โหวตนายกรัฐมนตรี

“เท้ง ณัฐพงษ์” ลั่นลงโทษ “งูเห่า”หนักสุด

“เท้ง ณัฐพงษ์” ลั่นจะลงโทษให้หนักที่สุดเท่าที่ “งูเห่า”ควรได้รับ เป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ เมื่อพรรคประชาชนเตรียมเคลียร์ใจกันหลังเกิดเหตุการณ์ ส.ส.สุริยา วงศ์อารีย์ ส.ส.อุดรธานี โหวตสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นการทรยศพรรคชัดๆ แฟนข่าวการเมืองอย่างเราคงอดสงสัยไม่ได้ว่าพรรคจะรับมือยังไง

“เท้ง ณัฐพงษ์” ลั่นจะลงโทษให้หนักที่สุดเท่าที่ “งูเห่า”ควรได้รับ

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เท้ง ณัฐพงษ์” หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาแถลงเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2569 ที่ทำการพรรค เวลา 13.00 น. โดยยืนยันว่าพรรคจะลงโทษ ส.ส.งูเห่านี้อย่างเด็ดขาดและหนักที่สุดเท่าที่กฎหมายและระเบียบพรรคอนุญาต “การซื้อเสียงเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และเราจะไม่ปล่อยให้เกิดขึ้น” เท้ง ณัฐพงษ์ กล่าวอย่างมั่นใจ

ทีมบริหารพรรคกำลังสื่อสารกับ ส.ส. และสมาชิกทุกคน เพื่อให้ทุกฝ่ายมีข้อมูลชุดเดียวกันเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ พรรคยืนยันว่าจะมีการประชุม ส.ส. เพื่อตัดสินรูปแบบบทลงโทษที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการไล่ออกจากพรรคหรือมาตรการอื่นๆ ที่รุนแรงที่สุด

ตรวจสอบย้อนหลัง ส.ส.งูเห่าไม่ผ่านกระบวนการ?

เท้ง ณัฐพงษ์ ชี้แจงว่าพรรคมีระบบรับฟังความเห็นผ่านคณะกรรมการสรรหา และกำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงตั้งแต่ต้นจนจบ กรณี ส.ส.สุริยา ไม่มีร้องเรียนเข้ามาในช่วงเปิดรับฟังความเห็นจากประชาชน แม้จะมีข่าวลือว่าพรรครับรู้เรื่องการซื้อเสียง แต่เท้งยืนยันว่าเป็นความเข้าใจผิด และจะเคลียร์ให้ชัดเจนเพื่อลงโทษให้หนักที่สุด

ก่อนวันโหวต เท้งเคยยืนยันว่าจะไม่มีงูเห่า เพราะรัฐบาลมีเสถียรภาพ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำลายความเชื่อมั่น เขาตั้งคำถามว่าทำไมต้องทำแบบนี้ ในฐานะหัวหน้าพรรค เขาต้องเชื่อมั่น ส.ส. เพื่อไม่ให้เสียความสัมพันธ์ภายในพรรค

แก้ปัญหางูเห่าต้องแก้ที่รัฐธรรมนูญ

นอกจากลงโทษบุคคล เท้ง ณัฐพงษ์ ยังชี้ว่าปัญหางูเห่ามาจากระบบการเมืองที่บิดเบี้ยว รัฐธรรมนูญปัจจุบันเปิดช่องให้ ส.ส. ขายตัวได้ง่าย พรรคต้องเข้มงวดการตรวจสอบภายในมากขึ้น แต่ที่สำคัญคือต้องแก้ รธน. และกติกาการเมืองให้โปร่งใส หวังว่ารัฐบาลใหม่จะผลักดันตามเจตจำนงประชาชน ไม่ครอบงำองค์กรอิสระ

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่ปัญหาพรรคประชาชน แต่เป็นบาดแผลของการเมืองไทยทั้งระบบ งูเห่าคือ ส.ส.ที่ทรยศประชาชนและพรรคหลังได้รับเลือกตั้ง มักเกิดจากการซื้อตัวด้วยเงินหรือผลประโยชน์อื่นๆ ในอดีตเคยมีกรณีดังๆ มากมายที่ทำให้นักการเมืองเสียชื่อเสียง

พรรคประชาชนกำลังแสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดในการรับมือ ซึ่งอาจเป็นตัวอย่างที่ดีให้พรรคอื่นๆ นอกจากนี้ ยังมีกระแสเรียกร้องจากประชาชนให้มีกฎหมายปราบงูเห่าให้ชัดเจน เช่น ห้ามเปลี่ยนพรรคหลังเลือกตั้ง หรือลงโทษทางอาญา

  • บทลงโทษที่เป็นไปได้: ไล่ออกจากพรรค, สูญเสียสิทธิสมัครเลือกตั้ง, ฟ้องร้องคดีซื้อเสียง
  • มาตรการป้องกัน: ระบบสรรหาเข้มงวด, อบรมจริยธรรม ส.ส.
  • การแก้ระบบ: แก้ รธน.มาตราเลือกตั้ง, เสริมอำนาจพรรคควบคุม ส.ส.

ในมุมมองของผม เหตุการณ์ “เท้ง ณัฐพงษ์” ลั่นจะลงโทษให้หนักที่สุดเท่าที่ “งูเห่า”ควรได้รับ นี้เป็นสัญญาณบวกว่าการเมืองไทยกำลังเปลี่ยนแปลง ประชาชนควรติดตามใกล้ชิด เพราะอาจนำไปสู่การปฏิรูประบบใหญ่ หากคุณเป็นคนรักการเมือง ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ว่าคิดว่าควรลงโทษยังไง หรือติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาด!

