โทมาฮอว์ก

กองทัพสหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นแล้วเกือบ 80% คลังอาวุธลดต่ำระดับอันตราย

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อศักยภาพการป้องกันประเทศของสหรัฐฯ เมื่อมีการเปิดเผยข้อมูลล่าสุดว่า กองทัพสหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นแล้วเกือบ 80% ของคลังแสงที่มีอยู่เดิม จนทำให้ระดับอาวุธยุทโธปกรณ์ลดต่ำลงสู่ระดับที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก

วิเคราะห์วิกฤต กองทัพสหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นแล้วเกือบ 80%

รายงานจาก CNN ชี้ให้เห็นว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศหลักอย่าง THAAD ได้ถูกนำไปใช้งานอย่างหนักหน่วงจนเกือบหมดสต็อก เช่นเดียวกับระบบ Patriot ที่ถูกใช้ไปแล้วกว่าครึ่งหนึ่ง ซึ่งการลดลงของจำนวนขีปนาวุธในระดับนี้ ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อความสามารถในการรับมือกับภัยคุกคามในปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนถึงขีดความสามารถในการเตรียมพร้อมรับมือกับมหาอำนาจอื่นอย่าง จีน รัสเซีย หรือเกาหลีเหนืออีกด้วย

ผลกระทบและแผนการฟื้นฟูคลังอาวุธ

ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์มองว่า หากสหรัฐฯ ต้องการให้คลังอาวุธกลับมาอยู่ในระดับก่อนเกิดสงคราม อาจต้องใช้เวลาฟื้นฟูนานกว่า 3 ปี เนื่องจากข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตในปัจจุบันที่ทำได้เพียงไม่กี่สิบลูกต่อเดือน ซึ่งสถานการณ์ที่ กองทัพสหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นแล้วเกือบ 80% นี้ กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ฝ่ายบริหารต้องพิจารณานโยบายความมั่นคงใหม่ด้วยความระมัดระวัง

  • ระบบ THAAD เหลือจำนวนจำกัด ส่งผลต่อความมั่นใจของพันธมิตรในภูมิภาคอ่าวอาหรับ
  • ขีปนาวุธโจมตีความแม่นยำสูงอย่าง ATACMS และ PrSM ตกอยู่ในภาวะเกือบหมดสต็อก
  • แผนการโจมตีทางอากาศอาจต้องถูกระงับเพื่อสำรองอาวุธที่เหลืออยู่

แม้ทางเพนตากอนจะออกมาสร้างความมั่นใจว่ายังสามารถปกป้องประเทศได้ แต่ความกังวลของพันธมิตรในตะวันออกกลางที่เกรงว่าจะกลายเป็นเป้าหมายของการตอบโต้ ก็เป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้ สหรัฐฯ จำเป็นต้องเร่งขยายกำลังการผลิตและทบทวนยุทธศาสตร์เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างในอนาคต

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ ความมั่นคงของโลกในยุคนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงแค่ความแข็งแกร่งของเทคโนโลยี แต่ยังขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการทรัพยากรสงครามให้เพียงพอต่อความยืดเยื้อ หากคุณสนใจประเด็นข่าวการทหารและทิศทางภูมิรัฐศาสตร์โลก อย่าลืมติดตามอัปเดตข้อมูลข่าวสารอย่างต่อเนื่อง เพราะนี่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

ที่มา – กองทัพสหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นแล้วเกือบ 80% คลังอาวุธลดต่ำระดับอันตราย

สหรัฐฯ ไฟเขียวขายขีปนาวุธนำวิถี โทมาฮอว์ก ให้เยอรมนี

สหรัฐฯ ไฟเขียวขายขีปนาวุธนำวิถี โทมาฮอว์ก ให้เยอรมนี

เป็นประเด็นที่ทั่วโลกกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อล่าสุดมีรายงานข่าวว่า สหรัฐฯ ไฟเขียวขายขีปนาวุธนำวิถี โทมาฮอว์ก ให้เยอรมนี อย่างเป็นทางการแล้วครับ โดยนายกรัฐมนตรีฟรีดริช แมร์ซ แห่งเยอรมนี ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าสำคัญนี้ภายหลังการประชุมสุดยอดนาโตที่กรุงอังการา ซึ่งถือเป็นการตัดสินใจที่เฉียบขาดเพื่อรับมือกับสถานการณ์ความมั่นคงที่เปลี่ยนไปในภูมิภาคยุโรป

