โหวตนายกใหม่

“วันนอร์” ประเมิน สภาโหวตนายกฯ 4-5 ก.ย.นี้

“วันนอร์” ประเมินความเป็นไปได้ สภาเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 วันที่ 4-5 ก.ย. เผยขั้นตอนหากเสนอชื่อ 2 คน ต้องขานชื่อลงคะแนนแบบเปิดเผย ด้านเลขาธิการสภาฯ สั่งสแตนด์บายวันโหวตนายกฯ 4 วัน

วันที่ 1 กันยายน 2568 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการ สภาโหวตนายกฯ คนที่ 32 ว่า มอบให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเป็นตัวกลางรับเรื่องจากพรรคการเมืองที่มีความพร้อมเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี แต่เมื่อพิจารณาตามข่าวที่ว่า พรรคประชาชนจะประชุมตัดสินใจในวันนี้ จึงคิดว่าวันที่ 3 กันยายน 2568 ไม่น่าจะทัน เนื่องจากหากจะโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีต้องแจ้ง สส. ล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน ดังนั้น จะเหลือวันที่ 4 และ 5 กันยายน 2568 ที่เป็นไปได้ในการ สภาโหวตนายกฯ

นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวต่อไปว่า สภาฯ ก็พร้อมเพราะนัดหมายประชุมไว้แล้วตั้งแต่วันที่ 3-5 กันยายน 2568 แต่เมื่อบรรจุวาระเป็นเรื่องด่วนต้องขอเสียงจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเลื่อนระเบียบวาระขึ้นมาอยู่ดี อยากให้การเลือกนายกรัฐมนตรีเสร็จโดยเร็ว ไม่ให้ประเทศเว้นว่างไม่มีนายกรัฐมนตรีนาน เพราะมีผลต่อความเชื่อมั่นประเทศ แต่หากเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีมากกว่า 2 คน ก็ต้องดำเนินการตามระเบียบวาระ โดยการขานชื่อแบบเปิดเผย

ทางด้าน ว่าที่ ร.ต.ต.อาพัทธ์ สุขะนันท์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ยังไม่มีพรรคการเมืองใดติดต่อประสานแจ้งเพิ่มระเบียบวาระเลือกนายกรัฐมนตรี แต่ประธานสภาฯ สั่งให้สแตนด์บายไว้ 4 วันคือ 3-5 กันยายน และ 10 กันยายน 2568

“วันนอร์” ประเมิน 4-5 ก.ย. สภาโหวตนายกฯ คนที่ 32 หากเสนอ 2 คน ขานชื่อลงคะแนน

ความเป็นไปได้ในการ สภาโหวตนายกฯ

จากสถานการณ์ปัจจุบัน การ สภาโหวตนายกฯ ในวันที่ 4-5 กันยายนนี้ มีความเป็นไปได้สูง เนื่องจากประธานสภาผู้แทนราษฎรได้มอบหมายให้เลขาธิการสภาเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมแล้ว อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดวันโหวตที่แน่นอน คือ ความพร้อมของพรรคการเมืองในการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี

หากพรรคการเมืองสามารถเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีได้ทันตามกรอบเวลาที่วางไว้ การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีก็สามารถเกิดขึ้นได้ในวันที่ 4 หรือ 5 กันยายน แต่หากมีความล่าช้าเกิดขึ้น อาจจะต้องมีการเลื่อนวันโหวตออกไป

สิ่งที่น่าจับตามอง คือ การตัดสินใจของพรรคประชาชนในการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี หากพรรคประชาชนตัดสินใจเสนอชื่อ การแข่งขันในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีก็จะมีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ จำนวนผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นอีกปัจจัยที่น่าสนใจ หากมีผู้ถูกเสนอชื่อมากกว่าสองคน จะต้องดำเนินการลงคะแนนโดยการขานชื่อแบบเปิดเผย ซึ่งจะส่งผลต่อบรรยากาศในการประชุมและผลการลงคะแนนอย่างแน่นอน

การที่ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีโดยเร็ว ถือเป็นเรื่องสำคัญต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและประชาชน การ สภาโหวตนายกฯ ที่จะเกิดขึ้น จึงเป็นที่จับตาของทุกฝ่าย

ไม่ว่าผลการโหวตจะเป็นอย่างไร หวังว่าประเทศไทยจะได้นายกรัฐมนตรีที่สามารถนำพาประเทศไปข้างหน้า และแก้ไขปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ได้

ที่มา – “วันนอร์” ประเมิน 4-5 ก.ย. สภาโหวตนายกฯ คนที่ 32 หากเสนอ 2 คน ขานชื่อลงคะแนน

อรรถกรย้ำ! โหวตหนุน อนุทิน เป็นนายกฯ คนที่ 32

“อรรถกร” ย้ำ มติพรรคกล้าธรรมยังเหมือนเดิม โหวตสนับสนุน “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