สุดท้ายแล้ว การเมืองที่ดีต้องไร้การทรยศ หวังว่าพรรคประชาชนจะเป็นผู้นำในการกำจัดงูเห่าออกจากระบบไทย

ที่มา – “เท้ง ณัฐพงษ์” ลั่นจะลงโทษให้หนักที่สุดเท่าที่ “งูเห่า”ควรได้รับ

ไม่รู้จักงูเห่าส้ม อนุทิน ยันไม่มีค่าตอบแทน

กระแสข่าวการเมืองที่กำลังร้อนแรงในช่วงนี้ ไม่รู้จักงูเห่าส้ม อนุทิน กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะเรื่องข่าวลือค่าตอบแทนแลกโหวตนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ชี้แจงอย่างชัดเจนแล้วว่า ไม่มีเรื่องแบบนั้นแน่นอน มาดูรายละเอียดกันว่าประเด็นนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง

ไม่รู้จักงูเห่าส้ม อนุทิน

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2567 (น่าจะพิมพ์ผิดจาก 2569) นายอนุทิน ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนที่บริษัทหนังสือพิมพ์แนวหน้า ถึงกระแสข่าวที่ว่ามี “งูเห่าส้ม” ซึ่งหมายถึง ส.ส.จากพรรคประชาชน (ปชน.) ที่โหวตให้เขาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีข่าวลือว่ามาจากการจูงใจด้วยเงินจำนวน 20 ล้านบาท บวกเงินเดือนเดือนละ 4 แสนบาท นายอนุทิน ยืนยันชัดเจนว่า ไม่รู้จักงูเห่าส้ม อนุทิน ไม่เคยเห็นหน้าตัวจริงเลย รู้แค่ว่าเป็นส.ส.สมัยแรกของพรรคประชาชน และเงินเดือนนายกรัฐมนตรีอย่างตัวเองยังได้แค่แสนบาทต่อเดือนเท่านั้น จะไปมีที่มาจากไหน

นายอนุทิน ยังเน้นย้ำว่า ไม่มีค่าตอบแทนหรือแรงจูงใจใดๆ แน่นอน แม้เสียงจากพรรคภูมิใจไทยจะมั่นคงอยู่แล้ว การเพิ่มอีก 1 เสียงก็ไม่ช่วยอะไรมาก แต่ถ้าได้เจอตัว เขาก็พร้อมเข้าไปขอบคุณ เพราะอาจเป็นเพราะนโยบายของพรรคภูมิใจไทยไปโดนใจพื้นที่ของส.ส.คนนี้ หรือโดนใจเขาเอง พรรคประชาชนทั้งพรรคก็เคยโหวตให้มาแล้ว แต่ก็ยังทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลต่อไปตามปกติ

ไม่รู้จักงูเห่าส้ม อนุทิน ชี้แจงสถานการณ์ลุยไฟ

ในส่วนของสถานการณ์ที่รัฐบาลต้องเผชิญ นายอนุทิน เปรียบเทียบว่าตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่ง ก็เจอวิกฤตใหญ่บ้างเล็กบ้าง เช่น ปมชายแดนกัมพูชา หรือเรื่องอิหร่านล่าสุด กลไกของรัฐมีความพร้อมระดับหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมาก การเลือกตั้งครั้งนี้ ทุกคะแนนมาจากความคาดหวังและความเชื่อมั่นของประชาชน การทำงานสไตล์ของนายอนุทินผ่านร้อนผ่านหนาวมามากแล้ว ยิ่งประชาชนเชื่อมั่น ก็ต้องฝ่าฟันปัญหาให้ได้ ไม่ให้ใครผิดหวัง

บทบาทนายกรัฐมนตรีช่วยให้ทำงานในภาพใหญ่ได้ โดยเฉพาะตัวนายอนุทินที่เป็นคนเข้าถึงง่าย จับต้องได้ รับฟังความเห็น กล้าตัดสินใจ และยูเทิร์นได้ถ้าผิดพลาด ซึ่งสร้างความมั่นใจให้ประชาชน สะท้อนจากผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา

อนุทินหนุนข้อเสนอลดสวัสดิการ ส.ส.

นอกจากประเด็นไม่รู้จักงูเห่าส้ม อนุทิน แล้ว ยังมีคำถามถึงข้อเสนอ 3 ข้อของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ที่ต้องการประหยัดงบประมาณสภาฯ ดังนี้

  • ยกเลิกอาหารกลางวันของ ส.ส. ในสภา
  • ลดจำนวนผู้ติดตามผู้ช่วย ส.ส. จาก 8 คน เหลือ 3 คน
  • ยกเลิกบำนาญ ส.ส.

นายอนุทิน เห็นด้วยทั้งหมด เพราะในยุคที่มีเทคโนโลยีและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมาย สิ่งเหล่านี้รุงรังเกินไป โดยเฉพาะผู้ช่วยเหลือ 3 คนก็เพียงพอแล้ว เรื่องบำนาญแล้วแต่ส่วนตัว เพราะบางคนเป็นผู้แทนราษฎรจริงๆ ไม่มีฐานะ ต้องดูเป็นรายกรณี ส่วนอาหารกลางวัน ลดได้ในมื้อที่จำเป็น เพื่อช่วยลดงบประมาณ แต่ไม่ใช่ตัดทิ้งหมด ต้องอะลุ่มอลือกันได้

ประเด็นเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ที่พร้อมรับมือข่าวลือและเสนอแนะเพื่อประโยชน์ประชาชน การเมืองไทยในยุคนี้เต็มไปด้วยข่าวลือ แต่การชี้แจงอย่างตรงไปตรงมาแบบนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้มาก คุณคิดอย่างไรกับเรื่องไม่รู้จักงูเห่าส้ม อนุทิน ลองคอมเมนต์แสดงความเห็นด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันนะครับ เพื่อติดตามข่าวการเมืองอัปเดตแบบ SEO optimized ทุกวัน

สุดท้ายแล้ว การเมืองต้องอาศัยนโยบายที่โดนใจประชาชนจริงๆ มากกว่าเงินทอง ถ้าพรรคไหนทำได้ก็น่าจะอยู่ยาว

ที่มา – ไม่รู้จักงูเห่าส้ม “อนุทิน” ยันไม่มี ปมค่าตอบแทนแลกโหวตนายกฯ มองนโยบายอาจโดนใจ

“ณพวิทย์” ว่าที่ สก.พรรคประชาชน ยันไม่ใช่ญาติ “สุริยา”

“ณพวิทย์” ว่าที่ผู้สมัคร สก.พรรคประชาชน ยันไม่ใช่ญาติ “สุริยา” หลังพบนามสกุลเดียวกัน กลายเป็นประเด็นร้อนในโซเชียลมีเดีย เมื่อชื่อของ นายณพวิทย์ วงศ์อารีย์ ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) จากพรรคประชาชน ถูกตั้งคำถามจากชาวเน็ตจำนวนมาก หลังจากนามสกุล “วงศ์อารีย์” ตรงกับนายสุริยา วงศ์อารีย์ ส.ส.อุดรธานี ที่กลายเป็น “งูเห่า” โหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ แทนที่จะตามมติพรรค

