให้การดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด
  • เน้นย้ำความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ในทุกขั้นตอนการปฏิบัติงาน

อย่างไรก็ตาม เราต้องขอส่งกำลังใจให้แก่ทหารกล้าทุกนายที่เสียสละปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอดทนและเสี่ยงภัยเพื่อความสงบสุขของประเทศชาติ แม้การเก็บกู้ระเบิดจะเป็นงานที่มีความเสี่ยงสูง แต่การที่ โฆษกทบ. เผย ทหารกล้าปลอดภัยแล้ว หลังบาดเจ็บภารกิจเก็บกู้ระเบิดชายแดนช่องอานม้า ก็ถือเป็นข่าวดีที่แสดงให้เห็นถึงการจัดการและการช่วยเหลือที่รวดเร็วของกองทัพ

ในฐานะคนไทย เราขอเชิดชูเกียรติและขอบคุณเหล่านักรบผู้กล้าที่เสียสละตนเองในการปฏิบัติภารกิจที่ไม่ใช่แค่เรื่องของการทหาร แต่เป็นเรื่องของการคืนพื้นที่ปลอดภัยให้แก่พี่น้องประชาชน ขอให้เจ้าหน้าที่ทหารทุกนายที่กำลังปฏิบัติภารกิจอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยทั่วประเทศ แคล้วคลาดปลอดภัยและปฏิบัติหน้าที่จนสำเร็จลุล่วงด้วยดีทุกประการครับ

ที่มา – โฆษกทบ. เผย ทหารกล้าปลอดภัยแล้ว หลังบาดเจ็บภารกิจเก็บกู้ระเบิดชายแดนช่องอานม้า

พิสูจน์บันไดไม้ 1,181 ขั้น ปราสาทคนา ไทยคุมเข้มตลอดแนว

พิสูจน์บันไดไม้ 1,181 ขั้น ปราสาทคนา ไทยคุมเข้มตลอดแนว

วันนี้ขอพาทุกท่านไปติดตามประเด็นร้อนที่หลายคนสนใจเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ “ปราสาทคนา” ซึ่งตั้งอยู่บริเวณสันปันน้ำบนเทือกเขาพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ล่าสุดทางโฆษกกองทัพบกและแม่ทัพภาคที่ 2 ได้ลงพื้นที่จริงเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการ พิสูจน์บันไดไม้ 1,181 ขั้น ปราสาทคนา ไทยคุมเข้มตลอดแนว โดยยืนยันชัดเจนว่าบันไดไม้ดังกล่าวถูกทำลายไปแล้วบางส่วน และพื้นที่ทั้งหมดขณะนี้อยู่ในการดูแลของเจ้าหน้าที่ไทยอย่างเบ็ดเสร็จ

จากการลงพื้นที่เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 คณะเจ้าหน้าที่ได้พาไปดูจุดต่างๆ ที่เคยเป็นฐานที่มั่นของฝ่ายกัมพูชาในช่วงการสู้รบที่ผ่านมา โดยสิ่งที่พบคือหลักฐานการรุกล้ำอธิปไตย ทั้งเสบียงอาหารกระป๋องมากมายใต้หน้าผา และโครงสร้างโรงครัวที่ยังสร้างไม่เสร็จ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการเข้ายึดครองพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญนี้

รายละเอียดการพิสูจน์บันไดไม้ 1,181 ขั้น ปราสาทคนา ไทยคุมเข้มตลอดแนว

แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ย้ำว่าพื้นที่แห่งนี้มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์สูงมาก เนื่องจากเป็นพื้นที่สูงที่ได้เปรียบ ซึ่งกองทัพไทยได้ดำเนินการยึดคืนพื้นที่ได้สำเร็จ โดยปัจจุบันมีการวางแนวรั้วลวดหนาม 2 ชั้น เพื่อป้องกันการรุกล้ำ โดยเฉพาะในประเด็นเรื่อง พิสูจน์บันไดไม้ 1,181 ขั้น ปราสาทคนา ไทยคุมเข้มตลอดแนว นั้น ทางกองทัพได้ดำเนินการทำลายบันไดไม้ในช่วงการสู้รบไปแล้วกว่า 250 เมตร จากระยะทางทั้งหมด 450 เมตร เพื่อตัดเส้นทางลำเลียงหลักของฝ่ายตรงข้าม

นอกจากนี้ คณะได้ร่วมไว้อาลัยแก่ ร.ต.เทิดศักดิ์ ศรีลาชัย ทหารกล้าที่เสียสละชีวิตในสมรภูมินี้ เพื่อแสดงความเคารพต่อวีรชนผู้ปกป้องอธิปไตยของชาติในภารกิจเจาะเส้นทางเข้าสู่ที่หมาย ซึ่งเต็มไปด้วยความยากลำบากท่ามกลางการตอบโต้ด้วยอาวุธหนัก

  • กองทัพติดตามสถานการณ์ชายแดนอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง
  • พื้นที่ปราสาทคนาอยู่ในการควบคุมของหน่วยเฉพาะกิจทหารพราน กรมทหารบกที่ 26
  • กรมศิลปากรเข้าสำรวจและเตรียมบูรณะโบราณวัตถุที่พบ