เมื่อเวลา 09.05 น. วันที่ 1 กันยายน 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะนายทะเบียนพรรคกล้าธรรม (กธ.) ให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภา ถึงการโหวตสนับสนุนให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ว่า เท่าที่ดูสมาชิกพรรคก็ยังยืนยันว่ายึดมติเดิม ซึ่งหากมีอะไรเปลี่ยนแปลงก็จะต้องมีการเรียกประชุมพรรคกันอีกครั้ง แต่ตอนนี้ยังเป็นไปตามมติเดิม

ส่วนคำถามว่าจะเกิดปัญหาเรื่องรัฐบาลเสียงข้างน้อยในอนาคตหรือไม่ นายอรรถกรตอบว่า ตนทำตามเสียงส่วนใหญ่ของพรรค ส่วนเรื่องรวมเสียงได้เท่าไหร่คงขึ้นอยู่กับผู้บริหารพรรคแต่ละพรรค ขณะที่การเลือกนายกรัฐมนตรีจะจบเมื่อไหร่นั้นต้องถามทางสภาฯ เพราะจะได้นายกรัฐมนตรีก็ต้องมาจากสภาฯ เรายึดมั่นระบบนั้น

ผู้สื่อข่าวถามต่อ คณะกรรมการประสานงานในสภาผู้แทนราษฎร (วิป) จะหารือเรื่องการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 3 กันยายน 2568 เลยหรือไม่ นายอรรถกรระบุว่า ตนไม่ได้เป็นวิป ต้องขอโทษด้วยเพราะอาจจะตอบแทนวิปไม่ได้.

“อรรถกร” ย้ำมติพรรคกล้าธรรมยังเหมือนเดิม โหวตหนุน “อนุทิน” เป็นนายกฯ คนที่ 32

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ที่กำลังจะเกิดขึ้น การตัดสินใจของแต่ละพรรคการเมืองจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางของประเทศ

ล่าสุด นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะนายทะเบียนพรรคกล้าธรรม ได้ออกมาเน้นย้ำถึงจุดยืนของพรรคในการสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยยืนยันว่ามติของพรรคยังคงเหมือนเดิม และยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้น

ทำไมพรรคกล้าธรรมถึงสนับสนุนอนุทิน?

แม้ว่านายอรรถกรจะไม่ได้ลงรายละเอียดถึงเหตุผลเบื้องหลังการสนับสนุนนายอนุทินอย่างชัดเจน แต่การที่พรรคกล้าธรรมยังคงยึดมั่นในมติเดิมแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในตัวนายอนุทินและพรรคภูมิใจไทย ว่าจะสามารถนำพาประเทศไปในทิศทางที่เหมาะสมได้

การยืนยันจุดยืนของพรรคกล้าธรรมในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่สำคัญต่อการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต เพราะเสียงสนับสนุนจากพรรคต่างๆ มีผลต่อการตัดสินใจของ ส.ส. ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม นายอรรถกรได้กล่าวว่า หากมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในอนาคต ก็จะมีการเรียกประชุมพรรคเพื่อหารือกันอีกครั้ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและความพร้อมในการปรับตัวของพรรคกล้าธรรมต่อสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงไป

การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอน การตัดสินใจของแต่ละพรรคการเมืองจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้เราสามารถเข้าใจสถานการณ์และตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเรา

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ที่กำลังจะเกิดขึ้น มติของพรรคกล้าธรรมที่ยังคงสนับสนุน “อรรถกร” ย้ำมติพรรคกล้าธรรมยังเหมือนเดิม โหวตหนุน “อนุทิน” เป็นนายกฯ คนที่ 32 แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในตัวหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แต่สุดท้ายแล้วผลการโหวตจะเป็นอย่างไรก็ต้องรอดูกันต่อไป

การเมืองเป็นเรื่องที่ซับซ้อน การตัดสินใจของนักการเมืองล้วนมีผลกระทบต่อประชาชนทุกคน ดังนั้นการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ที่มา – “อรรถกร” ย้ำมติพรรคกล้าธรรมยังเหมือนเดิม โหวตหนุน “อนุทิน” เป็นนายกฯ คนที่ 32

จับตา! ประชุม สส. พรรคประชาชน ลุ้นโหวตนายกฯ

จับตาพรรคประชาชน: ตัวแปรสำคัญในการโหวตนายกฯ บ่ายนี้ สส. พรรคประชาชน ประชุม ลุ้นมติยกมือโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ให้ “พรรคเพื่อไทย” หรือ “พรรคภูมิใจไทย” สถานการณ์การเมืองเข้มข้น ทุกฝ่ายจับตาการตัดสินใจของพรรคประชาชน

