โฉนดที่ดิน

ขยายผลประธานสภา อบต. ขนยาบ้าคาริมโขง ยึดทรัพย์ 10 ล้าน

เรียกได้ว่าเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความตกใจให้กับชาวบ้านไม่น้อยเลยครับ สำหรับกรณีการจับกุมผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น ซึ่งล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการ ขยายผลประธานสภา อบต. ขนยาบ้าคาริมโขง ยึดทรัพย์ที่ดิน เงิน รถ รวมมูลค่ากว่า 10 ล้าน หลังจากที่ผู้ต้องหารายนี้ถูกจับกุมพร้อมของกลางยาบ้าจำนวนมหาศาลกลางคอกวัวริมแม่น้ำโขง จังหวัดนครพนม

เจาะลึกการขยายผลประธานสภา อบต. ขนยาบ้าคาริมโขง ยึดทรัพย์ 10 ล้าน

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจทหารพรานและฝ่ายความมั่นคง บุกเข้าจับกุม นายศิวัฒน์ ประธานสภา อบต. แห่งหนึ่งในอำเภอท่าอุเทน ขณะกำลังลำเลียงยาบ้ากว่า 400,000 เม็ด งานนี้ถือว่าเป็นการทลายเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติรายสำคัญที่แฝงตัวอยู่ในคราบนักการเมืองท้องถิ่น ซึ่งจากการติดตามมาอย่างยาวนาน ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถรวบรวมพยานหลักฐานจนมัดตัวผู้ต้องหาได้คาหนังคาเขา แม้ตัวผู้ต้องหาจะปฏิเสธในชั้นจับกุม แต่หลักฐานทุกอย่างก็ชี้ชัดถึงพฤติกรรมดังกล่าว

เปิดรายการทรัพย์สินที่ถูกยึดจากการขยายผลประธานสภา อบต. ขนยาบ้าคาริมโขง ยึดทรัพย์ 10 ล้าน

หลังจากที่มีการ ขยายผลประธานสภา อบต. ขนยาบ้าคาริมโขง ยึดทรัพย์ที่ดิน เงิน รถ รวมมูลค่ากว่า 10 ล้าน ตามพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด ทางเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนนครพนมได้ลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างละเอียด โดยพบรายการทรัพย์สินที่น่าตกใจดังนี้ครับ:

  • โฉนดที่ดิน: รวม 8 ใบ เนื้อที่กว่า 20 ไร่ มูลค่ารวมกว่า 4 ล้านบาท
  • เงินสดและเงินหมุนเวียน: ตรวจพบเงินในตู้เซฟและบัญชีธนาคารรวมกว่า 4.7 ล้านบาท
  • ยานพาหนะ: รถยนต์และรถจักรยานยนต์อย่างละ 1 คัน
  • อาวุธปืน: ปืนขนาด 9 มม. พร้อมกระสุนครบมือ

การปราบปรามที่ต้องเข้มงวดกว่าเดิม

พื้นที่ชายแดนจังหวัดนครพนมถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่กลุ่มค้ายาเสพติดมักใช้เป็นช่องทางหลักในการนำเข้ายาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้าน ข้อมูลจากปีที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่ามีการยึดยาบ้าไปแล้วมากกว่า 40 ล้านเม็ด การที่เจ้าหน้าที่ออกมาเดินหน้ากวาดล้างและยึดทรัพย์ผู้กระทำผิดอย่างจริงจังในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการตัดวงจรการเงินของขบวนการค้ายาเสพติด เพื่อไม่ให้ผู้มีอิทธิพลเข้ามาทำลายสังคมของเราได้อีก

ในฐานะประชาชน เราคงต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาและสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้พื้นที่ของเราปลอดภัยจากภัยมืดเหล่านี้มากที่สุด เพราะยาเสพติดคือบ่อนทำลายอนาคตของเยาวชนและสังคมอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – ขยายผลประธานสภา อบต. ขนยาบ้าคาริมโขง ยึดทรัพย์ที่ดิน เงิน รถ รวมมูลค่ากว่า 10 ล้าน

แพรรี่ เห็นใจผู้เสียหาย จี้พ่อฟอร์ด ออกมาชี้แจง ย้ำชัดๆ เอาเงินไหนมาลงทุนขายทุเรียน

แพรรี่ เห็นใจผู้เสียหาย จี้พ่อฟอร์ด ออกมาชี้แจง ย้ำชัดๆ เอาเงินไหนมาลงทุนขายทุเรียน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อมีกระแสข่าวว่าชาวบ้านจำนวนมากเข้ามาร้องเรียนเกี่ยวกับพ่อของ ฟอร์ด ปกรณ์ อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ว่ามีพฤติกรรมเข้าข่ายหลอกลวงจนเกิดความเสียหายมูลค่าเกือบ 100 ล้านบาท งานนี้ แพรรี่ ไพรวัลย์ วรรณบุตร แฟนสาวของฟอร์ด จึงได้ออกมาเคลื่อนไหวทันที โดยเธอได้อัดคลิปชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อแสดงจุดยืนและไขข้อข้องใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

จุดเริ่มต้นของปัญหาและการแสดงความเห็นของแพรรี่ต่อเรื่อง แพรรี่ เห็นใจผู้เสียหาย จี้พ่อฟอร์ด ออกมาชี้แจง ย้ำชัดๆ เอาเงินไหนมาลงทุนขายทุเรียน

ในการอัดคลิปชี้แจง แพรรี่ได้กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า เธอรู้สึกเห็นใจผู้เสียหายเป็นอย่างมาก และมองว่าเรื่องหนี้สินนั้น “ใครก่อก็ต้องรับผิดชอบ” โดยเธอเน้นย้ำหลายครั้งว่าอยากให้คุณพ่อของฟอร์ดออกมาพูดความจริงหรือแสดงหลักฐานเพื่อเคลียร์ปัญหา เพราะการที่จะให้ลูกชายมารับหน้าแทนในสิ่งที่ตนเองไม่ได้เป็นคนก่อถือเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องและไม่ยุติธรรมต่อตัวฟอร์ดเช่นกัน