ความมุ่งมั่นของกองทัพไทยในการเฝ้าตรวจและปกป้องอธิปไตยไม่ได้จบลงเพียงแค่การยึดพื้นที่คืน แต่ยังมีภารกิจสำคัญอื่นๆ อีก 3 ด้าน ได้แก่ การเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง การปรับปรุงที่มั่นให้ปลอดภัย และการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อให้ประชาชนไทยมั่นใจได้ว่าชายแดนของเราจะมีความปลอดภัยและได้รับการดูแลอย่างเต็มกำลังความสามารถจากเหล่าทหารกล้าอย่างแน่นอน สำหรับใครที่เป็นห่วงสถานการณ์ชายแดน ก็สบายใจได้เลยครับว่าสถานการณ์ในตอนนี้เราคุมอยู่หมัดครับ

ที่มา – พิสูจน์บันไดไม้ 1,181 ขั้น “ปราสาทคนา” ทบ.ยืนยันถูกทำลายแล้ว ไทยยึดครองทั้งหมดตลอดแนว

ทบ. ย้ำไม่มีช้อนในร่างพลทหารเพชรรัตน์

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องข่าวร้อนที่หลายคนกำลังสงสัยกันอยู่ นั่นคือกรณี ทบ. ย้ำไม่มีช้อนในร่างพลทหารเพชรรัตน์ ซึ่งเป็นประเด็นที่โผล่ขึ้นมาหลังจากพบช้อนในเถ้ากระดูกหลังฌาปนกิจ แต่กองทัพบกชี้แจงชัดเจนแล้วว่าไม่มีอะไรแปลกปลอมในร่างกายเลยครับ มาดูรายละเอียดกันแบบเป็นกันเองเลยดีกว่า

ทบ. ย้ำไม่มีช้อนในร่างพลทหารเพชรรัตน์

จากที่ พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ออกมาให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ยืนยันผลการตรวจนิติเวชศาสตร์อย่างชัดเจน ไม่พบสิ่งแปลกปลอมใดๆ ในร่างของพลทหารเพชรรัตน์ กำลังยิ่ง จากกรมปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ จังหวัดปราจีนบุรี สาเหตุการเสียชีวิตคือภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ซึ่งเกิดขึ้นกะทันหันมาก แพทย์ตรวจเอกซเรย์และวิธีวิทยาศาสตร์อื่นๆ แล้ว ไม่มีร่องรอยถูกทำร้ายหรือบอบช้ำอะไรเลยครับ

หน่วยยังนำส่งโรงพยาบาลทันทีหลังเกิดอาการ แม้จะไม่มีปฐมพยาบาลเพราะอาการรุนแรง แต่ก็ยืนยันว่าทำตามขั้นตอน นอกจากนี้ยังมีพยานจากเพื่อนพลทหารที่อยู่ด้วยกัน ยืนยันว่าไม่มีทะเลาะวิวาทหรือกลั่นแกล้งกันด้วย

ทำไมทหารต้องพกช้อนติดตัว?

อีกประเด็นที่หลายคนสงสัยคือ ช้อนที่พบมาจากไหน? โฆษกอธิบายว่าเป็นธรรมเนียมของหลายหน่วยในกองทัพ โดยเฉพาะช่วงฝึกซ้อมนอกหน่วย จะต้องพกช้อนประจำตัวไว้กินข้าว เพราะบางครั้งรับประทานอาหารในพื้นที่ห่างไกล ไม่สะดวกหาอุปกรณ์กินข้าว ช้อนนี้เลยติดเสื้อผ้า ไม่ได้อยู่ในร่างกายนะครับ ทบ. ย้ำไม่มีช้อนในร่างพลทหารเพชรรัตน์ แยกประเด็นชัดเจน

พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก

ผลการชันสูตรและการตรวจสอบซ้ำ

สำหรับคนที่ยังไม่เชื่อใจ โฆษกยืนยันว่ามีเอกสารผลตรวจครบถ้วน เอกซเรย์ชัด ไม่มีสิ่งแปลกปลอม และเป็นไปตามกฎหมาย ถ้าเป็นเสียชีวิตผิดธรรมชาติจะมีกระบวนการอื่น แต่กรณีนี้ชัดเจนว่าเป็นธรรมชาติ ไม่มีประวัติทะเลาะหรือใส่ของแปลกเข้าไป โดยเฉพาะช้อนที่ใหญ่ขนาดนั้น ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้จริงๆ ครับ

นอกจากนี้ กองทัพบกยังให้ความสำคัญกับกำลังพลทุกคน ถ้ามีการกลั่นแกล้งหรือลงโทษไม่เหมาะสม จะดำเนินการเต็มที่ตามนโยบายผู้บัญชาการทหารบก ที่มองกำลังพลเป็นเพื่อนรักร่วมงาน

  • ประเด็นสำคัญจากกองทัพบก:
  • ผลชันสูตร: หัวใจล้มเหลว ไม่มีสิ่งแปลกปลอม
  • ช้อน: พกติดตัวกินข้าวตามธรรมเนียม
  • พยาน: เพื่อนยืนยันไม่มีทะเลาะ
  • เอกซเรย์: ยืนยันไม่มีในร่างกาย
  • นโยบาย: ให้ความเป็นธรรมทุกคน

สรุปแล้ว ทบ. ย้ำไม่มีช้อนในร่างพลทหารเพชรรัตน์ กันชัดๆ ข้อมูลข้อเท็จจริงมาครบ ไม่ใช่เรื่องสมคบคิดอะไร สังคมตั้งคำถามได้ แต่กองทัพพร้อมชี้แจงครับ

ในมุมมองของผม กองทัพบกทำดีแล้วที่ออกมาชี้แจงละเอียดแบบนี้ แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใส หากคุณมีประสบการณ์หรือมุมมองเกี่ยวกับชีวิตทหาร ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะครับ จะได้แลกเปลี่ยนกัน!