วันที่ 1 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์การเมืองในช่วงนี้กำลังเป็นที่น่าจับตาอย่างมาก ภายหลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ถูกศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 6:3 ให้พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี ทำให้ต้องหลุดจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมไปในทันที โดยมีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่ถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่จากกรณีคลิปเสียงสนทนากับ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ทำให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องพ้นไปทั้งคณะเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ ในระหว่างการต้องฟอร์มรัฐบาลขึ้นใหม่ ปรากฏว่าไม่ได้มีเพียงพรรคเพื่อไทย ที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเดิม ที่จะเสนอ นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนสุดท้ายของพรรคเพื่อไทย ลงชิงเก้าอี้ “นายกรัฐมนตรีคนที่ 32” เท่านั้น แต่การเมืองขณะนี้ร้อนแรงและน่าจับตาขึ้น เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ประกาศท้าชิงจัดตั้งรัฐบาล และย้ำว่าพร้อมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เดินสายทาบทามขอเสียงโหวตหนุน ยินดีตอบรับข้อเสนอของพรรคประชาชนที่มีเสียงมากที่สุดในสภาผู้แทนราษฎรอยู่ถึง 143 เสียง ว่าพร้อมที่จะเข้ามาทำหน้าที่แล้วจะยุบสภาภายใน 4 เดือน ซึ่งในเวลาต่อมาพรรคเพื่อไทยก็ยืนยันเช่นกันว่ายินดีรับข้อเสนอของพรรคประชาชนเช่นกัน

ขณะที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ได้หารือกับทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยแล้ว โดยนายอนุทิน เดิมเกมเร็วมาพบตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2568 หลังจากที่ทราบผลศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนพรรคเพื่อไทยเดินทางมาพบเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568

อย่างไรก็ตาม วันนี้เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป พรรคประชาชนจะมีการประชุม สส. ที่อาคารอนาคตใหม่ ซอยรามคำแหง 42 เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและตัดสินใจ กรณีการโหวตนายกรัฐมนตรีตามเงื่อนไขที่พรรคเสนอ ต้องจับตาว่ามติที่ประชุมพรรคประชาชนจะโหวตให้พรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลอีกครั้ง หรือจะกลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่ประเทศไทยจะมีนายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย

จับตาบ่ายนี้ พรรคประชาชนประชุม สส. ลุ้นมติหนุนโหวตนายกฯ เพื่อไทยหรือภูมิใจไทย

การประชุม สส. พรรคประชาชนในวันนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมือง มติของพรรคจะมีผลต่อการตัดสินใจเลือกนายกรัฐมนตรีคนต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยต่างก็ต้องการเสียงสนับสนุนจากพรรคประชาชน การตัดสินใจของพรรคประชาชนจึงเป็นที่จับตาของทุกฝ่าย

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของพรรคประชาชนในการโหวตนายกฯ

  • ข้อเสนอของแต่ละพรรค: พรรคประชาชนจะพิจารณาข้อเสนอและนโยบายของทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย เพื่อประเมินว่าพรรคใดสามารถตอบสนองความต้องการและประโยชน์ของประชาชนได้ดีที่สุด
  • ความชอบธรรมและธรรมาภิบาล: พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับความชอบธรรมและธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศ พรรคที่จะได้รับการสนับสนุนจะต้องมีนโยบายที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมุ่งเน้นผลประโยชน์ส่วนรวม
  • เสถียรภาพทางการเมือง: พรรคประชาชนจะพิจารณาถึงศักยภาพในการจัดตั้งรัฐบาลที่มั่นคงและมีเสถียรภาพ รัฐบาลที่เข้มแข็งจะสามารถผลักดันนโยบายและแก้ไขปัญหาของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การประชุม พรรคประชาชนประชุม สส. ลุ้นมติหนุนโหวตนายกฯ เพื่อไทยหรือภูมิใจไทย ในบ่ายวันนี้ จะเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญ ว่าทิศทางการเมืองไทยจะเป็นไปในทิศทางใด มาร่วมกันติดตามและเฝ้ารอผลการตัดสินใจของพรรคประชาชน

การตัดสินใจของพรรคประชาชนครั้งนี้ ไม่ได้เป็นแค่การเลือกนายกรัฐมนตรี แต่เป็นการกำหนดอนาคตของประเทศชาติ การเลือกครั้งนี้จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ

ที่มา – จับตาบ่ายนี้ พรรคประชาชนประชุม สส. ลุ้นมติหนุนโหวตนายกฯ เพื่อไทยหรือภูมิใจไทย

“นุชนาถ” ร่ายยาว เหตุผลหันหลังให้เพื่อไทย ยอมถูกเรียกว่า “งูเห่า”

“นุชนาถ จารุวงษ์เสถียร” ส.ส.ศรีสะเกษ เปิดใจ 6 ข้อ ยอมถูกเรียกว่า “งูเห่า” แจงเหตุผลหันหลังให้เพื่อไทย เพราะแสดงความเห็นที่ไม่ถูกใจผู้ใหญ่ในพรรค แถมปล่อยให้ ส.ส. รับหน้าเรื่องดิจิทัลวอลเล็ตไปวันๆ ขอโหวตหนุน นายกฯ จากทุกพรรค ยกเว้น เพื่อไทย เรื่องราวของ “นุชนาถร่ายยาว 6 ข้อ เหตุผลหันหลังให้เพื่อไทย พร้อมยอมถูกเรียกว่า “งูเห่า” กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองที่หลายคนจับตามอง