นอกเหนือจากเรื่องคดีความ ยังมีประเด็นที่คนสงสัยเกี่ยวกับธุรกิจส่วนตัวของเธอ โดยเรื่อง แพรรี่ เห็นใจผู้เสียหาย จี้พ่อฟอร์ด ออกมาชี้แจง ย้ำชัดๆ เอาเงินไหนมาลงทุนขายทุเรียน นั้น แพรรี่ได้อธิบายให้ฟังว่าเธอเริ่มทำธุรกิจขายทุเรียนมาตั้งแต่ปี 2565 โดยใช้ระบบเครดิตในการทำงาน ไม่ได้ใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาลเหมือนที่หลายคนเข้าใจผิด เธอเน้นย้ำว่าตนเองและฟอร์ดแยกกระเป๋ากันใช้และแยกธุรกิจกันทำอย่างชัดเจน

สำหรับประเด็นที่หลายคนกังวลเกี่ยวกับตัวแพรรี่เอง เธอได้ชี้แจงข้อเท็จจริงสำคัญ ดังนี้:

  • เธอและแฟนแยกกันอยู่บ้านใครบ้านมัน ไม่มีการข้องเกี่ยวทางธุรกิจครอบครัว
  • พร้อมลงบันทึกประจำวันหากพบใครนำชื่อไปแอบอ้างในทางเสียหาย
  • ยืนยันว่าเรื่องหนี้สินของพ่อแฟนเป็นเรื่องที่เจ้าตัวต้องจัดการเอง
  • ให้ความเป็นธรรมกับฟอร์ด เพราะคดีความบางเรื่องเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2561 ซึ่งตอนนั้นแพรรี่ยังบวชเป็นพระอยู่เลย

อย่างไรก็ตาม บทสรุปของเรื่องนี้คงต้องรอให้ทางฝั่งของคุณพ่อฟอร์ดออกมาให้ข้อมูลตามขั้นตอนของกฎหมาย เพราะหากมีหมายเรียกจริงก็ต้องไปพบเจ้าหน้าที่ตำรวจตามหน้าที่ สิ่งสำคัญที่สุดในเหตุการณ์นี้คือความชัดเจนและการเยียวยาผู้เสียหาย ซึ่งเราต่างหวังว่าเรื่องราวทุกอย่างจะถูกจัดการให้ถูกต้องและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายมากที่สุดครับ

ที่มา – แพรรี่ เห็นใจผู้เสียหาย จี้พ่อฟอร์ด ออกมาชี้แจง ย้ำชัดๆ เอาเงินไหนมาลงทุนขายทุเรียน

ชาวบ้านร้อง อ้างถูกนายทุน พ่ออินฟลูฯ ดัง หลอกกู้เงิน เบี้ยวค่าขายข้าว

ชาวบ้านร้อง อ้างถูกนายทุน พ่ออินฟลูฯ ดัง หลอกกู้เงิน เบี้ยวค่าขายข้าว

กลายเป็นกระแสร้อนแรงในโซเชียลมีเดีย เมื่อชาวบ้านผู้ได้รับความเดือดร้อนในจังหวัดบุรีรัมย์ รวมตัวกันเข้าร้องเรียนต่อสื่อมวลชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลังจากออกมาเปิดเผยว่าพวกเขาตกเป็นเหยื่อของกลุ่มนายทุนรายหนึ่ง ซึ่งมีการระบุว่าเป็นพ่อของอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง โดยพฤติกรรมดังกล่าวทำให้ชาวบ้านต้องสูญเสียที่ดินทำกิน รถยนต์ และเงินจากการขายข้าวไปเป็นมูลค่ามหาศาลรวมเกือบ 100 ล้านบาท

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อชาวบ้านได้รับคำแนะนำให้กู้เงินโดยใช้โฉนดที่ดินเป็นประกัน แต่กลับกลายเป็นการทำธุรกรรมที่ผิดปกติ เช่น การบังคับให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นชื่อของนายทุน โดยอ้างว่าจะดำเนินการกู้เงินให้ แต่สุดท้ายกลับไม่มีเงินก้อนใหญ่ตามที่สัญญาไว้ และเมื่อขอที่ดินคืน ชาวบ้านกลับถูกบ่ายเบี่ยงให้ไปติดตามที่กรมบังคับคดีเอง ทำให้หลายครอบครัวต้องตกอยู่ในภาวะลำบากอย่างกะทันหัน

เจาะลึกพฤติกรรม ชาวบ้านร้อง อ้างถูกนายทุน พ่ออินฟลูฯ ดัง หลอกกู้เงิน เบี้ยวค่าขายข้าว

นอกจากปัญหาเรื่องที่ดินแล้ว ธุรกิจการรับซื้อข้าวก็กลายเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่นายทุนรายนี้ใช้สร้างความสูญเสียให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่ วิธีการคือการเสนอราคาซื้อข้าวเปลือกที่สูงกว่าตลาดเพื่อล่อใจให้เกษตรกรนำผลผลิตมาขาย แต่เมื่อถึงเวลาจ่ายเงินกลับผลัดวันประกันพรุ่ง และไม่สามารถจ่ายเงินก้อนได้ครบตามจำนวนบิลที่ออกไว้ ทำให้กลุ่มผู้นำชุมชนและเกษตรกรต้องรวมตัวกันเข้าแจ้งความดำเนินคดีในที่สุด

  • ผลกระทบต่อที่ดินทำกิน: ชาวบ้านจำนวนมากสูญเสียโฉนดที่ดินหลังจากหลงเชื่อการกู้เงินนอกระบบ
  • ปัญหาค้างชำระค่าข้าว: นายทุนรับซื้อข้าวไปแล้วแต่ไม่มีการจ่ายเงินคืนให้เกษตรกรตามสัญญา
  • การยืมรถแล้วเชิดหาย: พบพฤติกรรมยืมรถยนต์ของชาวบ้านไปใช้แล้วไม่ส่งคืน
  • ความเสียหายสะสม: มูลค่าความเสียหายรวมกันพุ่งสูงเกือบ 100 ล้านบาท

สิ่งที่น่าสะเทือนใจคือ หลายรายไม่ได้เดือดร้อนเพียงแค่ตัวคนเดียว แต่ยังรวมไปถึงเครือญาติที่หลงเชื่อและนำข้าวมาขายตามคำแนะนำของผู้ใหญ่บ้านและผู้นำชุมชนที่ก็ถูกหลอกเช่นเดียวกัน การกระทำที่อ้างชื่อเสียงของลูกซึ่งเป็นอินฟลูฯ ดัง อาจเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในเบื้องต้น แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้นจริง กลับไม่มีใครออกมารับผิดชอบต่อความเดือดร้อนของชาวบ้านได้เลย