ที่มา – ทบ. ย้ำผลตรวจไม่มีสิ่งแปลกปลอมในร่าง “พลทหารเพชรรัตน์” ชี้ ช้อนพกติดตัวไว้กินข้าว

กองทัพบก ชี้แจงข้อเท็จจริง พลทหารหมดสติเสียชีวิต สาเหตุหัวใจวายเฉียบพลัน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องประเด็นร้อนที่หลายคนสงสัยกันมานาน นั่นคือ กองทัพบก ชี้แจงข้อเท็จจริง พลทหารหมดสติเสียชีวิต สาเหตุหัวใจวายเฉียบพลัน กรณีของพลทหารเพชรรัตน์ กำลังยิ่ง สังกัดกรมปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ค่ายพรหมโยธี จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นข่าวที่ทำให้สังคมตั้งคำถามเยอะมาก แต่กองทัพบกได้ออกมาชี้แจงอย่างละเอียดแล้วนะครับ มาดูกันว่าข้อเท็จจริงเป็นยังไงบ้าง

กองทัพบก ชี้แจงข้อเท็จจริง พลทหารหมดสติเสียชีวิต สาเหตุหัวใจวายเฉียบพลัน

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการ เกี่ยวกับกรณีพลทหารเพชรรัตน์ที่หมดสติขณะถูกจำขังในเรือนจำมณฑลทหารบกที่ 12 เพื่อนพลทหารที่อยู่ด้วยกันเป็นคนพบเหตุและรีบช่วยเหลือทันที จากนั้นหน่วยก็ส่งตัวไปโรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์ แต่สุดท้ายก็เสียชีวิต แพทย์ยืนยันสาเหตุคือภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน หรือหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ไม่มีร่องรอยการทำร้ายร่างกายเลยสักนิด

กองทัพบก ชี้แจงข้อเท็จจริง พลทหารหมดสติเสียชีวิต

ไทม์ไลน์เหตุการณ์ที่ชัดเจน

เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น มาดูไทม์ไลน์กันครับ พลทหารเพชรรัตน์ถูกจำขังเพราะความผิดวินัยฐานขาดราชการ อยู่กับเพื่อนๆ กว่า 10 วันในพื้นที่จำขัง:

  • 10 พ.ย. 2568 เวลา 18.07 น. เพื่อนๆ ยืนยันว่าพลทหารเพชรรัตน์ยังมีอาการปกติ
  • 18.18 น. อยู่ดีๆ ก็หมดสติล้มลง เพื่อนรีบช่วยเหลือ
  • หน่วยนำส่งห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์ทันที แพทย์รักษาตามขั้นตอน
  • 19.28 น. แพทย์ประกาศเสียชีวิต สาเหตุหัวใจวายเฉียบพลัน

หน่วยได้ตรวจสอบละเอียดแล้ว ไม่มีการทะเลาะวิวาทหรือทำร้ายกันในกลุ่มผู้ถูกจำขังเลยครับ

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก

ผลชันสูตรพลิกศพยืนยันชัดเจน

ผลการตรวจชันสูตรพลิกศพไม่มีร่องรอยการทำร้ายร่างกาย ไม่มีสมองช้ำหรือเลือดออกในสมอง ทางกองทัพภาคที่ 1 และหน่วยต้นสังกัดได้ประสานครอบครัวทันที ครอบครัวเข้าใจและไม่ติดใจ หน่วยยังช่วยเหลือเรื่องพิธีศพและสวัสดิการต่างๆ อย่างครบถ้วนด้วยครับ

แม้จะมีบางคนนำเรื่องนี้มาโพสต์ซ้ำ ทำให้เกิดความเข้าใจผิด แต่กองทัพบกยืนยันว่าพร้อมเปิดเผยข้อมูลทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นพยานเพื่อนพลทหารที่อยู่ด้วยกันตลอด หรือเอกสารทางการแพทย์ หากครอบครัวหรือใครสงสัย สามารถติดต่อได้เลย

การชี้แจงกองทัพบก
พลทหารเพชรรัตน์ กำลังยิ่ง

ในมุมส่วนตัวนะครับ การที่กองทัพบกชี้แจงแบบโปร่งใสแบบนี้ ถือเป็นตัวอย่างที่ดีมาก ช่วยลดข่าวลือในสังคมได้ แม้การสูญเสียกำลังพลทุกคนจะเป็นเรื่องเศร้า แต่การตรวจสอบอย่างเป็นธรรมคือสิ่งสำคัญที่สุด คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้ ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตอื่นๆ จากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลจริง!

