โรงงานอุตสาหกรรม

ณัฐพงษ์ จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหากากขยะอุตสาหกรรมปราจีนบุรี

ปัญหาการลักลอบทิ้งกากขยะอุตสาหกรรมในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี กำลังกลายเป็นวิกฤตที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนอย่างหนัก ล่าสุดนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง หลังจากพบว่า ณัฐพงษ์ จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหากากขยะอุตสาหกรรมปราจีนบุรี เพราะมีกลุ่มทุนเทาและผู้มีอิทธิพลเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ปัญหาทวีความรุนแรงขึ้นอย่างน่าตกใจ

สถานการณ์วิกฤต: ณัฐพงษ์ จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหากากขยะอุตสาหกรรมปราจีนบุรี

จากการลงพื้นที่ของพรรคประชาชน พบว่าปัญหาไม่ได้มีเพียงแค่การลักลอบทิ้งขยะ แต่ยังเชื่อมโยงกับระบบอุปถัมภ์และกลุ่มทุนต่างชาติ นายกรุณพล เทียนสุวรรณ ได้สะท้อนประสบการณ์ตรงว่าเพียงแค่เปิดประตูรถก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นเหม็นเน่ารุนแรง ซึ่งแม้จะสวมหน้ากาก N95 ก็ไม่สามารถป้องกันได้ ชี้ให้เห็นว่าสารเคมีได้กระจายตัวอยู่ในอากาศและซึมลึกสู่แหล่งน้ำใต้ดินไปแล้ว

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปัญหากากขยะอุตสาหกรรม

การปล่อยปละละเลยให้เกิดการทิ้งขยะพิษส่งผลกระทบในวงกว้าง ดังนี้:

  • ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม: สารพิษปนเปื้อนในดินและแหล่งน้ำ ทำลายระบบนิเวศในพื้นที่เกษตรกรรม
  • ภัยต่อสุขภาพ: ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงต่อการได้รับสารเคมีตกค้างและโรคทางเดินหายใจ
  • การคุกคามประชาชน: ผู้ที่ออกมาร้องเรียนมักถูกข่มขู่ ทำให้ชาวบ้านต้องอยู่อย่างหวาดระแวง

ณัฐพงษ์ จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหากากขยะอุตสาหกรรมปราจีนบุรี พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความล้มเหลวของหน่วยงานรัฐที่ปล่อยให้โรงงานเถื่อนตั้งอยู่นอกนิคมอุตสาหกรรมโดยไม่มีการกำกับดูแล โดยนายณัฐพงษ์ยังเสนอให้ใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมจาก GISTDA เข้ามาช่วยตรวจสอบโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐานและผิดกฎหมาย เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ในเชิงโครงสร้างทางการเมือง นายณัฐพงษ์เชื่อว่าปัญหานี้เป็นผลสะท้อนของ “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่กลุ่มทุนเทาประสานผลประโยชน์กับเครือข่ายอำนาจท้องถิ่น ยิ่งมีการผลักดันโครงการ EEC โดยขาดการตรวจสอบที่เข้มงวด ปัญหาก็ยิ่งขยายตัว การแก้ไขปัญหาจึงไม่ใช่เพียงแค่การสั่งปิดโรงงาน แต่ต้องเป็นการรื้อระบบการเรียกรับส่วยและหยุดยั้งผู้มีอิทธิพลอย่างถึงรากถึงโคน

ถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐต้องเลิกเพิกเฉยและหันมาให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของประชาชนมากกว่าผลประโยชน์ของกลุ่มทุน หากรัฐบาลยังคงนิ่งนอนใจ ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ปราจีนบุรีอาจลุกลามจนกลายเป็นหายนะระดับประเทศที่ยากจะแก้ไขได้ในอนาคต

ที่มา – “ณัฐพงษ์ จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหากากขยะอุตสาหกรรมปราจีนบุรี ชี้ “ทุนเทา” ยิ่งเข้มปัญหายิ่งรุนแรง