วันที่ 31 ส.ค. 2568 นางนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 9 พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจง ว่าขอใช้พื้นที่เล็กๆ แสดงความรู้สึกที่มีในใจต่อทุกเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นจากอดีตจนถึงปัจจุบัน รวมถึงการตัดสินใจหันหลังให้กับพรรคเพื่อไทย พรรคที่ตนเองเคยยึดมั่นในอุดมการณ์มาโดยตลอด

ดิฉันขอไล่เรียงความเป็นมาก่อนที่ข่าวจะออกไปตามที่ทุกท่านได้เห็น ก่อนที่จะมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปมากกว่านี้

1. ส.ส.ในพรรคเพื่อไทย ทราบเป็นอย่างดีว่าดิฉันมักจะแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมในสิ่งที่ ส.ส.หลายๆ ท่านไม่กล้าแสดงความคิดเห็นเนื่องจากเกรงว่าจะกระทบกับผู้ใหญ่ในพรรค แต่ดิฉันด้วยความเป็นคนบ้านนอก คนของชาวบ้าน เป็น ส.ส.สมัยแรกที่เข้ามาเพราะต้องการเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้าง จึงมักจะแสดงข้อคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ได้สนใจผลกระทบเหล่านั้น ซึ่งนั่นคือจุดชนวนหนึ่งที่ดิฉันเดินออกมา

2. หลังจากการแสดงความคิดเห็นที่ไม่ถูกใจผู้ใหญ่ในพรรค ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอเกี่ยวกับพื้นที่ เรื่องเศรษฐกิจ ราคาสินค้าเกษตร รวมทั้งปัญหาชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน มีผู้ใหญ่ในพรรคถึงกับพูดกับ ส.ส.คนอื่นในพรรคที่อยู่พื้นที่ใกล้เคียงกับพื้นที่ของดิฉันว่า เป็นพวกหัวรุนแรง ไม่ต้องการให้ดิฉันลงสมัคร ส.ส. ในนามพรรคเพื่อไทยต่อในสมัยหน้า ให้ช่วยหาคนมาลงแทนหน่อย แล้วจะให้ดิฉันยืนอยู่ในจุดนั้นด้วยความสบายใจได้อย่างไร

3. เงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ดิฉันรวมทั้ง ส.ส.พรรคเพื่อไทย พยายามเสนอให้ฝ่ายบริหารดำเนินการให้แล้วเสร็จเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายที่ได้สัญญาไว้กับพี่น้องประชาชน แต่คำตอบที่ได้รับกลับมาคือความเงียบครั้งแล้วครั้งเล่า ท่านต้องตอบคำถามประชาชนเองบ้าง ไม่ใช่ให้ ส.ส. รับหน้าให้ไปวันๆ ว่างบประมาณเป็นแสนๆ ล้านที่ควรดำเนินการโครงการดังกล่าว ท่านเอาไปทำอะไร ดิฉันเชื่อเหลือเกินว่า ส.ส.ในพรรคเพื่อไทยส่วนใหญ่อึดอัดใจกับสถานการณ์ภายในพรรคที่เกิดขึ้น และรับไม่ได้กับสิ่งที่ต้องรับอยู่ในขณะนี้

4. เมื่อฟางเส้นสุดท้ายมาถึง ข้อเสนอต่างๆ จาก ส.ส.ในพรรคส่วนใหญ่ (ไม่ใช่แค่เพียงเสียงของดิฉัน) ไม่ได้รับการตอบสนอง การเดินออกจากพรรคเพื่อไทยของดิฉัน ไม่ใช่ออกมาเพื่อสนับสนุนผู้ใด แต่การเดินออกมาเพราะเจตนารมณ์ของพรรคที่ดิฉันเคยศรัทธานั้นเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง อุดมการณ์อันแน่วแน่ของพรรคไม่หลงเหลืออยู่แล้ว ส.ส.ในพื้นที่ต้องคอยรับหน้าให้กับการกระทำของฝ่ายบริหารพรรค ทั้งๆ ที่ไม่เห็นด้วยในหลายประเด็น

5. ดิฉันจะยังคงสนับสนุนแนวทางประชาธิปไตยที่ยึดเสียงของประชาชนเป็นสำคัญ ที่ผ่านมาดิฉันอาจเป็นตัวตลกในสายตาประชาชน แม้กระทั่งในเวลานี้ แต่นั่นไม่ได้ทำให้ดิฉันลดละความตั้งใจที่จะต่อสู้เพื่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่ไปได้ ดิฉันไม่ได้มาจากตระกูลหรือครอบครัวของนักการเมือง ไม่ได้สืบทอดอำนาจมาจากผู้ใด ความตั้งใจที่เข้ามาในสนามการเมืองก็เพื่อต้องการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองให้ดีขึ้น

