โจมตีโรงพยาบาล

โจมตีโรงพยาบาลซูดานคร่าชีวิต 64 ศพ WHO ประณาม

เหตุการณ์สุดสะเทือนใจกำลังเป็นข่าวใหญ่ระดับโลก เมื่อเกิดการโจมตีโรงพยาบาลซูดานที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 64 ราย รวมถึงเด็กน้อย 13 ศพ องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ออกมาแสดงท่าทีประณามอย่างหนัก และเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานเข้าสู่ปีที่ 3 แล้ว สงครามครั้งนี้ไม่เพียงทำลายชีวิตผู้คน แต่ยังทำลายระบบสาธารณสุขของประเทศซูดานให้ย่อยยับไปด้วย

โจมตีโรงพยาบาลซูดาน

รายละเอียดของเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 20 มีนาคม ที่โรงพยาบาลศูนย์การเรียนรู้ในเมืองเอล-แดน ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐดาร์ฟูร์ตะวันออก แรงระเบิดจากอาวุธหนัก โดยเฉพาะโดรนของกองทัพซูดานที่กำลังรุกคืบเข้าพื้นที่ของกองกำลังกึ่งทหาร RSF ทำให้เกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ ผู้เสียชีวิตทันที 64 ราย ในนั้นมีเด็ก 13 ราย พยาบาลหญิง 2 ราย แพทย์ชาย 1 ราย และคนไข้จำนวนมาก บาดเจ็บอีก 89 ราย รวมถึงเจ้าหน้าที่สาธารณสุข 8 รายที่สาหัส

ความเสียหายจากโจมตีโรงพยาบาลซูดาน

โรงพยาบาลแห่งนี้เสียหายหนักมาก โดยเฉพาะแผนกสำคัญๆ ที่ประชาชนต้องการ ดังนี้

  • แผนกกุมารเวชกรรม: ที่เด็กๆ ต้องพึ่งพาในการรักษา
  • แผนกสูตินรีเวช: สถานที่ช่วยชีวิตแม่และเด็กแรกเกิด
  • แผนกฉุกเฉิน: จุดรับมือผู้บาดเจ็บเร่งด่วน

ผลคือโรงพยาบาลไม่สามารถให้บริการได้อีกต่อไป ชาวบ้านในพื้นที่ต้องเผชิญกับวิกฤตขาดแคลนการรักษาพยาบาลที่จำเป็น สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเพราะสงครามที่ปะทุมาตั้งแต่เดือนเมษายน 2023 ระหว่างกองทัพซูดาน (SAF) กับกองกำลังสนับสนุนอย่างรวดเร็ว (RSF)

ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังการโจมตีสถานพยาบาล (SSA) ของ WHO เผยว่า ตั้งแต่เริ่มสงคราม มีการโจมตีสถานพยาบาลถึง 213 ครั้ง ส่งผลให้เสียชีวิตสะสม 2,036 ราย โดยเฉพาะในปี 2025 เพียงปีเดียว มีผู้เสียชีวิตจากการโจมตีสถานพยาบาลถึง 1,620 ราย คิดเป็น 82% ของยอดรวมทั่วโลก! นี่แสดงให้เห็นว่าซูดานกลายเป็นจุด hotspot ของการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมสงคราม

WHO ประณามและเรียกร้องยุติสงคราม

นายทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการ WHO กล่าวด้วยน้ำเสียงสลดใจว่า “เลือดที่หลั่งไหลมามากเกินพอแล้ว ความทุกข์ทรมานนี้เกินกว่าที่มนุษย์จะรับไหว สถานพยาบาลต้องไม่ใช่เป้าหมายของสงคราม สันติภาพคือยาที่ดีที่สุดสำหรับมนุษยชาติ” คำพูดนี้สะท้อนถึงความสิ้นหวังของหน่วยงานสากลที่พยายามช่วยเหลือ แต่ถูกขัดขวางด้วยความรุนแรง

นอกจากนี้ สงครามยังก่อให้เกิดวิกฤตมนุษยธรรมครั้งใหญ่ ผู้พลัดถิ่นกว่า 11 ล้านคน ประชาชน 33 ล้านคนเผชิญความหิวโหยรุนแรง การใช้โดรนโจมตีชุมชนและสถานพยาบาลกลายเป็นเรื่องปกติ สหประชาชาติออกมาประณามซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่สถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย

การโจมตีครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก แต่เป็นส่วนหนึ่งของ pattern ที่น่ากลัว หากไม่หยุด สุขภาพของชาวซูดานจะพังทลายทั้งระบบ เด็กๆ แม่ๆ และผู้บริสุทธิ์จะเป็นเหยื่อต่อไป เราควรตระหนักว่าสงครามใดๆ ก็ตามที่โจมตีสถานพยาบาล ถือเป็นอาชญากรรมสงครามตามอนุสัญญาพีระมิดเจนีวา

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้โลกหันมาให้ความสำคัญกับมนุษยธรรมมากขึ้น อย่าปล่อยให้การเมืองและอำนาจทำลายชีวิตผู้บริสุทธิ์ หากคุณอยากช่วยเหลือ สามารถบริจาคให้ WHO หรือหน่วยงานช่วยเหลือมนุษยธรรมได้ หรือแชร์บทความนี้เพื่อสร้างกระแสเรียกร้องสันติภาพ แสดงความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างว่าควรทำอย่างไรเพื่อหยุดยั้งโศกนาฏกรรมนี้!

