โดรนโจมตี

อิหร่านเตือนชาว UAE รอบใหม่ “อยู่ให้ห่างจากท่าเรือหลัก”

อิหร่านเตือนชาว UAE รอบใหม่ “อยู่ให้ห่างจากท่าเรือหลัก” สร้างความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางอีกครั้ง หลังจากที่เตหะรานประกาศชัดเจนว่าจะโจมตีเป้าหมายสำคัญในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เพื่อตอบโต้การกระทำของสหรัฐฯ และอิสราเอล

อิหร่านเตือนชาว UAE รอบใหม่ “อยู่ให้ห่างจากท่าเรือหลัก”

เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569 หรือตามปฏิทินไทยคือเดือนมีนาคม 2026 อิหร่านได้ออกคำเตือนรอบใหม่ผ่านสื่อที่เชื่อมโยงกับหน่วยงานความมั่นคง โดยเรียกร้องให้พลเรือนใน UAE หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ท่าเรือหลักของประเทศเหล่านี้ ท่าเรือเหล่านี้กลายเป็นเป้าหมายหลักในการโจมตีตอบโต้ของอิหร่านมาตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางน้ำมันสำคัญของอิหร่าน

คำเตือนนี้เผยแพร่เพื่อปกป้องชีวิตพลเรือน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการส่งสัญญาณถึงความมุ่งมั่นของอิหร่านในการตอบโต้ การประกาศระบุชื่อท่าเรือหลัก 3 แห่งที่ชาว UAE ควรอพยพออกจากพื้นที่โดยรอบ ได้แก่ ท่าเรือเจเบลอาลี (Jebel Ali) ในดูไบ ท่าเรือคาลิฟา (Khalifa) ในอาบูดาบี และท่าเรือมินาอัล-ฟูไจราห์ (Mina Al-Fujairah) ในรัฐฟูไจราห์

ท่าเรือฟูไจราห์ถูกรับมือโดรนโจมตีล่าสุด

เหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงก่อนคำเตือน เมื่อท่าเรือฟูไจราห์ถูกโจมตีด้วยโดรนจากอิหร่าน แม้ว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศของ UAE จะยิงสกัดได้สำเร็จ แต่ซากโดรนที่ตกลงมาก็ก่อให้เกิดเพลิงไหม้รุนแรงบริเวณใกล้เคียง ส่งผลให้เกิดความเสียหายและความตื่นตระหนกในพื้นที่

นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ท่าเรือและคลังน้ำมันของ UAE ถูกโจมตีตอบโต้จากอิหร่านหลายครั้ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 6 ราย และบาดเจ็บ 141 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นพลเรือนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับความขัดแย้งทางทหาร

เป้าหมายโจมตีอื่นๆ ของอิหร่าน

นอกจากท่าเรือหลักแล้ว อิหร่านยังประกาศตั้งเป้าโจมตีสถานที่สำคัญอื่นๆ ใน UAE เช่น สนามบิน โรงแรม อาคารสูง ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ และโรงงานผลิตน้ำมัน การโจมตีเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อกดดันทางเศรษฐกิจและสร้างความหวาดกลัว โดย UAE ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐฯ กลายเป็นเป้าหมายหลักในการตอบโต้

  • ท่าเรือเจเบลอาลี: ศูนย์กลางการค้าสำคัญของดูไบ จัดการสินค้าปริมาณมหาศาลต่อปี
  • ท่าเรือคาลิฟา: ท่าเรือที่ทันสมัยที่สุดในโลก ใกล้กับอาบูดาบี
  • ท่าเรือมินาอัล-ฟูไจราห์: ตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ

สถานการณ์นี้ไม่เพียงกระทบต่อ UAE เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการค้าโลก โดยเฉพาะเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านอ่าวเปอร์เซีย ความตึงเครียดอาจทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นและกระทบเศรษฐกิจทั่วโลก

อิหร่านเตือนชาว UAE รอบใหม่ “อยู่ให้ห่างจากท่าเรือหลัก” เพื่อลดความสูญเสียทางมนุษย์ แต่ก็สะท้อนถึงความรุนแรงของความขัดแย้งที่กำลังลุกลาม รัฐบาล UAE ได้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยและอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงแล้ว

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่การเจรจาสันติภาพ หากชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ จีน และรัสเซียเข้าแทรกแซง ชาวไทยที่สนใจข่าวต่างประเทศควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจกระทบราคาน้ำมันและการส่งออก

คำแนะนำ: หากคุณกำลังวางแผนเดินทางไป UAE หรือทำธุรกิจในภูมิภาคนี้ ควรตรวจสอบข่าวสารล่าสุดและหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ไทยรัฐข่าวต่างประเทศ

ที่มา – อิหร่านเตือนชาว UAE รอบใหม่ “อยู่ให้ห่างจากท่าเรือหลัก”

อิหร่านเอาคืน ถล่มคลังน้ำมันยักษ์ใหญ่ใน UAE หลังสหรัฐฯ โจมตีเกาะคาร์ก

อิหร่านเอาคืน ถล่มคลังน้ำมันยักษ์ใหญ่ใน UAE หลังสหรัฐฯ โจมตีเกาะคาร์ก เป็นข่าวร้อนที่สะเทือนวงการพลังงานโลก เมื่อท่าเรือฟูไจราห์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการขนส่งน้ำมันดิบของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ถูกโจมตีด้วยโดรน ส่งผลให้เกิดไฟลุกไหม้อย่างรุนแรง ควันดำพวยพุ่งขึ้นฟ้า เพียงวันเดียวหลังจากสหรัฐฯ ถล่มเกาะคาร์กของอิหร่าน