“ณพวิทย์” ว่าที่ผู้สมัคร สก.พรรคประชาชน ยันไม่ใช่ญาติ “สุริยา”

วันที่ 19 มีนาคม 2567 นายณพวิทย์ วงศ์อารีย์ ได้โพสต์ข้อความชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวของเขา โดยระบุอย่างชัดเจนว่า “งูเห่าคนนี้ ไม่ใช่ญาติผมครับ ผม ที-ณพวิทย์ วงศ์อารีย์ อยู่กับพรรคประชาชนครับ” การโพสต์ดังกล่าวมียอดเข้าชมและคอมเมนต์จำนวนมาก ชาวเน็ตส่วนใหญ่เข้ามาถามยืนยันว่าเป็นญาติกันจริงหรือไม่ บางคนยังแซวด้วยคำถามว่า “ทำไมไม่ลงพรรคน้ำเงินตั้งแต่แรก” ซึ่งหมายถึงพรรคภูมิใจไทยที่นำโดยนายอนุทิน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการเมืองที่ร้อนระอุ โดยเฉพาะหลังการโหวตนายกรัฐมนตรีที่นายสุริยา วงศ์อารีย์ ส.ส.อุดรธานี เขต 7 พรรคประชาชน ตัดสินใจโหวตให้นายอนุทิน แทนที่จะสนับสนุนผู้สมัครจากพรรคตัวเอง ทำให้ถูกตั้งฉายาว่า “งูเห่าสีส้ม” จากสีประจำพรรคภูมิใจไทย ชาวเน็ตจึงสงสัยว่านายณพวิทย์ซึ่งมีนามสกุลเดียวกัน จะมีความสัมพันธ์อะไรหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อเขามาเป็นว่าที่ผู้สมัคร สก.ของพรรคประชาชน

ประวัติ “ณพวิทย์” ว่าที่ผู้สมัคร สก.พรรคประชาชน

นายณพวิทย์ หรือ “ที” วงศ์อารีย์ เป็นนักกิจกรรมและนักธุรกิจที่สนใจด้านการเมืองท้องถิ่น โดยเฉพาะปัญหาในกรุงเทพมหานคร เขาเข้าร่วมกับพรรคประชาชนเพื่อลงสมัคร สก. ในเขตที่ตัวเองอาศัยอยู่ ด้วยนโยบายที่เน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การจัดการจราจร และสิ่งแวดล้อมในเมืองหลวง การชี้แจงครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสของเขา ที่ไม่อยากให้ข่าวลือมาสร้างความสับสนให้กับฐานเสียง

ใครคือ “สุริยา วงศ์อารีย์” งูเห่าสีส้ม?

นายสุริยา วงศ์อารีย์ เป็น ส.ส.อุดรธานี เขต 7 จากพรรคประชาชน ซึ่งมีประวัติการเมืองในท้องถิ่นอีสานมานาน แต่การโหวตข้ามมติพรรคในครั้งนี้ ทำให้เขาถูกวิจารณ์หนักจากเพื่อนพรรคและประชาชน มีข่าวลือเรื่องการถูก “ซื้อตัว” สูงถึง 20 ล้านบาท พร้อมเงินรายเดือน 4 แสนบาท ซึ่งยังเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันในวงกว้าง

นอกจากนี้ ชาวเน็ตยังขุดประวัติของทั้งคู่ พบว่านามสกุล “วงศ์อารีย์” เป็นนามสกุลที่พบได้ในภาคอีสานและกรุงเทพ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นญาติสนิทเสมอไป การชี้แจงของนายณพวิทย์ จึงช่วยคลายข้อสงสัยได้ส่วนหนึ่ง แต่ก็ยังมีคอมเมนต์ล้อเลียนต่อเนื่อง

ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนในวงการการเมืองไทย โดยเฉพาะในยุคโซเชียลมีเดียที่ข่าวลือแพร่กระจายเร็วเพียงปลายนิ้ว นายณพวิทย์เลือกใช้วิธีโพสต์ตรงไปตรงมา ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ดีในการสื่อสารกับประชาชน ส่วนนายสุริยาก็ยังคงเงียบในประเด็นนี้

สำหรับผู้สนใจการเมือง การติดตามว่าที่ผู้สมัครอย่างนายณพวิทย์ จะมีผลงานอย่างไรในสนามเลือกตั้ง สก. ครั้งนี้ก็น่าสนใจไม่น้อย เพราะกรุงเทพฯ กำลังเผชิญปัญหามากมายที่ต้องการ ส.ก. ที่มีวิสัยทัศน์

ความเห็นของเรา: นามสกุลเดียวกันไม่ได้แปลว่าต้องเกี่ยวข้องกันเสมอไป การเมืองไทยควรเน้นนโยบายและผลงานมากกว่าข่าวลือ ติดตามข่าวอัปเดตการเมืองท้องถิ่นและชาติติดตามบล็อกของเรา และแสดงความเห็นในคอมเมนต์ว่าคุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้!

ที่มา – “ณพวิทย์” ว่าที่ผู้สมัคร สก.พรรคประชาชน ยันไม่ใช่ญาติ “สุริยา” หลังพบนามสกุลเดียวกัน

โหวตนายกฯ เริ่มแล้ว ภูมิใจไทยเสนอ อนุทิน-ประชาชนดัน ณัฐพงษ์

วันนี้เรามาพูดถึงเหตุการณ์ร้อนแรงในวงการการเมืองไทยกันเลยครับ โหวตนายกฯ เริ่มแล้ว ภูมิใจไทย เสนอ “อนุทิน”-พรรคประชาชนดัน “ณัฐพงษ์” แข่ง ที่กำลังเป็นประเด็นที่ทุกคนจับตามอง สภาเริ่มลงมือโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่แล้วนะครับ ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญ ทำให้บรรยากาศในรัฐสภาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น

โหวตนายกฯ เริ่มแล้ว ภูมิใจไทย เสนอ “อนุทิน”-พรรคประชาชนดัน “ณัฐพงษ์” แข่ง

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 19 มีนาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภา เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณาเรื่องด่วนเรื่องการให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทยโดยนายไชยชนก ชิดชอบ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เสนอชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ขณะที่พรรคประชาชนโดยนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ เสนอชื่อ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ การโหวตครั้งนี้จะเป็นแบบขานชื่อเลยครับ ทำให้ทุกเสียงมีความสำคัญมาก