6. ดิฉันจะขอใช้เอกสิทธิ์ ส.ส. สนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคใดก็แล้วแต่ที่สามารถรวบรวมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้ ยกเว้นแคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทย เพื่อปูทางไปสู่การยุบสภาโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ คืนอำนาจสู่ประชาชน ปลดล็อกสถานการณ์อันเลวร้ายทางการเมือง ถึงแม้ดิฉันจะต้องเสียตำแหน่ง ส.ส. ไปก็ยินดี หรืออาจจะหมดโอกาสในการเดินเข้าสภาฯ อีกก็ตาม ดิฉันขอใช้หนึ่งเสียงที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน เพื่อคืนอำนาจกลับสู่ประชาชนเช่นเดิม

“ถ้าผู้คนทั้งประเทศตีตราว่าดิฉันเป็น ‘งูเห่า’ ดิฉันขอเป็นงูเห่าที่ย้ายข้างไปยกมือคืนอำนาจให้กับประชาชน ขอบคุณค่ะ”

นุชนาถ จารุวงษ์เสถียร

ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 9

“นุชนาถ” ร่ายยาว 6 ข้อ เหตุผลหันหลังให้เพื่อไทย พร้อมยอมถูกเรียกว่า “งูเห่า”

การตัดสินใจของนางนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร สร้างความฮือฮาและเกิดคำถามมากมายในสังคม บทบาทของ ส.ส. ในการเป็นปากเสียงของประชาชนและการรักษาอุดมการณ์ทางการเมืองเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

เหตุผลที่ “นุชนาถ” ร่ายยาวถึง 6 ข้อ ยอมถูกเรียกว่า “งูเห่า”

การออกมาให้เหตุผลอย่างละเอียดถึง 6 ข้อ สะท้อนให้เห็นถึงความอัดอั้นตันใจและความขัดแย้งภายในพรรคเพื่อไทยที่นำไปสู่การตัดสินใจครั้งสำคัญนี้ การเปิดเผยข้อมูลและความรู้สึกต่อสาธารณชนเป็นสิ่งที่น่าสนใจและควรได้รับการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน

การที่นางนุชนาถกล่าวถึงประเด็นต่างๆ เช่น การแสดงความคิดเห็นที่ไม่ถูกใจผู้ใหญ่ในพรรค ปัญหาเรื่องเงินดิจิทัลวอลเล็ต และความอึดอัดใจของ ส.ส. ส่วนใหญ่ในพรรค ล้วนเป็นประเด็นที่น่าสนใจและควรได้รับการตรวจสอบเพื่อความโปร่งใสและความเข้าใจที่ถูกต้อง

การตัดสินใจที่จะสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคอื่นที่ไม่ใช่พรรคเพื่อไทย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการคืนอำนาจสู่ประชาชนและการแก้ไขสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น แม้ว่าการตัดสินใจนี้อาจนำมาซึ่งผลกระทบต่อตนเอง นางนุชนาถก็ยังคงยืนหยัดในสิ่งที่ตนเองเชื่อมั่น

สิ่งที่เกิดขึ้นกับนางนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายและความซับซ้อนของการเมืองไทย การรักษาอุดมการณ์และความมุ่งมั่นในการทำเพื่อประชาชนเป็นสิ่งที่นักการเมืองทุกคนควรยึดมั่น แม้ว่าต้องเผชิญกับอุปสรรคและความขัดแย้งต่างๆ

  • การแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาเป็นสิ่งที่ควรสนับสนุน
  • ปัญหาภายในพรรคควรได้รับการแก้ไขอย่างโปร่งใส
  • การคืนอำนาจสู่ประชาชนเป็นเป้าหมายที่สำคัญ

เรื่องราวของ “นุชนาถ” ร่ายยาว 6 ข้อ เหตุผลหันหลังให้เพื่อไทย พร้อมยอมถูกเรียกว่า “งูเห่า” เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจและเป็นบทเรียนสำหรับนักการเมืองและประชาชนทุกคน

โดยสรุปแล้ว การออกมาเปิดเผยเหตุผลของ “นุชนาถร่ายยาว 6 ข้อ เหตุผลหันหลังให้เพื่อไทย พร้อมยอมถูกเรียกว่า “งูเห่า” เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งในแง่ของการเมืองภายในพรรค การรักษาอุดมการณ์ และการทำเพื่อประชาชน การตัดสินใจครั้งนี้อาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญต่อไปในอนาคต

ที่มา – “นุชนาถ” ร่ายยาว 6 ข้อ เหตุผลหันหลังให้เพื่อไทย พร้อมยอมถูกเรียกว่า “งูเห่า”

“เดชอิศม์” มองควรยุบสภาใน 2-3 เดือน จริงหรือ?

