โปรดเกล้าแต่งตั้ง

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 8 ข้าราชการในพระองค์

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 8 ข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นนายพล

ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นนายพล จำนวน 8 นาย เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยอ้างอิงอำนาจตามรัฐธรรมนูญเเละพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 8 ข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นนายพล

การประกาศครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการบริหารราชการในพระองค์ที่มีการปรับเปลี่ยนและมอบหมายหน้าที่ความรับผิดชอบให้แก่ข้าราชการในพระองค์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

รายละเอียดการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการในพระองค์

สำหรับรายละเอียดการมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 8 ข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นนายพลมีดังนี้:

  1. พลตรี ทรงพล สาดเสาเงิน ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการกองยุทธการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กรมฝ่ายยุทธการ (อ) ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กรมการเสนาธิการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลตรี)
  2. พลตรี กุลบุตร ปัจฉิม ดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับการกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลตรี)
  3. พลตรี สรัศวิน โพธิทอง ดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับการกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภที่ 11 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลตรี)
  4. พลตรี ประภัสร์ จุ้ยสำราญ ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการกองยุทธโยธา กรมฝ่ายส่งกำลังบำรุง (อ) ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กรมการเสนาธิการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลตรี)
  5. พลตรี สุทธิชัย ศรลัมพ์ ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผน กรมฝ่ายยุทธการ (อ) ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กรมการเสนาธิการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลตรี)
  6. พลตรี พงษ์พิสิทธิ์ มีสูงเนิน ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการกองเทคโนโลยีสารสนเทศ กรมฝ่ายยุทธการ (อ) ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กรมการเสนาธิการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลตรี)
  7. พลตรี อาทิตย์ ดีประเสริฐ ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการกองสนับสนุนการช่วยรบ และซ่อมบำรุง กรมฝ่ายส่งกำลังบำรุง (อ) ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กรมการเสนาธิการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลตรี)
  8. พลตรี เกรียงศักดิ์ สีบธรรมมา ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการกองโครงการในพระองค์และสารนิเทศ กรมฝ่ายกิจการวัง (อ) ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กรมการเสนาธิการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลตรี)

การมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 8 ข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นนายพลครั้งนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม พุทธศักราช 2568 เป็นต้นไป

การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งในหน่วยงานราชการในพระองค์ถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นเป็นระยะๆ เพื่อให้การทำงานมีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการจึงมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนนโยบายและการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

สำหรับประชาชนทั่วไป การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการแต่งตั้งข้าราชการในพระองค์เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะแสดงให้เห็นถึงการบริหารจัดการภายในหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันหลักของประเทศ

ท่านสามารถติดตามข่าวสารราชกิจจานุเบกษาเพื่อทราบข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับการแต่งตั้งข้าราชการและกฎหมายต่างๆ ที่ประกาศใช้ในราชอาณาจักรไทย

ที่มา – มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 8 ข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นนายพล

โปรดเกล้าฯ “ธนิต ลีพหาธีรพงศ์” ดำรงตำแหน่ง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พลตรี ธนิต ลีพหาธีรพงศ์ ดำรงตำแหน่ง นายทหารปฏิบัติการประจำ สำนักงานรองผู้บัญชาการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ 2 พร้อมพระราชทานยศพลตรี

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ พระบรมราชโองการ ประกาศพระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตรและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง โดยมีรายละเอียดดังนี้

อาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 ตลอดจนพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 และพระราชบัญญัติยศทหาร พุทธศักราช 2479

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พันเอกธนิต ลีพหาธีรพงศ์ ดำรงตำแหน่ง นายทหารปฏิบัติการประจำ สำนักงานรองผู้บัญชาการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ 2 กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลตรี) และพระราชทานยศพลตรี โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม พุทธศักราช 2568 เป็นต้นไป