การอภิปรายเด็ดของนายณัฐพงษ์ จากพรรคประชาชน

หลังจากเสนอชื่อแล้ว เวลาประมาณ 11.45 น. นายณัฐพงษ์ ได้ขึ้นอภิปรายอย่างหนักแน่น โดยย้ำว่าพรรคประชาชนไม่ได้ตั้งใจแข่งจัดตั้งรัฐบาล เพราะรัฐบาลชุดปัจจุบันจัดตั้งมาตั้งแต่วันที่ 8 ก.พ. 2569 แล้ว พรรคยึดหลักว่าพรรคที่ได้คะแนนอันดับ 1 ควรมีสิทธิ์จัดตั้งก่อนเสมอ

  • ชี้ปัญหาความชอบธรรมรัฐบาล เช่น การโยกย้ายข้าราชการก่อนเลือกตั้ง
  • ยกตัวอย่างสุพรรณบุรี เขต 2 ที่ กปน. ไม่โชว์บัตร ทำให้คะแนนเปลี่ยนกว่า 100 เสียง สร้างข้อสงสัย
  • พูดถึงผลกระทบจากความขัดแย้งตะวันออกกลางและชายแดนไทย-กัมพูชา ที่กระทบปากท้องประชาชน
  • วิจารณ์คอร์รัปชั่นในภาคเกษตร ล้งต่างชาติ ทำให้เกษตรกรยิ่งปลูกยิ่งจน

นายณัฐพงษ์ ทิ้งท้ายด้วยเจตจำนงทางการเมือง ต้องกล้าตรวจสอบตัวเอง ทำงานเพื่อประชาชน ไม่ใช่ธุรกิจการเมือง และขอให้ประชาชนอย่าหมดหวัง ช่วยกันสอดส่องนักการเมือง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล อภิปรายขอบคุณและยืนยันวิสัยทัศน์

เวลา 12.03 น. นายอนุทิน ขึ้นอภิปราย ขอบคุณทุกคนที่เสนอชื่อ โดยย้ำว่าในหัวใจ ส.ส.ทุกคนมีเสียงเท่ากัน พร้อมฟังคำแนะนำ หากได้เป็นนายกฯ จะทำงานร่วมกับ ส.ส.ทุกพรรค เพื่อประโยชน์ประเทศ น้อมรับกระแสพระราชดำรัสเปิดสภา 14 มี.ค. 2569 จะสนับสนุนงานนิติบัญญัติเต็มที่ ขอน้อมรับผลโหวต และย้ำว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ผ่านมาแก้ปัญหาประชาชนได้ดี

หลังจากนั้น ประธานสภา นายโสภณ ชี้แจงขั้นตอน ตรวจนับคะแนนโดย ส.ส. 6 คน เรียงลำดับชื่อ ส.ส.ยืนกล่าวชื่อผู้ที่เห็นชอบ สามารถแก้ไขได้ก่อนออกเสียง และตรวจองค์ประชุมเพื่อโหวตขานชื่อต่อไป

เหตุการณ์ โหวตนายกฯ เริ่มแล้ว ภูมิใจไทย เสนอ “อนุทิน”-พรรคประชาชนดัน “ณัฐพงษ์” แข่ง นี้ แสดงให้เห็นถึงการแข่งขันทางการเมืองที่เข้มข้น พรรคภูมิใจไทยที่เคยมีบทบาทสำคัญ กับพรรคประชาชนที่เน้นตรวจสอบ สะท้อนแนวคิดที่แตกต่าง นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทยปี 2569 ที่อาจกำหนดทิศทางรัฐบาลชุดใหม่

จากมุมมองผู้เขียน การโหวตครั้งนี้ไม่ใช่แค่เลือกคน แต่เลือกอนาคตประเทศ ประชาชนควรติดตามใกล้ชิด เพราะผลจะกระทบทุกคน ไม่ว่าจะเศรษฐกิจ สังคม หรือความมั่นคง

คุณคิดเห็นอย่างไรกับผู้สมัครทั้งสองท่าน? อนุทินหรือณัฐพงษ์? มาแสดงความเห็นในคอมเมนต์กันครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อัพเดทข่าวสารการเมืองล่าสุด!

ที่มา – โหวตนายกฯ เริ่มแล้ว ภูมิใจไทย เสนอ “อนุทิน”-พรรคประชาชนดัน “ณัฐพงษ์” แข่ง

“ต่อพงษ์” ห่วง ทสท. ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ

สถานการณ์การเมืองไทยหลังการเลือกตั้งกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ โดยเฉพาะในพรรคขนาดกลางอย่างไทยสร้างไทย (ทสท.) ที่กำลังเผชิญความท้าทายภายใน ล่าสุด “ต่อพงษ์” ห่วง ทสท. ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ กลายเป็นประเด็นร้อนที่สื่อการเมืองให้ความสนใจอย่างมาก นายต่อพงษ์ ไชยสาสน์ รองหัวหน้าพรรค ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนท่ามกลางความไม่แน่นอนของการจัดตั้งรัฐบาล

“ต่อพงษ์” ห่วง ทสท. ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ

จากข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 นายต่อพงษ์ ไชยสาสน์ ได้แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ภายในพรรคไทยสร้างไทย โดยระบุว่าพรรคยังมีข้อเห็นต่างเรื่องการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี แม้ว่าการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) จะมอบหมายให้รักษาการหัวหน้าพรรครับผิดชอบเจรจาเพื่อสนับสนุนเสียงข้างมากในการจัดตั้งรัฐบาลแล้วก็ตาม ความเห็นต่างนี้เกิดจากหลายปัจจัย เช่น ผลการเลือกตั้งที่พรรคได้ที่นั่งไม่มากนัก รวมถึงเหตุการณ์การเมืองล่าสุดที่ทำให้สมาชิกบางคนมีความห่วงใยต่ออนาคตของประเทศ

“ต่อพงษ์” ห่วง ทสท. ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขาเข้าใจมุมมองของทุกคนที่ต้องการรัฐบาลที่มีศักยภาพโดยเร็วที่สุด แต่หากยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ตนเองจะขอไม่รับตำแหน่งบริหารใดๆ ในพรรคอีกต่อไปในการประชุมสามัญที่จะมาถึง และจะส่งกำลังใจให้ชุดบริหารใหม่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