ชาวนาชาวสวน จ.ปทุมธานี โอด โรงงานปล่อยน้ำสนิมคราบน้ำมัน ทำข้าวไม่โต ต้นไม้ตาย

เชื่อว่าคงไม่มีใครอยากให้พื้นที่ทำกินของตัวเองต้องพังพินาศจากมลพิษใช่ไหมครับ? ล่าสุดมีประเด็นร้อนแรงในจังหวัดปทุมธานี เมื่อเหล่า ชาวนาชาวสวน จ.ปทุมธานี โอด โรงงานปล่อยน้ำสนิมคราบน้ำมัน ทำข้าวไม่โต ต้นไม้ตาย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่กระทบปากท้องของชาวบ้านอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในพื้นที่ตำบลบ่อเงิน อำเภอลาดหลุมแก้ว ที่เกษตรกรกำลังเผชิญวิกฤตน้ำเสียเข้าทำลายผลผลิตจนแทบไม่เหลือชิ้นดี

ปัญหา ชาวนาชาวสวน จ.ปทุมธานี โอด โรงงานปล่อยน้ำสนิมคราบน้ำมัน ทำข้าวไม่โต ต้นไม้ตาย

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่ชาวบ้านสังเกตเห็นว่าพืชเศรษฐกิจ เช่น ต้นกระท่อม มะพร้าว และมะม่วง เริ่มยืนต้นตาย ส่วนนาข้าวก็แคระแกรนไม่ยอมออกรวง แถมปลาก็ทยอยตายเป็นจำนวนมาก หลังจากการตรวจสอบพบว่ามีน้ำเสียที่มีลักษณะเป็นคราบสนิมและคราบน้ำมันไหลพุ่งออกมาจากช่องระบายน้ำบริเวณกำแพงโรงงานอุตสาหกรรมข้างเคียง ยิ่งไปกว่านั้นพื้นที่ตำบลบ่อเงินยังเป็นพื้นที่สีเขียว ซึ่งชาวบ้านต่างตั้งคำถามและเกิดความสงสัยว่าโรงงานเหล่านี้เข้ามาตั้งอยู่ได้อย่างไร

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจาก ชาวนาชาวสวน จ.ปทุมธานี โอด โรงงานปล่อยน้ำสนิมคราบน้ำมัน ทำข้าวไม่โต ต้นไม้ตาย

ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้กระทบแค่เพียงอาชีพเกษตรกรเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงร้านอาหารในละแวกใกล้เคียงที่ต้องเจอกับกลิ่นเหม็นเน่า จนลูกค้าไม่อยากมาใช้บริการ นายอธิชล เชื้อดี หนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบยืนยันว่า ตนต้องทนกับปัญหานี้มานานหลายปี แต่เพิ่งจะมาเห็นหลักฐานชัดเจนว่าเป็นเพราะการเจาะรูระบายน้ำจากโรงงานเมื่อไม่นานมานี้เอง ซึ่งเหตุการณ์ ชาวนาชาวสวน จ.ปทุมธานี โอด โรงงานปล่อยน้ำสนิมคราบน้ำมัน ทำข้าวไม่โต ต้นไม้ตาย จึงกลายเป็นกระแสเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐเข้ามาตรวจสอบสารพิษและดำเนินการจัดการอย่างเด็ดขาด

  • ต้นพืชเศรษฐกิจยืนต้นตายและแคระแกรน
  • ปลาน็อกน้ำตายจากสารเคมีและขาดออกซิเจน
  • กลิ่นเหม็นรบกวนการใช้ชีวิตและการค้าขาย
  • เกิดคำถามเรื่องการขออนุญาตก่อสร้างโรงงานในพื้นที่สีเขียว

ทางด้าน นายสายชล พุกเงิน นายก อบต.บ่อเงิน ได้เร่งทำหนังสือประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นอำเภอหรือสาธารณสุข เพื่อเข้าตรวจสอบในวันที่ 6 กรกฎาคมนี้ โดยได้รับคำมั่นจากฝ่ายผู้บริหารโรงงานว่าจะเร่งแก้ไขให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านยังคงต้องการเห็นมาตรการเยียวยาที่เป็นธรรมมากกว่าแค่คำสัญญา เพราะพื้นที่เกษตรกรรมที่เสียหายไปแล้วนั้นประเมินมูลค่าความเดือดร้อนได้ยากยิ่ง

บทเรียนในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่เกษตรกรรมจำเป็นต้องตั้งอยู่บนหลักธรรมภิบาลและคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ หากโรงงานยังคงดำเนินการโดยไม่ใส่ใจผลกระทบที่จะเกิดกับชุมชน รอบข้าง ก็เป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐที่ต้องเข้ามาบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยเดิมที่ทำลายอาชีพและวิถีชีวิตของชาวบ้านในอนาคตครับ