อิหร่านเอาคืน ถล่มคลังน้ำมันยักษ์ใหญ่ใน UAE หลังสหรัฐฯ โจมตีเกาะคาร์ก

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 มี.ค. 2569 ท่าเรือฟูไจราห์ ซึ่งจัดการขนส่งน้ำมันดิบหลายแสนบาร์เรลต่อวัน ถูกโดรนโจมตีจนเพลิงลุกโหม สื่อท้องถิ่นรายงานว่า เศษซากโดรนที่ถูกสกัดกั้นตกลงในพื้นที่คลังน้ำมัน ทำให้เกิดเพลิงไหม้ แม้ไม่มีผู้บาดเจ็บ แต่ผลกระทบรุนแรง

ท่าเรือแห่งนี้ตั้งใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางสำคัญที่น้ำมัน 1 ใน 5 ของโลกต้องผ่าน ก่อนหน้าสงครามตะวันออกกลางปะทุเมื่อ 28 ก.พ. อิหร่านสั่งปิดช่องแคบ สร้างความเดือดร้อนให้ตลาดโลก

ผลกระทบจากอิหร่านเอาคืน ถล่มคลังน้ำมันยักษ์ใหญ่ใน UAE

หลังเหตุการณ์ รอยเตอร์สและบลูมเบิร์กรายงานว่า การขนถ่ายน้ำมันบางส่วนในฟูไจราห์ต้องหยุดชะงักชั่วคราว ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก นักวิเคราะห์คาดว่าราคาอาจแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากความขัดแย้งยืดเยื้อ

  • การขนส่งน้ำมัน UAE ชะงัก ส่งผลกระทบห่วงโซ่อุปทานโลก
  • ราคาน้ำมันผันผวน ผู้บริโภคทั่วโลกเดือดร้อน
  • ช่องแคบฮอร์มุซเสี่ยงปิดอีกครั้ง เพิ่มความไม่แน่นอน
  • UAE เสียหายหนัก คลังน้ำมันยักษ์ใหญ่เสียหาย

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ โจมตีเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นฐานส่งออกน้ำมันหลักของอิหร่าน เจ้าหน้าที่อิหร่านเตือนว่าจะตอบโต้ท่าเรือ UAE และเหตุการณ์นี้คือการยืนยันคำขู่

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้นตั้งแต่สงครามเริ่ม อิหร่านถูกกล่าวหาว่าใช้โดรนโจมตีพันธมิตรสหรัฐฯ เพื่อกดดัน ขณะที่ UAE เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยท่าเรือ

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า อิหร่านเอาคืน ถล่มคลังน้ำมันยักษ์ใหญ่ใน UAE หลังสหรัฐฯ โจมตีเกาะคาร์ก อาจนำไปสู่สงครามตัวแทนที่กว้างขึ้น สหรัฐฯ และอิสราเอลเตรียมรับมือ ขณะที่จีนและรัสเซียสนับสนุนอิหร่านทางอ้อม

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าเรือบรรทุกน้ำมันหลายลำเลี่ยงเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายขนส่งพุ่ง 20-30% บริษัทพลังงานใหญ่เช่น ExxonMobil และ Shell กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ในมุมเศรษฐกิจไทย การขึ้นของราคาน้ำมันจะกระทบค่าครองชีพ โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลและเบนซินที่อาจปรับขึ้นตาม หากผู้อ่านสนใจติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติม คลิก ที่นี่

เหตุการณ์นี้เตือนใจว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบทั่วโลก ไทยควรกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันเพื่อลดความเสี่ยง

ที่มา – อิหร่านเอาคืน ถล่มคลังน้ำมันยักษ์ใหญ่ใน UAE หลังสหรัฐฯ โจมตีเกาะคาร์ก

กลาโหมสหรัฐฯ ย้ำ 3 เป้าหมายถล่มอิหร่าน ชี้ทรัมป์ตัดสิน

กลาโหมสหรัฐฯ ย้ำ 3 เป้าหมายถล่มอิหร่าน ชี้สงครามจบเมื่อไรขึ้นอยู่กับทรัมป์ ในงานแถลงข่าวล่าสุดที่เพนตากอน สถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านกำลังร้อนระอุ โดยปฏิบัติการ “อีปิก ฟิวรี” (Epic Fury) ได้เข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 แล้ว ชาวโลกจับตาการเคลื่อนไหวของทั้งสองฝ่ายอย่างใกล้ชิด

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ และพลเอกแดน เคน ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วม ได้จัดการแถลงข่าวร่วมกันที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน เพื่ออัปเดตความคืบหน้าของปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน ซึ่งเป็นหนึ่งในความขัดแย้งที่รุนแรงที่สุดในตะวันออกกลางช่วงนี้

กลาโหมสหรัฐฯ ย้ำ 3 เป้าหมายถล่มอิหร่าน ชี้สงครามจบเมื่อไรขึ้นอยู่กับทรัมป์

นายเฮกเซธ ย้ำชัดเจนว่า กลาโหมสหรัฐฯ ย้ำ 3 เป้าหมายถล่มอิหร่าน ชี้สงครามจบเมื่อไรขึ้นอยู่กับทรัมป์ โดยเป้าหมายหลักของปฏิบัติการยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง สหรัฐฯ กำลังดำเนินการอย่างเด็ดขาดเพื่อบดขยี้ศัตรู โดยยึดตามกำหนดการของตัวเอง ไม่ยอมให้อิหร่านมีโอกาสโต้กลับ

3 เป้าหมายหลักที่กลาโหมสหรัฐฯ ย้ำในการถล่มอิหร่าน

  • เป้าหมายที่ 1: ทำลายคลังแสงขีปนาวุธของอิหร่าน ฐานปล่อยขีปนาวุธ และฐานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อตัดกำลังการโจมตีทางไกลของอิหร่าน
  • เป้าหมายที่ 2: ทำลายกองทัพเรือของอิหร่าน ซึ่งเป็นภัยคุกคามสำคัญในอ่าวเปอร์เซีย โดยกองทัพสหรัฐฯ ได้โจมตีเรือรบไปแล้วกว่า 50 ลำ
  • เป้าหมายที่ 3: ยับยั้งไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์อย่างถาวร ซึ่งเป็นประเด็น敏感ที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญสูงสุด

ในวันแถลงข่าว นายเฮกเซธ ระบุว่าวันนี้จะเป็นวันที่การโจมตีรุนแรงที่สุด โดยใช้เครื่องบินขับไล่และเครื่องบินทิ้งระเบิดจำนวนมาก ข้อมูลข่าวกรองมีความแม่นยำสูงสุดเท่าที่เคยมีมา ทำให้การโจมตีมีประสิทธิภาพสูง

นอกจากนี้ ยังมีการเตือนตรงไปยังโมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน ให้ฟังคำเตือนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และเลิกพยายามครอบครองนิวเคลียร์ ขณะเดียวกันก็เตือนรัสเซียไม่ให้แทรกแซง

กรณีโรงเรียนประถมหญิงล้วนในเมืองมินาบที่ถูกโจมตีจนมีผู้เสียชีวิตกว่า 165 ราย รัฐมนตรีกลาโหมยืนยันว่าจะตรวจสอบอย่างละเอียด และสหรัฐฯ พยายามหลีกเลี่ยงการสูญเสียพลเรือนทุกวิถีทาง

พลเอกเคน เผยความสำเร็จล่าสุด เช่น การทิ้งระเบิดเจาะทะลวงขนาด 2,000 ปอนด์ลงฐานยิงขีปนาวุธใต้ดิน การโจมตีขีปนาวุธของอิหร่านลดลง 90% และโดรนพลีชีพลดลง 83% นับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการเมื่อ 28 กุมภาพันธ์

กองทัพสหรัฐฯ มุ่งเน้นทำลายกลุ่มอุตสาหกรรมทหารของอิหร่าน โดยเฉพาะจุดยุทธศาสตร์ที่ผลิตโดรนโจมตี เพื่อตัดกำลังผลิตอย่างถาวร สถานการณ์นี้ทำให้ชาวอเมริกันกังวลว่าสหรัฐฯ อาจถูกดึงเข้าสู่สงครามยืดเยื้อในตะวันออกกลาง แต่จุดจบของสงครามขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของทรัมป์เท่านั้น

จากมุมมองของนักวิเคราะห์ สงครามครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการเมืองโลก โดยเฉพาะการแข่งขันด้านอาวุธนิวเคลียร์และอิทธิพลในตะวันออกกลาง สหรัฐฯ แสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดภายใต้การนำของทรัมป์ ซึ่งอาจนำไปสู่การเจรจาสันติภาพหรือยืดเยื้อต่อไป

คุณคิดอย่างไรกับ กลาโหมสหรัฐฯ ย้ำ 3 เป้าหมายถล่มอิหร่าน ชี้สงครามจบเมื่อไรขึ้นอยู่กับทรัมป์? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตล่าสุดเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ไทยรัฐ ข่าวต่างประเทศ

ที่มา – กลาโหมสหรัฐฯ ย้ำ 3 เป้าหมายถล่มอิหร่าน ชี้สงครามจบเมื่อไรขึ้นอยู่กับทรัมป์

โดรนโจมตีถล่มสนามบินอาบูดาบี เสียชีวิต 1 ราย เจ็บ 7 คน

โดรนโจมตีถล่มสนามบินอาบูดาบี เสียชีวิต 1 ราย เจ็บ 7 คน เหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นล่าสุดในกรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ทำให้โลกต้องตื่นตัวกับความไม่สงบในตะวันออกกลาง สนามบินนานาชาติซาเยด ซึ่งเป็นฮับการบินสำคัญ ถูกโจมตีด้วยโดรน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นชาวเอเชีย และบาดเจ็บอีก 7 คน ทางการออกแถลงการณ์ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงข่าวลือ และติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวอย่างเป็นทางการเท่านั้น

โดรนโจมตีถล่มสนามบินอาบูดาบี เสียชีวิต 1 ราย เจ็บ 7 คน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงค่ำ โดยสนามบินนานาชาติซาเยด โพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์ม X (ทวิตเตอร์เดิม) ยืนยันว่ามีการโจมตีด้วยโดรนภายในพื้นที่สนามบิน ผู้เสียชีวิตเป็นพลเมืองสัญชาติเอเชีย ส่วนผู้บาดเจ็บทั้ง 7 รายกำลังรับการรักษา ทีมข่าว CNN ที่อยู่ในพื้นที่รายงานเสียงดังคล้ายระเบิดจากทิศทางสนามบิน พร้อมภาพรถฉุกเฉินนับสิบคันจอดเรียงราย ไฟกระพริบไม่หยุด และฝูงชนรวมตัวด้วยความตึงเครียด

โดรนโจมตีถล่มสนามบินอาบูดาบีครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งรุนแรงในภูมิภาค โดยตรงกับช่วงที่อิหร่านตอบโต้การโจมตีจากสหรัฐและอิสราเอล ทำให้เกิดความกังวลเรื่องความมั่นคงทางอากาศและการเดินทางระหว่างประเทศ สนามบินซาเยดเป็นประตูสำคัญสู่ตะวันออกกลาง เชื่อมโยงเที่ยวบินนับพันต่อวัน การโจมตีเช่นนี้ไม่เพียงกระทบผู้โดยสาร แต่ยังสะเทือนอุตสาหกรรมการบินทั้งภูมิภาค

รายละเอียดเหตุการณ์โดรนโจมตีสนามบินอาบูดาบี

  • เวลาเกิดเหตุ: ช่วงค่ำวันเดียวกันกับความขัดแย้งอิหร่าน-สหรัฐ
  • สถานที่: สนามบินนานาชาติซาเยด อาบูดาบี
  • ผลกระทบ: เสียชีวิต 1 ราย (ชาวเอเชีย) บาดเจ็บ 7 ราย
  • การตอบสนอง: รถฉุกเฉินและหน่วยกู้ภัยเข้าพื้นที่ทันที
  • คำเตือน: หลีกเลี่ยงข่าวลือ ติดตามช่องทางทางการ

