โบราณสถาน

หญิงแคนาดาดับ เหตุกราดยิงที่พีระมิดโบราณ “เตโอติวากัน” ในเม็กซิโก

หญิงแคนาดาดับ เหตุกราดยิงที่พีระมิดโบราณ “เตโอติวากัน” ในเม็กซิโก สร้างความสะเทือนใจให้กับนักท่องเที่ยวทั่วโลก เมื่อเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงที่สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังแห่งนี้

หญิงแคนาดาดับ เหตุกราดยิงที่พีระมิดโบราณ “เตโอติวากัน” ในเม็กซิโก

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ชายนิรนามคนหนึ่งได้ก่อเหตุกราดยิงผู้คนภายในเขตโบราณสถาน เตโอติวากัน (Teotihuacán) ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากกรุงเม็กซิโกซิตี้ประมาณ 100 กิโลเมตรทางทิศเหนือ เหตุการณ์นี้ทำให้หญิงชาวแคนาดาวัย 50 ปี เสียชีวิตทันที และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 6 ราย รวมถึงชาวโคลอมเบีย 2 คน ชาวรัสเซีย 1 คน และชาวแคนาดาอีก 1 คน ผู้ก่อเหตุใช้ปืนกลและมีดกราดยิง ก่อนจะยิงตัวตายในที่สุด

เจ้าหน้าที่ตำรวจเม็กซิโกบุกตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบอาวุธปืนหลายกระบอก อาวุธมีคม และกระสุนจำนวนมาก ประธานาธิบดีคลาวเดีย เชนบาวม์ (Claudia Sheinbaum) ได้ออกแถลงการณ์ทันทีว่า เธอกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และสั่งการให้หน่วยงานความมั่นคงเร่งสอบสวน พร้อมประสานงานกับสถานทูตแคนาดาเพื่อให้การช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิต

รายละเอียดเหตุกราดยิงที่เตโอติวากัน

เตโอติวากันเป็นเมืองโบราณที่มีชื่อเสียงระดับโลก ด้วยพีระมิดขนาดยักษ์อย่างพีระมิดแห่งดวงอาทิตย์ (Pyramid of the Sun) และพีระมิดแห่งดวงจันทร์ (Pyramid of the Moon) สร้างขึ้นราวคริสต์ศตวรรษที่ 1-2 ก่อนเป็นมรดกโลกของยูเนสโก ดึงดูดนักท่องเที่ยวปีละหลายล้านคน แต่เหตุ หญิงแคนาดาดับ เหตุกราดยิงที่พีระมิดโบราณ “เตโอติวากัน” ในเม็กซิโก ครั้งนี้ ทำให้เกิดความกังวลเรื่องความปลอดภัย

นายกริสโตบาล กัสตาเญดา กามาริลโย เลขาธิการความมั่นคงของรัฐเม็กซิโก เปิดเผยว่า ผู้บาดเจ็บส่วนใหญ่มีอาการสาหัส แต่พ้นขีดอันตรายแล้ว แรงจูงใจของผู้ก่อเหตุยังไม่ชัดเจน อาจเป็นปัญหาสุขภาพจิตหรือปัจจัยอื่นๆ เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบประวัติบุคคลต้องสงสัย

ประวัติศาสตร์และความสำคัญของเตโอติวากัน

เตโอติวากันไม่ใช่แค่นักท่องเที่ยว แต่เป็นอารยธรรมโบราณที่รุ่งเรืองก่อนอาซเท็ก มีประชากรนับแสนคน ถนน avenues ของพระอาทิตย์ (Avenue of the Dead) เป็นแลนด์มาร์กสำคัญ นักท่องเที่ยวสามารถปีนขึ้นพีระมิดเพื่อชมวิวพาโนรามา แต่หลังเหตุการณ์นี้ รัฐบาลเม็กซิโกประกาศเพิ่มกำลังรักษาความปลอดภัยรอบพื้นที่

  • พีระมิดแห่งดวงอาทิตย์: สูง 65 เมตร
  • พีระมิดแห่งดวงจันทร์: สูง 43 เมตร
  • วัด Quetzalcoatl: ประดับงูขนนก

เหตุการณ์นี้กระทบอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเม็กซิโก ซึ่งพึ่งพาเตโอติวากันอย่างมาก นักท่องเที่ยวควรตรวจสอบข่าวสารล่าสุดก่อนเดินทาง