บริบทการเมืองและพรรคไทยสร้างไทย

พรรคไทยสร้างไทยก่อตั้งโดยนางสาวอุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร ลูกสาวนายทักษิณ ชินวัตร ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง 2566 พรรคมีจุดยืนชัดเจนเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และประชาธิปไตย หลังเลือกตั้งได้ ส.ส. จำนวนหนึ่ง แต่ไม่เพียงพอที่จะเป็นแกนนำหลักในการจัดตั้งรัฐบาล ทำให้ต้องเจรจากับพรรคอื่น สถานการณ์ปัจจุบันที่ “ต่อพงษ์” ห่วง ทสท. ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ สะท้อนถึงความแตกแยกภายในที่อาจกระทบต่อความเป็นเอกภาพของพรรค

  • ผลกระทบจากการเลือกตั้ง: พรรคได้ที่นั่งน้อยกว่าที่คาด ส่งผลให้เกิดคำถามเรื่องทิศทาง
  • การเจรจาจัดตั้งรัฐบาล: ต้องประสานเสียงกับพรรคเพื่อไทยและพรรคอื่น
  • จุดยืนส่วนตัวของ ส.ส.: แต่ละคนมีมุมมองต่างต่อผู้สมัครนายกฯ

จุดยืนของนายต่อพงษ์และผลกระทบที่อาจเกิด

นายต่อพงษ์ ถือเป็นนักการเมืองรุ่นเก๋าที่มีประสบการณ์ยาวนาน เคยสังกัดพรรคประชาธิปัตย์มาก่อน จุดยืนที่ชัดเจนของเขาครั้งนี้ไม่ใช่แค่การแสดงความกังวล แต่เป็นการเตือนใจให้พรรคหาข้อสรุปโดยเร็ว หาก “ต่อพงษ์” ห่วง ทสท. ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ ต่อไป อาจนำไปสู่การปรับโครงสร้างบริหารพรรคครั้งใหญ่ ส่งผลให้พรรคเสียความน่าเชื่อถือในสายตานักการเมืองอื่น

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น การตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครนายกฯ จากกกต. และการตีความรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ทำให้เกิดความล่าช้าในการโหวต สมาชิกพรรคไทยสร้างไทยต้องเร่งหาทางออกเพื่อไม่ให้พลาดโอกาสสำคัญ

การแสดงจุดยืนของนายต่อพงษ์นี้ สะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อพรรคและประเทศ เขาเชื่อว่ารัฐบาลที่เข้มแข็งจะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ อาชญากรรม และความเหลื่อมล้ำได้ดียิ่งขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้เป็นบททดสอบสำคัญสำหรับพรรคไทยสร้างไทย หากสามารถรวมใจกันได้ จะกลายเป็นพรรคที่แข็งแกร่งในอนาคต ติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว

ที่มา – “ต่อพงษ์” ห่วง ทสท. ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ ลั่นหากไร้ข้อสรุป ขอไม่รับตำแหน่งบริหารพรรคต่อ

ชมถ่ายทอดสด โหวตนายกรัฐมนตรี อนุทิน-ณัฐพงษ์-ธรรมนัส

วันนี้เป็นวันสำคัญของแวดวงการเมืองไทยเลยนะครับ! ชมถ่ายทอดสด โหวตนายกรัฐมนตรี อนุทิน-ณัฐพงษ์-ธรรมนัส ที่กำลังจะเกิดขึ้นในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 ใครจะได้เป็นผู้นำคนใหม่ของประเทศ ลุ้นกันสุดๆ ระหว่างตัวแทนจากพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน และพรรคกล้าธรรม มาติดตามกันว่าผลจะออกมาเป็นยังไง

ตามกำหนดการ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้นัดประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 2 ในวันที่ 19 มีนาคม 2567 เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป ที่ห้องประชุมชั้น 2 อาคารรัฐสภา ก่อนอื่นจะแจ้งพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานและรองประธานสภา จากนั้นเข้าสู่วาระสำคัญ คือ การให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ชมถ่ายทอดสด โหวตนายกรัฐมนตรี อนุทิน-ณัฐพงษ์-ธรรมนัส

ผู้สมัครชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้มีดังนี้

  • พรรคภูมิใจไทย เสนอชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 1 ของพรรค อนุทินเป็นนักการเมืองรุ่นใหญ่ มีประสบการณ์ยาวนาน เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหลายสมัย โดยเฉพาะด้านสาธารณสุขที่โดดเด่นในช่วงโควิด
  • พรรคประชาชน ส่ง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 1 พรรคนี้เน้นนโยบายประชานิยม ช่วยเหลือประชาชนฐานราก ณัฐพงษ์มีความมุ่งมั่นในการผลักดันสวัสดิการสังคม
  • พรรคกล้าธรรม มีรายงานว่าจะเสนอชื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนเดียวของพรรค ธรรมนัสเป็นที่รู้จักจากบทบาทในพรรคพลังประชารัฐมาก่อน มีภาพลักษณ์ทหารกล้าแกร่ง มุ่งเน้นความมั่นคงและพัฒนาชนบท

ขั้นตอนการโหวตนายกรัฐมนตรีแบบละเอียด

การโหวตครั้งนี้มีขั้นตอนที่ชัดเจนตามกฎหมาย เพื่อความโปร่งใส

  1. พรรคการเมืองเสนอชื่อแคนดิเดตจากบัญชีของตน โดยพรรคต้องมี ส.ส. ไม่น้อยกว่า 5% หรือ 25 ที่นั่ง และมี ส.ส. รับรองไม่น้อยกว่า 10% ของสมาชิกสภา
  2. ผู้ถูกเสนอชื่อจะกล่าวแสดงวิสัยทัศน์ต่อที่ประชุม เพื่อให้ ส.ส. ตัดสินใจ
  3. ลงคะแนนแบบเปิดเผย โดยประธานเรียกชื่อ ส.ส. ตามลำดับตัวอักษร ส.ส. ขานชื่อผู้ที่เลือกหรือ “งดออกเสียง”
  4. ผู้ชนะต้องได้คะแนนเกินกึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส. ทั้งหมด (ปัจจุบัน 500 คน ต้องเกิน 251 เสียง)
  5. เมื่อได้ผู้ชนะ ประธานสภาจะนำชื่อทูลเกล้าฯ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