ที่มา – โจมตีโรงพยาบาลซูดานคร่าชีวิต 64 ศพ WHO ประณามหนัก เรียกร้องยุติสงคราม

รบ.เมียนมายอมรับ ทิ้งบอมบ์โรงพยาบาล อ้างใช้เป็นฐาน

รัฐบาลทหารเมียนมายอมรับ ทิ้งบอมบ์โรงพยาบาลในรัฐยะไข่จริง แต่อ้างว่ากลุ่มติดอาวุธใช้เป็นฐาน และผู้เสียชีวิตก็ล้วนเป็นนักรบติดอาวุธไม่ใช่พลเรือน กลายเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสนใจ

เมื่อวันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม 2568 กองทัพรัฐบาลเมียนมาออกมายอมรับว่า พวกเขาโจมตีทางอากาศเข้าใส่โรงพยาบาลในรัฐยะไข่ทางตะวันตกของประเทศจริง ซึ่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยท้องถิ่นกับสื่อรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 30 ศพ รวมถึงผู้ป่วย เจ้าหน้าที่การแพทย์ และเด็กๆ การยอมรับดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากนานาชาติ

ในแถลงการณ์ที่ตีพิมพ์โดยหนังสือพิมพ์ของรัฐ Global New Light of Myanmar ระบุว่า กลุ่มติดอาวุธหลายกลุ่มรวมถึง กองทัพอาระกัน (Arakan Army) กับกองกำลังพิทักษ์ประชาชน (People’s Defense Force) ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตย ที่ก่อตั้งขึ้นหลังกองทัพก่อรัฐประหารยึดอำนาจในปี 2564 ใช้โรงพยาบาลแห่งนี้เป็นฐาน ทำให้กองทัพต้องเข้าไปจัดการ

แถลงการณ์ระบุอีกว่า กองทัพได้ดำเนินมาตรการรักษาความปลอดภัยที่จำเป็นและเปิดปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายต่ออาคารโรงพยาบาลดังกล่าวเมื่อวันพุธ (10 ธันวาคม) และเสริมว่า ผู้ที่เสียชีวิตหรือบาดเจ็บเป็นสมาชิกติดอาวุธของกลุ่มต่อต้านและผู้สนับสนุน ไม่ใช่พลเรือน การอ้างดังกล่าวขัดแย้งกับรายงานจากเจ้าหน้าที่กู้ภัยอย่างสิ้นเชิง

แถลงการณ์ของกองทัพสวนทางกับคำพูดของเจ้าหน้าที่อาวุโสของหน่วยกู้ภัยในรัฐยะไข่ ที่บอกกับสำนักข่าว AP ว่า เครื่องบินรบของกองทัพทิ้งระเบิด 2 ลูก ใส่โรงพยาบาลในเมืองมเยาะอู (Mrauk-U) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ควบคุมโดยกองทัพอาระกัน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 34 ศพ รวมถึงผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ และบาดเจ็บอีกประมาณ 80 คน สร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับโรงพยาบาลและพื้นที่โดยรอบ

ด้านองค์การสหประชาชาติระบุในแถลงการณ์เมื่อวันพฤหัสบดี (11 ธันวาคม) ว่า การโจมตีดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการโจมตีที่ขยายวงกว้างมากขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อพลเรือนและทรัพย์สินของพลเรือน และกำลังทำลายชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ UN เรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการใช้ความรุนแรงและหันมาเจรจาเพื่อหาทางออกอย่างสันติ

ทั้งนี้ เมืองมเยาะอู ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากย่างกุ้ง เมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราว 530 กม. ถูกกองทัพอาระกันยึดครองเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 โดยกองทัพอาระกันเป็นกลุ่มติดอาวุธของชนกลุ่มน้อยชาวรัฐยะไข่ ซึ่งต้องการปกครองตนเองแยกจากรัฐบาลกลางของเมียนมา สถานการณ์ในเมียนมายังคงตึงเครียดและมีความผันผวนสูง

รบ.เมียนมายอมรับ ทิ้งบอมบ์โรงพยาบาล

สถานการณ์ล่าสุดนี้ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความชอบธรรมในการใช้กำลังของกองทัพเมียนมาและการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง

ผลกระทบจากการที่ รบ.เมียนมายอมรับ ทิ้งบอมบ์โรงพยาบาล

การที่รบ.เมียนมายอมรับ ทิ้งบอมบ์โรงพยาบาล ย่อมส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ในประเทศในหลายด้าน:

  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: การกระทำดังกล่าวอาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเมียนมาแย่ลง โดยเฉพาะกับประเทศตะวันตกที่มักวิพากษ์วิจารณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชน
  • เสถียรภาพภายในประเทศ: เหตุการณ์นี้อาจกระตุ้นให้กลุ่มติดอาวุธต่างๆ เพิ่มความรุนแรงในการต่อต้านรัฐบาลทหาร ทำให้สถานการณ์ภายในประเทศยิ่งทวีความตึงเครียด
  • ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม: การเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอาจเป็นไปได้ยากขึ้น เนื่องจากความไม่มั่นคงและความขัดแย้งที่ยังคงดำเนินต่อไป

การที่รบ.เมียนมายอมรับ ทิ้งบอมบ์โรงพยาบาล ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศเมียนมา การแก้ไขปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย รวมถึงการเจรจาและการเคารพสิทธิมนุษยชน

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและความท้าทายในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในเมียนมา การหาทางออกที่ยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและการเคารพหลักการสากล

ที่มา – รบ.เมียนมายอมรับ ทิ้งบอมบ์โรงพยาบาล อ้างฝ่ายต่อต้านใช้เป็นฐาน

Scroll to top