ผลกระทบและคำแนะนำด้านความปลอดภัย

หลัง หญิงแคนาดาดับ เหตุกราดยิงที่พีระมิดโบราณ “เตโอติวากัน” ในเม็กซิโก สถานที่ท่องเที่ยวยังเปิดให้บริการ แต่เพิ่มจุดตรวจและกล้องวงจรปิด นักเดินทางควรหลีกเลี่ยงพื้นที่แออัด ซื้อประกันการเดินทาง และแจ้งแผนการท่องเที่ยวกับสถานทูต

เหตุการณ์สะท้อนปัญหาความรุนแรงจากอาวุธปืนในเม็กซิโก ซึ่งมีอัตราสูงที่สุดในโลกใบหนึ่ง รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขเพื่อรักษาภาพลักษณ์ท่องเที่ยว

ในมุมมองผู้เขียน เหตุกราดยิงครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่านักท่องเที่ยวต้องระมัดระวัง แม้สถานที่ดังแค่ไหนก็ตาม การท่องเที่ยวอย่างมีสติคือกุญแจสำคัญ สนับสนุนให้แบ่งปันประสบการณ์ท่องเที่ยวปลอดภัยของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่อความรู้รอบด้าน

ที่มา – หญิงแคนาดาดับ เหตุกราดยิงที่พีระมิดโบราณ “เตโอติวากัน” ในเม็กซิโก

“อนุทิน” แห่รถขอบคุณอยุทายาแลนด์สไลด์

สวัสดีครับชาวอยุธยาและแฟนข่าวการเมืองทุกท่าน! วันนี้เรามีเรื่องฮา ๆ และอบอุ่นใจมาฝากกัน จากเหตุการณ์สุดประทับใจเมื่อ “อนุทิน” แห่รถขอบคุณอยุธยาแลนด์สไลด์ หลังจากที่พรรคภูมิใจไทยกวาดชัยชนะแบบถล่มทลาย ครองทุกเขตในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเลยทีเดียว นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค พร้อมทีมงานแกนนำอย่างนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล, นายวราวุธ ศิลปอาชา และว่าที่ ส.ส. แต่ละเขต ขึ้นขบวนรถแห่โบกมือไหว้ขอบคุณชาวอยุธยาที่ให้การสนับสนุนอย่างล้นหลาม

“อนุทิน” แห่รถขอบคุณอยุธยาแลนด์สไลด์

เวลา 19.15 น. วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2567 (เช็คปีนะครับ 2569 น่าจะพิมพ์ผิด) ที่อยุธยา บรรยากาศคึกคักมาก ขบวนรถแห่เคลื่อนตัวไปตามถนน ชาวบ้านทั้งสองฝั่งทางโบกมือต้อนรับ นายอนุทินยิ้มแย้มทักทายอย่างเป็นกันเอง เรียกได้ว่าความนิยมพุ่งปรี๊ด! โดยเฉพาะเด็กเจน Z ที่กรี๊ดลั่น รุมขอเซลฟี่กันใหญ่ นึกภาพตามนะครับ พี่ ๆ เจน Z วิ่งกรูกันมา นายกฯ ยิ้มแก้มปริ ถ่ายรูปร่วมกันสนุกสุด ๆ ด้านกลุ่ม อสม. อยุธยาก็ไม่ยอมแพ้ ตะโกนบอกรักนายกฯ ดังลั่น “อสม. รักนายกฯ!” ก่อนจะถ่ายรูปหมู่กันอย่างอบอุ่น

หลังจากนั้น คณะของนายอนุทินก็ลงเดินตลาดนัดทางเข้างาน “ยอยศยิ่งฟ้า อยุธยามรดกโลก” ถ่ายรูปทักทายประชาชนแบบใกล้ชิด สักการะศาลหลักเมืองพระนครศรีอยุธยา แล้วก็เดินเล่นตลาด ร่วมกิจกรรมสนุก ๆ ในงาน นายอนุทินยังกล่าวถึงความยิ่งใหญ่ของอยุธยาในอดีตอีกด้วยนะครับ ว่าเป็นราชธานีมานาน 419 ปี ศูนย์กลางการปกครอง เศรษฐกิจ การค้า วัฒนธรรม ติดต่อกับนานาชาติ สร้างเอกลักษณ์สยามที่งดงาม โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปะ ผังเมือง ล้วนสะท้อนภูมิปัญญาบรรพชน โดยเฉพาะการใช้แม่น้ำล้อมเมืองทั้งคมนาคม เลี้ยงชีวิต และป้องกันตัว ฉลาดล้ำจริง ๆ!

