โหวตนายกคนนอก

นิพิฏฐ์ชี้! “ยุบสภา” ดาบสุดท้ายเพื่อไทย

“นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” อดีต สส.พัทลุง ออกมาแสดงความเห็นว่าอำนาจในการ“ยุบสภา”นั้นเปรียบเสมือนดาบสุดท้ายของ “พรรคเพื่อไทย” ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังมีความเปลี่ยนแปลง

ภายหลังจากที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้นำทีมพรรคร่วมรัฐบาลแถลงข่าว ณ โรงแรมรอยัลปริ๊นเซส หลานหลวง โดยมีใจความสำคัญว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรักษาความต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหาของประชาชน เพื่อป้องกันการเกิดสุญญากาศอันอาจนำมาซึ่งปัญหาต่างๆ โดยได้มีการพูดคุยและยืนยันที่จะร่วมกันเป็นรัฐบาลในช่วงรักษาการนี้ต่อไปอย่างเต็มที่ เพื่อให้การดำเนินงานต่างๆ สามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องและไม่ส่งผลกระทบต่อการแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชน

ล่าสุดเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พัทลุง ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า “อำนาจในการยุบสภาคือดาบสุดท้ายของพรรคเพื่อไทย” ข้อความดังกล่าวได้รับความสนใจและถูกนำไปวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในแวดวงการเมืองและสังคมออนไลน์

อำนาจในการ “ยุบสภา” คือดาบสุดท้ายของพรรคเพื่อไทย

การออกมาแสดงความคิดเห็นของนายนิพิฏฐ์ในครั้งนี้ ทำให้เกิดประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน และอำนาจในการ“ยุบสภา” ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญทางการเมืองที่สามารถนำมาใช้ได้ในสถานการณ์ที่จำเป็น เพื่อแก้ไขปัญหาหรือเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

ความสำคัญของการ “ยุบสภา” ในระบอบประชาธิปไตย

การ“ยุบสภา” ถือเป็นกลไกสำคัญในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยเป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร (นายกรัฐมนตรี) ที่จะสามารถยุติวาระของสภาผู้แทนราษฎร ก่อนที่จะครบวาระตามปกติ เพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ การใช้อำนาจนี้มักเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่รัฐบาลไม่สามารถบริหารประเทศได้อย่างมีเสถียรภาพ หรือเกิดความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง การยุบสภาจึงเป็นการคืนอำนาจให้กับประชาชนในการตัดสินใจอนาคตของประเทศผ่านการเลือกตั้ง

การที่นายนิพิฏฐ์กล่าวว่าอำนาจในการ“ยุบสภา” คือดาบสุดท้ายของพรรคเพื่อไทยนั้น อาจตีความได้ว่า พรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำรัฐบาล อาจพิจารณาใช้อำนาจนี้ในกรณีที่สถานการณ์ทางการเมืองมีความผันผวนและไม่สามารถควบคุมได้ เพื่อรักษาเสถียรภาพของรัฐบาล หรือเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการเมืองในการเลือกตั้งครั้งใหม่ อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจยุบสภาถือเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน และต้องพิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างรอบคอบ

การวิเคราะห์ของนายนิพิฏฐ์ยังสะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองในปัจจุบัน และความเป็นไปได้ที่พรรคการเมืองต่างๆ จะใช้กลยุทธ์และเครื่องมือต่างๆ เพื่อรักษาอำนาจและผลประโยชน์ของตนเอง การติดตามข่าวสารและการวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนในการตัดสินใจและมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจทางการเมืองครั้งสำคัญอาจเกิดขึ้นได้เสมอ อย่าลืมติดตามข่าวสารและร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของประเทศเรา

ที่มา – “นิพิฏฐ์” เผยอำนาจในการ “ยุบสภา” คือดาบสุดท้ายของ “พรรคเพื่อไทย”

“ชูศักดิ์” ชี้ ยุบสภา รัฐบาลรักษาการทำได้ จริงหรือ?