นี่คือช่วงเวลาที่ตึงเครียดที่สุดสำหรับ ส.ส. ทุกคน เพราะการโหวตนายกรัฐมนตรีจะกำหนดทิศทางนโยบายรัฐบาลชุดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การศึกษา สุขภาพ หรือความมั่นคง การเมืองไทยช่วงนี้กำลังเข้มข้นหลังจากการเลือกตั้งใหญ่ พรรคต่างๆ พยายามรวมพลังเพื่อชิง majority ส.ส. อนุทินจากภูมิใจไทยมีฐานเสียงแข็งในภาคอีสานและกรุงเทพ ณัฐพงษ์จากประชาชนเน้นกลุ่มเยาวชนและแรงงาน ส่วนธรรมนัสเน้นฐานอนุรักษนิยม

คุณคิดว่าใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป? ผลโพลล์ล่าสุดชี้ว่าอนุทินนำโด่ง แต่การเมืองไทยอะไรก็เกิดขึ้นได้ ลุ้นกันในสภาเลยครับ

ติดตามการถ่ายทอดสดได้ที่นี่: YouTube Live สภาผู้แทนราษฎร

อย่าพลาด ชมถ่ายทอดสด โหวตนายกรัฐมนตรี อนุทิน-ณัฐพงษ์-ธรรมนัส เพราะนี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศ! แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณเชียร์ใคร และทำไม คลิกแชร์ให้เพื่อนๆ มาลุ้นด้วยกันนะครับ

ที่มา – ชมถ่ายทอดสด โหวตนายกรัฐมนตรี ใครจะเป็นคนต่อไป “อนุทิน-ณัฐพงษ์-ธรรมนัส”

“แก้วตา” ฉะ ส่ง “เท้ง” ชิงโหวตนายกฯ ละครการเมือง

ในวงการการเมืองไทยที่ร้อนระอุ พรรคการเมืองต่างๆ กำลังแย่งชิงอำนาจเพื่อจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ล่าสุดเกิดดราม่าร้อนแรงเมื่อ “แก้วตา” ฉะ ส่ง “เท้ง” ชิงโหวตนายกฯ ละครการเมือง เหน็บ รู้อยู่เต็มอกไม่มีทางชนะ ทำให้ชาวโซเชียลมีเดียแตกตื่นและวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกเบื้องหลังเหตุการณ์นี้ เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมการเมืองไทยถึงถูกมองว่าเป็นเพียง “ละคร” ที่ไม่สร้างประโยชน์ให้ประชาชน

“แก้วตา” ฉะ ส่ง “เท้ง” ชิงโหวตนายกฯ ละครการเมือง เหน็บ รู้อยู่เต็มอกไม่มีทางชนะ

เมื่อเวลา 14.02 น. วันที่ 14 มีนาคม 2569 น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ หรือที่รู้จักกันในนาม “แก้วตา” อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาชน (ปชน.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว วิจารณ์การตัดสินใจของพรรคประชาชนที่ส่งนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ “เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชน ลงชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในสภา แม้จะรู้ดีว่ามีโอกาสชนะแทบเป็นศูนย์ แก้วตา มองว่านี่ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง แต่เป็นเพียงเกมการเมืองเพื่อสร้างภาพลักษณ์ สร้างมีม และเก็บกระแสโซเชียลเพื่อโยนความผิดไปยังพรรคเพื่อไทย (พท.)

ที่มาของดราม่า “แก้วตา” ฉะ ส่ง “เท้ง” ชิงโหวตนายกฯ

ปัจจุบัน พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้กลายเป็นแกนนำหลักในการจัดตั้งรัฐบาล พร้อมประกาศโครงสร้างพรรคร่วมรัฐบาลไปแล้ว ขณะที่พรรคประชาชนเพิ่งมีมติส่ง “เท้ง” ลงชิงโหวตอย่างเป็นทางการ แก้วตา ชี้ว่าการกระทำเช่นนี้ไม่เคารพหลักการประชาธิปไตยที่ยึดเสียงข้างมาก หากรู้อยู่แล้วว่าตัวเลขไม่ถึง ก็ไม่ควรเล่นละครเพื่อปั่นกระแสอารมณ์มวลชน แล้วนำความผิดหวังมาโจมตีฝ่ายอื่น

แก้วตายังเหน็บว่าพรรคประชาชนชอบสร้างความคาดหวังเกินจริง แล้วเมื่อแพ้ก็หันไปขายวาทกรรม “ตระบัดสัตย์” ทั้งที่รู้เกม รู้ตัวเลข และรู้ผลลัพธ์ตั้งแต่ต้น การทำซ้ำๆ แบบนี้ทำให้ประชาชนชินกับการโกหกทางการเมือง ชินกับการอ้างหลักการเฉพาะเมื่อได้ประโยชน์ และกลายเป็นฝ่ายค้านเชิงแสดงมากกว่าสร้างผลงานจริง

ทำไมถึงถูกมองว่าเป็นละครการเมือง?

  • รู้ผลลัพธ์ล่วงหน้า: พรรคประชาชนทราบดีว่าพรรคร่วมรัฐบาลมีเสียงข้างมาก ไม่มีทางชนะโหวต
  • สร้างภาพลักษณ์: เพื่อแสดงว่า “เราสู้แล้ว” เก็บคอนเทนต์ มีม และดราม่าในโซเชียล
  • หมกมุ่นวาทกรรม: เอาชนะทางคำพูดมากกว่าสร้างนโยบายแก้ปัญหาประชาชน
  • ไม่สร้างประโยชน์: ไม่ช่วยลดค่าครองชีพ แก้เศรษฐกิจ หรือเพิ่มอำนาจประชาชน

การเมืองแบบนี้ใช้ประชาชนเป็นเพียงฉากหลังของเกมพรรคการเมือง สุดท้ายผู้ที่เสียหายคือประชาชนที่หวังพึ่งพาการเมืองเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น แทนที่จะได้นโยบายจริงจัง กลับได้แค่สงครามแฟนคลับในโลกออนไลน์