แม้ยังไม่มีการระบุตัวผู้ก่อเหตุชัดเจน แต่ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาคที่ใช้โดรนราคาถูกโจมตีเป้าหมายยุทธศาสตร์ สนามบินอาบูดาบีเคยถูกขู่ก่อนหน้านี้ แต่ครั้งนี้เป็นการโจมตีจริงจังครั้งแรกที่ส่งผลเสียหายรุนแรง ทางการ UAE เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยทันที รวมถึงตรวจสอบเที่ยวบินและพื้นที่สาธารณะ

ผลกระทบจากการโจมตีต่อการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ

เหตุโดรนโจมตีถล่มสนามบินอาบูดาบี เสียชีวิต 1 ราย เจ็บ 7 คน สร้างความหวาดกลัวให้ผู้โดยสารทั่วโลก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวไทยที่นิยมเดินทางไปดูไบและอาบูดาบี เที่ยวบินหลายเส้นทางอาจล่าช้าหรือยกเลิก สายการบินอย่าง Emirates และ Etihad ต้องปรับแผนด่วน เศรษฐกิจ UAE ที่พึ่งพาการท่องเที่ยวและน้ำมัน อาจได้รับผลกระทบระยะสั้น

ในมุมกว้างขึ้น ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันผันผวน ส่งผลต่อราคาน้ำมันโลกและเศรษฐกิจไทยที่นำเข้าน้ำมัน การโจมตีด้วยโดรนกลายเป็นภัยคุกคามใหม่ที่ยากป้องกัน เพราะโดรนเคลื่อนไหวรวดเร็วและตรวจจับยาก ประเทศต่างๆ ต้องลงทุนเทคโนโลยีป้องกันโดรน เช่น ระบบเรดาร์และจัมเมอร์

จากประสบการณ์เหตุการณ์คล้ายๆ กันในซาอุฯ และอิรัก แสดงให้เห็นว่าการโจมตีสนามบินเป็นกลยุทธ์สร้างความตื่นตระหนกสูงสุด ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ผู้เดินทางตรวจสอบสถานการณ์ล่าสุดก่อนบิน และเลือกประกันการเดินทางที่ครอบคลุมความเสี่ยงทางการเมือง

สุดท้าย เหตุการณ์นี้ย้ำเตือนว่าความสงบสุขในตะวันออกกลางเปราะบางมาก การทูตและความร่วมมือระหว่างประเทศจำเป็นเพื่อป้องกันสงครามขยายวง ติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และเตรียมแผนสำรองหากคุณมีแผนเดินทางไปภูมิภาคนี้ เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

ที่มา – โดรนโจมตีถล่มสนามบินอาบูดาบี เสียชีวิต 1 ราย เจ็บ 7 คน

ปืนลูกซอง อาวุธสอยโดรนสังหาร

ในยุคที่โดรนสังหารกลายเป็นภัยคุกคามหลักบนสนามรบสมัยใหม่ ปืนลูกซอง อาวุธสอยโดรนสังหาร ได้กลายเป็นตัวเลือกที่ทหารหลายชาติหันมาใช้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะจากบทเรียนในสงครามยูเครน-รัสเซีย ที่โดรนขนาดเล็กบินต่ำ โจมตีหน่วยทหารราบ ยานพาหนะ และโลจิสติกส์ได้อย่างแม่นยำ ปืนต่อต้านโดรนแบบเดิมๆ เริ่มหมดประสิทธิภาพเพราะโดรนรุ่นใหม่มีระบบสื่อสารและนำทางพิเศษ

ปืนลูกซอง อาวุธสอยโดรนสังหาร

ทหารยูเครนพิสูจน์แล้วว่า ปืนลูกซอง อาวุธสอยโดรนสังหาร กึ่งอัตโนมัติ สามารถสกัดโดรนรัสเซียได้อย่างน่าทึ่ง ลูกกระสุนกระจายกว้าง ทำให้ยิงโดรนขนาดเล็กที่บินเร็วหรือลอยนิ่งได้ง่าย แม้ทหารฝึกน้อยก็ใช้ได้ ปืนลูกซองทนทาน ปรับใช้สะดวก และราคาถูกกว่าปืนต่อต้านโดรนไฮเทค

ข้อดีของปืนลูกซองในการต่อต้านโดรนสังหาร

  • ใช้งานง่าย: เรียนรู้เร็ว เหมาะสำหรับแนวป้องกันสุดท้าย
  • กระสุนกระจายกว้าง: เพิ่มโอกาสโดนโดรนบินต่ำ ระยะ 80-120 เมตร
  • คุ้มค่า: ราคาถูก มีพร้อมใช้งาน ไม่ต้องพึ่งเทคโนโลยีซับซ้อน

ประเทศพันธมิตรอย่างฝรั่งเศส อิตาลี เบลเยี่ยม นำปืนเบเนลลี่หลายรุ่นมาใช้ ทดสอบในสนามจริงยิงโดรนได้ดี กองทัพสหรัฐฯ ก็ฝึกยิงโดรนระยะประชิดด้วยปืนลูกซอง

ข้อจำกัดและวิธีแก้ไข

ถึงจะดี แต่ ปืนลูกซอง อาวุธสอยโดรนสังหาร มีระยะจำกัด 80-100 เมตร ต้องกล้าหาญเพราะโดรนสังเกตยาก เสียงดังแต่ในสนามรบวุ่นวายมักเห็นช้า วิดีโอจากแนวรบยืนยันเรื่องนี้