“ชูศักดิ์ ศิรินิล” เผย รัฐบาลรักษาการมีอำนาจยุบสภาได้ ชี้ขณะนี้อยู่ระหว่างรวมเสียงตั้งรัฐบาล มั่นใจเพื่อไทยไม่เดียวดาย มองข้อเสนอ 4 เดือน พรรคประชาชนต้องการให้ทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญก่อนยุบสภา เรื่องยุบสภา รัฐบาลรักษาการทำได้ จริงหรือไม่?

วันที่ 29 ส.ค. 2568 นายชูศักดิ์ ศิรินิล รักษาการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงอำนาจของรัฐบาลรักษาการจะสามารถยุบสภา รัฐบาลรักษาการทำได้หรือไม่ว่า ก่อนหน้านี้เคยให้ความเห็นไว้แล้ว

เมื่อถามว่าการหารือของแกนนำพรรคเพื่อไทยมีแนวคิดเรื่องการยุบสภาหรือไม่ นายชูศักดิ์กล่าวว่า ยังไม่ได้มีการหารือกันในเรื่องนี้ แต่เรื่องนี้เคยถกเถียงกันใน ครม. จำได้หรือไม่ โดยมีสองความเห็นแต่ความเห็นหนึ่งคิดว่าสามารถทำได้ และเชื่อว่าทำไม่ได้ แต่ไม่ใช่ความเห็นแบบ 100% แต่ขณะนี้ความเห็นส่วนใหญ่คือสามารถทำได้

นายชูศักดิ์ยังอธิบายอีกว่า อำนาจการยุบสภาหากถามว่ารักษาการสามารถทำได้หรือไม่ ก็ทราบดีเพราะมีความเห็นอยู่ ซึ่งตนคิดว่าสามารถทำได้ นายกฯ มีอำนาจอย่างไรผู้รักษาการก็มีอำนาจเหมือนกัน

ส่วนข้อเสนอ 4 เดือนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนนั้นคิดว่าสามารถทำได้หรือไม่ นายชูศักดิ์กล่าวว่าตนคิดว่าความเห็นของพรรคประชาชนไม่ได้หมายความว่าแก้เลย จากที่ตนฟัง เราอยากให้คงการทำประชามติไว้ เพราะทำประชามติเสร็จก็ยุบสภา ไม่ใช่หมายความว่าสี่เดือนแล้วจะสามารถทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ เพราะโดยหลักแล้ว 4 เดือนไม่สามารถทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้เลย

เมื่อถามต่อว่าดีลนี้เป็นดีลในอนาคตใช่หรือไม่ นายชูศักดิ์กล่าวว่า เขาอยากให้ยุบสภาแต่ก่อนจะยุบสภาอยากให้ทำประชามติให้แล้วเสร็จก่อน เพื่อเดินหน้าทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จากที่ตนฟังดูเป็นลักษณะนั้น

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า หากทุกอย่างผ่านไปได้การฟอร์มรัฐบาลใหม่ในการเลือกตั้งครั้งหน้าดีลนี้ก็สามารถเป็นไปได้ใช่หรือไม่ นายชูศักดิ์กล่าวว่าก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะทุกคนก็อยากมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อยู่แล้ว

ส่วนขณะนี้ทุกพรรคพร้อมที่จะเลือกตั้งแล้วหรือไม่ นายชูศักดิ์กล่าวว่าขอให้ไปถามแต่ละพรรค หากประเมินพรรคการเมืองส่วนใหญ่ ไม่มีใครชอบเรื่องยุบสภา อยากให้อยู่ครบวาระทั้งนั้น แต่การยุบสภามีเหตุ

