โจมตีท่าเรือ

อิหร่านเตือนชาว UAE รอบใหม่ “อยู่ให้ห่างจากท่าเรือหลัก”

อิหร่านเตือนชาว UAE รอบใหม่ “อยู่ให้ห่างจากท่าเรือหลัก” สร้างความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางอีกครั้ง หลังจากที่เตหะรานประกาศชัดเจนว่าจะโจมตีเป้าหมายสำคัญในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เพื่อตอบโต้การกระทำของสหรัฐฯ และอิสราเอล

อิหร่านเตือนชาว UAE รอบใหม่ “อยู่ให้ห่างจากท่าเรือหลัก”

เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569 หรือตามปฏิทินไทยคือเดือนมีนาคม 2026 อิหร่านได้ออกคำเตือนรอบใหม่ผ่านสื่อที่เชื่อมโยงกับหน่วยงานความมั่นคง โดยเรียกร้องให้พลเรือนใน UAE หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ท่าเรือหลักของประเทศเหล่านี้ ท่าเรือเหล่านี้กลายเป็นเป้าหมายหลักในการโจมตีตอบโต้ของอิหร่านมาตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางน้ำมันสำคัญของอิหร่าน

คำเตือนนี้เผยแพร่เพื่อปกป้องชีวิตพลเรือน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการส่งสัญญาณถึงความมุ่งมั่นของอิหร่านในการตอบโต้ การประกาศระบุชื่อท่าเรือหลัก 3 แห่งที่ชาว UAE ควรอพยพออกจากพื้นที่โดยรอบ ได้แก่ ท่าเรือเจเบลอาลี (Jebel Ali) ในดูไบ ท่าเรือคาลิฟา (Khalifa) ในอาบูดาบี และท่าเรือมินาอัล-ฟูไจราห์ (Mina Al-Fujairah) ในรัฐฟูไจราห์

ท่าเรือฟูไจราห์ถูกรับมือโดรนโจมตีล่าสุด

เหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงก่อนคำเตือน เมื่อท่าเรือฟูไจราห์ถูกโจมตีด้วยโดรนจากอิหร่าน แม้ว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศของ UAE จะยิงสกัดได้สำเร็จ แต่ซากโดรนที่ตกลงมาก็ก่อให้เกิดเพลิงไหม้รุนแรงบริเวณใกล้เคียง ส่งผลให้เกิดความเสียหายและความตื่นตระหนกในพื้นที่

นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ท่าเรือและคลังน้ำมันของ UAE ถูกโจมตีตอบโต้จากอิหร่านหลายครั้ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 6 ราย และบาดเจ็บ 141 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นพลเรือนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับความขัดแย้งทางทหาร

เป้าหมายโจมตีอื่นๆ ของอิหร่าน

นอกจากท่าเรือหลักแล้ว อิหร่านยังประกาศตั้งเป้าโจมตีสถานที่สำคัญอื่นๆ ใน UAE เช่น สนามบิน โรงแรม อาคารสูง ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ และโรงงานผลิตน้ำมัน การโจมตีเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อกดดันทางเศรษฐกิจและสร้างความหวาดกลัว โดย UAE ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐฯ กลายเป็นเป้าหมายหลักในการตอบโต้

  • ท่าเรือเจเบลอาลี: ศูนย์กลางการค้าสำคัญของดูไบ จัดการสินค้าปริมาณมหาศาลต่อปี
  • ท่าเรือคาลิฟา: ท่าเรือที่ทันสมัยที่สุดในโลก ใกล้กับอาบูดาบี
  • ท่าเรือมินาอัล-ฟูไจราห์: ตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ

สถานการณ์นี้ไม่เพียงกระทบต่อ UAE เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการค้าโลก โดยเฉพาะเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านอ่าวเปอร์เซีย ความตึงเครียดอาจทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นและกระทบเศรษฐกิจทั่วโลก

อิหร่านเตือนชาว UAE รอบใหม่ “อยู่ให้ห่างจากท่าเรือหลัก” เพื่อลดความสูญเสียทางมนุษย์ แต่ก็สะท้อนถึงความรุนแรงของความขัดแย้งที่กำลังลุกลาม รัฐบาล UAE ได้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยและอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงแล้ว

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่การเจรจาสันติภาพ หากชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ จีน และรัสเซียเข้าแทรกแซง ชาวไทยที่สนใจข่าวต่างประเทศควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจกระทบราคาน้ำมันและการส่งออก

คำแนะนำ: หากคุณกำลังวางแผนเดินทางไป UAE หรือทำธุรกิจในภูมิภาคนี้ ควรตรวจสอบข่าวสารล่าสุดและหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ไทยรัฐข่าวต่างประเทศ

ที่มา – อิหร่านเตือนชาว UAE รอบใหม่ “อยู่ให้ห่างจากท่าเรือหลัก”