แวะบูธโรงพักอโยธยา ถ่ายป้าย “รักเมียมาก” สุดฮา

ไฮไลต์ที่ฮามาก ๆ คือตอนที่ “อนุทิน” แห่รถขอบคุณอยุธยาแลนด์สไลด์ แล้วแวะบูธโรงพักอโยธยา เซ็นชื่อในบันทึกประจำวัน แล้วถ่ายรูปคู่กับป้ายดัง “รักเมียมาก”! นายอนุทินยืนโพสต์ท่ากับภริยา ยิ้มกว้าง สร้างสีสันให้งานคึกคักยิ่งขึ้น ภาพนี้กลายเป็นไวรัลทันที ชาวเน็ตแซวกันยกใหญ่ ว่า “รักเมียมากจริง ๆ นะท่านรองฯ” แสดงให้เห็นด้านชิล ๆ น่ารักของนักการเมืองรุ่นใหญ่

สำหรับว่าที่ ส.ส. อยุธยา 5 เขต จากพรรคภูมิใจไทย ที่สร้างประวัติศาสตร์แลนด์สไลด์ครั้งนี้ มีดังนี้:

  • เขต 1: นายทรงพล สุขสมบูรณ์ หรือ “ส.จ.เบียร์”
  • เขต 2: นายนพ ชีวานันท์
  • เขต 3: นางสาวพิมพฤดิ์ ตันจรารักษ์
  • เขต 4: นายคงกฤช รามศักดิ์
  • เขต 5: นายประดิษฐ์ สังขจาย

ทีมนี้แกร่งมาก สะท้อนฐานเสียงที่เหนียวแน่นของพรรคในพื้นที่ประวัติศาสตร์อย่างอยุธยา ไม่ใช่แค่ชนะ แต่ชนะแบบขาดลอย!

อนุทิน แห่รถขอบคุณอยุธยาแลนด์สไลด์
ภาพบรรยากาศอนุทินกับชาวอยุธยา
อนุทิน ถ่ายเซลฟี่กับเจน Z
กลุ่ม อสม. รักนายกฯ
นายอนุทินกับป้ายรักเมียมาก
ว่าที่ ส.ส. อยุธยา
ขบวนรถแห่พรรคภูมิใจไทย

เหตุการณ์ “อนุทิน” แห่รถขอบคุณอยุธยาแลนด์สไลด์ นี้ ไม่ใช่แค่การขอบคุณ แต่เป็นสัญญาณชัดเจนว่าพรรคภูมิใจไทยมีพลังในภาคกลาง โดยเฉพาะพื้นที่วัฒนธรรมอย่างอยุธยา การที่เจน Z และ อสม. รักและสนับสนุนขนาดนี้ แสดงถึงนโยบายที่ตอบโจทย์ทุกวัย ในอนาคต พรรคคงเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชนต่อไป

คุณคิดยังไงกับเหตุการณ์นี้? คอมเมนต์บอกกันได้เลยนะครับ หรือแชร์โพสต์นี้ให้เพื่อน ๆ รับรู้บรรยากาศสุดมันส์! ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตแบบเป็นกันเองได้ที่นี่ทุกวัน

ที่มา – “อนุทิน” แห่รถขอบคุณอยุธยาแลนด์สไลด์-แวะบูธโรงพักอโยธยา ถ่ายป้าย “รักเมียมาก”

สแกนหาวัตถุโบราณใต้ซากพระธาตุโนนตาล

ความคืบหน้าการสแกนหาวัตถุโบราณใต้ซากพระธาตุโนนตาล หลังการพังถล่ม พบพระพุทธรูปปางเปิดโลก 2 องค์ กรมศิลปากรเร่งดำเนินการเคลียร์พื้นที่อย่างระมัดระวัง

จากเหตุการณ์พระธาตุโนนตาล อายุ 123 ปี ซึ่งตั้งอยู่ภายในวัดพระธาตุ หมู่ 9 ต.โนนตาล อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม ได้พังทลายลงมาทั้งองค์ เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา สร้างความเสียใจแก่พุทธศาสนิกชน เนื่องจากพระธาตุแห่งนี้เป็นพระธาตุโบราณคู่บ้านคู่เมือง และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานโดยกรมศิลปากร

นายวรวิทย์ พิมพนิตย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม ได้สั่งการให้กั้นพื้นที่รอบองค์พระธาตุเป็นเขตหวงห้าม เพื่อรอการตรวจสอบและสแกนหาวัตถุโบราณใต้ซากพระธาตุโนนตาล รวมถึงสิ่งของมีค่าที่ประชาชนนำมาถวายเป็นพุทธบูชา พร้อมทั้งประสานงานกับสำนักศิลปากรที่ 9 อุบลราชธานี เพื่อตรวจสอบหาสาเหตุของการพังทลาย