เมื่อถามว่าขณะนี้พรรคเพื่อไทยเริ่มเดียวดายแล้วหรือไม่ เนื่องจากพรรคร่วมรัฐบาลเริ่มตีตัวไปอยู่ฝ่ายตรงข้าม นายชูศักดิ์กล่าวว่า ก็สุดแล้วแต่จะมอง รัฐบาลก็เป็นแบบนี้ ขึ้นอยู่กับว่าใครจะรวมเสียงข้างมากได้ ขณะนี้เข้าใจว่ายุทธการคือพยายามแย่งเสียงกัน แต่ท้ายที่สุดใครจะได้หรือไม่ได้ต้องรอเวลา

เมื่อถามต่อว่าสุดท้ายเพื่อไทยจะไม่เดียวดายใช่หรือไม่ นายชูศักดิ์ยืนยันว่าไม่หรอกครับ

“ชูศักดิ์” ชี้ ยุบสภา รัฐบาลรักษาการทำได้ ดีล ปชน. ต้องทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ

เงื่อนไขการ ยุบสภา รัฐบาลรักษาการทำได้ จริงหรือไม่?

การที่นายชูศักดิ์ออกมาให้ความเห็นเช่นนี้ ทำให้เกิดคำถามตามมามากมายถึงอำนาจของรัฐบาลรักษาการในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองเช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องการยุบสภา รัฐบาลรักษาการทำได้ ท่ามกลางกระแสข่าวการจัดตั้งรัฐบาลที่ยังไม่นิ่ง

ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจจากคำสัมภาษณ์ของนายชูศักดิ์:

  • อำนาจของรัฐบาลรักษาการในการยุบสภา: นายชูศักดิ์ยืนยันว่ารัฐบาลรักษาการมีอำนาจในการยุบสภาได้เช่นเดียวกับรัฐบาลปกติ
  • ข้อเสนอของพรรคประชาชน: พรรคประชาชนต้องการให้ทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จก่อนที่จะมีการยุบสภา
  • ท่าทีของพรรคเพื่อไทย: พรรคเพื่อไทยยังไม่ได้มีการหารือกันในเรื่องการยุบสภา แต่พร้อมที่จะหารือกับทุกฝ่าย
  • สถานการณ์ทางการเมือง: การรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลยังคงเป็นไปอย่างเข้มข้น และพรรคเพื่อไทยไม่ได้เดียวดายอย่างที่หลายฝ่ายกังวล

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การตัดสินใจต่างๆ ที่เกิดขึ้นต่อจากนี้ จะส่งผลกระทบต่ออนาคตของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องจับตาดูว่าการเจรจาต่อรองทางการเมืองจะนำไปสู่ข้อสรุปอย่างไร และประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไปในทิศทางใด

โดยสรุปแล้ว การที่นายชูศักดิ์ออกมาแสดงความเห็นว่า ยุบสภา รัฐบาลรักษาการทำได้ นั้น เป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองที่สำคัญ ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา – “ชูศักดิ์” ชี้ ยุบสภา รัฐบาลรักษาการทำได้ ดีล ปชน. ต้องทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ

“ภูมิธรรม” จ่อคุย ปชน.! คิดดีๆ เรื่อง ภท.

“ภูมิธรรม” ท้าเปิดชื่อ 17 งูเห่า ย้ายซบพรรคภูมิใจไทย พร้อมเดินหน้าประสานพรรคประชาชน เหตุมีแนวทางเดียวกัน สอนมวยให้คิดดีๆ เชื่อได้ไหม ภท. รับเงื่อนไขแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ พรุ่งนี้ประชุมเลือกรักษาการนายกฯ คนใหม่ ย้ำเพื่อไทยยังเป็นรัฐบาล

เมื่อเวลา 18:40 น. วันที่ 29 ส.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรดารักษาการรัฐมนตรี นำโดย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาการนายกรัฐมนตรี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นางสาวมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

