โปรดเกล้าแต่งตั้ง

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ ร้อยโท แก่ 19 ข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีข่าวสำคัญที่น่ายินดีมาแจ้งให้ทราบกันครับ โดยล่าสุดเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศฉบับสำคัญเกี่ยวกับโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ ร้อยโท แก่ 19 ข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร ซึ่งถือเป็นเกียรติประวัติอันสูงสุดแก่ข้าราชการทั้ง 19 ท่านที่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างมุ่งมั่นและเสียสละครับ

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ ร้อยโท แก่ 19 ข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร

สำหรับการประกาศในครั้งนี้ เป็นไปตามพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตรเลื่อนยศสูงขึ้น โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา นี่คือความภูมิใจของทั้งตัวข้าราชการและครอบครัวครับ

รายนามข้าราชการที่ได้รับโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ ร้อยโท แก่ 19 ข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร

รายชื่อข้าราชการทั้ง 19 ท่านที่ได้รับการเลื่อนยศเป็นร้อยโท มีดังนี้ครับ:

  • ร้อยตรี ณัฐพล พัฒน์บุญ
  • ร้อยตรี จันทรัสม์ หมื่นศรี
  • ร้อยตรี ชนภัทร คำแก้ว
  • ร้อยตรี เอกภพ ผักหวาน
  • ร้อยตรี ณัฐวัฒน์ เหลืองชูทธิ์
  • ร้อยตรี ประวันวิทย์ ทิพย์วังโพธิ์
  • ร้อยตรี สหวัญ เทพเทียมทัศน์
  • ร้อยตรี ภูมิพัฒน์ อุปพงศ์
  • ร้อยตรี ณัฐพงศ์ มีมาก
  • ร้อยตรี กฤตกร บริบูรณ์
  • ร้อยตรี ธนวิชญ์ กุลเกียรติชัย
  • ร้อยตรี ติณห์ เลื่อมใส
  • ร้อยตรี เมธวัฒน์ สายธงแก้ว
  • ร้อยตรี ณรงค์ฤทธิ์ กายจะโปะ
  • ร้อยตรี เจษฎา สุโข
  • ร้อยตรี สิทธิกร ซ้ายสนาม
  • ร้อยตรี ภัทรภณ บัวมาศ
  • ร้อยตรี ตรีทศ ลีรักพานิช
  • ร้อยตรี คมกฤษณ์ บุญเกิด

การเลื่อนยศในครั้งนี้ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความวิริยะอุตสาหะในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร ซึ่งแต่ละท่านต่างทำหน้าที่ของตนเองด้วยความจงรักภักดีและซื่อสัตย์สุจริต การได้มาซึ่งยศร้อยโทจึงเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความพร้อมในการรับผิดชอบงานที่สำคัญยิ่งขึ้นไปในอนาคต

หากเพื่อนๆ ต้องการตรวจสอบข้อมูลประกาศอย่างเป็นทางการ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาครับ ในนามของพวกเราก็ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่ได้รับเกียรติยศในครั้งนี้ด้วยครับ หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้เพื่อนๆ ทราบข้อมูลที่เป็นทางการและถูกต้องนะครับ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ ร้อยโท แก่ 19 ข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ แก่ 8 ข้าราชบริพารในพระองค์

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามีข่าวสำคัญที่เกี่ยวข้องกับประกาศจากทางราชกิจจานุเบกษามาฝากกันครับ เกี่ยวกับเรื่อง โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ แก่ 8 ข้าราชบริพารในพระองค์ ซึ่งนับเป็นเกียรติยศอันสูงสุดสำหรับผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเทและเสียสละให้กับสถาบันหลักของชาติมาโดยตลอด

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ แก่ 8 ข้าราชบริพารในพระองค์

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศเรื่อง การพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย โดยมีพระบรมราชโองการจากพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้แก่ข้าราชบริพารในพระองค์จำนวน 8 ราย ซึ่งถือเป็นข่าวที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับครอบครัวและหน่วยงานของผู้ที่ได้รับพระราชทานอย่างยิ่ง

รายละเอียดการได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ แก่ 8 ข้าราชบริพารในพระองค์

การประกาศ โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ แก่ 8 ข้าราชบริพารในพระองค์ ในครั้งนี้ ได้มีการแบ่งชั้นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามลำดับความสำคัญและเกียรติยศ ดังนี้ครับ:

  • ชั้น มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก: ได้แก่ พลเอก ธนณัฐ ยังเฟื่องมนต์ และ พลตำรวจโท มณฑลทัพห์ บุนนาค
  • ชั้น มหาวชิรมงกุฎ: ได้แก่ พลอากาศเอก ปรัชญา พรหมบุรมย์, พลเรือตรี ภาณุวัฒน์ อินทนิล และ พลอากาศตรี ทรงสวัสดิ์ ทรัพย์จำนงค์
  • ชั้น ประถมาภรณ์ช้างเผือก: ได้แก่ พลตรี วีระไชย เหเตโชดม
  • ชั้น ประถมาภรณ์มงกุฎไทย: ได้แก่ พลตรี สรรวิชญ์ ภูมิทักษ์วงศ์ และ พันโท สมานมิตร พัฒนา

ทั้งนี้ ประกาศดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม พุทธศักราช 2569 เป็นต้นไป ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความวิริยะอุตสาหะในการปฏิบัติราชการสนองพระเดชพระคุณด้วยความจงรักภักดีและซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งนับว่าเป็นแบบอย่างที่ดีเยี่ยมให้กับข้าราชการรุ่นหลังในการทำงานเพื่อรับใช้ประเทศชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อไป

ในมุมมองของผม การที่ข้าราชบริพารได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงเช่นนี้ ไม่เพียงแต่เป็นรางวัลแห่งความสำเร็จส่วนตัว แต่ยังเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงระเบียบวินัยและความรับผิดชอบที่เข้มงวดในการปฏิบัติงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่งครับ หากท่านต้องการตรวจสอบรายละเอียดฉบับเต็ม สามารถเข้าดูได้ที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาโดยตรงนะครับ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ แก่ 8 ข้าราชบริพารในพระองค์

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 2 ตุลาการ หัวหน้าคณะศาลปกครองกลางและภูเก็ต

สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน วันนี้เรามีข่าวสารความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในแวดวงยุติธรรมมาฝากกันครับ เกี่ยวกับประกาศล่าสุดในราชกิจจานุเบกษาที่เพิ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญเรื่องการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 2 ตุลาการ หัวหน้าคณะศาลปกครองกลางและภูเก็ต เพื่อทำหน้าที่ในตำแหน่งที่สำคัญต่อกระบวนการยุติธรรมทางปกครองของไทยครับ

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 2 ตุลาการ หัวหน้าคณะศาลปกครองกลางและภูเก็ต

ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่ลงนามโดยคุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มีการระบุถึงพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งตุลาการในศาลปกครองชั้นต้นจำนวน 2 ท่าน เพื่อดำรงตำแหน่งใหม่ โดยการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นการปรับเปลี่ยนตำแหน่งเพื่อความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการพิจารณาคดี โดยท่านทั้งสองที่ได้รับการแต่งตั้ง ได้แก่:

  • นายชำนาญ ปริบาล: จากเดิมดำรงตำแหน่งตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองภูเก็ต ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองกลาง
  • นางสาวสุภาวดี ชัยโยธา: จากเดิมดำรงตำแหน่งตุลาการศาลปกครองนครราชสีมา ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองภูเก็ต

รายละเอียดของการแต่งตั้ง 2 ตุลาการ หัวหน้าคณะศาลปกครองกลางและภูเก็ต

การปรับเปลี่ยนตำแหน่งในครั้งนี้มีผลอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป ซึ่งนับเป็นการบริหารงานบุคคลภายในศาลปกครองที่มีความต่อเนื่องและเป็นไปตามระเบียบของศาลปกครองอย่างเคร่งครัด สำหรับตำแหน่งตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองกลางนั้นถือเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากต้องรับผิดชอบคดีปกครองจำนวนมากที่ส่งผลกระทบต่อส่วนรวมและการบริหารงานของรัฐ

การที่ได้มีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 2 ตุลาการ หัวหน้าคณะศาลปกครองกลางและภูเก็ต ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนระบบศาลปกครองให้ดำเนินไปอย่างราบรื่น เพื่ออำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำของหน่วยงานรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น