เราหวังว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่มีอำนาจจะเร่งขยายผลคดีนี้ เพื่อให้ความยุติธรรมคืนแก่ชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ที่ต้องเสียน้ำตาจากการสูญเสียสินทรัพย์ที่สะสมมาทั้งชีวิต หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบ ควรรวบรวมหลักฐานทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสัญญา หรือบิลการซื้อขายข้าว เข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจในพื้นที่โดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้คดีหมดอายุความหรือมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินไปมากกว่านี้ครับ

ที่มา – ชาวบ้านร้อง อ้างถูกนายทุน พ่ออินฟลูฯ ดัง หลอกกู้เงิน เบี้ยวค่าขายข้าว

“ศุภชัย” คาดมหากาพย์เขากระโดงจบภายใน 2 ปี ย้ำที่ดินส่วนใหญ่เป็นของประชาชนไม่ใช่นักการเมือง

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับประเด็นร้อนแรงอย่างเรื่องที่ดินบริเวณเขากระโดงกันมาบ้างแล้ว ซึ่งล่าสุด นายศุภชัย ใจสมุทร ได้ออกมาให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า “ศุภชัย” คาดมหากาพย์เขากระโดงจบภายใน 2 ปี ย้ำที่ดินส่วนใหญ่เป็นของประชาชนไม่ใช่นักการเมือง เพื่อเคลียร์ข้อสงสัยที่หลายคนอาจจะยังเข้าใจผิดไปไกล โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความเป็นเจ้าของที่ดินที่มีการถกเถียงกันมาอย่างยาวนาน

“ศุภชัย” คาดมหากาพย์เขากระโดงจบภายใน 2 ปี ย้ำที่ดินส่วนใหญ่เป็นของประชาชนไม่ใช่นักการเมือง

ปัญหาที่ผ่านมามักมีการนำเสนอข้อมูลว่าที่ดินบริเวณนี้เป็นของนักการเมืองชื่อดัง แต่ในความเป็นจริงแล้ว “ศุภชัย” คาดมหากาพย์เขากระโดงจบภายใน 2 ปี ย้ำที่ดินส่วนใหญ่เป็นของประชาชนไม่ใช่นักการเมือง โดยนายศุภชัยได้ชี้แจงว่าที่ดินกว่า 4,800 ไร่ในบริเวณดังกล่าว แท้จริงแล้วเป็นที่อยู่อาศัยของราษฎรทั่วไป ไม่ใช่พื้นที่ของนักการเมืองอย่างที่หลายคนเข้าใจผิด โดยนักการเมืองมีเพียงส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับภาพรวมทั้งหมด

เบื้องลึกความเข้าใจผิดเรื่องที่ดินเขากระโดง

หลายคนมักเข้าใจว่าที่ดินส่วนนี้เป็นที่ดินของการรถไฟฯ ทั้งหมด แต่ข้อเท็จจริงมีความซับซ้อนกว่านั้นมาก นายศุภชัยยังได้ขยายความถึงประเด็นสำคัญดังนี้:

  • ที่ดินทำกินของราษฎร: พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นของประชาชนที่ถือครองโฉนดมาอย่างยาวนาน ไม่ใช่การบุกรุกพื้นที่สาธารณะโดยนักการเมือง
  • กระบวนการทางกฎหมาย: ขณะนี้เรื่องได้เข้าสู่กระบวนการศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นการฟ้องร้องรายแปลงเพื่อหาความชัดเจนที่สุด
  • การตรวจสอบ: กรมที่ดินได้ดำเนินการตรวจสอบตามกระบวนการมาตรา 61 จนครบถ้วนแล้ว และมีการยืนยันว่าไม่มีอำนาจเพิกถอนโดยพลการหากไม่มีคำสั่งศาล

การที่นายศุภชัยออกมากล่าวย้ำว่า “ศุภชัย” คาดมหากาพย์เขากระโดงจบภายใน 2 ปี ย้ำที่ดินส่วนใหญ่เป็นของประชาชนไม่ใช่นักการเมือง ถือเป็นการดึงสติสังคมให้กลับมามองข้อเท็จจริงตามรูปคดีมากกว่าจะฟังข่าวลือหรือกระแสสังคมที่พยายามสร้างภาพให้นักการเมืองดูเป็นผู้ถือครองพื้นที่ขนาดใหญ่เพียงฝ่ายเดียว ทั้งนี้ ทุกฝ่ายล้วนทำหน้าที่ตามขั้นตอนกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ในท้ายที่สุดนี้ ผู้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่เขากระโดงคงต้องรอคำพิพากษาจากศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งถือเป็นทางออกเดียวที่จะยุติมหากาพย์ที่ยืดเยื้อนี้ได้ภายใน 2 ปี หากผลเป็นอย่างไร เราคงจะได้ความชัดเจนว่าที่ดินแปลงไหนเป็นของใคร ใครมีสิทธิถูกต้องตามกฎหมายอย่างแท้จริง และนี่คือตัวอย่างของการใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนที่แท้จริงเพื่อให้สังคมเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่ต้องมีข้อกังขา

ที่มา – “ศุภชัย” คาดมหากาพย์เขากระโดงจบภายใน 2 ปี ย้ำที่ดินส่วนใหญ่เป็นของประชาชนไม่ใช่นักการเมือง

“ศุภชัย” ซัด “เสรีพิศุทธ์” บิดเบือน-ก้าวล่วงศาลปมที่ดินเขากระโดง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อนายศุภชัย ใจสมุทร แกนนำพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวตอบโต้กรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์และลงพื้นที่เรื่องข้อพิพาทที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ อย่างดุเดือด ซึ่งถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจว่า “ศุภชัย” ซัด “เสรีพิศุทธ์” บิดเบือน-ก้าวล่วงศาลปมที่ดินเขากระโดง นั้นเป็นเพราะเหตุผลทางข้อกฎหมายหรือเป็นเพียงการเมืองกันแน่