โดยแกนนำส่วนใหญ่ยังคงมั่นว่าพรรคเพื่อไทยยังคงเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ และไม่กังวลที่พรรคภูมิใจไทยเร่งเดินหน้าทาบทามพรรคประชาชน ให้มาร่วมรัฐบาล และโหวตนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ซึ่งหลังจากนี้ต้องขอขึ้นไปพูดคุยพร้อมกันกับทั้งแกนนำคนอื่น ๆ

จากนั้น เมื่อเวลา 19.50 น. นายภูมิธรรม แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ยืนยันว่ารัฐบาลยังจับมือกันเหนียวแน่น พร้อมที่จะเดินหน้าทำงานให้ประชาชนอย่างเต็มที่ ขณะนี้เสียงรัฐบาลยังมีอยู่เหมือนเดิม ให้ข้อเสนอฝ่ายใดถ้าเป็นแนวทางประชาธิปไตยเป็นแนวทางเดียวกับพรรค สามารถเปิดรับกับทุกพรรคที่จะสามารถแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ เรายินดีร่วมมือด้วย โดยประสานงานกับส่วนอื่นๆ ต่อไป พร้อมยืนยันว่าพรรคร่วมรัฐบาลยังเหมือนเดิม

เมื่อถามว่าล่าสุดพรรคภูมิใจไทยมีการเดินทางไปพรรคกล้าธรรม นายภูมิธรรม กล่าวว่าขอดูคำตอบก่อน ส่วนจะเป็นอย่างไรขอรอความจริงปรากฏ เพราะนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก็ไปทุกพรรค แต่ยืนยันว่าพรรคร่วมรัฐบาลจับมือหนักแน่น และเชื่อว่าตอนนี้เรายังไปด้วยกันได้หมด แม้แต่พรรคประชาชน สิ่งที่เสนอขึ้นมาแม้ภูมิใจไทยจะตอบรับแล้ว แต่สำหรับพรรคเพื่อไทยที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลก็มองว่าสิ่งที่พรรคประชาชนเสนอก็ไม่ได้แตกจากพรรคเพื่อไทย ที่พรรคต้องการจะแก้รัฐธรรมนูญ ส่วนพรรคภูมิใจไทยจะรับเงื่อนไขแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้หรือไม่ ต้องไปถามพรรคภูมิใจไทย และต้องไปถามพรรคประชาชนว่าเชื่อใจ การยอมรับเงื่อนไขนั้นพรรคภูมิใจไทยจะปฏิบัติได้จริงหรือไม่ ต้องไปถามพรรคประชาชน ส่วนพรรคเพื่อไทยสามารถประสานและพูดกัน คาดว่าอยู่ในช่วง 2-3 วันนี้

เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ว่าจะมีงูเห่าเพราะมีกระแสว่ามีงูเห่า 17 คน ย้ายไปอยู่พรรคภูมิใจไทย นายภูมิธรรม กล่าวว่า งูเห่าก็เหมือนที่พูด ต่างฝ่ายต่างอ้างอิงแต่ยังไม่เคยมีใครลากงูเห่าออกมาเลย ก็ขึ้นอยู่กับคนพูดว่ามีความน่าเชื่อถือแค่ไหน แต่ว่าจะแสดงออกจริงคือวันที่เลือกนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ไม่ขอพูดเรื่องแต้มต่อหรือไม้เด็ด แต่พรรคเพื่อไทยยังยืนยันเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่อาจจะมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เป็นจริง

นายภูมิธรรม ยังกล่าวย้ำว่าพรรคร่วมรัฐบาลเดิมยังจับมือร่วมกันและจะเดินหน้าต่อ ส่วนการตั้งรัฐบาลก็เป็นหน้าที่ของพรรคที่จะดำเนินการไป ส่วนวันพรุ่งนี้รัฐบาลจะมีประชุมเพื่อเลือกรักษาการนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และเลือกเลขาธิการนายกฯ ใหม่ ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตยและกลไกประชาธิปไตยทั้งหมด พร้อมย้ำว่า นายชัยเกษม นิติศิริ ไม่ได้มีปัญหายังเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เมื่อถามย้ำว่าจะตอบได้หรือไม่ว่ายังเสนอชื่อนายชัยเกษม นายภูมิธรรม กล่าวว่า จริงๆ ตนเองสามารถตอบได้ แต่ขณะนี้อยู่กระบวนการรับฟังและพูดคุยกัน