เราเชื่อมั่นว่าด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของท่านตุลาการทั้งสองท่าน จะช่วยให้การดำเนินงานของศาลปกครองทั้งในส่วนกลางและศาลปกครองภูเก็ตมีความเข้มแข็งและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนผู้มาใช้บริการศาลปกครองได้อย่างแน่นอนครับ ท่านใดที่ต้องการตรวจสอบรายละเอียดของเอกสารฉบับเต็ม สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ของราชกิจจานุเบกษาครับ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 2 ตุลาการ หัวหน้าคณะศาลปกครองกลางและภูเก็ต

ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญราชรุจิทอง แก่ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติฯ

ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญราชรุจิทอง แก่ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติฯ

วันนี้เรามีข่าวสารอันเป็นมงคลมาฝากทุกท่านครับ โดยเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำคัญ เรื่องการที่ ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญราชรุจิทอง แก่ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติฯ นับเป็นข่าวที่สร้างความปลื้มปีติให้กับพสกนิกรชาวไทยเป็นอย่างมาก

สำหรับรายละเอียดของประกาศฉบับนี้ ระบุว่าเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเหรียญราชรุจิทอง ให้แก่ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิรวิบูลยราชกุมาร โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม พุทธศักราช 2569 เป็นต้นไป

ความหมายของเหรียญราชรุจิทอง และการพระราชทาน ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญราชรุจิทอง แก่ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติฯ

เหรียญราชรุจิ ถือเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่สำคัญและเปี่ยมไปด้วยความหมายอันเป็นมงคล ซึ่งการที่ ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญราชรุจิทอง แก่ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติฯ ในครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงออกถึงความผูกพันและพระเมตตาที่พระองค์ทรงมีต่อสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอฯ อย่างหาที่สุดมิได้

หากเรามาเจาะลึกถึงความสำคัญของเหรียญนี้ จะพบข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้:

  • เหรียญราชรุจิเป็นเหรียญที่พระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้แก่ผู้ที่ทำคุณประโยชน์หรือมีความใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท
  • การได้รับพระราชทานเหรียญนี้ ถือเป็นเกียรติยศสูงสุดที่แสดงถึงความไว้วางพระราชหฤทัย
  • สะท้อนถึงสายใยแห่งความรักความอบอุ่นภายในราชวงศ์จักรีที่แน่นแฟ้น

นับว่าเป็นเรื่องราวที่น่าประทับใจและสร้างขวัญกำลังใจให้กับประชาชนชาวไทยอย่างยิ่ง ที่ได้เห็นภาพความรักของสถาบันพระมหากษัตริย์ผ่านประกาศจากทางราชการในครั้งนี้ การติดตามข่าวสารจากราชกิจจานุเบกษาไม่เพียงแต่ทำให้เราทราบถึงพระราชกรณียกิจที่สำคัญ แต่ยังทำให้เราได้มีส่วนร่วมในการชื่นชมพระบารมีไปพร้อมๆ กันครับ

หวังว่าข้อมูลที่นำมาฝากในวันนี้จะเป็นประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านทุกท่าน หากใครที่อยากอ่านประกาศฉบับเต็ม สามารถเข้าไปตรวจสอบข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ของราชกิจจานุเบกษาโดยตรง เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัวครับ

ที่มา – ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญราชรุจิทอง แก่ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติฯ

ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญราชรุจิทอง แก่ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ

ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญราชรุจิทอง แก่ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ

เป็นเรื่องราวอันน่ายินดีและเป็นมิ่งขวัญแก่ปวงชนชาวไทย เมื่อราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำคัญที่สร้างความปลาบปลื้มใจให้กับประชาชนทุกคน โดยมีใจความสำคัญว่า ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญราชรุจิทอง แก่ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นเกียรติยศอันสูงสุดและเป็นเครื่องสะท้อนถึงพระกรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีต่อสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา

ความหมายและความสำคัญของการได้รับพระราชทานเหรียญราชรุจิทอง ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญราชรุจิทอง แก่ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ

เหรียญราชรุจินั้นถือเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่แสดงถึงความจงรักภักดีและการทำคุณประโยชน์อย่างยิ่ง การที่ ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญราชรุจิทอง แก่ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นเกียรติประวัติส่วนพระองค์ แต่ยังเป็นที่ประจักษ์ถึงพระวิริยะอุตสาหะของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯ ที่ทรงทุ่มเทพระวรกายปฏิบัติพระกรณียกิจในด้านต่างๆ ทั้งในด้านศิลปวัฒนธรรม การออกแบบแฟชั่น และการส่งเสริมกีฬา จนเป็นที่ยอมรับทั้งในระดับประเทศและระดับสากล