กระสุนหลากหลายช่วยชดเชย: Birdshot สำหรับเป้าบิน, Buckshot ระยะใกล้, Slug พลังสูง กองทัพอากาศสหรัฐฯ ทดสอบ SkyNet Mi-5 ปล่อยตาข่ายจับใบพัด

  • Birdshot: เม็ดเล็กจำนวนมาก เบอร์ 7.5-9
  • Buckshot: เม็ดใหญ่ 00-000 หยุดยั้งสูง
  • Slug: หัวเดี่ยว แม่นยำทะลุแรง

ขนาดนิยม 12 Gauge, 20 Gauge, .410 Bore มีแบบ Sabot Slug สำหรับลำกล้องเกลียว Low Recoil สำหรับยิงต่อเนื่อง

สำหรับไทย กองทัพบกพัฒนา M-16 ฐานยิง ตำรวจซื้อปืนต่อต้านโดรน แต่ควรศึกษาปืนลูกซองเพิ่ม โดยเฉพาะกระสุนพิเศษ หรือปืน .22 ราคาถูก ยิงไกลกว่า

ในความเห็นผู้เขียน หน่วยงานความมั่นคงไทยทั้งทหาร ตำรวจ พลเรือน ควรถกเถียงและฝึกใช้ ปืนลูกซอง อาวุธสอยโดรนสังหาร เพื่อปกป้องอธิปไตยชาติ ลองติดต่อผู้เชี่ยวชาญเพื่อคำแนะนำเพิ่มเติม สนับสนุนความมั่นคงไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ที่มา – ปืนลูกซอง อาวุธสอยโดรนสังหาร

รัสเซียอ้างยูเครนโจมตีปีใหม่ ดับ 20 ศพ

สถานการณ์ตึงเครียดยังคงดำเนินต่อไป เมื่อรัสเซียออกมากล่าวหาว่า ยูเครนส่งโดรนโจมตีงานปีใหม่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 20 ศพ สร้างความตื่นตระหนกและความโศกเศร้าให้กับผู้ที่กำลังเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุข

รัสเซียอ้าง ยูเครนส่งโดรนโจมตีงานปีใหม่ ดับอย่างน้อย 20 ศพ

เมื่อวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา ทางการรัสเซียได้ออกมากล่าวอ้างว่า รัฐบาลยูเครนอยู่เบื้องหลังการส่งโดรนเข้าโจมตีโรงแรมแห่งหนึ่งในแคว้นเคอร์ซอน ซึ่งเป็นพื้นที่ทางตอนใต้ของยูเครนที่ถูกรัสเซียยึดครอง โดยเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 20 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประชาชนที่กำลังเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ นอกจากนี้ รัสเซียยังกล่าวหาว่า ยูเครนกำลัง “บ่อนทำลาย” ความพยายามในการสร้างสันติภาพระหว่างสองชาติ

ข้อกล่าวหาดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่ยูเครน สหรัฐอเมริกา และรัสเซียกำลังอยู่ในกระบวนการสันติภาพ เพื่อหวังจะยุติสงครามที่ยืดเยื้อมากว่า 4 ปี โดยก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดียูเครน โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ได้ออกมากล่าวว่า ประเทศของเขาเข้าใกล้ข้อตกลงสันติภาพแล้วถึง 90% แต่เหตุการณ์ รัสเซียอ้าง ยูเครนส่งโดรนโจมตีงานปีใหม่ ดับอย่างน้อย 20 ศพ ก็เกิดขึ้นเสียก่อน

นายวลาดิเมียร์ ซัลโด ผู้ว่าราชการแคว้นเคอร์ซอนที่ได้รับการแต่งตั้งโดยรัสเซีย กล่าวว่า ศัตรูได้ส่งโดรนถึง 3 ลำเข้าโจมตีร้านกาแฟและโรงแรมบริเวณชายฝั่งทะเลดำในเมืองคอร์ลี ซึ่งเป็นสถานที่ที่พลเรือนจำนวนมากมารวมตัวกันเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่

เขายังได้โพสต์ภาพที่เกิดเหตุลงบนอินสตาแกรม ซึ่งแสดงให้เห็นภาพอาคารที่ถูกไฟไหม้ กองซากปรักหักพังที่ยังมีควันคุกรุ่น และร่างของผู้เสียชีวิตที่ถูกไฟคลอก ขณะที่ฝ่ายยูเครนยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อข้อกล่าวหาที่ว่า รัสเซียอ้าง ยูเครนส่งโดรนโจมตีงานปีใหม่ ดับอย่างน้อย 20 ศพ นี้

คณะกรรมการสืบสวนของรัสเซียเปิดเผยว่า ได้เริ่มดำเนินการสืบสวนเหตุโจมตีดังกล่าวแล้ว โดยเบื้องต้นพบว่ามีผู้เสียชีวิตมากกว่า 20 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกจำนวนมาก กระทรวงการต่างประเทศของรัสเซียยังระบุว่า จำนวนผู้เสียชีวิตที่แน่นอนยังคงอยู่ในระหว่างการตรวจสอบ

จากข้อมูลของนายซัลโด พบว่ามีผู้มารวมตัวเฉลิมฉลองที่โรงแรมแห่งนี้มากกว่า 100 คนในคืนที่เกิดเหตุโจมตี

กระทรวงการต่างประเทศของรัสเซียยังกล่าวหายูเครนว่า “โจมตีก่อการร้าย” และเรียกร้องให้องค์กรระหว่างประเทศร่วมกันประณามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งเตือนรัฐบาลเคียฟว่า จะต้องเผชิญกับผลลัพธ์ที่จะตามมาจากการกระทำดังกล่าว

ในส่วนของฝ่ายประธานาธิบดีเซเลนสกี ก็ได้กล่าวหารัสเซียว่าเป็นผู้ที่นำพาสงคราม “เข้าสู่ปีใหม่” ด้วยการส่งโดรนมากกว่า 200 ลำเข้าโจมตีตลอดทั้งคืน โดยพุ่งเป้าไปที่สิ่งอำนวยความสะดวกด้านพลังงานเป็นหลัก