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 นายธนภัทร จิตสุทธิผล ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 9 อุบลราชธานี พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุโบราณ ได้หารือร่วมกับผู้นำชุมชนและกรรมการวัดพระธาตุ เพื่อวางแผนการค้นหาของมีค่าที่อยู่ในซากอิฐพระธาตุ โดยเน้นย้ำให้ผู้ที่พบเห็นวัตถุโบราณห้ามแตะต้อง และให้แจ้งเจ้าหน้าที่ที่สวมถุงมือเข้าไปดำเนินการแทน

ก่อนหน้านี้ ในช่วงเย็นของวันที่ 12 ตุลาคม ได้มีการค้นพบพระพุทธรูปปางมารวิชัย เนื้อสำริด พร้อมสร้อยคอทองคำ และเหรียญเงินโบราณจำนวนหนึ่ง ซึ่งถูกนำไปเก็บรักษาไว้ที่ สภ.ท่าอุเทน

ในช่วงเช้าของวันที่ 13 ตุลาคม การค้นหาได้ดำเนินต่อไป และพบพระพุทธรูปโบราณปางเปิดโลกจำนวน 2 องค์ พร้อมด้วยพระพิมพ์ปางสมาธิ และพระแกะสลักในเนื้อหินใส ซึ่งจะมีการตรวจสอบความเก่าแก่ก่อนนำไปเก็บรักษาไว้ที่ สภ.ท่าอุเทน เช่นกัน

นายธนภัทร จิตสุทธิผล เปิดเผยว่า งบประมาณที่ได้รับการจัดสรรมานั้น เดิมทีเป็นงบประมาณสำหรับการบูรณะและปรับปรุงภูมิทัศน์ แต่เนื่องจากพระธาตุได้พังทลายลงมา จึงได้รายงานให้อธิบดีกรมศิลปากรทราบแล้ว สำหรับงบประมาณในการก่อสร้างใหม่นั้น คาดว่าจะต้องรอในปีงบประมาณ 2570

การดำเนินการสแกนหาวัตถุโบราณใต้ซากพระธาตุโนนตาล ยังคงต้องใช้ความระมัดระวัง โดยจะมีการประชุมร่วมกับคณะกรรมการหมู่บ้านเพื่อวางแผนการเคลื่อนย้ายเศษอิฐองค์พระธาตุไปยังที่ที่เหมาะสม

สาเหตุหลักของการพังทลายของพระธาตุ เกิดจากการก่อสร้างที่มีลักษณะเป็นเปลือกรอบ และมีโพรงดินอยู่ตรงกลาง เมื่อมีน้ำซึมเข้าไปสะสม ทำให้เกิดแรงดันและเกิดการระเบิดจากภายในได้

นอกจากนี้ ที่ตั้งขององค์พระธาตุที่อยู่ติดถนน ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนสะสม จนเกิดรอยร้าวและขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ

นายสันติชัย ศิริญาติ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 9 ต.โนนตาล เล่าว่า ก่อนหน้านี้ได้เกิดรอยร้าวขนาดเล็ก แต่ในช่วงปี 2567-2568 รอยร้าวดังกล่าวได้ขยายใหญ่ขึ้น ทำให้มีน้ำซึมเข้าไปภายในองค์พระธาตุ

นายมานิตย์ ภะวะ ชาวบ้านหมู่ 9 ต.โนนตาล กล่าวถึงความรู้สึกเสียใจต่อการพังทลายขององค์พระธาตุ และต้องการให้กรมศิลปากรเร่งดำเนินการก่อสร้างองค์ใหม่ขึ้นมาโดยเร็ว

สแกนหาวัตถุโบราณใต้ซากพระธาตุโนนตาล

ความสำคัญของการสแกนหาวัตถุโบราณใต้ซากพระธาตุโนนตาล

การสแกนหาวัตถุโบราณใต้ซากพระธาตุโนนตาล ไม่เพียงแต่เป็นการค้นหาสิ่งของมีค่าทางประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติอีกด้วย วัตถุโบราณที่ค้นพบอาจนำไปสู่การศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และความเป็นมาของชุมชนโนนตาล รวมถึงศิลปะและวัฒนธรรมในอดีต

นอกจากนี้ การค้นพบวัตถุโบราณยังสามารถสร้างความภาคภูมิใจและความผูกพันให้กับคนในชุมชน และเป็นแรงผลักดันให้เกิดการอนุรักษ์และสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมต่อไป

การพังทลายของพระธาตุโนนตาลเป็นความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสให้เราได้หันกลับมาให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์และดูแลรักษามรดกทางวัฒนธรรมของเราให้ดีที่สุด เพื่อส่งต่อให้คนรุ่นหลังต่อไป