เมื่อถามว่ามีอีกฝั่งรวมเสียง 280 เสียงแล้ว นายภูมิธรรม กล่าวว่า 280 ก็เป็นรัฐบาลได้แล้ว แต่เราบอกว่าเรายังเป็นรัฐบาลอยู่ ก็อยู่ที่ว่าประชาชนจะเชื่อใคร ใครมีเครดิต ใครมีความสามารถในการทำถ้าทำแล้วมีการเปลี่ยนแปลงก็แสดงว่าโครงการต่างๆ ที่พรรคเพื่อไทยทำ ไม่ว่าจะเป็นเขากระโดง หรือเรื่อง สว. เมื่อถามว่าหากพรรคเพื่อไทยรวมเสียงไม่ได้ นายภูมิธรรม กล่าวย้ำทิ้งท้ายว่า “ผมยืนยันไปแล้วว่ามั่นใจ”

“ภูมิธรรม” จ่อคุย ปชน. เตือนคิดให้ดีเรื่องเชื่อใจ ภท. รับเงื่อนไขแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ

ด้านนางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รักษาการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยภายหลังเดินทางเข้าพรรคเพื่อไทยว่า กำลังใจยังดีอยู่ กำลังทำงานกันอย่างต่อเนื่อง ส่วนมองอย่างไรที่พรรคกล้าธรรมเปิดรับฟังข้อเสนอของพรรคภูมิใจไทย นางสาวธีรรัตน์กล่าวว่า ต้องรอดูการพูดคุยอย่างเป็นทางการก่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถพูดคุยกันได้ ทุกคนก็น่าจะมีเหตุผล

ขณะที่มีการพูดคุยกับพรรคกล้าธรรมแล้วหรือไม่นั้น นางสาวธีรรัตน์ระบุว่า ช่วงที่อยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลก็ได้มีการพูดคุยกันว่าจะทำงานร่วมกันต่อไป ซึ่งก็ต้องรอทางฝั่งของพรรคกล้าธรรมแถลง

สำหรับกระแสข่าว สส.พรรคเพื่อไทยเป็นงูเห่า นางสาวธีรรัตน์ยอมรับว่า มีภาพออกมาหรือมีข้อมูล ซึ่งจะต้องมีการพูดคุยกัน ส่วนจะมีความชัดเจนอย่างไรคงต้องใช้ระยะเวลาอีกสักพักหนึ่ง

“ภูมิธรรม” จ่อคุย ปชน. ประเด็นสำคัญคืออะไร?

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงร้อนระอุ ล่าสุด “ภูมิธรรม” จ่อคุย ปชน. เตือนคิดให้ดีเรื่องเชื่อใจ ภท. รับเงื่อนไขแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ประเด็นนี้กลายเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต การที่นายภูมิธรรมออกมาเตือนพรรคประชาชน (ปชน.) ให้คิดให้ดีก่อนที่จะเชื่อใจพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นั้น แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนและความซับซ้อนในการเจรจาต่อรองทางการเมือง

พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล กำลังเผชิญกับความท้าทายในการรวบรวมเสียงสนับสนุน การที่พรรคภูมิใจไทยแสดงท่าทีพร้อมรับเงื่อนไขการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ อาจเป็นกลยุทธ์เพื่อดึงดูดพรรคประชาชนให้เข้าร่วมรัฐบาล แต่คำถามสำคัญคือ พรรคภูมิใจไทยจะสามารถทำตามสัญญาได้จริงหรือไม่?