“ยูเครเนอร์โก” (Ukrenergo) ผู้ให้บริการโครงข่ายไฟฟ้าของยูเครน เปิดเผยว่า “ผู้ใช้ไฟจำนวนมหาศาล” ถูกตัดขาดจากกระแสไฟฟ้า นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟและท่าเรือยังได้รับความเสียหายจากการโจมตีอย่างหนักครั้งล่าสุดนี้ด้วย

ในแคว้นคาร์คิฟ รัสเซียได้โจมตีสวนสาธารณะซึ่งเป็นที่ตั้งของสวนสัตว์ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย และสัตว์ต่างๆ รวมถึงสิงโตได้รับบาดเจ็บ นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่านกฟีซันต์ (ไก่ฟ้า) และนกแก้วได้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งเป็นข้อมูลที่โอเล็กซานเดอร์ เฟลด์แมน เจ้าของสวนสัตว์ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อยูเครน

ผลกระทบจากเหตุการณ์ที่รัสเซียอ้าง ยูเครนส่งโดรนโจมตีงานปีใหม่ ดับอย่างน้อย 20 ศพ

เหตุการณ์ที่ รัสเซียอ้าง ยูเครนส่งโดรนโจมตีงานปีใหม่ ดับอย่างน้อย 20 ศพ นี้ ไม่เพียงแต่สร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความพยายามในการสร้างสันติภาพอีกด้วย การกล่าวหากันไปมาและการตอบโต้ด้วยความรุนแรง อาจทำให้สถานการณ์บานปลายและยากที่จะควบคุม

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า สงครามและความขัดแย้งไม่เคยนำมาซึ่งผลดี มีแต่ความสูญเสียและการทำลาย การเจรจาและการหาทางออกโดยสันติวิธีจึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียเช่นนี้อีกในอนาคต

ที่มา – รัสเซียอ้าง ยูเครนส่งโดรนโจมตีงานปีใหม่ ดับอย่างน้อย 20 ศพ

UN เตือน! เชอร์โนบิลถูกโจมตีเสียหาย

สหประชาชาติ (UN) ออกมาเตือนว่ากำแพงป้องกันรังสีของโรงงานนิวเคลียร์ “เชอร์โนบิล” ในยูเครน ถูกโจมตีเสียหาย ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ในระยะยาว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจากการโจมตีด้วยโดรน ซึ่งสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างป้องกันที่สำคัญของโรงงาน

UN เตือน กำแพงป้องกันรังสีของ รง. นิวเคลียร์ “เชอร์โนบิล” ถูกโจมตีเสียหาย

ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ได้ทำการตรวจสอบและพบว่า เกราะป้องกันที่สร้างขึ้นเพื่อครอบคลุมพื้นที่ภัยพิบัติเชอร์โนบิลเมื่อปี 2529 ได้รับความเสียหายจากการโจมตีด้วยโดรนเมื่อต้นปีที่ผ่านมา การโจมตีส่งผลกระทบต่อการทำงานหลักด้านความปลอดภัย รวมถึงความสามารถในการกักเก็บรังสี

การโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ โดยยูเครนกล่าวหารัสเซียว่าเป็นผู้กำหนดเป้าหมายโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แต่รัสเซียปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ IAEA ระบุว่าทีมงานได้ประเมินความปลอดภัยของสถานที่แล้ว และพบว่า “ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง” จากการโจมตี

แม้ว่าโครงสร้างรับน้ำหนักและระบบตรวจสอบของเกราะป้องกันจะไม่ได้รับความเสียหายถาวร และมีการซ่อมแซมส่วนหลังคาไปบ้างแล้ว แต่ ราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการใหญ่ของ IAEA เน้นย้ำว่า “การฟื้นฟูที่ทันเวลาและครอบคลุมยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งเพื่อป้องกันความเสื่อมโทรมอย่างต่อเนื่อง และรับประกันความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ในระยะยาว”

ความเสี่ยงและมาตรการป้องกันหลัง UN เตือน กำแพงป้องกันรังสีของ รง. นิวเคลียร์ “เชอร์โนบิล” ถูกโจมตีเสียหาย

ศาสตราจารย์จิม สมิธ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมจากมหาวิทยาลัยพอร์ตสมัทในสหราชอาณาจักร ซึ่งศึกษาผลกระทบจากภัยพิบัติเชอร์โนบิล กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันยังไม่น่าตื่นตระหนก ภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดคือ “การรบกวนฝุ่นกัมมันตรังสี” แต่ความเสี่ยงยังคงต่ำ เนื่องจากฝุ่นที่ปนเปื้อนถูกกักเก็บอยู่ภายใน “โลงหิน” (sarcophagus) คอนกรีตหนา ซึ่งมีเกราะป้องกันคลุมไว้อีกชั้นหนึ่ง

“โลงหิน” ที่ใช้กักเก็บกัมมันตรังสีมีอายุการใช้งานเพียง 30 ปี ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีเกราะป้องกันเพื่อป้องกันการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีในอีก 100 ปีข้างหน้า การที่ UN เตือน กำแพงป้องกันรังสีของ รง. นิวเคลียร์ “เชอร์โนบิล” ถูกโจมตีเสียหาย จึงเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญ

สถานการณ์นี้ทำให้เราต้องพิจารณาถึงความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยของโรงงานนิวเคลียร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ความขัดแย้ง การลงทุนในการซ่อมแซมและเสริมสร้างโครงสร้างป้องกันเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม การ UN เตือน กำแพงป้องกันรังสีของ รง. นิวเคลียร์ “เชอร์โนบิล” ถูกโจมตีเสียหาย ทำให้ประชาคมโลกต้องตระหนักถึงความเปราะบางของสถานที่เหล่านี้ และเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