ที่มา – กองทัพบก ชี้แจงข้อเท็จจริง พลทหารหมดสติเสียชีวิต สาเหตุหัวใจวายเฉียบพลัน

ทบ. เชื่อมั่น หากวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. ชายแดนเกิดเหตุ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน ในช่วงนี้สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาดูจะร้อนระอุไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะก่อนวันเลือกตั้งใหญ่ในวันที่ 8 ก.พ. 2566 นี้ หลายคนคงกังวลว่าอาจจะมีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นใช่ไหมครับ แต่ไม่ต้องห่วงนะ! ทบ. เชื่อมั่น หากวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. ชายแดนเกิดเหตุ แต่ละหน่วยทหารไทยมีแนวทางรับมือที่ชัดเจนและพร้อมสุดๆ วันนี้เรามีข้อมูลมาจากโฆษกกองทัพบก พลตรีวินธัย สุวารี ที่เพิ่งพาสื่อมวลชนลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์มาฝากกัน

ทบ. เชื่อมั่น หากวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. ชายแดนเกิดเหตุ

หลังจากพาสื่อลงพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว ในเขตกองทัพภาคที่ 1 หรือกองกำลังบูรพา โฆษกกองทัพบกได้สรุปภาพรวมให้ฟังแบบชัดๆ เลยครับ สถานการณ์ตอนนี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เพราะฝั่งกัมพูชาแค่สับเปลี่ยนกำลังพลใหม่ๆ ทำให้วินัยหย่อนยานบ้าง ไม่ได้มีท่าทีก้าวร้าวหรือตั้งใจยั่วโมโหไทยเลย ยังพอรับฟังเหตุผลได้ และไทยก็ปฏิบัติตามกรอบสากล คอยดูแลความปลอดภัยประชาชนเป็นหลัก ไม่มีพลเรือนหรือชาวบ้านบาดเจ็บสักราย

จุดประสงค์หลักในการพาสื่อลงพื้นที่

การพาสื่อลงไปครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญ 2 ข้อเลยครับ เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพจริงๆ

  • สัมผัสใกล้ชิดกับผู้บังคับหน่วยทหารไทย ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่กึ่งชุมชน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย แต่แสดงให้เห็นว่าไทยคำนึงถึงความปลอดภัยประชาชนมากแค่ไหน ทำตามกฎกติกาทุกอย่าง
  • เปิดเผยความยากลำบากในการปฏิบัติการ แม้ดูเหมือนง่าย แต่จริงๆ ต้องใช้ไหวพริบ ปฏิภาณในการวางกลยุทธ์และยุทธวิธี เพื่อรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยกำลังพลให้ได้

เทียบกับพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ที่มีป่าเขามากกว่า เหตุการณ์อย่างเสียงระเบิดหรือยิงลูกระเบิด 40 มม. ใกล้ฐานไทย มักเกิดจากความผิดพลาดของกำลังพลกัมพูชาใหม่ๆ ที่ไม่คุ้นเคย ไม่ใช่การคุกคามจริงจัง แค่หย่อนวินัยเฉยๆ อาจมียั่วบ้างแต่ไม่กระทบไทยมากนัก

แนวทางรับมือหากเกิดเหตุในวันเลือกตั้ง

สำหรับวันที่ 8 ก.พ. ถ้าทหารกัมพูชาเสียวินัยอีก โฆษกย้ำชัด ทบ. เชื่อมั่น หากวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. ชายแดนเกิดเหตุ แต่ละหน่วยจะรับมือตามพื้นที่เลยครับ มีช่องทางสื่อสารประสานงาน ถ้าฝั่งนั้นไม่ร่วมมือหรือละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ก็มีมาตรการตอบโต้ที่เหมาะสม นอกจากนี้ระดับนานาชาติก็จับตาดูทั้งไทยและกัมพูชา ไทยได้คำชื่นชมเยอะเรื่องมืออาชีพ ต้องรักษามาตรฐานนี้ไว้ แต่ถ้าต้องโต้ ก็โต้แบบมีเหตุผล ไม่ยอมให้อ้างวินัยหย่อน!

อย่างกรณีที่กัมพูชายิงแฟลร์หรือลูกระเบิดตกใกล้ฐานแล้วบอกว่าเสียวินัย โฆษกมองว่ายังสมเหตุสมผลได้ ถ้าท่าทีประสานงานไม่ก้าวร้าว แต่ถ้าแข็งกร้าว คงต้องเปลี่ยนวิธีรับมือ เอาเป็นว่าตอนนี้สถานการณ์ยังควบคุมได้ ไทยพร้อมทุกสถานการณ์

เพื่อขยายความเข้าใจ สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะแถวปราสาทพระวิหารหรือสระแก้ว มักมีปัญหาเรื่องเขตแดนมาอย่างยาวนาน แต่ครั้งนี้กองทัพบกแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการรักษาความสงบ โดยเฉพาะช่วง敏感อย่างวันเลือกตั้งที่ทุกคนจับตามอง กองทัพไทยไม่เพียงแค่เฝ้าระวัง แต่ยังวางแผนไว้รอบด้าน ทั้งการติดต่อสื่อสาร การตอบโต้ และการประสานระดับสูง ทำให้ประชาชนวางใจได้

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นๆ เช่น สภาพภูมิประเทศที่เป็นป่าเขา ทำให้การวางกำลังต้องละเอียดอ่อน กองทัพบกจึงเน้นยุทธวิธีที่ยืดหยุ่น ปรับตามสถานการณ์ real-time เพื่อให้บรรลุเป้าหมายหลักคือปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยประชาชน

สรุปแล้ว เพื่อนๆ ไม่ต้องกังวลมากนะครับ กองทัพบกพร้อมรับมือทุกเหตุการณ์ ทบ. เชื่อมั่น หากวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. ชายแดนเกิดเหตุ แน่นอน! มันแสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพของทหารไทยที่ได้รับการยอมรับระดับโลก

คุณคิดเห็นอย่างไรกับสถานการณ์นี้ ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข่าวสารความมั่นคงและการเมืองล่าสุดนะครับ!