การเจรจาระหว่าง “ภูมิธรรม” กับพรรคประชาชนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้พรรคประชาชนได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนและรอบด้าน ก่อนตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ การตัดสินใจนี้อาจมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่ออนาคตทางการเมืองของประเทศไทย

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถวิเคราะห์และเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมืองอย่างมีเหตุผล “ภูมิธรรม” จ่อคุย ปชน. เตือนคิดให้ดีเรื่องเชื่อใจ ภท. รับเงื่อนไขแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ คือประเด็นที่เราต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “ภูมิธรรม” จ่อคุย ปชน. เตือนคิดให้ดีเรื่องเชื่อใจ ภท. รับเงื่อนไขแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ

ภูมิใจไทยรับข้อเสนอ พรรคประชาชน ตั้งรัฐบาลใหม่

“พรรคภูมิใจไทย” แถลงการณ์ตอบรับข้อเสนอและเงื่อนไข 3 ประการของ “พรรคประชาชน” ในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

ภายหลังจาก นายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายไชยชนก ชิดชอบ และ ภราดร ปริศนานันทกุล เดินทางมาที่ทำการของพรรคประชาชน เพื่อพูดคุยอย่างเป็นทางการ กับหัวหน้าพรรคและคณะผู้บริหารของพรรคนั้น

ล่าสุด วันที่ 29 ส.ค. 2568 พรรคภูมิใจไทย ได้ออกแถลงการณ์เรื่อง “พรรคภูมิใจไทย ตอบรับข้อเสนอและเงื่อนไขพรรคประชาชน จัดตั้งรัฐบาลใหม่” โดยระบุว่า

“พรรคภูมิใจไทย โดยมติคณะกรรมการบริหารพรรค ร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มอบหมายให้นายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรค และ นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค รับข้อเสนอของพรรคประชาชน และดำเนินการรวบรวมเสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุดของสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้สนับสนุนหลัก

โดยความชอบธรรมและประเพณีปฏิบัติทางการเมือง พรรคประชาชน ในฐานะพรรคการเมือง ที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นอันดับ 1 มีสิทธิที่จะรวบรวมเสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อจัดตั้งรัฐบาลเป็นลำดับแรก แต่เนื่องจากข้อจำกัดของกฎหมาย ทำให้พรรคประชาชนไม่สามารถเสนอบุคคลซึ่งเป็นสมาชิกพรรคประชาชนให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาลงมติเป็นนายกรัฐมนตรีได้

พรรคประชาชน จึงเสนอแนวทางการสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาล ตามที่ได้ประกาศให้ทราบทั่วกันแล้ว ซึ่งพรรคภูมิใจไทยได้หารือกับพรรคการเมืองบางพรรคและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนหนึ่ง เห็นตรงกันว่าสามารถรับข้อเสนอของพรรคประชาชน เพื่อนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของประเทศและประชาชน จากนั้นจะยุบสภาผู้แทนราษฎร จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป คืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจทางการเมืองตามกำหนดเวลาที่พรรคประชาชนเสนอ

หลังจากพรรคภูมิใจไทย รับข้อเสนอของพรรคประชาชนในวันนี้แล้ว จะเชิญพรรคการเมืองต่างๆ มาหารือขอรับการสนับสนุนจัดตั้งรัฐบาล เพื่อบริหารประเทศในสถานการณ์ที่มีปัญหาภัยความมั่นคง ภัยเศรษฐกิจ ภัยธรรมชาติ และภัยสังคม ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ให้พ้นจากระยะวิกฤต แล้วจะคืนอำนาจให้ประชาชนได้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งเป็นกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขต่อไป

พรรคภูมิใจไทย ขอเรียนว่านโยบายและภารกิจหลักของรัฐบาลใหม่ ที่จะจัดตั้งขึ้นโดยการสนับสนุนของพรรคประชาชน มี 3 ประการ ซึ่งเป็นสาระสำคัญที่จะได้นำไปหารือกับพรรคการเมืองอื่นๆ เพื่อพิจารณาร่วมจัดตั้งรัฐบาลได้แก่