ภัยพิบัติเชอร์โนบิลเป็นบทเรียนที่เจ็บปวด และเหตุการณ์ล่าสุดนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าเราต้องไม่ประมาทเรื่องความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ การที่ UN เตือน กำแพงป้องกันรังสีของ รง. นิวเคลียร์ “เชอร์โนบิล” ถูกโจมตีเสียหาย ควรเป็นแรงกระตุ้นให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยในอนาคต

ที่มา – UN เตือน กำแพงป้องกันรังสีของ รง. นิวเคลียร์ “เชอร์โนบิล” ถูกโจมตีเสียหาย

สลด! **โดรนโจมตีเมืองซูดาน** ดับ 50 ศพ

เหตุการณ์น่าสลดใจเกิดขึ้นในประเทศซูดาน เมื่อ **โดรนโจมตีเมืองซูดาน** ทางตอนใต้ ถูกเป้าหมายที่โรงเรียนอนุบาล ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 50 ราย ซึ่งเกินครึ่งเป็นเด็ก กองทัพรัฐบาลออกมากล่าวหากลุ่มติดอาวุธว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมืองคาโลกี ในภูมิภาคเซาท์คอร์โดฟาน ต้องเผชิญกับการโจมตีทางอากาศอย่างไม่คาดฝัน เมื่อโดรนได้พุ่งเป้าไปยังโรงเรียนอนุบาล ส่งผลให้เกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 50 ราย ในจำนวนนี้เป็นเด็กน้อยถึง 33 คน

เครือข่ายแพทย์ซูดาน ร่วมกับกองทัพรัฐบาลซูดาน ได้ออกมากล่าวโทษกองกำลังสนับสนุนเคลื่อนที่เร็ว (RSF) ซึ่งเป็นกองกำลังกึ่งทหาร ผู้ที่กำลังทำสงครามกลางเมืองกับกองทัพรัฐบาล ว่าเป็นผู้รับผิดชอบต่อการโจมตีอันน่าเศร้าในครั้งนี้

ถึงแม้ว่า RSF จะยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆ เกี่ยวกับการโจมตีโรงเรียนอนุบาล แต่พวกเขาก็ได้กล่าวหากองทัพรัฐบาลเช่นกัน ว่าเป็นผู้ใช้โดรนโจมตีตลาดแห่งหนึ่งในภูมิภาคดาร์ฟูร์ ทางตะวันตกของซูดาน รวมถึงโจมตีคลังเชื้อเพลิงที่อยู่ใกล้กับจุดผ่านแดน “อาเดร” ซึ่งเป็นพรมแดนติดกับประเทศชาด

ประเทศซูดานกำลังเผชิญกับความเสียหายอย่างหนักจากสงครามกลางเมืองที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 2566 หลังจากที่กองกำลัง RSF และกองทัพรัฐบาล ซึ่งเคยเป็นพันธมิตรกันมาก่อน ได้หันมาต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจ

ข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นแนวร่วมกับกองทัพ ระบุว่า โรงเรียนอนุบาลดังกล่าวถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธจากโดรนถึงสองครั้ง และพลเรือน รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ ที่รีบไปยังโรงเรียนเพื่อช่วยเหลือ ก็ถูกโจมตีซ้ำเติมอีกด้วย

ด้านโฆษกขององค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) ได้ออกมาแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยกล่าวว่า “การสังหารเด็กในโรงเรียนของพวกเขาเป็นการละเมิดสิทธิเด็กอย่างร้ายแรง” และเน้นย้ำว่า “เด็ก ๆ ไม่ควรต้องเป็นผู้จ่ายราคาของความขัดแย้ง”

UNICEF ยังได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการโจมตีเหล่านี้ในทันที และอนุญาตให้มีการเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมได้อย่างปลอดภัยและไม่มีสิ่งกีดขวาง เพื่อให้ความช่วยเหลือสามารถไปถึงผู้ที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว และช่วยเหลือเหยื่อจากเหตุ **โดรนโจมตีเมืองซูดาน** ครั้งนี้

โดรนโจมตีเมืองซูดาน สังหารเด็ก

สถานการณ์ในซูดานยังคงน่าเป็นห่วง ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อพลเรือนอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ ที่ต้องตกเป็นเหยื่อของความรุนแรง การโจมตีโรงเรียนอนุบาลเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ และเป็นเครื่องเตือนใจว่านานาชาติต้องร่วมมือกันเพื่อยุติความขัดแย้งและความรุนแรงในซูดาน

ผลกระทบจากเหตุ **โดรนโจมตีเมืองซูดาน** ต่อเด็กและเยาวชน

  • การสูญเสียชีวิตและบาดเจ็บ: เด็กจำนวนมากเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความรุนแรง
  • ผลกระทบทางจิตใจ: เด็กที่รอดชีวิตอาจต้องเผชิญกับภาวะกระทบกระเทือนทางจิตใจ (Trauma) และความเครียด
  • การหยุดชะงักของการศึกษา: โรงเรียนถูกปิด ทำให้เด็กไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้
  • การพลัดพรากจากครอบครัว: เด็กบางคนอาจสูญเสียพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือต้องพลัดพรากจากครอบครัว

ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในซูดาน องค์การระหว่างประเทศและองค์กรพัฒนาเอกชนกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อให้ความช่วยเหลือด้านอาหาร ที่พักพิง การรักษาพยาบาล และการสนับสนุนทางจิตใจแก่ผู้ที่ต้องการ

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในซูดานต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงรัฐบาลซูดาน กลุ่มติดอาวุธ และประชาคมระหว่างประเทศ การเจรจาและการพูดคุยสันติภาพเป็นหนทางเดียวที่จะนำไปสู่การยุติความรุนแรงและการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน

เหตุการณ์ **โดรนโจมตีเมืองซูดาน** ครั้งนี้เป็นโศกนาฏกรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงความโหดร้ายของสงคราม และความจำเป็นในการปกป้องเด็กและพลเรือนในสถานการณ์ความขัดแย้ง นานาชาติต้องร่วมมือกันเพื่อยุติความรุนแรง และสร้างอนาคตที่สดใสสำหรับเด็กและเยาวชนในซูดาน

ที่มา – สลด โดรนโจมตีเมืองซูดาน โดนโรงเรียนอนุบาล ดับ 50 ศพ เกินครึ่งเป็นเด็ก

รัสเซียโจมตี! บ้านยูเครนไฟดับนับแสนหลัง

ผู้นำยูเครนเผย รัสเซียส่งโดรนนับร้อยลำโจมตีหลายพื้นที่ในยูเครน ทำให้เกิดไฟดับกระทบบ้านเรือนกว่า 100,000 หลังใน 3 แคว้น ในขณะที่ฤดูหนาวกำลังจะมาถึง

เมื่อวันพุธที่ 27 ส.ค. 2568 นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เปิดเผยว่า รัสเซียส่งโดรนโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานรอบใหม่ ส่งผลให้เกิดไฟดับกระทบบ้านเรือนมากกว่า 100,000 หลังในแคว้นโปลตาวา, ซูมี และเชอร์นิฮิฟ สถานการณ์รัสเซียส่งโดรนโจมตีระบบพลังงาน ทำบ้านเรือนยูเครนไฟดับนับแสนหลังนี้ ทำให้หลายฝ่ายกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อประชาชนในช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง

เซเลนสกีระบุว่า รัสเซียส่งโดรนเกือบ 100 ลำมาโจมตีในช่วงข้ามคืนเข้าสู่วันพุธ โดยที่เป้าหมายหลักคือสถานีพลังงาน และมีโรงเรียนแห่งหนึ่งในแคว้นคาร์คิฟกับตึกสูงแห่งหนึ่งในเมืองเคอร์ซอนถูกโจมตีด้วย

“จำเป็นต้องมีมาตรการใหม่เพื่อกดดันรัสเซียให้หยุดโจมตี และรับประกันความมั่นคงอย่างแท้จริง เรากำลังทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อสร้างแรงกดดันนั้น” เซเลนสกีกล่าว

ด้านกระทรวงพลังงานของยูเครนระบุว่า การโจมตีดังกล่าวเป็นการสานต่อนโยบายของรัสเซีย ที่จะทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางพลเรือนของยูเครนก่อนที่ฤดูหนาวจะมาถึง โดยเมื่อปีก่อน ยูเครนระบุว่า มอสโกทำลายขีดความสามารถในการผลิตพลังงานของพวกเขาไปกว่าครึ่ง

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมา ยูเครนก็เริ่มโจมตีพลังงานของรัสเซียบ้างแล้ว รวมถึงโรงกลั่นน้ำมันหลายแห่งกับคลังน้ำมันอีก 1 แห่ง

ทั้งนี้ สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนดำเนินมานานกว่า 3 ปีครึ่งแล้ว และจนถึงตอนนี้การต่อสู้ภาคพื้นดินก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง โดยล่าสุดยูเครนเพิ่งออกมายอมรับว่า กองทัพรัสเซียรุกคืบเข้าสู่แคว้นดนิโปรเปตรอฟสก์ได้เป็นครั้งแรก แต่ฝ่ายยูเครนยืนยันว่า การโจมตีเพิ่งทะลวงผ่านชายแดนของแคว้นเข้ามาได้เล็กน้อยเท่านั้น

รัสเซียส่งโดรนโจมตีระบบพลังงาน ทำบ้านเรือนยูเครนไฟดับนับแสนหลัง

การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครนโดยรัสเซียไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การโจมตีล่าสุดนี้มีความรุนแรงและส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้างมากยิ่งขึ้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของประชาชนยูเครนในช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง ซึ่งอุณหภูมิจะลดต่ำลงและไฟฟ้าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการทำความร้อนและการดำรงชีวิต

ผลกระทบจากเหตุการณ์ รัสเซียส่งโดรนโจมตีระบบพลังงาน ทำบ้านเรือนยูเครนไฟดับนับแสนหลัง

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ รัสเซียส่งโดรนโจมตีระบบพลังงาน ทำบ้านเรือนยูเครนไฟดับนับแสนหลัง นั้นมีหลายด้าน ทั้งในด้านมนุษยธรรม เศรษฐกิจ และความมั่นคง

  • ด้านมนุษยธรรม: ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญกับความยากลำบากในการดำรงชีวิต เนื่องจากไม่มีไฟฟ้าใช้ในการทำความร้อน การปรุงอาหาร และการสื่อสาร
  • ด้านเศรษฐกิจ: การผลิตในภาคอุตสาหกรรมและการเกษตรหยุดชะงัก เนื่องจากขาดแคลนพลังงาน
  • ด้านความมั่นคง: การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทำให้ยูเครนอ่อนแอลง และเปิดโอกาสให้รัสเซียสามารถรุกคืบได้ง่ายขึ้น

นานาชาติกำลังเรียกร้องให้รัสเซียยุติการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครน และให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ประชาชนยูเครนที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม

รัสเซียส่งโดรนโจมตีระบบพลังงาน ทำบ้านเรือนยูเครนไฟดับนับแสนหลัง ถือเป็นอีกหนึ่งโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นจากสงคราม และแสดงให้เห็นถึงความโหดร้ายของการสู้รบที่ส่งผลกระทบต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียและความทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้นกับผู้คน

ที่มา – รัสเซียส่งโดรนโจมตีระบบพลังงาน ทำบ้านเรือนยูเครนไฟดับนับแสนหลัง

Scroll to top