ที่มา – ชาวนาชาวสวน จ.ปทุมธานี โอด โรงงานปล่อยน้ำสนิมคราบน้ำมัน ทำข้าวไม่โต ต้นไม้ตาย

น้ำท่วมสงขลา กระทบ 715 โรงงาน เสียหาย1,282ล้าน

สถานการณ์น้ำท่วมสงขลาส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมอย่างหนัก “ธนกร” เผย โรงงานในสงขลาเสียหายถึง 715 โรงงาน มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 1,282 ล้านบาท นอกจากนี้ โรงไฟฟ้าอีก 17 แห่งก็ไม่สามารถดำเนินการผลิตกระแสไฟฟ้าได้ ส่งผลกระทบต่อการจ่ายไฟในพื้นที่ ขณะนี้เร่งประสานโรงไฟฟ้ากระบี่และโรงไฟฟ้าขนอม เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตทดแทน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมกล่าวว่า โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมแม้จะยังไม่ถูกน้ำท่วมโดยตรง แต่ก็ประสบปัญหาในการนำเข้าวัตถุดิบ ทำให้ไม่สามารถดำเนินการผลิตได้เต็มที่ สถานการณ์น้ำท่วมสงขลาครั้งนี้สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำท่วมสงขลาว่า สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสงขลารายงานผลกระทบที่เกิดขึ้นในหลายอำเภอ ได้แก่ หาดใหญ่ จะนะ นาทวี เทพา สะบ้าย้อย บางกล่ำ รัตภูมิ สะเดา ระโนด ควนเนียง นาหม่อม และคลองหอยโข่ง โดยอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร (29 โรงงาน), อุตสาหกรรมแปรรูปไม้ยางพารา (97 โรงงาน), อุตสาหกรรมทำผลิตภัณฑ์ยางพารา (103 โรงงาน), อุตสาหกรรมทำผลิตภัณฑ์จากพลาสติก (44 โรงงาน), อุตสาหกรรมทำผลิตภัณฑ์จากโลหะ (53 โรงงาน), อุตสาหกรรมขุดตักดินและดูดทราย (310 โรงงาน) และอุตสาหกรรมบริการ (79 โรงงาน) รวมทั้งสิ้น 715 โรงงาน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 1,282 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีโรงไฟฟ้า 17 โรง ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ไม่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ เบื้องต้นได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งประสานกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อขอให้โรงไฟฟ้ากระบี่ และโรงไฟฟ้าขนอม เพิ่มกำลังการผลิตทดแทนเป็นการเร่งด่วน เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น

สำหรับโรงงานในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม แม้ว่าน้ำจะยังไม่ท่วมโดยตรง แต่ก็ไม่สามารถดำเนินการผลิตได้ตามปกติ เนื่องจากไม่สามารถนำวัตถุดิบเข้าไปภายในโรงงานได้ ทำให้การผลิตหยุดชะงัก

น้ำท่วมสงขลา กระทบ 715 โรงงาน เสียหาย1,282ล้าน

รัฐบาลได้เร่งออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมสงขลา โดยมอบหมายให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank ดำเนินการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ดังนี้

  • สำหรับลูกค้าปัจจุบัน:
  • พักชำระหนี้: สินเชื่อประเภทเงินกู้ (FL) พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยสูงสุด 12 เดือน และสินเชื่อประเภทเงินทุนหมุนเวียน ขยายระยะเวลาตั๋วสูงสุด 180 วัน
  • เติมทุนฉุกเฉิน: วงเงินกู้ 10% ของวงเงินเดิม (สูงสุด 200,000 บาท) ดอกเบี้ย MLR ระยะกู้ 3 ปี ปลอดชำระเงินต้น 12 เดือน
  • สำหรับลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่: สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ลงทุน เสริมสภาพคล่อง อัตราดอกเบี้ยพิเศษ คงที่ 3% ต่อปี ผ่อนนานสูงสุด 10 ปี วงเงินสูงสุด 15 ล้านบาท (เช่น สินเชื่อปลุกพลัง SME, Beyond ติดปีก SME และ SME Green Productivity)

มาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากน้ำท่วมสงขลา

นายธนกรยังกล่าวเพิ่มเติมว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมสงขลาอย่างเต็มที่ โดยได้ประสานกับ ส.ส. ในพื้นที่ เพื่อเข้าไปช่วยเหลือประชาชนที่ไม่สามารถอพยพออกจากพื้นที่ได้

สถานการณ์น้ำท่วมในสงขลาครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เห็นถึงความเปราะบางของภาคอุตสาหกรรมต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติ ผู้ประกอบการควรพิจารณาการทำประกันภัยความเสี่ยงภัยพิบัติ และภาครัฐควรมีการวางแผนการจัดการความเสี่ยงและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

ที่มา – น้ำท่วมสงขลาทำ 715 โรงงานอุตสาหกรรมเสียหาย 1,282 ล้านบาท 17 โรงไฟฟ้าผลิตไฟไม่ได้

“พีระพันธุ์” ฝากรัฐบาลใหม่เดินหน้าสูตร Pool Gas ใหม่

“พีระพันธุ์” ฝากรัฐบาลใหม่เดินหน้าสูตร Pool Gas ใหม่ เพื่อประโยชน์ประชาชน เผยต้นทุนราคาก๊าซจาก 3 แหล่ง โรงงานอุตสาหกรรมถูกใช้อ้างเพื่อกินหัวคิวใช่หรือไม่

วันที่ 12 ก.ย. 2566 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก อธิบายระบบ Pool Gas เพื่อประชาชนว่าเกี่ยวอะไรกับค่าไฟฟ้า โดยระบุว่าเป็นระบบที่เอาก๊าซที่ได้จากหลายแหล่งหลายราคามารวมกันแล้วหาราคาเฉลี่ยเพื่อใช้เป็นราคากลาง Pool Price สำหรับประเทศไทย มีแหล่งก๊าซอยู่ 3 แหล่ง คือ

1. ก๊าซจากอ่าวไทย ตรงนี้ราคาถูก ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 210 บาทต่อ MMbtu ประเทศไทยผลิตจากอ่าวได้ 50% จากความต้องการของทั้งประเทศ

2. ก๊าซที่นำเข้าจากเมียนมา จะมีราคาแพงขึ้นมานิดหนึ่ง ประมาณ 324 บาทต่อ MMbtu แต่ยังพอไหว ซึ่งนำเข้ามาใช้อยู่ที่ 10% ของความต้องการ และ

3. ก๊าซจากการนำเข้าจากต่างประเทศที่ต้องทำให้เป็นของเหลวเพื่อการขนส่ง จึงมีราคาแพงและราคาขึ้นลงตามตลาดโลกและสถานการณ์โลก เรียกว่า LNG หรือก๊าซธรรมชาติเหลว มีราคาแพงมากแถมยังมีหลากหลายราคา ซึ่งราคาที่ประเทศไทยต้องจ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 400-500 บาทต่อ MMbtu ซึ่งต้องนำเข้ามาถึง 40% จากปริมาณความต้องการใช้ก๊าซของทั้งประเทศ

ก๊าซ LNG เป็นตัวปัญหา

นายพีระพันธุ์ กล่าวด้วยว่า ก๊าซ LNG เป็นตัวปัญหา แต่ไม่นำเข้าก็ไม่ได้ เพราะไทยใช้ก๊าซประมาณวันละ 5,000 MMbtu แต่ขุดก๊าซจากอ่าวไทยที่เรียกว่าก๊าซอ่าวได้เพียงวันละประมาณ 2,500 MMbtu จึงต้องนำเข้าก๊าซจากเมียนมาอีกประมาณวันละ 600-700 MMbtu และต้องนำเข้า LNG อีกวันละประมาณ 1,800 – 1,900 MMbtu ซึ่ง LNG มีหลากหลายราคา ที่ผ่านมาจึงเกิดระบบ Pool Gas ขึ้นมา คือนำราคาก๊าซทั้งสามประเภทนี้มาเฉลี่ยราคาเข้าด้วยกัน เพื่อให้ราคาก๊าซในประเทศราคาเท่ากันทั้งหมด แต่กันเฉพาะส่วนที่จะใช้เป็นก๊าซหุงต้มสำหรับประชาชนออกมา ที่เรียกว่า LPG