“ศุภชัย” ซัด “เสรีพิศุทธ์” บิดเบือน-ก้าวล่วงศาลปมที่ดินเขากระโดง

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้แสดงท่าทีท้าทายและพยายามกดดันเรื่องที่ดินเขากระโดง ทั้งที่เรื่องนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของศาล นายศุภชัยจึงมองว่าพฤติกรรมดังกล่าวไม่เหมาะสมกับฐานะอดีต ผบ.ตร. โดยระบุเป็นจุดยืนว่า “ศุภชัย” ซัด “เสรีพิศุทธ์” บิดเบือน-ก้าวล่วงศาลปมที่ดินเขากระโดง เนื่องจากเป็นการชี้นำสังคมด้วยข้อมูลที่อาจคลาดเคลื่อน และเป็นการก้าวล่วงอำนาจศาลอย่างชัดเจน

ข้อเท็จจริงทางกฎหมายที่ต้องพิจารณา

ในมุมมองของฝ่ายกฎหมาย สิ่งที่สังคมควรทำความเข้าใจให้ชัดเจนมีดังนี้:

  • ประชาชนผู้ถือครองที่ดินมีโฉนดและ น.ส.3 ที่ถูกต้องตามกฎหมายในการแสดงกรรมสิทธิ์
  • คำพิพากษาเดิมไม่มีผลผูกพันบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่คู่ความ ตามหลัก ป.วิ.แพ่ง มาตรา 145
  • การรถไฟแห่งประเทศไทยยังคงต้องดำเนินการฟ้องร้องตามกระบวนการยุติธรรม ซึ่งแสดงว่าเรื่องยังไม่ข้อยุติ

นายศุภชัยยังได้ย้อนเกล็ดกลับไปยังอดีต ผบ.ตร. ว่าการแสดงพฤติกรรมท้าตีท้าต่อยบริเวณหน้าบ้านประชาชนนั้น นอกจากจะไม่สง่างามแล้ว ยังเป็นการละเมิดหลักนิติรัฐที่นักการเมืองพึงเคารพ ทั้งนี้ การที่ “ศุภชัย” ซัด “เสรีพิศุทธ์” บิดเบือน-ก้าวล่วงศาลปมที่ดินเขากระโดง สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามรักษาสิทธิของชาวบ้านที่ถือโฉนดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นการปกป้องเกียรติของกระบวนการยุติธรรมที่ควรเป็นไปตามขั้นตอน ไม่ใช่การใช้กระแสสังคมมากดดันให้เกิดความเข้าใจผิด

ท้ายที่สุด การแก้ปัญหาข้อพิพาทที่ดินควรยึดถือตามหลักฐานทางทะเบียนและคำตัดสินของศาลเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่การลงพื้นที่เพื่อดราม่าข้ามขั้นตอน การเมืองแบบสร้างสรรค์ควรเน้นการถกเถียงด้วยเหตุผลทางกฎหมายมากกว่าการใช้อารมณ์เข้าข่มกัน คุณผู้อ่านมีความเห็นอย่างไรกับกรณีนี้ สามารถร่วมแสดงความคิดเห็นกันได้ครับ

ที่มา – “ศุภชัย” ซัด “เสรีพิศุทธ์” บิดเบือน-ก้าวล่วงศาลปมที่ดินเขากระโดง

“ธรรมนัส” อ้อนคนเชียงใหม่ ขอคะแนนให้คนเหนือแท้ ๆ พวกไม่ทำงานอย่าเลือก

“ธรรมนัส” อ้อนคนเชียงใหม่ ขอคะแนนให้คนเหนือแท้ ๆ พวกไม่ทำงานอย่าเลือก นี่คือประเด็นร้อนที่กำลังเป็นกระแสในวงการการเมืองไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ได้บุกปราศรัยหาเสียงที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อขอคะแนนเสียงจากพี่น้องชาวเหนือให้กับผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคทั้ง 10 เขต ลั่นชัดเจนว่าต้องเลือกคนที่ทำงานจริง ไม่ใช่นักการเมืองที่หาเสียงเก่งแต่ไม่รับใช้ประชาชน

“ธรรมนัส” อ้อนคนเชียงใหม่ ขอคะแนนให้คนเหนือแท้ ๆ พวกไม่ทำงานอย่าเลือก

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 18.30 น. ณ สนามกีฬากลาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ พรรคกล้าธรรมนำทีมโดย ร.อ.ธรรมนัส ที่ยังคงเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้ขึ้นเวทีปราศรัยท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากประชาชนนับพัน ประชาชนนำผ้าขาวม้า พวงมาลัย ส้ม และขอถ่ายรูปกันแน่นขนัด ก่อนขึ้นเวที ร.อ.ธรรมนัส ยังแวะพบปะพูดคุยกับชาวบ้านอย่างใกล้ชิด แสดงให้เห็นถึงความเป็นกันเองและเข้าใจปัญหาชาวเหนือแท้ๆ

ร.อ.ธรรมนัส เล่าว่า ในวันเดียวกันได้เดินทางไกลกว่า 800 กิโลเมตร จากอำเภอดอยเต่า เชียงดาว มาถึงฝาง เพื่อพบปะประชาชนให้มากที่สุด “การเลือกตั้งครั้งนี้ต้องเลือกผู้แทนที่ทำงานจริง ไม่ใช่เลือกมาเป็นเจ้าคนนายคน” ท่านกล่าวพร้อมยกตัวอย่างนักการเมืองบางคนที่หาเสียงยกมือไหว้ กราบเท้า แต่พอได้เป็น ส.ส. แล้วเรียกไม่เคยหันมอง ไม่แก้ปัญหาให้ชาวบ้าน “คนแบบนี้อย่าเลือกเด็ดขาด”

นโยบายเด่น: แจกคืนที่ดิน ดันโฉนดเกษตรให้ชาวเหนือ

หนึ่งในนโยบายหลักที่ ร.อ.ธรรมนัส เน้นย้ำคือการแก้ปัญหาที่ดินทำกิน โดยเฉพาะ ส.ป.ก. 4-01 ที่ถูกยึดไปกว่า 6,000 ไร่ในยุครัฐประหาร โดยไม่มีเหตุผล ในสมัยที่ท่านดูแล ได้แจกคืนที่ดินให้เกษตรกรยากจนแบบรายคน ไม่แบ่งแปลงรวม และเปลี่ยน ส.ป.ก. 4-01 เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร นอกจากนี้ยังสัญญาจะเปลี่ยนโฉนดครุฑสีเขียวเป็นครุฑสีแดง และแก้ปัญหาที่ดินอยู่อาศัยของกรมธนารักษ์ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ “หลังวันที่ 8 ก.พ. รัฐบาลชุดนี้ยังทำงานต่อ ผมจะลงพื้นที่แก้ให้เรียบร้อย”