โปรดเกล้าฯ “ธนิต ลีพหาธีรพงศ์” ดำรงตำแหน่ง

ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำคัญนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปรับปรุงและแต่งตั้งข้าราชการในพระองค์ให้มีความเหมาะสมกับภารกิจที่ได้รับมอบหมาย การได้รับพระราชทานยศและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใหม่นี้ ถือเป็นเกียรติประวัติและความภาคภูมิใจอย่างยิ่งสำหรับ พลตรี ธนิต ลีพหาธีรพงศ์ และเป็นเครื่องยืนยันถึงความไว้วางพระราชหฤทัยที่ได้รับจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการ โปรดเกล้าฯ “ธนิต ลีพหาธีรพงศ์” ดำรงตำแหน่ง

การประกาศในราชกิจจานุเบกษาครั้งนี้ ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งใหม่ของ พลตรี ธนิต ลีพหาธีรพงศ์ อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนและกระบวนการทางกฎหมายทุกประการ การเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งข้าราชการในพระองค์ ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องมีการประกาศอย่างเป็นทางการเพื่อให้สาธารณชนได้รับทราบ

การได้รับพระราชทานยศพลตรี และการดำรงตำแหน่งใหม่ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสามารถและความทุ่มเทในการปฏิบัติหน้าที่ของ พลตรี ธนิต ลีพหาธีรพงศ์ ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นที่ประจักษ์และได้รับการยอมรับจากผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงาน การได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยให้ดำรงตำแหน่งสำคัญ ถือเป็นแรงผลักดันให้มุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อไป

สำหรับประชาชนทั่วไป การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการแต่งตั้งข้าราชการในพระองค์ เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เข้าใจถึงการบริหารราชการในพระองค์ และการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง การประกาศในราชกิจจานุเบกษาจึงเป็นช่องทางที่โปร่งใสและเป็นทางการในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและเชื่อถือได้

ทั้งนี้ การได้รับพระราชทานยศและการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใหม่ของ พลตรี ธนิต ลีพหาธีรพงศ์ ถือเป็นเรื่องน่ายินดี และเป็นกำลังใจให้ข้าราชการทุกท่านมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและประเทศชาติสืบไป

การปรับเปลี่ยนตำแหน่งในกองทัพและส่วนราชการต่างๆ เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ เพื่อให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การติดตามข่าวสารดังกล่าวจะช่วยให้ประชาชนเข้าใจถึงพลวัตต่างๆ ในสังคมไทยได้ดียิ่งขึ้น.

ที่มา – โปรดเกล้าฯ ให้ “ธนิต ลีพหาธีรพงศ์” ดำรงตำแหน่ง พร้อมพระราชทานยศพลตรี

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พล.ต.อ.สรายุทธ สงวนโภคัย เป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “พล.ต.อ.สรายุทธ สงวนโภคัย” เป็นผู้ตรวจการแผ่นดินคนใหม่ อย่างเป็นทางการแล้ว

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศแต่งตั้งผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยมีรายละเอียดว่า ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายอิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์ เป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2564 นั้น ต่อมา นายอิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์ ได้ลาออกจากตำแหน่ง ทำให้ตำแหน่งดังกล่าวว่างลง

ล่าสุด วุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบ พลตำรวจเอกสรายุทธ สงวนโภคัย ผู้ซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมาย เพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน ตามมาตรา 8 (1) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. 2560 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 228 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบมาตรา 8 และมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. 2560 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง พลตำรวจเอกสรายุทธ สงวนโภคัย เป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พล.ต.อ.สรายุทธ สงวนโภคัย เป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน

การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พล.ต.อ.สรายุทธ สงวนโภคัย เป็นผู้ตรวจการแผ่นดินในครั้งนี้ ถือเป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับกลไกการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น ผู้ตรวจการแผ่นดินมีบทบาทสำคัญในการรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการกระทำของหน่วยงานรัฐ และทำการตรวจสอบเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชน

บทบาทและหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดิน

ผู้ตรวจการแผ่นดินมีหน้าที่หลักในการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการบริหารราชการที่ไม่เป็นธรรม การละเลยการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ หรือการกระทำอื่นใดที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน โดยผู้ตรวจการแผ่นดินมีอำนาจในการเรียกเอกสาร พยานหลักฐาน และบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณา หากพบว่ามีการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ผู้ตรวจการแผ่นดินสามารถเสนอแนะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปรับปรุงการดำเนินงานได้

การที่วุฒิสภาให้ความเห็นชอบ พล.ต.อ.สรายุทธ สงวนโภคัย ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในความรู้ความสามารถและประสบการณ์ของท่าน ในการที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นกลาง เป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง

พล.ต.อ.สรายุทธ สงวนโภคัย ถือเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่เหมาะสมในการดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน ท่านเคยดำรงตำแหน่งสำคัญในสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาแล้วหลายตำแหน่ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญในการบังคับใช้กฎหมายและการบริหารงานยุติธรรม การได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน จึงเป็นสิ่งที่เหมาะสมและน่าจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างยิ่ง

การแต่งตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่นายอิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์ ได้ลาออกจากตำแหน่งก่อนหน้านี้ ทำให้ตำแหน่งดังกล่าวว่างลง การเข้ามาดำรงตำแหน่งของ พล.ต.อ.สรายุทธ สงวนโภคัย จึงเป็นการเติมเต็มช่องว่างและทำให้การดำเนินงานของผู้ตรวจการแผ่นดินสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า พล.ต.อ.สรายุทธ สงวนโภคัย จะปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ยุติธรรม และเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “พล.ต.อ.สรายุทธ สงวนโภคัย” เป็นผู้ตรวจการแผ่นดินคนใหม่

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงแก่ พลเอก จักรภพ

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้น มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก แก่ พลเอก จักรภพ ภูริเดช

ในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำคัญที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับวงการทหารและสังคมไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้น มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก แก่ พลเอก จักรภพ ภูริเดช ซึ่งเป็นเกียรติยศสูงสุดที่แสดงถึงความจงรักภักดีและผลงานอันยอดเยี่ยมในการรับใช้ชาติ

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก ถือเป็นหนึ่งในเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของประเทศไทย สัญลักษณ์แห่งความเชิดชูเกียรติยศและคุณงามความดีที่ผู้รับถวายแด่องพระราชหฤทัย เครื่องราชอิสริยาภรณ์นี้มักพระราชทานแก่บุคคลที่มีบทบาทสำคัญในด้านการปกป้องประเทศ การพัฒนาชาติ และการอุทิศตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม พลเอก จักรภพ ภูริเดช เป็นบุคคลที่เหมาะสมอย่างยิ่งกับเกียรติยศนี้ ด้วยประวัติการทำงานที่โดดเด่นในกองทัพบก

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้น มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก แก่ พลเอก จักรภพ ภูริเดช

ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์นี้ตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน พุทธศักราช 2568 เป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน ประกาศดังกล่าวระบุชัดเจนว่าพระองค์ทรงพระราชทานเพื่อเชิดชูผลงานของพลเอก จักรภพ ภูริเดช ผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและมีบทบาทสำคัญในการเมืองและการทหารของไทย พลเอก จักรภพ เกิดเมื่อปี 2481 จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า และมีประสบการณ์ยาวนานในกองทัพไทย ก่อนเข้าสู่เวทีการเมืองในช่วงวิกฤตการเมืองปี 2549

การพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นการยกย่องส่วนตัวของพลเอก จักรภพเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ พลเอก จักรภพ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงนี้หลังจากที่ท่านได้อุทิศตนรับใช้ชาติมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในฐานะผู้นำทหารที่เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและนายกรัฐมนตรีชั่วคราว

ความสำคัญของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือก

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือกเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ก่อตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อเชิดชูผู้ที่มีคุณูปการต่อแผ่นดิน ชั้น มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก เป็นชั้นสูงสุด มีลักษณะเป็นแพร่และเครื่องหมายที่งดงาม สวมใส่ในโอกาสพิธีการสำคัญ ผู้ที่ได้รับมักเป็นบุคคลชั้นนำของรัฐ เช่น ข้าราชการการเมือง นายทหารระดับสูง หรือนักการทูต การที่พลเอก จักรภพ ภูริเดช ได้รับพระราชทานนี้ แสดงให้เห็นถึงการยอมรับในผลงานของท่านที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงให้กับประเทศไทย