หากย้อนกลับไปในช่วงที่ผ่านมา ความตึงเครียดระหว่างนาโตกับรัสเซียถือว่าพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังจากที่รัสเซียมีการติดตั้งขีปนาวุธศักยภาพสูงอย่าง ‘อิสกันเดอร์’ ในเขตคาลินินกราด รวมถึงการวางกำลังด้วยอาวุธไฮเปอร์โซนิก ซึ่งสร้างความกังวลใจให้กับพันธมิตรยุโรปตะวันตกเป็นอย่างมาก การที่ สหรัฐฯ ไฟเขียวขายขีปนาวุธนำวิถี โทมาฮอว์ก ให้เยอรมนี ในครั้งนี้ จึงมองได้ว่าเป็นความพยายามของเยอรมนีในการอุดช่องว่างทางยุทธศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน

สมรรถนะของโทมาฮอว์กกับการยกระดับความมั่นคง

ขีปนาวุธโทมาฮอว์กที่เยอรมนีจัดซื้อครั้งนี้ ถือเป็นอาวุธร่อนที่มีพิสัยการยิงไกลตั้งแต่ 1,600 ถึง 2,500 กิโลเมตร ซึ่งมีความแม่นยำสูงมาก โดยปกติแล้วมักถูกติดตั้งบนเรือรบหรือเรือดำน้ำ แต่การนำมาติดตั้งบนภาคพื้นดินในครั้งนี้ จะช่วยให้เยอรมนีสามารถป้องปรามสถานการณ์ต่างๆ ได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ สหรัฐฯ ไฟเขียวขายขีปนาวุธนำวิถี โทมาฮอว์ก ให้เยอรมนี ท่ามกลางบรรยากาศความไม่แน่นอนในสงครามปัจจุบัน

  • เสริมขีดความสามารถในการป้องกันประเทศของเยอรมนี
  • ปิดช่องว่างทางยุทธศาสตร์ช่วงที่ยังไม่มีอาวุธพิสัยกลางของยุโรปเอง
  • เป็นกลยุทธ์ป้องปราม (Deterrence) ต่อภัยคุกคามจากรัสเซีย
  • ผลักดันโครงการ ELSA เพื่อสร้างขีดความสามารถการผลิตอาวุธในยุโรปเองในอนาคต

อย่างไรก็ตาม เยอรมนีไม่ได้หวังพึ่งพาสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ฝ่ายความมั่นคงยุโรปยังคงเดินหน้าโครงการ ELSA หรือความร่วมมือในการพัฒนาขีปนาวุธพิสัยไกลภายในภูมิภาค เพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ ในระยะยาว ซึ่งถือว่าเป็นก้าวที่สำคัญสำหรับอธิปไตยทางทหารของยุโรปอย่างแท้จริง

โดยสรุปแล้ว การจัดซื้ออาวุธในครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการติดอาวุธทั่วไป แต่เป็นสัญลักษณ์ของการปรับตัวเข้าสู่ยุคสงครามที่คาดเดาได้ยากขึ้น การเตรียมความพร้อมของเยอรมนีถือเป็นบทเรียนสำคัญว่า ในสถานการณ์โลกที่ไร้เสถียรภาพ การพึ่งพาพันธมิตรที่แน่นแฟ้นควบคู่ไปกับการพึ่งพาตนเองเป็นกลยุทธ์ที่ขาดไม่ได้ครับ

ที่มา – สหรัฐฯ ไฟเขียวขายขีปนาวุธนำวิถี “โทมาฮอว์ก” ให้เยอรมนี รับมือภัยคุกคามรัสเซีย

ทรัมป์ขู่รัสเซีย! ส่งโทมาฮอว์กให้ยูเครน?

โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งสัญญาณเตือนรัสเซียอย่างชัดเจนว่า อาจพิจารณาจัดส่งขีปนาวุธพิสัยไกล “โทมาฮอว์ก” ให้ยูเครน หากสงครามยังไม่จบ นี่เป็นการส่งสัญญาณว่าทรัมป์พร้อมเพิ่มแรงกดดันต่อวลาดิเมียร์ ปูตินด้วยอาวุธสำคัญ

ทรัมป์กล่าวระหว่างเดินทางบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันไปยังอิสราเอลว่า “ผมอาจบอกว่า ‘ถ้าสงครามนี้ไม่จบ ผมจะส่งโทมาฮอว์กให้พวกเขา'” เขายังเสริมว่า “โทมาฮอว์กเป็นอาวุธที่น่าทึ่ง รัสเซียไม่อยากได้มันหรอก”

อดีตผู้นำสหรัฐฯ อ้างว่าได้คุยเรื่องขีปนาวุธโทมาฮอว์กกับโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครนแล้ว โดยบอกว่า “พวกเขา (รัสเซีย) อยากให้มีโทมาฮอว์กมุ่งหน้าไปทางนั้นไหม? ผมไม่คิดว่าพวกเขาจะอยาก” และ “โทมาฮอว์กคืออีกก้าวของการรุกราน”