1. การแก้ปัญหาความมั่นคง กรณีพิพาทไทย-กัมพูชา

2. การจัดทำประชามติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญโดยเร็ว

3. การยุบสภาผู้แทนราษฎร คืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจทางการเมืองภายในเวลา 4 เดือน นับจากรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้น

พรรคภูมิใจไทย ขอขอบคุณพรรคประชาชนที่ได้นำเสนอแนวทางจัดตั้งรัฐบาล เพื่อให้การเมืองไทยดำเนินไปตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้อย่างราบรื่น และขอใช้โอกาสนี้เชิญชวนพรรคการเมืองทุกพรรคและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เพื่อแก้วิกฤติของประเทศ แก้ปัญหาของประชาชน และคืนอำนาจให้ประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้ตัดสินใจทางการเมืองอีกครั้งหนึ่ง”.

พรรคภูมิใจไทยรับข้อเสนอ พรรคประชาชน ตั้งรัฐบาลใหม่

จากแถลงการณ์ล่าสุด พรรคภูมิใจไทยได้ตอบรับเงื่อนไขของพรรคประชาชนในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งมีประเด็นสำคัญคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการคืนอำนาจให้ประชาชนภายใน 4 เดือน การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขวิกฤตของประเทศ แต่คำถามคือพรรคการเมืองอื่นๆ จะเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้หรือไม่

เงื่อนไขและข้อเสนอ พรรคภูมิใจไทยรับข้อเสนอ พรรคประชาชน

พรรคภูมิใจไทยได้ตอบรับข้อเสนอและเงื่อนไขของพรรคประชาชนในการจัดตั้งรัฐบาล โดยมีเงื่อนไขหลัก 3 ประการ ได้แก่ การแก้ไขปัญหาความมั่นคงกรณีพิพาทไทย-กัมพูชา การจัดทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือน การตอบรับข้อเสนอนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหาของประเทศอย่างเร่งด่วน

การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ภายใต้การสนับสนุนของพรรคประชาชนนั้น มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของประเทศและประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาภัยความมั่นคง ภัยเศรษฐกิจ ภัยธรรมชาติ และภัยสังคม ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ถือเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาลใหม่

หลังจากที่พรรคภูมิใจไทยได้ พรรคภูมิใจไทยรับข้อเสนอ พรรคประชาชน แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเชิญพรรคการเมืองต่างๆ มาร่วมหารือและขอรับการสนับสนุนในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งจะต้องมีการพิจารณาถึงนโยบายและภารกิจหลักของรัฐบาลใหม่ เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ การที่พรรคภูมิใจไทย พรรคภูมิใจไทยรับข้อเสนอ พรรคประชาชน ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยการคืนอำนาจให้ประชาชนได้ตัดสินใจทางการเมืองผ่านการเลือกตั้ง

การตัดสินใจของพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้ จะมีผลต่อการเมืองไทยในอนาคตอย่างแน่นอน การที่ พรรคภูมิใจไทยรับข้อเสนอ พรรคประชาชน เพื่อการจัดตั้งรัฐบาลนั้น แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหาของประเทศ และความมุ่งมั่นในการรักษาระบอบประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการจัดตั้งรัฐบาลและความสามารถในการแก้ไขปัญหาต่างๆ นั้น ยังคงต้องขึ้นอยู่กับการร่วมมือของทุกฝ่าย

การเมืองไทยยังคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะการ พรรคภูมิใจไทยรับข้อเสนอ พรรคประชาชน เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น และยังมีอีกหลายขั้นตอนที่ต้องดำเนินการต่อไป เพื่อให้การเมืองไทยกลับคืนสู่ความมั่นคงและสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