Pool Gas ทำให้ราคาลดลง

นายพีระพันธุ์ กล่าวด้วยว่า ราคาก๊าซ LPG จะยึดตามราคาก๊าซอ่าวที่แยกไว้เฉพาะ ปัจจุบันอยู่ที่ราคาประมาณ 210 บาทต่อ MMbtu ทำให้ราคาก๊าซหุงต้มในปัจจุบันอยู่ที่ราคา 423 บาท ต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ที่เหลือเอาไปลง Pool Gas หมด รวมทั้งก๊าซจากเมียนมา ทำให้ราคา Pool Gas ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 356 บาทต่อ MMbtu และราคานี้นำมาใช้ผลิตไฟฟ้าและใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม

ถามส่วนต่างใครรับไปบ้าง

เหตุผลที่จัดระบบ Pool Gas แบบนี้เพราะต้องการให้ต้นทุนราคาก๊าซที่โรงงานอุตสาหกรรมใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องจักรถูกลง, แต่โรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้ก๊าซสำหรับเครื่องจักรมีประมาณไม่เกิน 2,000 โรงงาน ในขณะที่โรงงานทุกประเภทมีประมาณ เกือบๆ 70,000 โรงงาน และประชาชนคนไทยมีเกือบ 70 ล้านคน ซึ่งประชาชนและโรงงานทุกแห่งต้องใช้ไฟฟ้า ไม่ได้ใช้ก๊าซมาเดินเครื่องจักร

“กลายเป็นว่าก๊าซจาก Pool Gas สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมนั้น เอาเข้าจริงไม่ได้ขายให้โรงงานอุตสาหกรรมโดยตรง แต่ขายให้บริษัท PTT NGD แล้ว PTT NGD จะนำไปขายต่อให้โรงงานอุตสาหกรรม ไม่ใช่ในราคา Pool Gas แต่กลับนำไปขายในราคาสิงคโปร์ครับ ส่วนต่างใครรับไปบ้าง ไปลองหากันดูว่าใครเป็นใครในบริษัทนี้ แต่พอจะสรุปได้ไหมว่าโรงงานอุตสาหกรรมเหล่านี้ถูกใช้เป็นข้ออ้างเพื่อกินหัวคิวเท่านั้นใช่หรือไม่” นายพีระพันธุ์ กล่าวด้วยว่า

แฉระบบเก่าทำค่าไฟสูง

นายพีระพันธุ์ กล่าวด้วยว่า ระบบนี้ยังทำให้ต้นทุนราคาก๊าซสำหรับผลิตไฟฟ้าสูงขึ้นเพราะต้องใช้ราคา Pool Gas เป็นราคาเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าแทนที่จะใช้ราคาก๊าซอ่าว ดังนั้น ในช่วงเวลาที่ผ่านมาตนจึงเสนอ กพช. (คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ) ให้ปรับสูตรการคิด Pool Gas ใหม่ เพื่อจะนำก๊าซจากอ่าวไทยทั้งหมดที่ราคาถูกมาใช้สำหรับการผลิตไฟฟ้าเพื่อประชาชน แทนที่จะนำก๊าซส่วนนี้ไปลง Pool Gas ให้คนกินหัวคิว และเพื่อช่วยลดราคาก๊าซให้โรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงสำหรับโรงงานที่มีเพียงไม่ถึง 2,000 แห่ง ในขณะที่โรงงานทั้งหมดในประเทศและประชาชนต้องใช้ไฟฟ้า ซึ่ง กพช. เห็นชอบและตนได้มอบให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน หรือ สนพ. ทำการศึกษาเพื่อปรับสูตร Pool Gas ใหม่มาตั้งแต่ประมาณเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ถูกถล่มเพราะปรับสูตรคิดต้นทุน

ระบบใหม่นี้จะนำก๊าซอ่าวทั้งหมดที่เหลือจากการแยกเป็นก๊าซหุงต้ม LPG มาใช้ผลิตไฟฟ้าในราคาก๊าซอ่าวซึ่งจะทำให้ต้นทุนราคาไฟฟ้าถูกลงทันที แต่ก็ยังไม่พอ ต้องเอาก๊าซจากเมียนมาทั้งหมดมารวมด้วย และยังขาดอยู่ประมาณ 20% ส่วนนี้ต้องนำ LNG มารวมด้วย แต่ก็เพียงเล็กน้อย และถ้าให้ กฟผ. หาก๊าซ LNG ที่ราคาถูกมารวมเองโดยไม่ต้องนำไปเข้าระบบ Pool Gas ก็จะไม่กระทบมากนัก เคยคำนวณดูคร่าวๆ พบว่าราคาต้นทุนก๊าซที่จะนำมาผลิตไฟฟ้าจะลงจาก 356 บาทต่อ MMbtu มาอยู่ที่ประมาณ 244 บาทต่อ MMbtu ราคาค่าไฟฟ้าลงแน่นอน