ผลกระทบต่อการเมืองไทยและประชาชน

เหตุการณ์ “แก้วตา” ฉะ ส่ง “เท้ง” ชิงโหวตนายกฯ ละครการเมือง เหน็บ รู้อยู่เต็มอกไม่มีทางชนะ สะท้อนปัญหาใหญ่ของการเมืองไทยที่หมกมุ่นกับภาพลักษณ์มากกว่าผลงาน หากพรรคการเมืองหันมาโฟกัสที่ปัญหาเร่งด่วน เช่น เศรษฐกิจถดถอย ค่าครองชีพแพง การศึกษา และสาธารณสุข ประชาชนจะได้รับประโยชน์มากกว่า การชิงโหวตนายกฯ แบบนี้ยิ่งทำให้สภาฯ กลายเป็นเวทีละคร ลดความน่าเชื่อถือของระบบการเมือง

นอกจากนี้ ยังมีเสียงวิจารณ์จากนักการเมืองและนักวิชาการที่เห็นด้วยกับแก้วตา ว่าพรรคฝ่ายค้านควรเสนอนโยบายทางเลือก แทนการเล่นเกมที่รู้ผลแน่นอน เพื่อสร้างทางเลือกให้ประชาชนจริงๆ

ท้ายที่สุด การเมืองต้องเปลี่ยนจาก “เอาชนะวาทกรรม” สู่ “สร้างผลลัพธ์ให้ประชาชน” หากไม่เปลี่ยน ประชาชนจะเหนื่อยใจกับละครการเมืองนี้ต่อไป คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้การเมืองไทยดีขึ้น!

ที่มา – “แก้วตา” ฉะ ส่ง “เท้ง” ชิงโหวตนายกฯ ละครการเมือง เหน็บ รู้อยู่เต็มอกไม่มีทางชนะ

14 มี.ค. รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา 15 มี.ค. โหวตประธานสภาฯ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมือง! วันนี้เรามีอัปเดตล่าสุดเรื่อง 14 มี.ค. รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา วันรุ่งขึ้น 15 มี.ค. นัดโหวต “ประธานสภาฯ-รอง” ต่อ ที่กำลังจะเป็นไฮไลต์สำคัญของวงการเมืองไทยในช่วงนี้ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ ได้ออกมาเผยความพร้อมเต็มที่ในการจัดงานใหญ่ครั้งนี้แล้วนะครับ หลังจากมีพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2569 ออกมา ทำให้ทุกอย่างเดินหน้าเต็มสูบ

14 มี.ค. รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา วันรุ่งขึ้น 15 มี.ค. นัดโหวต “ประธานสภาฯ-รอง” ต่อ

มาดูรายละเอียดกันเลยครับ สำหรับวันพฤหัสบดีที่ 14 มีนาคม 2569 เวลา 17.00 น. จะมีรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาอย่างเป็นทางการที่ห้องโถงพิธี ชั้น 11 อาคารรัฐสภาใหม่เอี่ยม สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้เตรียมสถานที่เรียบร้อย พร้อมเชิญบุคคลสำคัญมาร่วมงานเพียบ ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ส.ว. นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ทูตานุทูตจากต่างประเทศ ประธานองค์กรอิสระ และหน่วยงานรัฐอื่นๆ เรียกได้ว่าคึกคักสุดๆ ไปเลย

นี่ไม่ใช่แค่พิธีธรรมดานะครับ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของสมัยประชุมใหม่ ที่ทุกคนรอคอยหลังการเลือกตั้ง ช่วยสร้างบรรยากาศเป็นทางการและแสดงถึงความสามัคคีของรัฐสภาไทย

กำหนดการสำคัญหลังรัฐพิธี 14 มี.ค. รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา วันรุ่งขึ้น 15 มี.ค. นัดโหวต “ประธานสภาฯ-รอง” ต่อ

วันรุ่งขึ้นคือ 15 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป สภาผู้แทนราษฎรจะประชุมเพื่อให้ ส.ส. ทุกคนกล่าวปฏิญาณตนต่อหน้าที่ประชุมก่อน จากนั้นเข้าสู่ภารกิจหลักคือการโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธานสภาฯ ซึ่งได้รับการประสานจากพรรคการเมืองใหญ่ๆ ที่รวบรวมเสียงข้างมากเรียบร้อยแล้ว

ส่วนจำนวนรองประธานสภาฯ จะกี่คนนั้น ขึ้นอยู่กับมติที่ประชุมครับ อาจจะ 2-3 คนตามธรรมเนียม หลังจากนั้นต้องรอพระราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งก่อนจึงจะเดินหน้าต่อได้

  • 14 มี.ค. 17.00 น.: รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา
  • 15 มี.ค. 09.00 น.: ส.ส. กล่าวปฏิญาณตน
  • 15 มี.ค. ต่อเนื่อง: โหวตประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ

สำหรับการโหวตนายกรัฐมนตรีคนใหม่นั้น ยังต้องรอประธานสภาฯ ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการก่อน เลขาธิการสภาฯ ชี้แจงชัดว่ายังกำหนดวันไม่ได้ ต้องติดตามกันต่อไป

ความสำคัญของการเปิดประชุมรัฐสภาและการเลือกประธาน

การจัด 14 มี.ค. รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา วันรุ่งขึ้น 15 มี.ค. นัดโหวต “ประธานสภาฯ-รอง” ต่อ ถือเป็นก้าวแรกสำคัญหลังการเลือกตั้งทั่วไป ช่วยให้รัฐสภาสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มรูปแบบ เช่น อภิปรายร่างกฎหมาย อนุมัติงบประมาณ และที่สำคัญคือการเลือกนายกรัฐมนตรีเพื่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่

ในอดีต การเลือกประธานสภาฯ มักเป็นเวทีชิงชัยของพรรคใหญ่ๆ ที่แสดงพลังเสียงข้างมาก ถ้าพรรคร่วมรัฐบาลรวมตัวได้ดี ก็จะได้ประธานที่เป็นกลางและมีประสิทธิภาพในการนำสภา

เพื่อนๆ ลองนึกภาพดูสิครับ รัฐสภาแห่งใหม่ที่ทันสมัย ส.ส. นับร้อยมาร่วมพิธี สื่อมวลชนแพร่ภาพสดทั่วประเทศ มันคือโมเมนต์ประวัติศาสตร์ที่ไม่ควรพลาด!