สำหรับรายละเอียดของประกาศดังกล่าว มีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจดังนี้:

  • พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศเรื่องพระราชทานเหรียญราชรุจิทอง
  • ผู้ได้รับพระราชทานคือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา
  • การพระราชทานนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป
  • ประกาศ ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

พวกเราในฐานะพสกนิกรชาวไทย ต่างรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและร่วมกันถวายพระพรชัยมงคลให้ทั้งสองพระองค์ทรงพระเกษมสำราญ การได้รับเหรียญราชรุจิทองนี้ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จและคุณูปการที่พระองค์ท่านได้สร้างไว้ให้กับประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง เราเชื่อมั่นว่าพระองค์ท่านจะยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ในทุกสาขาอาชีพต่อไปอย่างแน่นอน

ที่มา – ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญราชรุจิทอง แก่ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ

ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญราชรุจิทอง แก่ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญราชรุจิทอง แก่ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

วันนี้เรามีข่าวสำคัญที่นำมาฝากพสกนิกรชาวไทยทุกท่านครับ เมื่อเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศเรื่องการพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่น่าปลาบปลื้มใจยิ่ง โดยระบุว่า ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญราชรุจิทอง แก่ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เพื่อเป็นการแสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ถือเป็นเรื่องราวดีๆ ที่สร้างความชื่นชมยินดีให้กับประชาชนทั่วทั้งประเทศ โดยประกาศดังกล่าวมีเนื้อหาสำคัญที่ระบุว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเหรียญราชรุจิทอง ให้แก่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีถึงพระวิริยอุตสาหะในการปฏิบัติพระกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรเสมอมา

รายละเอียดการประกาศ ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญราชรุจิทอง แก่ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

สำหรับการประกาศครั้งนี้ อ้างอิงจากข้อมูลในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งนับเป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน นับเป็นมิ่งมงคลสูงสุดแก่ประชาชนชาวไทยทุกคนที่ได้รับทราบข่าวในเรื่องนี้

หากเรามองย้อนกลับไปถึงพระกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีในด้านต่างๆ โดยเฉพาะงานด้านสังคมสงเคราะห์และกระบวนการยุติธรรม ซึ่งการที่ ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญราชรุจิทอง แก่ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ในครั้งนี้ ย่อมถือเป็นการเชิดชูพระเกียรติคุณและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่เหล่าข้าราชบริพารรวมถึงประชาชนที่ได้ติดตามข่าวสารผ่านสื่อต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

  • ติดตามข่าวสารผ่านทางราชกิจจานุเบกษา
  • ร่วมถวายพระพรให้พระองค์ทรงพระเกษมสำราญ
  • ศึกษาพระกรณียกิจเพื่อเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต

ในฐานะพสกนิกรชาวไทย การได้รับทราบข่าวสารอันเป็นมิ่งมงคลเช่นนี้ ช่วยสร้างพลังใจให้กับทุกคนในการมุ่งมั่นทำความดีและทำงานเพื่อส่วนรวมตามรอยเบื้องพระยุคลบาท ต่อไปเรามาร่วมกันส่งกำลังใจและถวายความจงรักภักดีกันต่อไปครับ

ที่มา – ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญราชรุจิทอง แก่ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “วีระพงศ์ สุดาวงศ์” เป็นประธานศาลฎีกา

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวสารสำคัญในแวดวงการเมืองและกระบวนการยุติธรรมกันอย่างใกล้ชิด เมื่อล่าสุดมีข่าวใหญ่เกี่ยวกับการบริหารงานในศาลยุติธรรม โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “วีระพงศ์ สุดาวงศ์” เป็นประธานศาลฎีกา อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเพื่อให้การบริหารงานในองค์กรศาลเป็นไปอย่างราบรื่นและต่อเนื่อง ทั้งนี้ การแต่งตั้งดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “วีระพงศ์ สุดาวงศ์” เป็นประธานศาลฎีกา สานต่อภารกิจยุติธรรม

สำหรับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากที่ประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ได้มีมติเห็นชอบให้นายวีระพงศ์ สุดาวงศ์ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานศาลฎีกา ขยับขึ้นมารับตำแหน่งผู้นำสูงสุดของศาลฎีกา เพื่อสานต่องานจากนายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ที่กำลังจะพ้นจากตำแหน่งในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ที่จะถึงนี้

เปิดประวัติและเส้นทางการทำงานของประธานศาลฎีกาคนใหม่

ก่อนที่จะมาถึงการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “วีระพงศ์ สุดาวงศ์” เป็นประธานศาลฎีกา ในครั้งนี้ ท่านได้สั่งสมประสบการณ์ในแวดวงตุลาการมาอย่างยาวนาน โดยการเติบโตขึ้นมารับตำแหน่งสำคัญครั้งนี้ถือเป็นบทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นและผลงานที่เป็นประจักษ์ ต่อไปนี้คือรายละเอียดสำคัญที่น่าสนใจเกี่ยวกับประกาศนี้:

  • การแต่งตั้งนี้เป็นการดำเนินการตามอำนาจในมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543
  • การส่งมอบหน้าที่จากนายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ จะมีขึ้นอย่างสมบูรณ์ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569
  • นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการในครั้งนี้

การเข้ามาทำหน้าที่ในตำแหน่งประธานศาลฎีกา ถือเป็นภาระหน้าที่อันสำคัญยิ่งในการรักษาความยุติธรรมของประเทศให้มีความเข้มแข็งและเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สังคมให้ความสำคัญกับหลักนิติธรรมอย่างยิ่งยวด เราเชื่อมั่นว่าด้วยวิสัยทัศน์ของท่าน จะสามารถนำองค์กรตุลาการก้าวไปข้างหน้าและพัฒนาระบบเทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนได้อย่างดียิ่งขึ้นไปอีก

ในฐานะประชาชน เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการปรับเปลี่ยนผู้บริหารระดับสูงในครั้งนี้ จะนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมไทยให้แข็งแกร่งยิ่งกว่าเคย หากใครต้องการติดตามรายละเอียดฉบับเต็มของประกาศนี้ สามารถตรวจสอบข้อมูลจากเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้โดยตรงครับ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “วีระพงศ์ สุดาวงศ์” เป็นประธานศาลฎีกา ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2569

โปรดเกล้าฯ “อุดม” เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ “พล.ต.ท.จักรพงศ์” เป็นตุลาการศาล รธน.

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวสารบ้านเมืองกันอย่างต่อเนื่องนะครับ โดยเฉพาะประเด็นการเมืองสำคัญล่าสุดที่มีการเปลี่ยนแปลงในฝ่ายตุลาการ ซึ่งเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศเรื่องการโปรดเกล้าฯ “อุดม” เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ “พล.ต.ท.จักรพงศ์” เป็นตุลาการศาล รธน. อย่างเป็นทางการ สร้างความสนใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก

โปรดเกล้าฯ “อุดม” เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ “พล.ต.ท.จักรพงศ์” เป็นตุลาการศาล รธน.

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญท่านเดิมได้พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากครบวาระการปฏิบัติหน้าที่ ทำให้ตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญว่างลง ทางวุฒิสภาจึงได้ดำเนินการคัดเลือกและให้ความเห็นชอบบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้ามาดำรงตำแหน่งแทน เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างต่อเนื่องและครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

รายละเอียดการแต่งตั้งตามประกาศราชกิจจานุเบกษา

สำหรับคำสั่งโปรดเกล้าฯ ในครั้งนี้ มีใจความสำคัญที่ระบุถึงการแต่งตั้งบุคคลสำคัญเข้าสู่ตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ดังนี้ครับ:

  • นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง ประธานศาลรัฐธรรมนูญ
  • พลตำรวจโท จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช ได้รับการแต่งตั้งเป็น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

ถือเป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างที่สำคัญเพื่อให้สอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 200 ของรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ขั้นตอนการคัดเลือกไม่ได้มาโดยบังเอิญ แต่เกิดจากการประชุมเพื่อเลือกกันเองของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ยังดำรงตำแหน่งอยู่ร่วมกับผู้ได้รับการคัดเลือกใหม่ เพื่อให้ได้บุคคลที่เหมาะสมที่สุดในการทำหน้าที่วินิจฉัยคดีสำคัญของบ้านเมืองต่อไป