สัญญาณที่แข็งกร้าวนี้เกิดขึ้นหลังจากรัสเซียโจมตีเครือข่ายพลังงานของยูเครนอย่างหนัก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานก่อนฤดูหนาว รัสเซียแสดง “ความกังวลอย่างยิ่ง” เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะจัดหาขีปนาวุธร่อนโทมาฮอว์กให้ยูเครน ก่อนหน้านี้ปูตินเคยบอกว่า การที่สหรัฐฯ ให้ขีปนาวุธพิสัยไกลแก่ยูเครน จะสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

เซเลนสกีกล่าวถึงการพูดคุยกับทรัมป์ว่าเป็นไปใน “ทิศทางที่ดีมาก” และทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับการเสริมสร้าง “การป้องกันภัยทางอากาศ ความสามารถในการฟื้นตัว และศักยภาพพิสัยไกล” ของยูเครน รวมถึง “รายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับภาคพลังงาน”

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ท่าทีของทรัมป์ต่อปูตินดูแข็งกร้าวขึ้น หลังจากที่ผู้นำรัสเซียปฏิเสธที่จะเจรจากับเซเลนสกีเพื่อลดความขัดแย้ง ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยบอกว่าเขาเชื่อว่ายูเครนสามารถทวงคืนดินแดนทั้งหมดที่เสียให้กับรัสเซียได้ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่เคยเรียกร้องให้ยูเครนประนีประนอมเพื่อยุติสงคราม

ขีปนาวุธโทมาฮอว์กจะทำให้ยูเครนมีอิสระในการโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซีย ซึ่งเซเลนสกีบอกว่าเป็นแรงกดดันที่จำเป็นเพื่อให้รัสเซียเจรจาสันติภาพอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม จนถึงตอนนี้ สหรัฐฯ ยังคงต่อต้านการเรียกร้องของเซเลนสกีในการจัดส่งขีปนาวุธดังกล่าว

ทรัมป์สรุปสถานการณ์สงครามว่า “ผมคิดว่าปูตินจะดูดีมากถ้าเขาสามารถจัดการเรื่องนี้ได้” และ “มันจะไม่เป็นผลดีต่อเขา” หากสงครามยังยืดเยื้อต่อไป

ทรัมป์ขู่รัสเซีย อาจส่งขีปนาวุธพิสัยไกล “โทมาฮอว์ก” ให้ยูเครน หากสงครามไม่ยุติโดยเร็ว

ทำไมทรัมป์ถึงขู่ส่งโทมาฮอว์กให้ยูเครน?

การขู่ส่งขีปนาวุธพิสัยไกล “โทมาฮอว์ก” ให้ยูเครน อาจเป็นกลยุทธ์ของทรัมป์ในการเพิ่มแรงกดดันต่อรัสเซียให้ยุติสงคราม การที่ยูเครนมีขีปนาวุธที่สามารถโจมตีเป้าหมายในรัสเซียได้ จะทำให้รัสเซียต้องคิดหนักขึ้นเกี่ยวกับการทำสงครามต่อไป

นอกจากนี้ การส่งสัญญาณที่แข็งกร้าวต่อรัสเซีย อาจเป็นการแสดงให้เห็นว่าทรัมป์ยังคงให้ความสำคัญกับยูเครน และพร้อมที่จะสนับสนุนยูเครนในการต่อสู้กับรัสเซีย แม้ว่าเขาจะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งประธานาธิบดีแล้วก็ตาม

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

หากสหรัฐฯ ส่งขีปนาวุธพิสัยไกล “โทมาฮอว์ก” ให้ยูเครน จริง อาจทำให้สถานการณ์ในยูเครนทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น รัสเซียอาจตอบโต้ด้วยการโจมตียูเครนหนักขึ้น หรืออาจใช้มาตรการอื่นๆ เพื่อตอบโต้สหรัฐฯ

นอกจากนี้ การที่ยูเครนมีขีปนาวุธที่สามารถโจมตีรัสเซียได้ อาจทำให้รัสเซียไม่เต็มใจที่จะเจรจาสันติภาพ และอาจทำให้สงครามยืดเยื้อต่อไปอีกนาน

การตัดสินใจว่าจะส่งขีปนาวุธพิสัยไกล “โทมาฮอว์ก” ให้ยูเครนหรือไม่ เป็นการตัดสินใจที่สำคัญและมีความเสี่ยงสูง สหรัฐฯ จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

การที่ทรัมป์ออกมาขู่รัสเซียเรื่องการส่งขีปนาวุธพิสัยไกล “โทมาฮอว์ก” ให้ยูเครน เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าสถานการณ์ในยูเครนยังคงตึงเครียด และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้นในอนาคต

ที่มา – ทรัมป์ขู่รัสเซีย อาจส่งขีปนาวุธพิสัยไกล “โทมาฮอว์ก” ให้ยูเครน หากสงครามไม่ยุติโดยเร็ว

Scroll to top