นอกจากนี้ การประกาศในราชกิจจานุเบกษายังเป็นกระบวนการที่เป็นทางการและโปร่งใส ตามประเพณีราชการไทย ซึ่งช่วยให้ประชาชนทราบถึงพระราชกรณียกิจอันเป็นกุศลของพระมหากษัตริย์ ประชาชนจำนวนมากได้แสดงความยินดีผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยชื่นชมทั้งพระราชกรุณาและความดีความชอบของผู้รับ

  • ประวัติพลเอก จักรภพ: เริ่มจากนายทหารชั้นผู้น้อย สู่ผู้นำระดับชาติ
  • บทบาทในวิกฤตการเมือง: ช่วยรักษาความสงบสุขของแผ่นดิน
  • ความหมายของเครื่องราชอิสริยาภรณ์: สัญลักษณ์แห่งเกียรติยศนิรันดร์
  • ผลกระทบต่อสังคม: สร้างแรงบันดาลใจให้ข้าราชการไทย

ในมุมมองของผู้เขียน การพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้น มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก แก่ พลเอก จักรภพ ภูริเดช เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของระบบราชการไทยที่ให้คุณค่ากับความจงรักภักดีและการอุทิศตน มันไม่ใช่แค่เกียรติยศส่วนบุคคล แต่เป็นการเสริมสร้างความสามัคคีในสังคม หากคุณสนใจเรื่องราวพระราชกรณียกิจเพิ่มเติม ลองติดตามข่าวสารจากราชกิจจานุเบกษาเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้น มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก แก่ พลเอก จักรภพ ภูริเดช

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน แก่ “หนูเพียร สรภูมิ”

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน แก่ “หนูเพียร สรภูมิ”

ในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำคัญที่สร้างความชื่นชมให้กับประชาชนชาวไทย ด้วยพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน แก่บุคคลผู้มีคุณูปการหลายราย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นางสาวหนูเพียร สรภูมิ ซึ่งได้รับพระราชทานในชั้นทุติยจุลจอมเกล้า การพระราชทานนี้ไม่เพียงแต่เป็นเกียรติยศสูงสุด แต่ยังสะท้อนถึงพระราชปณิธานในการเชิดชูผู้มีผลงานยอดเยี่ยมในการรับใช้ชาติและพระองค์

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน แก่ “หนูเพียร สรภูมิ”

เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน ถือเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงที่พระราชทานแก่สตรีผู้มีบทบาทสำคัญในราชสำนัก โดยเฉพาะข้าราชบริพารในพระองค์หรือผู้ที่อุทิศตนรับใช้ด้วยความจงรักภักดี สำหรับ “หนูเพียร สรภูมิ” นั้น เธอได้รับพระราชทานชั้นทุติยจุลจอมเกล้า ตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิรา ลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสผ่านทางพระบรมราชโองการให้โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ นี้ เพื่อเป็นการประกาศเกียรติยศแก่ผู้ที่ทำงานอย่างมุ่งมั่น

นอกจากนี้ ยังมีการพระราชทานแก่ นางสาวจุฑาทิพย์ วิลาด ในชั้นจตุตถจุลจอมเกล้า ตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน 2568 เช่นกัน การประกาศนี้เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ทำให้ประชาชนสามารถติดตามและแสดงความยินดีได้อย่างกว้างขวาง

รายชื่อผู้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าเพิ่มเติม

ไม่ใช่แค่นั้น ในประกาศเดียวกันยังมีการพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน ชั้นจตุตถจุลจอมเกล้า แก่ข้าราชบริพารในพระองค์อีก 4 ราย ได้แก่

  • พันโทหญิง รัตติยา สิทธิสมบูรณ์
  • พันโทหญิง เบญจรงค์ เทพนิมิต
  • ร้อยเอกหญิง พรรณราย ทองทิพย์
  • ร้อยโทหญิง พรอนงค์ จันทะนุย

ผู้รับพระราชทานทั้ง 4 รายนี้ได้รับตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2568 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการพิจารณาอย่างรอบคอบในผลงานและความทุ่มเทของแต่ละบุคคล การพระราชทานโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน แก่ “หนูเพียร สรภูมิ” และผู้อื่นๆ นี้ เป็นสัญญาณของความเมตตาและพระราชหฤทัยอันอุดม

เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าฝ่ายใน มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โดยเป็นเครื่องหมายแห่งเกียรติยศสำหรับสตรีที่ทำงานในราชสำนัก เช่น การดูแลกิจการภายในวังหลวงหรือช่วยเหลือพระราชกรณียกิจต่างๆ ผู้ที่ได้รับมักเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติโดดเด่น เช่น ความซื่อสัตย์ ความสามารถ และการอุทิศตนอย่างไม่ย่อท้อ ในยุคปัจจุบัน การพระราชทานเช่นนี้ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้กับข้าราชการและประชาชนทั่วไปให้มุ่งมั่นในการทำงานเพื่อส่วนรวม

จากเอกสารต้นฉบับในราชกิจจานุเบกษา เราสามารถเห็นรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับวันที่ประกาศและเงื่อนไขการพระราชทาน ซึ่งช่วยยืนยันความถูกต้องของข่าวสารนี้ หากคุณสนใจสามารถดาวน์โหลดเอกสารได้จากลิงก์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม

การพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นเกียรติส่วนพระองค์เท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ที่ทำงานเบื้องหลัง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สังคมไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายต่างๆ เช่น การฟื้นฟูหลังสถานการณ์โรคระบาดหรือการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้า

ในมุมมองของผู้เขียน การโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน แก่ “หนูเพียร สรภูมิ” และผู้รับรายอื่นๆ ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการให้เกียรติผู้ทำงานหนัก ซึ่งควรเป็นแบบอย่างให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ในการอุทิศตนเพื่อชาติ ลองนึกภาพดูสิว่าถ้าทุกคนมีจิตใจแบบนี้ สังคมเราคงพัฒนาได้รวดเร็วแค่ไหน สนใจข่าวพระราชกรณียกิจเพิ่มเติมหรือไม่? ติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน แก่ “หนูเพียร สรภูมิ”

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ “พันโทวรุจจ์ เกิดเสวียด”

ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตร เป็น “พันโทวรุจจ์ เกิดเสวียด” สร้างความปลาบปลื้มยินดีแก่ข้าราชการผู้นี้และวงศ์ตระกูล

เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศ ณ วันที่ 19 กันยายน 2568 เรื่อง พระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตร โดยมีรายละเอียดดังนี้

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตร อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ประกอบมาตรา 4 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 มาตรา 10 มาตรา 13 และมาตรา 15 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 และมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติยศทหาร พุทธศักราช 2479

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตร ให้แก่ พันตรีวรุจจ์ เกิดเสวียด เป็น พันโทวรุจจ์ เกิดเสวียด

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน พุทธศักราช 2568
ประกาศ ณ วันที่ 12 กันยายน พุทธศักราช 2568 เป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศเป็น “พันโทวรุจจ์ เกิดเสวียด”

การได้รับพระราชทานยศเป็น “พันโทวรุจจ์ เกิดเสวียด” ในครั้งนี้นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ และเป็นเกียรติประวัติอันสูงยิ่งแก่ตัวข้าราชการและวงศ์ตระกูล การได้รับพระราชทานยศนั้นมิใช่เพียงแต่การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งทางราชการเท่านั้น แต่ยังหมายถึงความไว้วางพระราชหฤทัยที่พระองค์ทรงมีต่อข้าราชการผู้นั้น ซึ่งจะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และจงรักภักดีต่อไป

การประกาศพระบรมราชโองการในราชกิจจานุเบกษาเป็นไปตามขั้นตอนและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การพระราชทานยศมีผลบังคับใช้โดยสมบูรณ์และเป็นที่รับทราบโดยทั่วกัน การเผยแพร่ข่าวสารดังกล่าวผ่านทางเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเป็นการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง

การได้รับพระราชทานยศ “พันโทวรุจจ์ เกิดเสวียด” ถือเป็นรางวัลอันทรงเกียรติสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยะอุตสาหะ ความซื่อสัตย์ และความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ การเลื่อนยศนี้ย่อมเป็นแรงบันดาลใจให้ข้าราชการท่านอื่น ๆ มุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและประชาชน

ความหมายของการได้รับพระราชทานยศ “พันโทวรุจจ์ เกิดเสวียด”