“ความจริงจะต้องแก้ปัญหาในส่วนอื่นเพื่อลดค่าไฟฟ้าลงด้วย ไม่ใช่แค่เรื่อง Pool Gas เรื่องเดียว เช่น ค่าพร้อมจ่ายที่สูงเกินสมควร และต้นทุนส่วนอื่นๆ ที่สูงเกินสมควรด้วยเช่นกัน ที่ผมถูกถล่มหนักมากในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งก็เพราะเรื่องนี้ด้วย”

อุตสาหกรรมค้านสุดตัว

อย่างไรก็ตาม ระบบ Pool Gas แบบนี้จะทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลงทั้งประเทศ แต่ค่าก๊าซของโรงงานอุตสาหกรรมจะสูงขึ้น เลยค้านสุดตัว ล่าสุดทาง ผอ.สนพ. ไปหารือกับสภาอุตสาหกรรม เมื่อประมาณวันที่ 19 สิงหาคม ที่ผ่านมา ก็ไม่เห็นด้วย แต่ผมบอกให้ ผอ.สนพ. เดินหน้าต่อเพราะประชาชนสำคัญกว่า โดยให้หาวิธีและรูปแบบที่ทางอุตสาหกรรมพอจะรับได้ ขณะนี้ ผอ.สนพ. กำลังเดินเครื่องเรื่องนี้อยู่ครับ และนี่คือระบบ Pool Gas เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

เสียดายยังไม่ทันเสร็จ

“เสียดายที่ยังไม่ทันเสร็จก็หมดเวลาเสียก่อน แต่ผมมั่นใจว่านโยบายนี้และสูตร Pool Gas ที่ผมวางรูปแบบใหม่ไว้นี้จะเดินหน้าต่อ เพราะผมเชื่อมั่นใน สนพ. ที่มีความตั้งใจจะลดภาระค่าไฟฟ้าให้ประชาชนดังที่ช่วยผมตลอด 2 ปีที่ผ่านมา จนทำให้ค่าไฟฟ้าลดลงตลอดมา และผมเชื่อว่ารัฐบาลใหม่นี้ก็คงเห็นตรงกัน เราคงได้เห็น ระบบ Pool Gas เพื่อประชาชน จะเกิดขึ้นจริงตามที่ผทและ สนพ. ได้ดำเนินการใกล้แล้วเสร็จ ใครทำก็ได้ ขอให้ทำจริงเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่เท่านั้น” นายพีระพันธุ์ กล่าว

“พีระพันธุ์” ฝากรัฐบาลใหม่เดินหน้าสูตร Pool Gas ใหม่

ทำไมต้องเดินหน้าสูตร Pool Gas ใหม่?

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ฝากความหวังให้รัฐบาลใหม่สานต่อนโยบาย“พีระพันธุ์” ฝากรัฐบาลใหม่เดินหน้าสูตร Pool Gas ใหม่ ที่ตนได้วางรากฐานไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับปรุงสูตร Pool Gas เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชน แม้ว่าจะมีแรงต้านจากภาคอุตสาหกรรม แต่เขายืนยันว่าผลประโยชน์ของประชาชนต้องมาเป็นอันดับแรก

การผลักดันสูตร Pool Gas ใหม่นี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน แม้ว่าจะต้องเผชิญกับความท้าทายและความขัดแย้ง แต่ด้วยความตั้งใจจริงและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะสามารถก้าวข้ามอุปสรรค และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานเพื่ออนาคตที่ดีกว่าได้

นโยบาย“พีระพันธุ์” ฝากรัฐบาลใหม่เดินหน้าสูตร Pool Gas ใหม่ เป็นประเด็นที่น่าสนใจและต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป เพราะมีผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนโดยรวม

ที่มา – “พีระพันธุ์” ฝากรัฐบาลใหม่เดินหน้าสูตร Pool Gas ใหม่ ซัดโรงงานอุตสาหกรรมถูกใช้อ้าง

Scroll to top