  • แจกคืนที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ให้เกษตรกรรายคน
  • เปลี่ยนโฉนดเกษตรครุฑเขียวเป็นครุฑแดง
  • แก้ปัญหาที่ดินอยู่อาศัยไม่มีเอกสาร
  • ดูแลปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ

ร.อ.ธรรมนัส ยังย้ำว่า พรรคกล้าธรรม เบอร์ 42 คือของใหม่ที่พร้อมสานต่อผลงานตั้งแต่ปี 2562 มาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะการช่วยเหลือชาวเชียงใหม่ “ของดีแบบนี้จะเอาไหม? เลือกคนเหนือแท้ๆ ไปบริหารบ้านเมือง เอาไปแทนชาวบ้านและเกษตรกร” ท่านถามประชาชนด้วยน้ำเสียงหนักแน่น หากเลือกผู้สมัครพรรคกล้าธรรมในอำเภอฝาง แม่อาย ไชยปราการ “เราคือขี้ข้าของประชาชน ชาวบ้านผิดหรือถูก ถือว่าประชาชนถูกไว้ก่อน”

การปราศรัยครั้งนี้ไม่เพียงจุดประกายความหวังให้ชาวเชียงใหม่ แต่ยังสะท้อนถึงความจำเป็นในการเลือกตั้งครั้งนี้ ที่ประชาชนต้องฉลาดเลือกคนทำงานจริง ไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรู นโยบายที่ดินและเกษตรของ ร.อ.ธรรมนัส ถือเป็นจุดขายสำคัญที่ตอบโจทย์เกษตรกรภาคเหนือ ซึ่งเป็นฐานเสียงหลัก

ในมุมมองของผู้เขียน การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่ประชาชนตื่นตัวมากขึ้น การเรียกร้องคนเหนือแท้ๆ ที่เข้าใจปัญหาท้องถิ่นคือกุญแจสำคัญ หากคุณเป็นชาวเชียงใหม่หรือสนใจการเมือง อย่าลืมติดตามและแชร์ข้อมูลนี้ เพื่อให้เสียงของพี่น้องเกษตรกรดังถึงสภา วันที่ 8 ก.พ. นี้ เลือกพรรคกล้าธรรม เบอร์ 42 เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน!

ที่มา – “ธรรมนัส” อ้อนคนเชียงใหม่ ขอคะแนนให้คนเหนือแท้ ๆ พวกไม่ทำงานอย่าเลือก

ทลายเครือข่ายปล่อยกู้นอกระบบศรีสะเกษ ยึดทรัพย์ 19.6 ล้าน

ตำรวจศรีสะเกษทลายเครือข่ายปล่อยกู้นอกระบบ ที่ศรีสะเกษ เข้าตรวจค้นพื้นที่ อ.กันทรลักษ์ อายัดทรัพย์สินทั้งโฉนดที่ดิน รถยนต์ ฯลฯ มูลค่ารวมกว่า 19.6 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ที่สถานีตำรวจภูธรกันทรลักษ์ ได้มีการแถลงผลการระดมปราบปรามหนี้นอกระบบ ซึ่งปฏิบัติการในช่วงวันที่ 17-23 พฤศจิกายน 2568 สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 1 ราย พร้อมตรวจยึดทรัพย์สินมูลค่ารวมกว่า 19.6 ล้านบาท ภายใต้การอำนวยการของ พลตำรวจตรีศุภชัย ศักรินพานิชกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ และทีมงาน

เจ้าหน้าที่จากศูนย์ปราบปรามการฟอกเงิน ตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ ร่วมกับกองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ และชุดสืบสวนสถานีตำรวจภูธรกันทรลักษ์ ได้นำหมายค้นของศาลจังหวัดกันทรลักษ์ เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายจำนวน 2 จุด ในอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ จุดแรกเป็นบ้านหลังหนึ่ง และจุดที่สองเป็นโกดังเก็บของ

ทลายเครือข่ายปล่อยกู้นอกระบบ ที่ศรีสะเกษ

จากการตรวจค้นทั้งสองจุด เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 1 ราย พร้อมตรวจยึดของกลางจำนวนมาก ประกอบด้วย

  • โฉนดที่ดิน 4 ฉบับ มูลค่าประมาณ 1 ล้านบาท
  • สัญญากู้ยืมเงิน 35 ฉบับ รวมยอดหนี้กว่า 3 ล้าน 5 แสนบาท
  • รถยนต์ 23 คัน มูลค่าประมาณ 15 ล้านบาท
  • รถจักรยานยนต์ 5 คัน มูลค่าราว 1 แสนบาท

รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ยึดได้ทั้งหมดกว่า 19.6 ล้านบาท

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบบุหรี่ต่างประเทศเถื่อน ซึ่งมีมูลค่าการปรับตามกฎหมายสรรพสามิตสูงถึง 1.7 ล้านบาท จึงได้ตรวจยึดไว้เพื่อนำไปดำเนินการตามกฎหมาย โดยแจ้งข้อกล่าวหา ให้ผู้อื่นกู้ยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด และประกอบธุรกิจสินเชื่อโดยไม่ได้รับอนุญาต

ความผิดและบทลงโทษของเครือข่ายปล่อยกู้นอกระบบ

ความผิดดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยหนี้นอกระบบและกฎหมายควบคุมธุรกิจสินเชื่อ ซึ่งมีบทลงโทษทั้งจำและปรับ ขึ้นอยู่กับลักษณะและความร้ายแรงของความผิด

พลตำรวจตรีศุภชัย ศักรินพานิชกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า ตำรวจภูธรภาค 3 และตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ จะเดินหน้าปราบปรามหนี้นอกระบบอย่างจริงจัง เพื่อคุ้มครองประชาชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของนายทุนดอกเบี้ยโหด