การได้รับพระราชทานยศนั้นมีความหมายมากกว่าเพียงแค่การเลื่อนตำแหน่ง แต่ยังเป็นการแสดงถึงความไว้วางใจและความเชื่อมั่นที่ได้รับจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ข้าราชการที่ได้รับพระราชทานยศจึงมีหน้าที่และความรับผิดชอบที่เพิ่มมากขึ้นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ นอกจากนี้ การได้รับพระราชทานยศยังเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จและความก้าวหน้าในชีวิตราชการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ข้าราชการทุกคนใฝ่ฝัน

ขอแสดงความยินดีกับพันโทวรุจจ์ เกิดเสวียด และขอเป็นกำลังใจให้ท่านปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและประชาชนต่อไป

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศเป็น “พันโทวรุจจ์ เกิดเสวียด” ข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร

ทำเนียบฯ จัดสถานที่รับ “นายกฯ-ครม.ใหม่” ถ่ายรูปติดบัตร

ทำเนียบรัฐบาล เตรียมพร้อมสถานที่รับ “นายกฯ-ครม.อนุทิน 1” ถ่ายรูปติดบัตรก่อนเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ ด้านตึกบัญชาการ 1 ส่งทีมงานดูห้องช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์

วันที่ 17 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทำเนียบรัฐบาลมีการจัดเตรียมสถานที่สำหรับถ่ายรูปติดบัตรประจำตัวของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตนซึ่งเป็นไปตามขั้นตอน และยังมีการตัดแต่งต้นไม้ บริเวณโดยรอบทำเนียบรัฐบาล และตัดหญ้าด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการถ่ายรูปหมู่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ตั้งแต่เมื่อวานนี้ (17 กันยายน 2568)

พร้อมกันนี้ ยังมีความเคลื่อนไหวที่ตึกบัญชาการ 1 ซึ่งเป็นห้องทำงานของรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา โดยวันนี้มีการส่งทีมงานเข้ามาดูห้องทำงานภายในตึกบัญชาการ 1 อีกด้วย

สำหรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลอนุทิน มีชื่อทั้งหมด 7 คน ได้แก่

  • นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
  • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
  • ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
  • นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี
  • นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี

ขณะที่ตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มี 4 คน ได้แก่

  • นางสาวศุภมาส อิศรภักดี
  • นายภราดร ปริศนานันทกุล
  • นายนภินธร ศรีสรรพางค์
  • นายสันติ ปิยะทัต

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รวมแล้วมีถึง 11 ตำแหน่ง ซึ่งมากกว่ารัฐบาลที่ผ่านมา จึงต้องดูว่าจะมีการจัดสรรห้องทำงานกันอย่างไร.

ทำเนียบฯ จัดสถานที่รับ “นายกฯ-ครม.ใหม่” ถ่ายรูปติดบัตรก่อนเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์

การเตรียมความพร้อมของทำเนียบรัฐบาลสำหรับการถ่ายรูปติดบัตรของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็ววัน การจัดเตรียมสถานที่ รวมถึงการปรับปรุงห้องทำงานต่างๆ เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการเริ่มต้นวาระใหม่ของรัฐบาล

ความสำคัญของการถ่ายรูปติดบัตร

ขั้นตอนการถ่ายรูปติดบัตรนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ การมีรูปถ่ายที่ชัดเจนและเป็นทางการจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจจากประชาชน

การเตรียมการของทำเนียบรัฐบาลในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การจัดเตรียมสถานที่ แต่ยังเป็นการแสดงออกถึงความพร้อมในการต้อนรับคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ และเป็นการยืนยันถึงความต่อเนื่องในการบริหารประเทศ

ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่มีจำนวนมากถึง 11 ตำแหน่งนั้น น่าติดตามว่าจะมีการแบ่งงานและมอบหมายความรับผิดชอบกันอย่างไร เพื่อให้การบริหารราชการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทุกภาคส่วนของสังคมต้องร่วมมือกัน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

การมีรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และเป็นแรงผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น การเตรียมความพร้อมของทำเนียบรัฐบาลสำหรับการถ่ายรูปติดบัตรของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการเริ่มต้นวาระใหม่ของรัฐบาล และเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับอนาคตของประเทศไทย

ที่มา – ทำเนียบฯ จัดสถานที่รับ “นายกฯ-ครม.ใหม่” ถ่ายรูปติดบัตรก่อนเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์

โผ ครม.อนุทิน 1: “โสภณ” ผงาด, “มัลลิกา” มา!