ที่มา – ทบ. เชื่อมั่น หากวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. นี้ ชายแดนเกิดเหตุ แต่ละหน่วยมีแนวทางรับมือ

ทบ. ขออย่าพาดพิงจนทำคนเข้าใจผิด ปมสั่งไม่ให้เลือกพรรคด้อยค่าทหาร

ในช่วงใกล้การเลือกตั้งแบบนี้ ข่าวสารการเมืองมักจะร้อนระอุไปหมด โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ ทบ. ขออย่าพาดพิงจนทำคนเข้าใจผิด ปมสั่งไม่ให้เลือกพรรคด้อยค่าทหาร ซึ่งกลายเป็นหัวข้อที่หลายคนพูดถึง ล่าสุด โฆษกกองทัพบกออกมาชี้แจงอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคม เรามาดูรายละเอียดกันแบบเป็นกันเองดีกว่าครับ

ทบ. ขออย่าพาดพิงจนทำคนเข้าใจผิด ปมสั่งไม่ให้เลือกพรรคด้อยค่าทหาร

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาพูดถึงกรณีที่มีข่าวลือว่าหน่วยทหารหลายแห่งเรียกกำลังพลมาประชุมก่อนเลือกตั้งล่วงหน้า เพื่อปลุกใจไม่ให้เลือกพรรคที่ “ด้อยค่า” ทหาร โดยยืนยันว่า ทบ. ขออย่าพาดพิงจนทำคนเข้าใจผิด ปมสั่งไม่ให้เลือกพรรคด้อยค่าทหาร เพราะยังไม่มีหน่วยทหารใดขอใช้พื้นที่เป็นหน่วยเลือกตั้งเลยด้วยซ้ำ

โฆษกฯ ชี้ว่า การให้ข้อคิดเห็นส่วนตัวในการตัดสินใจเลือกตั้งเป็นเรื่องปกติในช่วงเลือกตั้ง มันคือความหลากหลายของข้อมูล ไม่ใช่นโยบายหรือคำสั่งบังคับจากกองทัพ ผู้ฟังมีสิทธิ์ตัดสินใจเอง ไม่มีใครบังคับได้ การขอคะแนนจากกลุ่มต่างๆ ก็เกิดขึ้นทั่วไปในระบบประชาธิปไตย แต่ถ้าผิดกฎหมาย กกต. จะจัดการเอง

ประเด็น “ด้อยค่าทหาร” ที่ถูกหยิบยก

หลายปีมานี้ มีวาทกรรมอย่าง “มีทหารไว้ทำไม” ที่ถูกนำมาใช้สร้างกระแสเกลียดชัง ไม่ใช่การวิจารณ์สร้างสรรค์ โฆษกกองทัพบกยอมรับว่าปัญหานี้มีจริง และมักถูกเหมารวมจากพฤติกรรมบุคคลบางคน สื่อบางครั้งนำเสนอข้อมูลบิดเบือน ทำให้ภาพลักษณ์กองทัพเสียหาย โดยเฉพาะ 3-4 ปีที่ผ่านมา แต่ช่วงหลังๆ เริ่มมีมุมมองหลากหลายมากขึ้น

ข้อเท็จจริงเรื่องหน่วยเลือกตั้งในค่ายทหาร

ส่วนข่าวที่ว่าค่ายทหารมีแต่เจ้าหน้าที่ กกต. ผู้บังคับบัญชา และทหาร ไม่ให้คนนอกดู ไม่จริงเลย เพราะยังไม่มีการใช้ค่ายทหารเป็นหน่วยเลือกตั้ง ทุกหน่วยเลือกตั้งต้องเปิดให้ประชาชนสังเกตการณ์ได้ตามกฎหมาย กกต. ดูแลหมด

  • จุดยืนกองทัพบก: เป็นกลางทางการเมืองแน่วแน่
  • คำเตือน: ผู้สื่อสารควรใช้ข้อเท็จจริง อย่าทำให้สังคมเข้าใจผิด
  • บทเรียนจากอดีต: หลายกรณีข่าวบิดเบือนกระทบภาพลักษณ์องค์กร

การเมืองไทยในยุคนี้ซับซ้อน แต่กองทัพยึดหลักเป็นกลางเสมอ ถ้าทุกฝ่ายนำเสนอข้อมูลจริง สังคมจะสงบสุขกว่าเยอะนะครับ

สุดท้ายนี้ คิดว่าประเด็น ทบ. ขออย่าพาดพิงจนทำคนเข้าใจผิด ปมสั่งไม่ให้เลือกพรรคด้อยค่าทหาร สะท้อนให้เห็นความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์ คุณคิดยังไง ลองมาแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ข้อเท็จจริงกันเถอะ!

ที่มา – ทบ. ขออย่าพาดพิงจนทำคนเข้าใจผิด ปมสั่งไม่ให้เลือกพรรคด้อยค่าทหาร

ทบ. เร่งค้นหา-กู้ร่างทหารไทย 2 นาย จากเหตุเข้าตีที่หมายเนิน 350

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ล่าสุด กองทัพบก (ทบ.) ได้เร่งดำเนินการค้นหา-กู้ร่างทหารไทย 2 นาย จากเหตุเข้าตีที่หมายเนิน 350 เมื่อคืนที่ผ่านมา โฆษกกองทัพบกได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าล่าสุด และอุปสรรคในการปฏิบัติงาน

ทบ. เร่งค้นหา-กู้ร่างทหารไทย 2 นาย จากเหตุเข้าตีที่หมายเนิน 350

พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้แถลงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ว่า ทหารไทยได้เข้าทำการตีเพื่อควบคุมที่หมาย บริเวณเนิน 350 ซึ่งอยู่ใกล้กับปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์ การปฏิบัติการดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อกดดัน แต่ได้รับการต่อต้านอย่างหนักจากฝ่ายตรงข้าม