“เดชอิศม์” มองควรยุบสภาใน 2-3 เดือน แทงขาเดียวไม่ร่วมตั้งรัฐบาลกับภูมิใจไทย รัฐประหาร 100 ครั้ง ไม่เลวร้ายเท่าฮั้วเลือก สว. ย้ำ หนุนไม่ไหว ความเป็นคนไม่เหลือแล้ว โวข้อเสนอเพื่อไทยชิงเกมเร็ว

เมื่อเวลา 15.40 น. วันที่ 31 สิงหาคม 2568 นายเดชอิศม์ ขาวทอง สส.สงขลา และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) หลังกลับจากร่วมคณะพรรคเพื่อไทย ไปเจรจาขอให้พรรคประชาชน ร่วมจัดตั้งรัฐบาลขั้วพรรคเพื่อไทย ว่า ตนไปเป็นเพื่อน แต่ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องระหว่าง 2 พรรคคุยกัน ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวถามต่อ จะนำข้อหารือของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนเข้าในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ด้วยหรือไม่ นายเดชอิศม์ กล่าวว่า อาจจะอยู่ในวาระอื่นๆ เพราะเรามีวาระสำคัญอยู่แล้ว เมื่อถามอีกว่าส่วนตัวเห็นด้วยกับข้อเสนอของพรรคเพื่อไทยที่ให้พรรคประชาชนพิจารณาหรือไม่ นายเดชอิศม์ ตอบว่า เห็นด้วย วันนี้เราต้องยุบสภาให้เร็วที่สุด ถึงแม้อยู่ก็ขัดกับความรู้สึกของประชาชน ส่วนตัวตนเห็นว่า 4 เดือนยาวไป อยากให้ยุบสภาเร็วกว่านั้น เมื่อทำในสิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนเสร็จสิ้นก็รีบยุบสภา อาจจะ 2-3 เดือน เพื่อให้ประชาชนได้กลับไปตัดสินใจว่าจะเลือกใครมาเป็นผู้นำประเทศ

“ส่วนประเด็นที่แถมไปในข้อเสนอของพรรคเพื่อไทย เช่น เรื่องทุจริตที่ดินเขากระโดง ที่หลวงมันต้องเป็นที่หลวง เราปล่อยให้ยืดเยื้อขนาดนี้ได้อย่างไร และเรื่องฮั้ว สว. มันเป็นการทำร้ายประเทศ ผมว่าทำการรัฐประหาร 100 ครั้ง ก็ไม่เลวร้ายเท่ากับการฮั้ว สว. เพราะ สว. ต้องไปเลือก กกต. ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ หาก สว. มีเจ้าของ มีการสั่งกันได้ เท่ากับประเทศเราอยู่ภายใต้กำกับของคนเดียว ประเทศเราจะอยู่อย่างไร ผมว่าประเทศเราถึงกับล่มสลายได้เลย”

เมื่อถามย้ำแบบนี้แสดงว่าปิดประตูร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยแล้วใช่หรือไม่ นายเดชอิศม์ ตอบว่า หากตนสนับสนุนเจ้าของนโยบายที่ตนพูดไปสักครู่ อย่าว่าแต่เป็นนักการเมืองเลย ความเป็นคนก็ไม่เหลือแล้ว ไม่มีความเป็นคนเหลืออยู่แล้ว.

“เดชอิศม์” มองควรยุบสภาใน 2-3 เดือน

ทำไม “เดชอิศม์” มองควรยุบสภาใน 2-3 เดือน?

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่ผันผวนในปัจจุบัน มุมมองของนายเดชอิศม์ที่เสนอให้ “เดชอิศม์” มองควรยุบสภาใน 2-3 เดือน นั้นน่าสนใจอย่างยิ่ง ข้อเสนอดังกล่าวอาจเป็นทางออกเพื่อให้ประชาชนได้มีสิทธิในการตัดสินใจอนาคตของประเทศอีกครั้ง

การที่เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ออกมาแสดงความเห็นเช่นนี้ ย่อมสะท้อนถึงความอึดอัดใจต่อสถานการณ์ที่เป็นอยู่ และต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นโดยเร็ว การยุบสภาและการเลือกตั้งใหม่จึงเป็นกลไกสำคัญในการคืนอำนาจให้กับประชาชน

“เดชอิศม์” มองควรยุบสภาใน 2-3 เดือน ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังพรรคการเมืองอื่นๆ ให้ตระหนักถึงความสำคัญของการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน หากพรรคการเมืองใดไม่สามารถปรับตัวและตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงได้ ก็อาจไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

อย่างไรก็ตาม การ “เดชอิศม์” มองควรยุบสภาใน 2-3 เดือน ก็ยังมีความท้าทายอยู่หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระยะเวลาในการเตรียมการเลือกตั้ง การจัดการปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่าน และการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าการเลือกตั้งครั้งใหม่นี้จะเป็นไปอย่างโปร่งใสและยุติธรรม

ดังนั้น ทุกภาคส่วนจึงต้องร่วมมือกันเพื่อให้การยุบสภาและการเลือกตั้งใหม่เป็นไปอย่างราบรื่น และนำไปสู่การสร้างรัฐบาลที่มาจากความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

การที่นายเดชอิศม์ออกมาแสดงความเห็นชัดเจนเช่นนี้ ย่อมส่งผลต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประชาชนและพรรคการเมืองต่างๆ คงต้องจับตาดูสถานการณ์ต่อไปอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