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นน่าสนใจอื่นๆ เช่น บรรยากาศระหว่างพรรคฝ่ายค้านกับรัฐบาลจะเป็นอย่างไร หรือจะมีเซอร์ไพรส์ในการโหวตหรือเปล่า ทุกอย่างยังต้องรอชม

ในมุมมองของผม การเปิดประชุมครั้งนี้จะเป็นตัวชี้วัดความมั่นคงของรัฐบาลใหม่ ถ้าทุกอย่างลื่นไหล ก็คาดว่ารัฐบาลจะเดินหน้าได้เร็ว ช่วยแก้ปัญหาประชาชนได้ทันท่วงที

ติดตามข่าวอัปเดตการเมืองไทยกับเราได้ทุกวันนะครับ! แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ และกดไลก์ถ้าชอบ อย่าลืมคอมเมนต์ความเห็นของคุณด้านล่างด้วย

ที่มา – 14 มี.ค. รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา วันรุ่งขึ้น 15 มี.ค. นัดโหวต “ประธานสภาฯ-รอง” ต่อ

หลัง สส. รายงานตัวมากเพียงพอ เตรียมประสาน สลค. กราบบังคมทูลเปิดประชุมรัฐสภา

หลัง สส. รายงานตัวมากเพียงพอ เตรียมประสาน สลค. กราบบังคมทูลเปิดประชุมรัฐสภา ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทุกคนรอคอย หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จำนวน 499 คนเรียบร้อยแล้ว สภาผู้แทนราษฎรก็เริ่มเคลื่อนไหวเต็มสูบ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดประชุมนัดแรก ซึ่งจะนำไปสู่การเลือกประธานสภาและก้าวต่อไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่

หลัง สส. รายงานตัวมากเพียงพอ เตรียมประสาน สลค. กราบบังคมทูลเปิดประชุมรัฐสภา

นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2567 (ไม่ใช่ 2569 น่าจะพิมพ์ผิด) ณ อาคารรัฐสภา เกี่ยวกับขั้นตอนการเปิดประชุมสภาฯ ครั้งแรก โดยย้ำว่าสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้เตรียมพื้นที่สำหรับ สส. รายงานตัวแล้ว ไม่จำเป็นต้องรอให้ครบ 95% แต่เพียงแค่มีจำนวนมากพอที่จะประกอบการทูลเกล้าฯ ของนายกรัฐมนตรี เพื่อขอพระราชทานกราบบังคมทูลเปิดประชุมรัฐสภา

ปัจจุบัน รัฐบาลยัง chưaประสานงานโดยตรง แต่คาดว่าจะมีการติดต่อเจ้าหน้าที่ในเร็วๆ นี้ สำหรับพรรคประชาชน (ปชน.) ที่จะมารายงานตัววันที่ 9 มีนาคม ก็ไม่ใช่ปัญหา สามารถมารายงานตัววันไหนก็ได้ ขอแค่มีจำนวน สส. มารายงานตัวมากพอ เช่น วันที่ 5 หรือ 6 มีนาคม ที่คาดว่าจะมีจำนวนสมควร เพื่อความเหมาะสมในการจัดพิธีเปิดประชุม สมพระเกียรติพระองค์ท่านที่จะเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิด

ขั้นตอนหลังจากเปิดประชุมรัฐสภา

หลังจากมีพระบรมราชโองการเปิดประชุมแล้ว สภาจะประสานงานกับพรรคการเมืองที่มี สส. มากที่สุด เพื่อกำหนดวันเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธาน เมื่อประธานสภาได้รับโปรดเกล้าฯ แล้ว จึงจะนัดโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีต่อไป คาดว่าจะสามารถโหวตเลือกประธานสภาฯ ได้ในเดือนมีนาคมนี้ โดยปกติจะนัดประชุมเลือกประธานวันรุ่งขึ้นหลังพิธีเปิด แต่ขึ้นอยู่กับความพร้อมของพรรคการเมือง

  • เตรียมพื้นที่รายงานตัว สส. ไม่ต้องรอครบจำนวน
  • ประสานรัฐบาลทูลเกล้าฯ ขอเปิดประชุม
  • จัดพิธีเปิดประชุม สมพระเกียรติ
  • เลือกประธานสภา จากพรรคที่มีเสียงมากสุด
  • นัดโหวตนายกฯ หลังโปรดเกล้าประธาน

สถานการณ์นี้เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งทั่วไปที่ผ่านมา ซึ่งกกต. รับรอง สส. 499 คนจากทั้งประเทศ พรรคต่างๆ ต่างเร่งรวบรวมเสียงเพื่อชิงตำแหน่งสำคัญ การรายงานตัวของ สส. จึงเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการรัฐธรรมนูญที่ทุกฝ่ายจับตา โดยเฉพาะพรรคใหญ่ๆ ที่หวังครองเก้าอี้ประธานสภา ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการนับคะแนนโหวตนายกฯ

ในอดีต การเปิดประชุมสภาฯ มักเป็นช่วงที่ตึงเครียด มีการเจรจาลับๆ ระหว่างพรรคเพื่อรวมเสียง แต่ปีนี้ด้วย สส. ที่รับรองครบเร็ว ทำให้กระบวนการอาจรวดเร็วกว่าที่คิด หาก สส. รายงานตัวมากเพียงพอตั้งแต่ต้นเดือน ก็อาจเห็นพิธีเปิดได้ทันที สลค. หรือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี จะมีบทบาทประสานงานสำคัญในการกราบบังคมทูลพระบรมราชโองการ

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่น่าสนใจ เช่น พรรคที่ สส. ช้าอาจส่งผลต่อการรวมพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่? หรือจะมีการยื่นญัตติอภิปรายตั้งแต่แรก? ทุกอย่างต้องรอความชัดเจนหลังเปิดประชุม

สรุปแล้ว หลัง สส. รายงานตัวมากเพียงพอ เตรียมประสาน สลค. กราบบังคมทูลเปิดประชุมรัฐสภา คือสัญญาณดีว่าการเมืองไทยกำลังเดินหน้าตามโรดแมป คาดว่าจะได้เห็นประธานสภาฯ ใหม่และนายกฯ ชุดใหม่ในไม่ช้า

สำหรับผู้อ่านที่สนใจการเมืองไทย ลองติดตามพัฒนาการต่อไป เพราะนี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ คุณคิดว่าพรรคไหนจะได้ประธานสภา? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – หลัง สส. รายงานตัวมากเพียงพอ เตรียมประสาน สลค. กราบบังคมทูลเปิดประชุมรัฐสภา

Scroll to top