พร้อมขอความร่วมมือประชาชน หากพบเบาะแสผู้เกี่ยวข้องกับหนี้นอกระบบ สามารถแจ้งได้ที่ศูนย์ดำรงธรรม 1567, DSI สายด่วน 1202 ต่อ 53610, ศูนย์รับแจ้งการเงินนอกระบบ 1359, หรือสายด่วนตำรวจ 1599

การปฏิบัติการจับกุมครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากการได้รับการร้องเรียนจากประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อน จึงได้ทำการสืบสวนและนำไปสู่การจับกุมและตรวจยึดของกลางจำนวนมาก

การทลายเครือข่ายปล่อยกู้นอกระบบ ที่ศรีสะเกษ ครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จในการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ และช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากหนี้นอกระบบ อย่างไรก็ตาม ปัญหาหนี้นอกระบบยังคงเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการป้องกันและปราบปราม

หากท่านกำลังประสบปัญหาหนี้นอกระบบ อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง พวกเขาพร้อมให้คำปรึกษาและช่วยเหลือเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินของท่าน

การดำเนินการกับผู้กระทำผิดปล่อยกู้นอกระบบ ที่ศรีสะเกษ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า กฎหมายจะถูกบังคับใช้อย่างจริงจัง เพื่อคุ้มครองประชาชนจากภัยร้ายนี้

ที่มา – ทลายเครือข่ายปล่อยกู้นอกระบบ ที่ศรีสะเกษ อายัดทรัพย์กว่า 19.6 ล้านบาท

ศาลสั่งจำคุก 8 ปี ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ คดีที่ดิน

ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 1 พิพากษาจำคุก 8 ปี “ประชัย เลี่ยวไพรัตน์” คดีออกเอกสารปลอมที่ดินสระบุรี รุกป่าทำเหมืองปูน คุมตัวส่งเรือนจำจังหวัดสระบุรี ระหว่างรอคำสั่งขอประกันตัว

ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 วันที่ 19 ส.ค. 68 ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อท.98/2567 คดีหมายเลขแดงที่ อท.84/2568 ระหว่างพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริตภาค 1 เป็นโจทก์ ฟ้อง นายณรงค์พล แก้วสาร จำเลยที่ 1, นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ จำเลยที่ 2 และ บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 3

โจทก์ฟ้องว่า ขณะเกิดเหตุนายจรูญศักดิ์ เอกสวัสดิ์ นายช่างรังวัด 6 สำนักงานมาตรฐานการออกหนังสือสำคัญ กรมที่ดิน ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินจังหวัดสระบุรี-ลพบุรี ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยทุจริตทำโฉนดที่ดินปลอมรวม 11 ฉบับ ในบริเวณที่เป็นพื้นที่ป่า ภูเขา ซึ่งโดยสภาพไม่สามารถออกโฉนดที่ดินได้ เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย สำหรับตนเองหรือผู้อื่น โดยได้รับเงินจากนายจักราวุธ นิตยสุทธิ ซึ่งเป็นพนักงานของจำเลยที่ 3 จำนวนทั้งสิ้น 1,050,000 บาท เป็นการตอบแทนและก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ทำให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงที่ระบุไว้ในโฉนดที่ดินนั้น จำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 2 และนายประหยัด เลี่ยวไพรัตน์ กรรมการผู้มีอำนาจได้ลงนามในหนังสือมอบอำนาจให้นายไวพจน์ คดบัว และนายสุนทร ดิษยนันท์ นำส่งเอกสาร รับเอกสารต่าง ๆ กรณีที่หัวหน้าสายตรวจปราบปรามการกระทำความผิดว่าด้วยการป่าไม้ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 5 (สระบุรี) กรมป่าไม้ แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ดำเนินคดีต่อจำเลยที่ 3 ในความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 นายไวพจน์ได้แสดงสำเนาโฉนดที่ดินทั้ง 11 ฉบับต่อพนักงานสอบสวน เหตุเกิดที่ตำบลปากเพรียว อำเภอเมืองสระบุรี และตำบลทับกวาง อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรีและแขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพฯ เกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 151, 268 จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ทางไต่สวนได้ความว่า ขณะเกิดเหตุนายจรูญศักดิ์ เอกสวัสดิ์ นายช่างรังวัด 6 สำนักงานมาตรฐาน การออกหนังสือสำคัญกรมที่ดิน ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินจังหวัดสระบุรี-ลพบุรี เมื่อปี 2557 คณะพนักงานเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ประกอบกิจการของจำเลยที่ 3 พบว่าประกอบกิจการนอกเขตที่ได้รับประทานบัตรในการทำเหมืองแร่จึงดำเนินคดีต่อจำเลยที่ 3 ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54, 72 ตรี พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 รวม 5 คดี เป็นผลให้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ให้นำเอาหินแร่อุตสาหกรรมชนิดหินปูนและหินดินดานเพื่ออุตสาหกรรมปูนซีเมนต์รวมจำนวนหลายสิบล้านเมตริกตันไปถมคืนพื้นที่เดิมที่จำเลยที่ 3 ทำเหมืองแร่โดยมิชอบ หากจำเลยที่ 3 ไม่ดำเนินการให้ชำระค่าเสียหายรวมทั้งสิ้นเป็นเงินหลายพันล้านบาท ในระหว่างการตรวจสอบที่ดินดังกล่าวจำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 2 กับนายประหยัด เลี่ยวไพรัตน์ มอบอำนาจให้นายไวพจน์ คดบัวและหรือนายสุนทร ดิษยนันท์ เป็นผู้นำส่งเอกสารต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายไวพจน์นำสำเนาโฉนดที่ดินรวม 11 ฉบับ ซึ่งเป็นพื้นที่ต่อเนื่องเขตประทานบัตรในการทำเหมืองแร่ของจำเลยที่ 3 ส่งมอบให้แก่พนักงานสอบสวน โฉนดทั้ง 11 ฉบับดังกล่าวออกตามนโยบายการแปลงทรัพย์สินเป็นทุนของรัฐบาล