ภายหลังจากการถอนตัว พบว่ามีกำลังพลสูญหายไป 2 นาย ซึ่งสร้างความเสียใจให้กับผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงานเป็นอย่างยิ่ง ทางกองทัพบกไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้ระดมสรรพกำลังเพื่อค้นหา-กู้ร่างทหารไทย 2 นาย จากเหตุเข้าตีที่หมายเนิน 350 โดยทันที

อุปสรรคในการค้นหาและกู้ร่าง

อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติการค้นหา-กู้ร่างทหารไทย 2 นาย จากเหตุเข้าตีที่หมายเนิน 350 เป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย สภาพการมองเห็นที่จำกัด ประกอบกับอุปสรรคจากสภาพภูมิประเทศ ทุ่นระเบิด และการยิงต่อต้าน ทำให้การค้นหาเร่งด่วนในขณะนั้นเป็นไปได้ยาก

ด้วยเหตุนี้ ทางกองทัพบกจึงตัดสินใจที่จะถอนกำลังพลออกมา เพื่อวางแผนและประเมินสถานการณ์ใหม่ ก่อนที่จะเริ่มปฏิบัติการค้นหาและกู้ร่างอีกครั้งในวันนี้ โดยจะมีการระดมการค้นหาทั้งทางพื้นดินและทางอากาศ เพื่อให้สามารถนำกำลังพลทั้งสองนายกลับมาให้ได้โดยเร็วที่สุด

การสูญเสียกำลังพลในครั้งนี้ ถือเป็นความสูญเสียครั้งสำคัญของกองทัพบก และเป็นเครื่องเตือนใจให้ตระหนักถึงความเสียสละของผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ ทางกองทัพบกขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวและญาติของผู้เสียชีวิต และขอให้คำมั่นสัญญาว่าจะให้ความช่วยเหลือและดูแลอย่างเต็มที่

สถานการณ์บริเวณชายแดนยังคงมีความตึงเครียด และมีความเสี่ยงที่อาจจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นได้อีก ทางกองทัพบกจึงขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อย

ความกล้าหาญและความเสียสละของทหารไทยทั้งสองนาย จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทย และจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเสียสละเพื่อส่วนรวม พวกเขาคือวีรบุรุษที่แท้จริง

การปฏิบัติการครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความยากลำบากในการรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ ทหารหาญต้องเผชิญกับความเสี่ยงและอันตรายนานัปการ เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย ขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ

ที่มา – ทบ. เร่งค้นหา-กู้ร่างทหารไทย 2 นาย จากเหตุเข้าตีที่หมายเนิน 350 เมื่อคืนนี้

ทบ. เผยเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ทหารเสียชีวิต

สถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นที่จับตามอง ล่าสุด กองทัพบกได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าและสรุปความสูญเสียจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา 2 วัน ทหารไทยเสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 18 นาย

พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ว่า จากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา 2 วัน (7-8 ธ.ค. 68) มีกำลังพลจากกองทัพภาคที่ 1 และ 2 ได้รับผลกระทบ โดยมีผู้เสียชีวิต 1 นาย และบาดเจ็บถึง 18 นาย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง

สรุปเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา 2 วัน ทหารไทยเสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 18 นาย

สรุปรายละเอียดผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว:

วันที่ 7 ธันวาคม 2568: บาดเจ็บ 2 นาย

  • ส.อ. อนุชาติ เรือนคำ (กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 6 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 6): ถูกยิงที่ขาซ้าย
  • พลทหาร พรชัย จำปาจูม (กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 6): โดนแรงอัดกระสุนปืนเล็ก

วันที่ 8 ธันวาคม 2568: เสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 13 นาย

พื้นที่ฐานป้องไพร ช่องบก

  • จ.ส.อ. ศตวรรษ สุจริต (กองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 6): เสียชีวิต
  • พลทหาร ยุทธภูมิ ปริปุรณะ (กองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 6): โดนสะเก็ดระเบิดบริเวณใบหน้า
  • พลทหาร พีรวัส ตะเพียนทอง (กองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 6): โดนสะเก็ดระเบิดบริเวณขาทั้งสองข้าง
  • จ.ส.อ. นภา เถื่อนไพล (กองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 6): ถูกโจมตีจากอาวุธยิงสนับสนุน มีอาการแน่นหน้าอก
  • พลทหาร ธนวัฒน์ แก้วหาญ (กรมทหารราบที่ 16): โดนแรงระเบิดแน่นหน้าอก
  • พลทหาร ดำรง มูลสาร (กรมทหารราบที่ 16): โดนแรงระเบิดแน่นหน้าอก

พื้นที่ฐานแดนไกล ช่องอานม้า

  • ส.อ. ธรรมวัฒน์ ศรีหมอก (กองพันจู่โจม): ถูกสะเก็ดที่ต้นขาทั้งสองข้าง
  • ส.อ. ชนะพงษ์ สถิตป่าแขม (กองพันจู่โจม): ถูกสะเก็ดบริเวณต้นขาทั้งสองข้าง
  • พลทหาร วิรัก อรุณประสิทธิชัย (กองพันจู่โจม): โดนสะเก็ดระเบิดบริเวณขาขวา