ที่มา – “เดชอิศม์” มองควรยุบสภาใน 2-3 เดือน แทงขาเดียว ไม่ร่วมตั้งรัฐบาลกับภูมิใจไทย

“สุชาติ ตันเจริญ” ลาประชุม ครม. เหตุวันภาษาไทย 2568

ส่งหนังสือแจ้งลา ครม.นัดพิเศษแล้ว “สุชาติ ตันเจริญ” แจงติดงานเป็นประธานพิธีวันภาษาไทยแห่งชาติ 2568

วันที่ 31 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลัง นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี แจ้งนัดประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีรัฐมนตรีแจ้งลาการประชุม 7 คน ซึ่งปรากฏชื่อ นายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แจ้งลาประชุม ครม.นัดพิเศษด้วย

โดย นายสุชาติ ได้ส่งหนังสือแจ้งลาประชุม ครม. เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากติดภารกิจ เป็นประธานในพิธีวันภาษาไทยแห่งชาติ 2568 จัดโดยสำนักงานราชบัณฑิตยสภา ที่โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชัน ถนนวิภาวดีรังสิต ซึ่งนัดหมายไว้ล่วงหน้าแล้ว.

“สุชาติ ตันเจริญ” ลาประชุม ครม. เหตุวันภาษาไทย 2568

กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากในวงการการเมือง เมื่อมีรายงานว่า นายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แจ้งลาการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ โดยให้เหตุผลว่าติดภารกิจสำคัญ นั่นคือการเป็นประธานในพิธีวันภาษาไทยแห่งชาติ 2568 ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานราชบัณฑิตยสภา

การลาประชุม ครม. ของนายสุชาติ ทำให้เกิดคำถามตามมามากมาย ทั้งในแง่ของความสำคัญของภารกิจที่ได้รับมอบหมาย และความเหมาะสมในการตัดสินใจเลือกที่จะเข้าร่วมงานวันภาษาไทยแห่งชาติ แทนการเข้าร่วมประชุม ครม. ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการบริหารประเทศ

รายละเอียดภารกิจวันภาษาไทยแห่งชาติ 2568

สำหรับภารกิจวันภาษาไทยแห่งชาติ 2568 ที่นายสุชาติ ตันเจริญ ได้รับมอบหมายให้เป็นประธานในพิธีนั้น จัดขึ้น ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชัน ถนนวิภาวดีรังสิต โดยสำนักงานราชบัณฑิตยสภา ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการส่งเสริมและอนุรักษ์ภาษาไทย งานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงห่วงใยและพระราชทานแนวทางในการอนุรักษ์ภาษาไทย รวมถึงเพื่อส่งเสริมให้คนไทยเห็นคุณค่าและความสำคัญของภาษาไทย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ

ในงานวันภาษาไทยแห่งชาติ 2568 มีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การมอบรางวัลแก่ผู้ที่มีผลงานดีเด่นด้านภาษาไทย การจัดนิทรรศการแสดงผลงานด้านภาษาไทย การเสวนาทางวิชาการ และการแสดงทางวัฒนธรรม

แม้ว่าการเข้าร่วมงานวันภาษาไทยแห่งชาติ จะเป็นการแสดงออกถึงความใส่ใจในวัฒนธรรมและภาษาไทย แต่หลายฝ่ายมองว่าการที่รัฐมนตรีเลือกที่จะไม่เข้าร่วมประชุม ครม. ซึ่งเป็นวาระสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดิน อาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจในประเด็นสำคัญต่างๆ ได้

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของนายสุชาติ ตันเจริญ ในครั้งนี้ ได้ก่อให้เกิดการถกเถียงและวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบและคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ

การลาประชุม ครม. เพื่อไปเป็นประธานในพิธีวันภาษาไทย 2568 ของนายสุชาติ ตันเจริญ ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของบทบาทและหน้าที่ของนักการเมือง ที่ต้องตัดสินใจเลือกที่จะให้ความสำคัญกับภารกิจต่างๆ อย่างรอบคอบและสมเหตุสมผล

เหตุการณ์นี้ตอกย้ำถึงความสำคัญของการบริหารจัดการเวลาและการจัดลำดับความสำคัญของภารกิจต่างๆ สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างเต็มที่

สุดท้ายนี้ ประเด็นเรื่องการลาประชุม ครม. ของนายสุชาติ ตันเจริญ เพื่อร่วมงานวันภาษาไทย 2568 คงจะเป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับนักการเมืองทุกคน ในการพิจารณาบทบาทและหน้าที่ของตนเองอย่างถี่ถ้วน และตัดสินใจเลือกที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

วันภาษาไทย 2568 มีความสำคัญอย่างยิ่งในการส่งเสริมและอนุรักษ์ภาษาไทยให้คงอยู่สืบไป การที่นายสุชาติเข้าร่วมงานนี้แสดงให้เห็นถึงความตระหนักในคุณค่าของภาษาประจำชาติ

ที่มา – “สุชาติ ตันเจริญ” ส่งหนังสือแจ้งลา ครม.นัดพิเศษแล้ว เหตุติดงานวันภาษาไทย 2568