สะพัด! โผ ครม.อนุทิน 1 รายชื่อครบ 100% เตรียมนำขึ้นทูลเกล้าฯ พบ รมต.สำนักนายกฯ ได้นั่ง 3 คน “มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิชย์” โผล่นั่ง รมช.คมนาคม ขณะที่ “โสภณ ซารัมย์” คัมแบ็ก นั่งรองนายกรัฐมนตรี การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้จะส่งผลอย่างไรต่อการบริหารประเทศ ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

วันที่ 16 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เซ็นส่งรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งคาดว่าสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะขึ้นทูลเกล้าฯ 36 รายชื่อ ดังนี้ นี่คือรายละเอียดทั้งหมดของ โผ ครม.อนุทิน 1 ที่ทุกคนรอคอย

  1. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
  2. นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
  3. นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
  4. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
  5. นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี
  6. นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
  7. นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
  8. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษาฯ
  9. นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
  10. นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
  11. นายภินธร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
  12. นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

อัปเดตล่าสุด: โผ ครม.อนุทิน 1

โควตาคนนอก

  1. นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย
  2. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
  3. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
  4. นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
  5. นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
  6. พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
  7. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
  8. พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
  9. พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม

โควตาพรรคกล้าธรรม

  1. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  2. นายอรรถกร ศิริลัทยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  3. นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
  4. นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมเพื่อความมั่นคงของมนุษย์
  5. นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  6. นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  7. นายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

โควตาพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)

  1. นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (แทนสันติ)
  2. นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
  3. นายวรโชติ สุคนธ์ขจร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
  4. นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

โควตากลุ่ม “สุชาติ ชมกลิ่น”

  1. นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  2. นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
  3. จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

วิเคราะห์ โผ ครม.อนุทิน 1: ใครได้ ใครไป?

การปรับ โผ ครม.อนุทิน 1 ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่น่าสนใจ การเข้ามาของบุคคลากรใหม่ และการกลับมาของนักการเมืองมากประสบการณ์อย่าง “โสภณ ซารัมย์” บ่งบอกถึงทิศทางการบริหารประเทศที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้

กลุ่มการเมืองอื่น

  1. นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

การจัดตั้งรัฐบาลและการปรับเปลี่ยนตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีถือเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกคน ดังนั้น การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจถึงนโยบายต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ

หลังจากนี้คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า โผ ครม.อนุทิน 1 ชุดนี้จะสามารถนำพาประเทศไทยไปในทิศทางใด และจะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ได้หรือไม่ เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์

ที่มา – อัปเดต โผ ครม.อนุทิน 1 เสร็จแล้ว “โสภณ” ผงาดนั่งรองนายกฯ “มัลลิกา” ได้เก้าอี้ รมช.คมนาคม

“อนุทิน” สักการะศาลหลักเมืองวัดพระแก้ว จ่อลงนาม ครม.

นายกฯ สักการะศาลหลักเมือง-วัดพระแก้ว ก่อนลงนามรายชื่อ “ครม.อนุทิน 1” ขึ้นทูลเกล้าฯ บอกเสร็จสิ้นภารกิจไปอีกเปราะ ขณะ “บิ๊กเล็ก” ว่าที่ รมว.กลาโหม รอรับ พลาดลื่นล้มแต่ไม่ได้รับบาดเจ็บ

เมื่อเวลา 14.20 น. วันที่ 16 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางมายังศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร หลังตรวจสอบรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสร็จสิ้นแล้ว โดยมีพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รอต้อนรับอยู่

โดยจุดแรกนายกรัฐมนตรีได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์บริเวณหอพระ ซึ่งระหว่างทางที่จะเดินขึ้นไปยังหอพระ พล.อ.ณัฐพล ที่เดินตามข้างหลังเกิดลื่นล้มบริเวณหน้าบันไดทางขึ้นหอพระ คาดว่าเป็นเพราะถุงเท้าทำให้ลื่น แต่ พล.อ.ณัฐพล ลุกขึ้นอย่างรวดเร็วและไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร ขณะที่ผู้เห็นเหตุการณ์ร้องอุทานด้วยความตกใจ