ซึ่งนายจักราวุธ นิตยสุทธิ ที่ปรึกษาในการสำรวจที่ดินของจำเลยที่ 3 ได้ขอเบิกเงินค่าใช้จ่ายในการออกโฉนดที่ดินจากจำเลยที่ 2 โดยขั้นตอนในการขอเบิกเมื่อเริ่มดำเนินการขอเบิก 1,500,000 บาท เมื่อเข้ารังวัดขอเบิกอีก 1,500,000 บาท และเมื่อทยอยออกเอกสารสิทธิ์ประมาณการขอเบิกไว้ 6,000,000 บาท จำเลยที่ 2 พิจารณาแล้ว

อนุมัติให้นายจักราวุธเบิกเงินได้ตามที่เสนอ นายจักราวุธติดต่อประสานงานในการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 1 ได้นำเอารูปแผนที่ที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รังวัดของจำเลยที่ 3 เป็นผู้เขียนส่งมอบให้

นายจรูญศักดิ์ เขียนลงในแบบพิมพ์โฉนดที่ดิน โดยนายจักราวุธตกลงจะให้ค่าใช้จ่ายเบื้องต้น 700,000 บาท ในการทำชุดแรกประมาณ 10 แปลง เมื่อขึ้นรูปแผนที่และลงรายละเอียดในแบบพิมพ์โฉนดที่ดินเสร็จสิ้นแล้วจะให้อีก 500,000 บาท หากสามารถนำคู่ฉบับพร้อมสารบบส่งให้สำนักงานที่ดินจังหวัดสระบุรี สาขาแก่งคอยได้จะให้อีก 3,000,000 บาท นายจรูญศักดิ์จึงนำเอาแบบพิมพ์โฉนดที่ดินที่ต้องส่งทำลายมาขูดลบรายละเอียดเดิมออกและ ปลอมลายมือชื่อในช่องผู้เขียน ผู้ทาน ผู้เขียนแผนที่และผู้ตรวจทานแผนที่ในโฉนดที่ดิน นายจรูญศักดิ์ทยอยส่งมอบโฉนดที่ดินและรับเงินจากนายจักราวุธแล้ว จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น

จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงมีความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม แต่การที่นายไวพจน์อ้างสำเนาโฉนดที่ดินเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2557 รวม 7 ฉบับกับวันที่ 25 กันยายน 2557 อีก 4 ฉบับนั้นเป็นการกระทำโดยมีเจตนาที่จะอ้างสิทธิในการใช้พื้นที่ประกอบกิจการของจำเลยที่ 3 ต่อพนักงานสอบสวนเนื่องจากถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในคดีเดียวกัน จึงเป็นความผิดกรรมเดียว

พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86

จำเลยที่ 2 กับที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 266 มาตรา 83 พฤติการณ์แห่งคดีในการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินซึ่งเป็นทรัพยากรของชาติเพื่อใช้ประโยชน์ในกิจการทำเหมืองแร่ของจำเลยที่ 3 อันเป็นผลประโยชน์ส่วนตน เป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งศาลมีคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งให้จำเลยที่ 3 นำเอาหินแร่อุตสาหกรรม ชนิดหินปูนและหินดินดานเพื่ออุตสาหกรรมปูนซีเมนต์รวมจำนวนหลายสิบล้านเมตริกตันไปถมคืนพื้นที่เดิมที่จำเลยที่ 3ทำเหมืองแร่โดยมิชอบ หากจำเลยที่ 3 ไม่ดำเนินการให้ชำระค่าเสียหายรวมทั้งสิ้นเป็นเงินหลายพันล้านบาท อันเป็นผลสืบเนื่องจากการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจำนวนมาก

จึงลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 8 ปี ลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุก 8 ปี และลงโทษจำเลยที่ 3 ปรับ 160,000 บาท ถ้าจำเลยที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

ภายหลังจำเลยทั้งหมดได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราว ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 พิจารณาแล้วส่งเรื่องให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่ง ทำให้จำเลยต้องถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำจังหวัดสระบุรี ระหว่างรอคำสั่งของศาลอุทธรณ์ต่อไป

ศาลสั่งจำคุก 8 ปี “ประชัย เลี่ยวไพรัตน์” คดีออกเอกสารปลอมที่ดิน

ทำไมศาลถึงสั่งจำคุก 8 ปี “ประชัย เลี่ยวไพรัตน์” คดีออกเอกสารปลอมที่ดิน

คดีนี้มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย ทำให้การพิจารณาคดีเป็นไปอย่างละเอียดถี่ถ้วน การที่ศาลตัดสินจำคุก 8 ปี “ประชัย เลี่ยวไพรัตน์” คดีออกเอกสารปลอมที่ดิน แสดงให้เห็นถึงความร้ายแรงของการกระทำผิด และความสำคัญของการรักษากฎหมายและทรัพยากรของชาติ

การตัดสินคดี “ประชัย เลี่ยวไพรัตน์” คดีออกเอกสารปลอมที่ดิน นี้ ถือเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจและการจัดการที่ดิน ควรตระหนักถึงความถูกต้องและโปร่งใสในการดำเนินงาน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาทางกฎหมายในอนาคต

สิ่งที่เกิดขึ้นในคดี “ประชัย เลี่ยวไพรัตน์” คดีออกเอกสารปลอมที่ดิน สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและกำกับดูแลการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการทุจริตและรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม

ที่มา – ศาลสั่งจำคุก 8 ปี “ประชัย เลี่ยวไพรัตน์” คดีออกเอกสารปลอมที่ดิน

ทายาทแจงปมที่ดิน-เงิน 2.7 ล้าน วัดพระบาทน้ำพุ

จากกรณีที่ดินและเงินจำนวน 2.7 ล้านบาทของวัดพระบาทน้ำพุที่ตกเป็นประเด็นร้อนแรง ล่าสุดทายาทของอดีตไวยาวัจกรได้ออกมาแจงปมที่ดิน-เงิน 2.7 ล้าน ผ่านทางแพรรี่ ไพรวัลย์ เพื่อไขข้อสงสัยและแสดงความบริสุทธิ์ใจ

ทายาทอดีตไวยาวัจกร แจงปมที่ดิน-เงิน 2.7 ล้าน ผ่าน “แพรรี่”