บริเวณฐานเนิน 527

  • อส.ทพ. สนิท หวังลาภ (กรมทหารพรานที่ 23): อาการบาดเจ็บที่นิ้วมือ
  • พลทหาร ศรายุทธ พินิจภาระ (กองพันทหารม้าที่ 17 กรมทหารราบที่ 1): อาการบาดเจ็บที่นิ้วมือ

พื้นที่ปราสาทตาเมือนธม

  • พลทหาร ธีรพัฒน์ พรมเย็น (กองพันทหารม้าเฉพาะกิจที่ 20): โดนแรงอัดจากระเบิด

พื้นที่พระร่วง

  • พลทหาร กิตติโชติ ศรีสุลัย (กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 106 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 6): โดนแรงอัดจากระเบิด

พื้นที่ปราสาทคนา

  • ส.อ. สมเกียรติ กาละพันธ์ (กองพันทหารช่างที่ 6 กองพลทหารราบที่ 6): โดนแรงระเบิดจาก RPG

พื้นที่กองทัพภาคที่ 1

  • ส.อ. นพชัย คลังแสง (ร.112): ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดบริเวณปาก และมีอาการแน่นหน้าอก
  • ส.อ. ธีรวัฒน์ วงด้วง (ช.พัน.2): ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะ มีอาการแน่นหน้าอก หูอื้อจากแรงระเบิด
  • จ.ส.อ. สิรวิชญ์ อะมะมูล (ช.พัน.2): ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะ บริเวณสะโพกจากแรงระเบิด

สถานการณ์เหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา 2 วัน ทหารไทยเสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 18 นายนี้ แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนและความเสี่ยงที่ทหารไทยต้องเผชิญในการปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของ จ.ส.อ. ศตวรรษ สุจริต และขอเป็นกำลังใจให้ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทุกนายหายโดยเร็ว

เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาครั้งนี้ เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายควรตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจา เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียที่ไม่จำเป็น และสร้างความมั่นคงและความสงบสุขให้กับประชาชนทั้งสองประเทศ

ที่มา – ทบ. เผย เหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา 2 วัน ทหารไทยเสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 18 นาย

ทบ. แจงปมของบริจาค ย้ำกองทัพไม่ขาดแคลน

(แฟ้มภาพ)

โฆษก ทบ. แจงปมของบริจาค ยันกองทัพไม่ขาดแคลนสิ่งจำเป็นพื้นฐานในการปฏิบัติทางทหาร แต่ไม่ปฏิเสธน้ำใจประชาชน แม้บางชิ้นไม่ได้ใช้ แต่มีคุณค่าทางใจที่คนไทยมอบให้กัน

วันที่ 1 พ.ย. 68 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมาธิการทหารว่า กองทัพบกมุ่งมั่นแน่วแน่ในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศและดูแลประชาชน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการรักษาอธิปไตยของชาติ การป้องกันไม่ให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บหรือสูญเสีย การทำให้ภารกิจที่ได้รับมอบหมายบรรลุผลสำเร็จ รวมถึงการสร้างความมั่นใจว่ากำลังพลทุกนายจะสามารถปฏิบัติภารกิจในสนามรบได้อย่างปลอดภัย และทำให้ประชาชนที่เฝ้าดูกองทัพรู้สึกมั่นใจ

ในส่วนของคำว่า “กองทัพไม่ขาดแคลน” ที่มีการกล่าวถึงนั้น หมายถึงสิ่งอุปกรณ์พื้นฐานที่จำเป็นในการปฏิบัติทางทหารเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่ากองทัพจะปฏิเสธความมีน้ำใจจากประชาชนหรือภาคส่วนต่าง ๆ กองทัพยังคงยินดีและขอบคุณในทุกรูปแบบของการสนับสนุน ทั้งสิ่งของอุปโภคบริโภคและสิ่งของเพื่อการดำเนินชีวิตที่อยู่นอกเหนือระบบราชการ ซึ่งล้วนมีคุณค่าทางจิตใจ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นของใช้ที่จำเป็น แต่ยังสะท้อนถึงน้ำใจ ความห่วงใย และกำลังใจที่พี่น้องคนไทยมอบให้แก่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่

ที่ผ่านมา มีบางกรณีที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน เนื่องจากมีการนำคำพูดบางส่วนไปเผยแพร่โดยไม่ครบถ้วน ตัวอย่างเช่น กรณีที่ผมเคยกล่าวว่า “บางอย่างรับมาอาจไม่ได้ใช้” ซึ่งไม่ได้หมายถึงสิ่งของทั่วไปที่ได้รับจากผู้มีจิตศรัทธา แต่หมายถึงกรณีเฉพาะที่พบว่าผู้ให้ความอนุเคราะห์บางท่านนำแผ่นเหล็กที่มีทั่วไปในท้องตลาดมาดัดแปลงเป็นแผ่นเกราะกันกระสุนเพื่อมอบให้ทหารแนวหน้า ในกรณีเช่นนี้จึงได้ให้ข้อสังเกตว่า แผ่นเกราะลักษณะดังกล่าวอาจไม่สามารถนำไปใช้งานจริงได้ด้วยเหตุผลทางเทคนิค แต่ถึงอย่างไรก็ตาม กองทัพไม่เคยปฏิเสธน้ำใจจากผู้มีจิตศรัทธา เพราะสิ่งที่มีค่าที่สุดคือความตั้งใจและกำลังใจที่คนไทยมอบให้กันในยามที่ชายแดนของประเทศกำลังเผชิญวิกฤติ