ต่อมา นายอนุทิน ได้ผูกผ้าแพร 3 สี จากนั้นถวายพวงมาลัยศาลหลักเมือง และสักการะศาลเทพารักษ์ทั้ง 5 พร้อมเติมน้ำมันตะเกียงพระประจำวันเกิด ขณะที่ประชาชนที่มาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ศาลหลักเมืองต่างตะโกนให้กำลังใจนายอนุทิน ว่า “นายกฯ สู้ๆ” โดยนายอนุทินจะหันไปยกมือไหว้ขอบคุณ ก่อนที่จะเดินข้ามถนนจากศาลหลักเมืองมายังพระบรมมหาราชวัง (วัดพระแก้ว) และเดินเข้าทางประตูสวัสดิโสภา เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งใช้เวลาประมาณ 10 นาที ก่อนเดินทางออกมาพร้อมบอกผู้สื่อข่าวว่า “นำบุญมาฝาก” ผู้สื่อข่าวจึงกล่าวสาธุพร้อมกัน

เมื่อถามว่าเสร็จภารกิจจากวัดพระแก้วจะเดินทางไปที่ไหนต่อนั้น นายอนุทิน ระบุว่า ต้องรอลงนามรายชื่อคณะรัฐมนตรีเพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ส่วนสถานที่จะใช่ทำเนียบรัฐบาลหรือไม่ ต้องรอให้เลขาธิการคณะรัฐมนตรีแจ้งอีกครั้ง พร้อมกับปล่อยมุกและพูดติดตลกว่า “ไปร้านลาบมั้ง”

ทางด้านคำถามว่า วันนี้รู้สึกสดชื่นหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ก็วันนี้เสร็จภารกิจที่เกี่ยวกับการทูลเกล้าฯ คณะรัฐมนตรีแล้ว ก็ถือว่าผ่านไปอีกเปราะ แต่ก็ยังมีอื่นๆ อีกมากมายที่ยังต้องทำ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าระหว่างที่นายอนุทิน จะขึ้นรถออกจากบริเวณหน้าวัดพระแก้ว มีนักท่องเที่ยวชาวตุรกีที่เมื่อทราบว่านายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรีจึงเข้ามาขอถ่ายรูป และเมื่อรถเคลื่อนออกไปจากบริเวณหน้าวัดพระแก้ว นักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าวยังได้โบกมือให้ด้วย.

สักการะศาลหลักเมือง-วัดพระแก้ว “อนุทิน” จ่อลงนามรายชื่อ ครม. ก่อนทูลเกล้าฯ

“อนุทิน” สักการะศาลหลักเมืองวัดพระแก้ว ก่อนลงนาม ครม.

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปสักการะศาลหลักเมืองและวัดพระแก้ว ก่อนที่จะลงนามในรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถือเป็นการเริ่มต้นการทำงานอย่างเป็นทางการของรัฐบาลใหม่ ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนและนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

การเดินทางไปสักการะศาลหลักเมืองและวัดพระแก้ว ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สำคัญของผู้นำประเทศ เพื่อความเป็นสิริมงคลและความสำเร็จในการบริหารประเทศ การที่นายอนุทินให้ความสำคัญกับพิธีกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรม แสดงให้เห็นถึงความเคารพต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทย

การลงนามในรายชื่อคณะรัฐมนตรี ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ หลังจากนี้จะต้องมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และเริ่มดำเนินงานตามนโยบายที่ได้วางไว้ ประชาชนต่างคาดหวังว่ารัฐบาลใหม่จะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ และนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

สำหรับใครที่ต้องการไปสักการะศาลหลักเมืองและวัดพระแก้ว สามารถเดินทางไปได้ทุกวัน แต่ควรแต่งกายสุภาพเรียบร้อย เพื่อเป็นการเคารพสถานที่ศักดิ์สิทธิ์

ที่มา – สักการะศาลหลักเมือง-วัดพระแก้ว “อนุทิน” จ่อลงนามรายชื่อ ครม. ก่อนทูลเกล้าฯ

Scroll to top