อิหร่านขู่โจมตีท่าเรือทั่วภูมิภาค หากท่าเรือตนเองโดนถล่ม

อิหร่านขู่โจมตีท่าเรือทั่วภูมิภาค สร้างความตึงเครียดในอ่าวเปอร์เซียให้ยิ่งเพิ่มขึ้น หลังจากสหรัฐฯ ประกาศว่าท่าเรือของอิหร่านที่ใช้ในทางทหารเป็นเป้าหมายที่ชอบธรรม หากเกิดการโจมตีขึ้นจริง สถานการณ์นี้อาจกระทบการขนส่งน้ำมันทั่วโลกอย่างหนัก

อิหร่านขู่โจมตีท่าเรือทั่วภูมิภาค หากท่าเรือตนเองโดนถล่ม

เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2569 กองทัพอิหร่านออกแถลงการณ์ขู่ตอบโต้เด็ดขาด โดยพลโท อโบลฟาซล์ เชคาร์ชี โฆษกอาวุโส ระบุชัดเจนว่า “หากท่าเรือของอิหร่านถูกคุกคาม ท่าเรือและอู่จอดเรือทั้งหมดในภูมิภาคนี้จะกลายเป็นเป้าหมายที่ชอบธรรมของเราเช่นกัน” คำขู่นี้เป็นการตอบโต้กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ที่กล่าวหาว่าเตหะรานใช้ท่าเรือพลเรือนตามช่องแคบฮอร์มุซเพื่อกิจกรรมทหาร

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญ โดยขนส่งน้ำมันราว 1 ใน 5 ของโลก หากเกิดการปิดกั้นหรือโจมตี จะส่งผลกระทบราคาน้ำมันพุ่งสูงทันที สถานการณ์ยิ่งรุนแรงหลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มโจมตีอิหร่านตั้งแต่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีเป้าหมายในภูมิภาค และขู่เรือทุกประเภทที่ผ่านช่องแคบ

เหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นในช่องแคบฮอร์มุซ

ในวันเดียวกัน มีเรือสินค้า 3 ลำถูกโจมตี โดยกองทัพอิหร่านยอมรับว่าเป็นฝีมือของตนกับเรือ 2 ลำ ได้แก่ เรือ “มยุรี นารี” ติดธงไทย และ “เอ็กซ์เพรส โรม” ติดธงไลบีเรีย โทษฐานเพิกเฉยคำเตือนไม่ให้ผ่านช่องแคบ ส่งผลให้เส้นทางนี้ถูกปิดโดยปริยาย

  • เรือมยุรี นารี: เรือสินค้าชาวไทย ถูกโจมตีเพราะไม่หยุดตามคำสั่ง
  • เอ็กซ์เพรส โรม: เรือไลบีเรีย กลายเป็นเหยื่อเช่นกัน
  • เรือลำที่ 3: ยังไม่ยืนยันผู้กระทำ แต่เชื่อมโยงกับความขัดแย้ง

นับตั้งแต่เริ่มขัดแย้ง อิหร่านแสดงจุดยืนแข็งกร้าว โดยข่าวต่างประเทศรายงานว่ามีการเพิ่มกำลังทหารในพื้นที่ สหรัฐฯ เตรียมรับมือด้วยการส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินเพิ่ม

ความตึงเครียดนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ช่องแคบฮอร์มุซเคยถูกอิหร่านยึดเรือหลายครั้งในอดีต แต่คราวนี้รุนแรงกว่าด้วยอาวุธขั้นสูง หากอิหร่านขู่โจมตีท่าเรือทั่วภูมิภาค หากท่าเรือตนเองโดนถล่มเกิดขึ้นจริง ประเทศในอ่าวเปอร์เซียอย่างซาอุฯ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และคูเวต จะได้รับผลกระทบหนัก ท่าเรือหลักอย่างเจเบลอะลีหรือท่าเรือดูไบอาจกลายเป็นเป้า

จากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่สงครามภูมิภาคใหญ่ หากไม่มีการเจรจา ผู้ประกอบการขนส่งทางทะเลควรหลีกเลี่ยงเส้นทางนี้และหาทางเลี่ยง เช่น ผ่านช่องแคบมะละกา

ติดตามพัฒนาการข่าวต่างประเทศเพื่ออัพเดทสถานการณ์ล่าสุด และเตรียมรับมือผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นกับไทย โดยเฉพาะราคาน้ำมันและสินค้านำเข้า

ที่มา – อิหร่านขู่โจมตีท่าเรือทั่วภูมิภาค หากท่าเรือตนเองโดนถล่ม

รัสเซียยิงมิสไซล์ ถล่มท่าเรือยูเครน ดับ 8 ศพ

สถานการณ์ตึงเครียดยังคงคุกรุ่น! รัสเซียยิงมิสไซล์ ถล่มท่าเรือยูเครน ดับ 8 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบราย ท่ามกลางความขัดแย้งที่ยังหาทางออกไม่ได้ ขณะที่ยูเครนเองก็ตอบโต้ด้วยการโจมตีแท่นขุดเจาะน้ำมันของรัสเซียในทะเลแคสเปียน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การโจมตีของรัสเซียพุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานบริเวณท่าเรือโอเดสซา ทางตอนใต้ของยูเครน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 27 ราย การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่รัสเซียเพิ่มความเข้มข้นในการโจมตีภูมิภาคทะเลดำ ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ และเกิดขึ้นท่ามกลางการเจรจาเพื่อสันติภาพที่ยังคงอยู่ในภาวะวิกฤต

การโจมตีครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นเมื่อกลางดึกวันศุกร์ สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง มีรายงานว่าผู้บาดเจ็บบางส่วนติดอยู่ภายในรถบัสบริเวณจุดศูนย์กลางของการโจมตี ขณะที่เกิดไฟไหม้รถบรรทุกหลายคันในบริเวณลานจอดรถ

เจ้าหน้าที่ยูเครนกล่าวว่า การโจมตีครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่ต่อเนื่องของรัสเซียในการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนในเมืองโอเดสซา ซึ่งทำให้ประชาชนกว่า 2 ล้านคนต้องเผชิญกับการขาดแคลนไฟฟ้า น้ำประปา และระบบทำความร้อน ท่ามกลางสภาพอากาศที่หนาวเย็นจัดในช่วงฤดูหนาวปีที่ 4 ของสงคราม

มอสโกยังคงทำการโจมตีท่าเรือโอเดสซาซ้ำอีกครั้งในวันเสาร์ โดยพุ่งเป้าไปที่อ่างเก็บน้ำ ซึ่งนายโอเล็กซี คูเลบา รองนายกรัฐมนตรียูเครน กล่าวว่าเป็นการจงใจโจมตีเส้นทางโลจิสติกส์ของพลเรือนโดยตรง

การเพิ่มระดับความรุนแรงในครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังตอบโต้กันในหลายแนวรบ แม้ว่าการเจรจาซึ่งนำโดยสหรัฐอเมริกา และการประชุมระดับสูงหลายครั้งในยุโรปเพื่อหาทางยุติสงครามยังคงดำเนินไปอย่างล่าช้า และไม่มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ

เมื่อวันเสาร์ รัสเซียอ้างว่าได้ยึดหมู่บ้านสวิตเลในแคว้นโดเนตสค์ทางตะวันออกของยูเครน และหมู่บ้านวีโซเกในแคว้นซูมีทางตะวันออกเฉียงเหนือได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม รายงานดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าวอิสระ

ยูเครนตอบโต้ด้วยการขยายขอบเขตการปฏิบัติการโจมตีทรัพย์สินทางทหารและแหล่งพลังงานของรัสเซียมากขึ้น โดยเมื่อคืนวันศุกร์ โดรนของยูเครนได้โจมตีแท่นขุดเจาะน้ำมันฟิลานอฟสกีในทะเลแคสเปียน ซึ่งเป็นของบริษัท “ลุคออยล์” บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของรัสเซีย พร้อมทั้งโจมตีเรือตรวจการณ์ทางทหารที่ลาดตระเวนอยู่ใกล้กับแท่นขุดเจาะ

การโจมตีครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ยูเครนยอมรับอย่างเป็นทางการว่าได้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานการขุดเจาะในทะเลแคสเปียน แม้ว่าแท่นขุดเจาะดังกล่าวจะเคยถูกโจมตีมาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้งในช่วงเดือนธันวาคม

นอกจากนี้ หน่วยข่าวกรองกลาโหมของสหราชอาณาจักรประเมินว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 14 ถึง 15 ธันวาคม กองกำลังยูเครนได้ใช้โดรนทางทะเลโจมตีเรือดำน้ำชั้นกิโลของรัสเซีย ที่ฐานทัพเรือโนโวรอสซีสค์ในทะเลดำ

รัสเซียยิงมิสไซล์ ถล่มท่าเรือยูเครน ดับ 8 ศพ: สถานการณ์ล่าสุด

สถานการณ์โดยรวมยังคงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง การ​รัสเซียยิงมิสไซล์ ถล่มท่าเรือยูเครน ดับ 8 ศพ แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น และความยากลำบากในการหาทางออกทางการทูต

ผลกระทบจากการ รัสเซียยิงมิสไซล์ ถล่มท่าเรือยูเครน

ผลกระทบจากการ รัสเซียยิงมิสไซล์ ถล่มท่าเรือยูเครน ดับ 8 ศพ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก และความมั่นคงทางพลังงานอีกด้วย การที่ท่าเรือโอเดสซา ซึ่งเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าที่สำคัญ ถูกโจมตี ย่อมส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน และอาจนำไปสู่ราคาอาหารที่สูงขึ้นทั่วโลก

  • ความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สิน
  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
  • ความไม่มั่นคงทางพลังงาน

สถานการณ์นี้ตอกย้ำถึงความจำเป็นในการหาทางออกอย่างสันติ เพื่อยุติความขัดแย้ง และบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์

การโจมตีล่าสุดนี้เน้นย้ำถึงความเปราะบางของโครงสร้างพื้นฐานในยูเครน และความจำเป็นในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่องแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม ความขัดแย้งนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อยูเครนและรัสเซียเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อทั่วโลกในด้านเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคง

ที่มา – รัสเซียยิงมิสไซล์ ถล่มท่าเรือยูเครน ดับ 8 ศพ เจ็บหลายสิบราย

Scroll to top