ที่มา – “พรรคภูมิใจไทย” ตอบรับข้อเสนอ-เงื่อนไข “พรรคประชาชน” จัดตั้งรัฐบาลใหม่

อนุทินหารือพรรคประชาชน อย่างเป็นทางการแล้ว

“อนุทิน” พร้อม “ไชยชนก-ภราดร” ตัวแทนจาก “พรรคภูมิใจไทย” เดินทางไปหารือ “พรรคประชาชน” อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา

บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย เผยว่า ภายหลังจากการที่ได้ฟังคำแถลงจากหัวหน้าพรรคประชาชนในการพูดถึงเงื่อนไขในการจัดตั้งรัฐบาลนั้น นายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายไชยชนก ชิดชอบ และ ภราดร ปริศนานันทกุล จะเดินทางไปที่ทำการของพรรคประชาชน เพื่อพูดคุยอย่างเป็นทางการ กับหัวหน้าพรรคประชาชนและคณะผู้บริหารของพรรค

ทั้งนี้ ในการที่ทั้ง 3 ท่านเดินทางไปพูดคุยกับพรรคประชาชนนั้น ทางสมาชิกพรรคภูมิใจไทยได้มีการพูดคุยกันและมีมติพรรค ที่ให้ทั้ง 3 ท่านไปพูดคุยกับพรรคประชาชนในวันนี้ โดยสมาชิกจะยังคงปักหลักอยู่ที่พรรคภูมิใจไทยจนกว่าจะมีคำแถลงการยืนยันอีกครั้งจากหัวหน้าพรรค

อนุทินหารือพรรคประชาชน อย่างเป็นทางการ

การเดินทางไปหารือ “พรรคประชาชน” อย่างเป็นทางการของนายอนุทินและคณะในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเจรจาจัดตั้งรัฐบาล หลังจากที่พรรคภูมิใจไทยได้รับฟังเงื่อนไขและข้อเสนอต่างๆ จากพรรคประชาชน การพูดคุยในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการทำความเข้าใจและหาจุดร่วมที่ทั้งสองฝ่ายสามารถยอมรับได้ เพื่อนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลที่มั่นคงและมีเสถียรภาพ

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การที่พรรคการเมืองต่างๆ หันมาพูดคุยเจรจากันอย่างเปิดเผยและจริงใจ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการหาทางออกร่วมกัน เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน การหารือระหว่าง “อนุทิน” ตัวแทนพรรคภูมิใจไทย กับ “พรรคประชาชน” จึงเป็นที่จับตามองของทุกฝ่าย และคาดหวังว่าจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในเร็ววัน

อนาคตการเมืองไทยหลังอนุทินหารือพรรคประชาชน

การหารือระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชน จะส่งผลต่อทิศทางทางการเมืองไทยอย่างไร? เป็นคำถามที่หลายคนอยากรู้ การเจรจาต่อรอง การหาจุดร่วม และการประนีประนอม ถือเป็นสิ่งสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลผสมที่สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น การที่พรรคภูมิใจไทยแสดงความตั้งใจที่จะพูดคุยกับทุกฝ่ายอย่างเปิดกว้าง เป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาและความท้าทายต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่

อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งรัฐบาลไม่ใช่เรื่องง่าย ยังมีปัจจัยและเงื่อนไขต่างๆ ที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ การตัดสินใจของพรรคการเมืองต่างๆ จะมีผลต่ออนาคตของประเทศในระยะยาว ดังนั้นการหารือระหว่าง “อนุทิน” และ “พรรคประชาชน” จึงต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกภาคส่วนในสังคม

การเมืองไทยยังคงต้องจับตาดูกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ คือการเจรจาและพูดคุยกันด้วยความจริงใจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการหาทางออกให้กับประเทศ

ที่มา – “อนุทิน” ตัวแทนพรรคภูมิใจไทย ไปหารือ “พรรคประชาชน” อย่างเป็นทางการ

Scroll to top