แพรรี่ ไพรวัลย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โดยระบุว่าทายาทของอดีตไวยาวัจกรได้ติดต่อมาชี้แจงเรื่องที่ดิน 740 ไร่ และเงินสด 2.7 ล้านบาท ที่ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่าทางวัดพระบาทน้ำพุยังไม่ได้รับคืน โดยทายาทอ้างว่ายินดีคืนทุกอย่างให้กับวัด และไม่เคยมีการพูดจาในลักษณะที่ว่า “อยากได้ให้ไปฟ้องเอา” อย่างแน่นอน

ข้อความจากทายาทอดีตไวยาวัจกรที่ส่งถึงแพรรี่มีรายละเอียดดังนี้:

“ผมคือ 1 ในทายาทคุณธนชัย เรื่องที่ดินมีเพียง 740 ไร่ ทางเรายินดีคืนหมด แม้กระทั่งเงิน 2,700,000 ที่หลวงพ่ออ้างว่าฝากอาไว้ เราก็นำไปคืน โดยหลวงพ่อก็ไม่มีหลักฐานในการฝากหรือสมุดบัญชี หลวงพ่ออ้างว่าหลวงพ่อฝากอาไว้”

“เรื่องที่ทางคุณทนายเกิดผลพูดว่า อยากได้ก็ไปฟ้องเอา ทางเราไม่เคยพูด วันที่นำเงินไปคืน เราโอนมอบกรรมสิทธิ์คืนรถให้ เดิมคุณ…บอกมี 6 วันไปโอนมอบมี 11 โดยทางวัดอ้างว่าเป็นของวัด เราก็คืน พร้อมโฉนดที่ดินตัวจริงอีก 340 ไร่ ที่เราค้นเจอจากห้องพักที่คุณธนชัยเสีย”

“ทางเรามีแค่นี้ เราเซ็นมอบอำนาจให้วัด เพราะทางวัดบอกว่าเซ็นมอบอำนาจแล้ววัดจัดการได้ ทางเราวิ่งตั้งผู้จัดการ วันนั้นทางวัดไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายอะไรเลย ค่าทนาย ตั้งผู้จัดการมรดก และทุกอย่าง เราทำกันเอง วัดมีหน้าที่เซ็นรับอย่างเดียว เสียแค่น้ำดื่ม 3 ขวด”

“แล้วสุดท้ายวัดโอนไม่ได้ เลยติดต่อเรามาอีกครั้ง เรื่องที่ดินที่คาราคาซัง วัดจะให้เราเดินทางไปคุยกับด็อกเตอร์ แต่ทางผู้จัดการมรดกปฏิเสธไป 1 ครั้งว่าไม่สะดวก เพราะทางผู้จัดการมรดกทำเกี่ยวกับราชการ แล้วติดธุระทางราชการ เลยปฏิเสธไปว่าไม่สะดวก”

“ทางเราไม่ได้มีการพูดแบบที่ทนายเกิดผลอ้างเบื้องต้นว่าถ้าอยากได้ก็ไปฟ้องเอา แล้วไม่มีการส่งเจ้าหน้าที่มา แล้วไม่มีหนังสือทวงถามตามที่กล่าวอ้าง เรื่องเรารับรู้หลังจากปู่ตาย แต่วัดไม่เคยช่วยเราดำเนินการอะไร ทั้งที่สร้างปัญหาให้พวกเรา คำว่าคุณอาของวรสุดา เป็นคำย่อมาจากอาจารย์วรสุดา ไม่ใช่ญาติครับ”

“ผมไม่กล้าเมนต์หรืออธิบาย กลัวคนที่ถล่ม เราไม่เคยโอนที่มาเป็นของเรา โฉนดก็คืนไป 340 โดยประมาณ โฉนดที่เหลือที่ญาติผมตอนนี้ไม่มีเลย มีแต่ที่เราก๊อปปี้ไว้เป็นหลักฐานวันส่งมอบ ผมพยายามติดต่อตามเพจครับ แต่ยังไม่มีใครตอบ”

นอกจากนี้ แพรรี่ยังได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเงินสดจำนวน 2.7 ล้านบาทที่ทายาทนำมาคืน โดยโพสต์ภาพเงินจำนวนดังกล่าวที่วางอยู่ในพาน พร้อมข้อความว่า “อยากรู้ค่ะว่าเงิน 2,700,000 ที่ทายาทอดีตไวยาวัจกรเอามาคืนหลวงพ่อ คือเงินอะไรคะ และทำไมหลวงพ่อถึงต้องเอาเงินสดเยอะขนาดนี้ไปฝากอดีตไวยาวัจกรของวัดไว้ เพื่อความเป็นธรรมของพ่อนะคะ ช่วยชี้แจงด้วย”

ประเด็นสำคัญ: ทายาทอดีตไวยาวัจกรชี้แจงเรื่องที่ดินและเงิน 2.7 ล้าน

จากคำชี้แจงของทายาทอดีตไวยาวัจกร ประเด็นหลักๆ ที่ต้องการสื่อสารคือ:

  • ยินดีคืนที่ดินทั้งหมด 740 ไร่ให้กับวัดพระบาทน้ำพุ
  • ได้นำเงินสดจำนวน 2.7 ล้านบาทคืนให้กับวัดแล้ว
  • ไม่เคยพูดจาในลักษณะท้าทายให้ไปฟ้องร้อง
  • พร้อมให้ความร่วมมือกับวัดในการดำเนินการต่างๆ

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องที่มาของเงิน 2.7 ล้านบาท ยังคงเป็นข้อสงสัยที่แพรรี่และหลายคนต้องการคำตอบ เพื่อให้เกิดความกระจ่างและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

เรื่องราวนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร และทางวัดพระบาทน้ำพุจะมีการชี้แจงเพิ่มเติมในประเด็นใดบ้าง เพื่อให้สังคมได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนเกี่ยวกับปมแจงปมที่ดิน-เงิน 2.7 ล้าน นี้

การออกมาแจงปมที่ดิน-เงิน 2.7 ล้าน บาทในครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดเผยข้อมูลอีกด้านหนึ่งของเรื่องราวทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายประเด็นที่ยังคงเป็นที่สงสัยและต้องการคำอธิบายเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องนี้

ที่มา – ทายาทอดีตไวยาวัจกร แจงปมที่ดิน-เงิน 2.7 ล้าน ผ่าน “แพรรี่” ยันไม่เคยไล่ไปฟ้อง

Scroll to top