การที่ได้มีการโปรดเกล้าฯ “อุดม” เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ “พล.ต.ท.จักรพงศ์” เป็นตุลาการศาล รธน. ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการสรรหาที่เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด สำหรับพวกเราในฐานะประชาชน การติดตามการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะทุกคำวินิจฉัยล้วนส่งผลกระทบต่อทิศทางของประเทศและหลักนิติธรรมที่เรายึดถือร่วมกันครับ

สุดท้ายนี้ ในมุมมองของผม การได้บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญและผ่านการรับรองจากวุฒิสภาเข้ามาทำหน้าที่ในองคาพยพที่สำคัญระดับนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสร้างความมั่นใจในเรื่องกระบวนการยุติธรรมของไทยให้เดินหน้าไปได้อย่างมั่นคงครับ มาร่วมลุ้นและเป็นกำลังใจให้การทำงานของท่านตุลาการชุดใหม่สร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับสังคมไทยต่อไป

ที่มา – โปรดเกล้าฯ “อุดม” เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ “พล.ต.ท.จักรพงศ์” เป็นตุลาการศาล รธน.

โปรดเกล้าฯ “นิรัตน์” นั่งรองปลัดมท. สลับ “โชตินรินทร์” นั่งผู้ว่าฯ ภูเก็ต

โปรดเกล้าฯ “นิรัตน์” นั่งรองปลัดมท. สลับ “โชตินรินทร์” นั่งผู้ว่าฯ ภูเก็ต

เป็นประเด็นที่น่าจับตามองในแวดวงการเมืองไทย หลังจากที่มีประกาศจากเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาอย่างเป็นทางการ เกี่ยวกับเรื่องการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งถือเป็นการปรับเปลี่ยนตำแหน่งสำคัญเพื่อขับเคลื่อนงานในพื้นที่ให้ดียิ่งขึ้น โดยการ โปรดเกล้าฯ “นิรัตน์” นั่งรองปลัดมท. สลับ “โชตินรินทร์” นั่งผู้ว่าฯ ภูเก็ต ในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่และข้าราชการอย่างกว้างขวาง

ทั้งนี้ การตัดสินใจดังกล่าวถือเป็นการปรับทัพครั้งสำคัญ โดยนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ซึ่งเดิมดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ได้รับการปรับขึ้นไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อไปรับภารกิจในส่วนกลาง ส่วนนายโชตินรินทร์ เกิดสม อดีตรองปลัดกระทรวงฯ จะเข้ามารับไม้ต่อในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตคนใหม่ เพื่อสานต่องานพัฒนาจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญของประเทศต่อไป

รายละเอียดการปรับเปลี่ยนตำแหน่งในครั้งนี้

จากประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีได้ระบุชื่อข้าราชการพลเรือนสามัญระดับสูงไว้ดังนี้:

  • นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต มาดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย
  • นายโชตินรินทร์ เกิดสม พ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย มาดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต

การปรับเปลี่ยนตำแหน่งครั้งสำคัญที่ โปรดเกล้าฯ “นิรัตน์” นั่งรองปลัดมท. สลับ “โชตินรินทร์” นั่งผู้ว่าฯ ภูเก็ต เริ่มมีผลอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป โดยมีคุณอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ถือเป็นกลไกปกติในการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวสาร การที่ผู้บริหารระดับสูงอย่าง โปรดเกล้าฯ “นิรัตน์” นั่งรองปลัดมท. สลับ “โชตินรินทร์” นั่งผู้ว่าฯ ภูเก็ต ในช่วงเวลานี้ น่าจะเป็นการดึงผู้ที่มีประสบการณ์ในพื้นที่ไปเสริมทีมงานในกระทรวงให้แข็งแกร่งขึ้น พร้อมกับส่งมือดีอย่างคุณโชตินรินทร์ไปแก้ไขปัญหาหรือเร่งโครงการในภูเก็ตให้สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมายของรัฐบาล เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะนำมาซึ่งความคึกคักและการเติบโตที่ดียิ่งขึ้นสำหรับจังหวัดภูเก็ตและภาพรวมการบริหารงานของมหาดไทยครับ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ “นิรัตน์” นั่งรองปลัดมท. สลับ “โชตินรินทร์” นั่งผู้ว่าฯ ภูเก็ต

Scroll to top