ที่มา – เดินหน้าสแกนหาวัตถุโบราณ ใต้ซาก “พระธาตุโนนตาล” หลังพังถล่มลงมาทั้งองค์

กรมศิลป์ยัน! ไม่เคยมีนโยบายทำลายปราสาท


กรมศิลป์ยัน! ไม่เคยมีนโยบายทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหาร เตือนอย่าเชื่อข่าวปลอม

กรมศิลป์ยืนยันไม่เคยมีนโยบายทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหาร เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม และใช้วิจารณญาณก่อนแชร์ข้อมูล

วันที่ 11 สิงหาคม 2568 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุด โดยเฉพาะเรื่อง “กรมศิลปากรอนุญาตให้ทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหารได้เพราะสามารถบูรณะใหม่ได้” ซึ่งรองลงมาคือข่าวลือเรื่องการจับสายลับกัมพูชา ทำให้เกิดความตื่นตระหนกและเข้าใจผิดในสังคม

นายอนุกูลย้ำว่า กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ได้ออกมาชี้แจงแล้วว่าไม่เคยมีนโยบายหรืออนุญาตให้มีการทำลายโบราณสถานใดๆ เพื่อประโยชน์ทางทหาร การทำลายโบราณสถานเป็นการละเมิดหลักการอนุรักษ์ระดับสากลอย่างชัดเจน แม้จะมีความสามารถในการบูรณะให้ใกล้เคียงของเดิมได้ แต่ก็ไม่อาจทดแทนคุณค่าทางประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณของสถานที่ดั้งเดิมได้อย่างแท้จริง อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลกอย่างร้ายแรง

กรมศิลป์ยันไม่เคยมีนโยบายทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหาร

ข่าวลือที่ว่ากรมศิลปากรมีนโยบายทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหารนั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด กรมศิลปากรยืนยันหนักแน่นว่าไม่มีการอนุญาตหรือสนับสนุนการกระทำดังกล่าว การรักษาโบราณสถานเป็นหน้าที่สำคัญที่กรมศิลปากรให้ความสำคัญสูงสุดเสมอมา โบราณสถานเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นสมบัติของชาติ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมของโลก การทำลายโบราณสถานจึงเป็นการกระทำที่ไม่สามารถยอมรับได้ และขัดต่อหลักการอนุรักษ์สากล

ผลกระทบของการเผยแพร่ข่าวปลอมเรื่องนโยบายทำลายปราสาท

การเผยแพร่ข่าวปลอมเกี่ยวกับนโยบายทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหาร ส่งผลกระทบอย่างมากต่อความเข้าใจผิดของประชาชน ทำให้เกิดความตื่นตระหนกและความไม่ไว้วางใจต่อหน่วยงานภาครัฐ นอกจากนี้ ยังส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศในสายตาของนานาชาติ การบิดเบือนข้อมูลและความจริงเกี่ยวกับโบราณสถานสร้างความเสียหายต่อความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือของประเทศไทย

โบราณสถานแต่ละแห่งมีเรื่องราวและประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน การอนุรักษ์จึงไม่ใช่แค่การซ่อมแซม แต่เป็นการรักษาคุณค่าทางจิตใจและเรื่องราวที่สืบทอดกันมา การทำลายโบราณสถานไม่เพียงแต่เป็นการทำลายสิ่งก่อสร้าง แต่เป็นการทำลายความทรงจำและเอกลักษณ์ของชาติ

การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับบทบาทและความรับผิดชอบของกรมศิลปากรในการอนุรักษ์โบราณสถานเป็นสิ่งสำคัญ ข่าวสารที่ถูกต้องจะช่วยลดความเข้าใจผิดและสร้างความร่วมมือในการปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ

  • ตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลก่อนเชื่อ
  • อย่าแชร์ข้อมูลที่ไม่แน่ใจว่าเป็นความจริง
  • ใช้สติและวิจารณญาณในการตัดสินใจ

ดังนั้น ก่อนที่จะเชื่อหรือแชร์ข้อมูลใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประเด็นละเอียดอ่อนทางสังคมและวัฒนธรรม ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าข้อมูลนั้นมาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและมีความถูกต้อง เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของข่าวปลอมและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

เราทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่น่าอยู่และปลอดภัย การใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลและการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนแชร์ต่อ คือหน้าที่และความรับผิดชอบของพลเมืองดิจิทัล

ที่มา – กรมศิลป์ยันไม่เคยมีนโยบายทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหาร เตือนอย่าเชื่อข่าวปลอม

Scroll to top