กองทัพบกขอแสดงความซาบซึ้งและขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมกันแสดงออกถึงน้ำใจในช่วงเวลาที่สำคัญเช่นนี้ แม้ว่ากองทัพจะมีการจัดเตรียมความพร้อมและสิ่งอุปกรณ์ไว้อย่างเพียงพอตามระบบราชการ แต่การที่ประชาชนยังคงเข้ามาสนับสนุนเพิ่มเติม ทั้งในรูปของสิ่งของอุปโภคบริโภคหรือสิ่งอำนวยความสะดวกเฉพาะหน้า ถือเป็นพลังใจอันยิ่งใหญ่ที่ช่วยเสริมขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกนาย

สำหรับข้อกังวลจากสังคมที่ต้องการให้มีการตรวจสอบและจัดทำรายการสิ่งของที่ได้รับมอบอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสหาผลประโยชน์ส่วนตัว กองทัพเห็นด้วยและได้ดำเนินการอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในส่วนกลางได้มีการบันทึกหลักฐานการรับมอบสิ่งของไว้อย่างละเอียด พร้อมจัดให้มีพิธีรับมอบและแสดงความขอบคุณต่อผู้มีจิตศรัทธาทุกรายอย่างเหมาะสม ส่วนในระดับภูมิภาคและระดับหน่วยปฏิบัติการในพื้นที่ เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย จะมีการรวบรวมข้อมูลเพื่อนำส่งให้ส่วนกลางทราบต่อไป ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของที่ได้รับในนามหน่วยหรือนามส่วนตัว ล้วนเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจและได้รับการขอบคุณจากกองทัพทั้งสิ้น

สำหรับกรณีที่อาจมีผู้ไม่หวังดีพยายามฉวยโอกาสหาผลประโยชน์จากสถานการณ์ กองทัพเชื่อมั่นว่าคนไทยส่วนใหญ่มีเจตนาดี และสังคมเองก็กำลังจับตามองอยู่ จึงไม่มีใครกล้ากระทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะไม่มีใครยอมรับได้หากเกิดเหตุเช่นนั้นขึ้น

สิ่งสำคัญที่สุดในช่วงเวลานี้คือการรักษาความเข้าใจอันดีและความสามัคคีของคนไทยทั้งประเทศ ไม่ควรตีความหมายหรือเข้าใจผิดไปจากเจตนาที่แท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงเวลาที่บ้านเมืองอยู่ในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวาน สิ่งที่มีค่ามากที่สุดไม่ใช่สิ่งของหรือจำนวนการบริจาค แต่คือ “ความห่วงใยและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” ที่พวกเราทุกคนยังคงมีให้กันเสมอ

ทบ. แจงปมของบริจาค ย้ำกองทัพไม่ขาดแคลน

จากกรณีที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับของบริจาคที่ส่งมอบให้กับกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาแจงปมของบริจาค ย้ำกองทัพไม่ขาดแคลนสิ่งจำเป็นพื้นฐานในการปฏิบัติหน้าที่ แต่ยังคงยินดีรับน้ำใจจากประชาชน

ทำไมกองทัพถึงยังรับบริจาค แม้จะบอกว่าไม่ขาดแคลน?

แม้ว่ากองทัพบกจะยืนยันว่า ทบ. แจงปมของบริจาค ย้ำกองทัพไม่ขาดแคลนสิ่งของจำเป็นในการปฏิบัติภารกิจ แต่การรับบริจาคจากประชาชนยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะสิ่งของที่ได้รับมอบนั้นเป็นเสมือนกำลังใจและความห่วงใยจากพี่น้องชาวไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่าทางจิตใจอย่างมากสำหรับผู้ปฏิบัติงาน

  • กำลังใจจากประชาชน: สิ่งของบริจาคเป็นสัญลักษณ์ของความห่วงใยและกำลังใจที่ประชาชนมอบให้
  • เสริมสร้างขวัญและกำลังใจ: ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานมีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่
  • แสดงถึงความสามัคคี: สะท้อนให้เห็นถึงความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในชาติ

กองทัพบกให้ความสำคัญกับการตรวจสอบและบันทึกข้อมูลสิ่งของบริจาคทุกชิ้นอย่างละเอียด เพื่อความโปร่งใสและป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิด กองทัพบกขอขอบคุณทุกท่านที่ได้ร่วมกันส่งมอบความช่วยเหลือและกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงาน และขอให้ทุกท่านมั่นใจว่ากองทัพจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถเพื่อปกป้องประเทศชาติและประชาชน

ดังนั้นการที่ทบ. แจงปมของบริจาค ย้ำกองทัพไม่ขาดแคลน ไม่ได้หมายความว่ากองทัพจะไม่ต้องการความช่วยเหลือจากประชาชน แต่เป็นการเน้นย้ำถึงความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ ควบคู่ไปกับการขอบคุณในน้ำใจไมตรีที่มีให้เสมอมา

การแสดงออกถึงความห่วงใยและส่งกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน ถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในช่วงสถานการณ์ที่ท้าทายเช่นนี้ มาร่วมกันสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้ทหารกล้าของเรา เพื่อประเทศชาติที่มั่นคงและยั่งยืน

ที่มา – โฆษก ทบ. แจงปมของบริจาค ย้ำกองทัพไม่ขาดแคลนสิ่งจำเป็น แต่ไม่ปฏิเสธน้ำใจประชาชน

Scroll to top