ปชน. ยันเงื่อนไขโหวตนายกฯ แค่ 3 ข้อ

พรรคประชาชน โต้ “ไพศาล พืชมงคล” หลังโพสต์อ้าง ปชน. ไม่โหวตให้ใครเป็นรัฐบาล ยืนยัน เงื่อนไขโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 มีแค่ 3 ข้อ ย้ำ ยังไม่ได้รับข้อเสนอของพรรคใดทั้งสิ้น

เมื่อเวลา 10.26 น. วันที่ 31 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคประชาชน (ปชน.) มีการแชร์โพสต์ของ นายไพศาล พืชมงคล นักกฎหมาย และอดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ด่วนมาก พรรคประชาชนออกอาการไม่โหวตให้ใครเป็นรัฐบาล จะทำให้การตั้งรัฐบาลตั้งไม่ได้ วันนี้มีข่าวจากเฟซบุ๊กว่าพรรคประชาชนตั้งเงื่อนไขเพิ่มอีก 2 ข้อ รวมเป็น 5 ข้อ ถ้าแบบนี้ก็ส่ออาการกดดันให้ยุบสภา เมื่อบ่ายวันนี้ (30 สิงหาคม) หัวหน้าพรรคประชาชนได้ตั้งเงื่อนไข ในการโหวตให้พรรคใดเป็นรัฐบาลเพิ่มอีก 2 ข้อคือ 1. ต้องปล่อยตัวผู้ต้องคดีมาตรา 112 ทั้งหมด 2. ต้องจัดเงินบำนาญให้แก่ประชาชน ส่วนเงื่อนไขที่ตั้งมาก่อนหน้า 3 ข้อคือ 1. ต้องยุบสภาภายใน 4 เดือน 2. ต้องทำประชามติ แก้รัฐธรรมนูญและตั้ง ส.ส.ร. และ 3. การแก้ปัญหาข้อพิพาทกับกัมพูชา

พรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย จะกล้ารับเงื่อนไข 5 ข้อนี้ไหม ถ้าไม่รับเงื่อนไขทั้ง 5 ข้อนี้ พรรคประชาชนก็จะไม่โหวตให้เป็นรัฐบาล ก็จะไม่มีพรรคไหนได้เสียงข้างมากในการเลือกนายกรัฐมนตรี ก็จะตั้งรัฐบาลไม่ได้ ก็จะนำไปสู่การยุบสภา ใครที่ตีความรัฐธรรมนูญเอาตามใจว่ารัฐบาลรักษาการยุบสภาไม่ได้ ก็เท่ากับตีความว่าให้พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลไปจนครบเทอม ในฐานะรัฐบาลรักษาการอย่างนั้นใช่ไหม นี่จะไม่ใช่ตีความรัฐธรรมนูญในทางวิปริตดอกหรือ

ทางด้าน พรรคประชาชนยืนยันผ่านทางเฟซบุ๊กพรรคว่า “เงื่อนไขในการโหวตนายกรัฐมนตรีมีเพียง 3 ข้อ ได้แก่ 1. ยุบสภาภายใน 4 เดือน 2. จัดทำประชามติเพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ 3. พรรคประชาชนจะไม่ร่วมรัฐบาลเด็ดขาด และไม่มีบุคคลในพรรคหรือตัวแทน ไปรับตำแหน่งใน ครม. ยังไม่มีการเพิ่มเงื่อนไขอื่นใดจากนี้ และขณะนี้พรรคประชาชนยังไม่ได้ตัดสินใจรับข้อเสนอของพรรคใดทั้งสิ้น ขอให้พี่น้องประชาชนรับฟังข่าวสารจากช่องทางที่เป็นทางการของพรรคเท่านั้น”

ปชน. ยันเงื่อนไขโหวตนายกฯ แค่ 3 ข้อ

จากกรณีที่นายไพศาล พืชมงคล ได้ออกมาโพสต์ข้อความเกี่ยวกับเงื่อนไขการโหวตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชน (ปชน.) ที่มีการเพิ่มเติมเงื่อนไข ทำให้หลายฝ่ายเกิดความสับสน ล่าสุดทางพรรคประชาชนได้ออกมายืนยันอย่างชัดเจนว่า เงื่อนไขโหวตนายกฯ ยังคงมีเพียง 3 ข้อตามที่ได้ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ และยังไม่มีการตัดสินใจว่าจะสนับสนุนพรรคใด

ทำความเข้าใจเงื่อนไขโหวตนายกฯ ของพรรคประชาชน

เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน เรามาสรุปเงื่อนไขในการโหวตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชนกันอีกครั้ง:

  • เงื่อนไขที่ 1: ยุบสภาภายใน 4 เดือน
  • เงื่อนไขที่ 2: จัดทำประชามติเพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ
  • เงื่อนไขที่ 3: พรรคประชาชนจะไม่ร่วมรัฐบาลเด็ดขาด

ทางพรรคย้ำว่ายังไม่มีการเพิ่มเงื่อนไขอื่นใดจากนี้ และขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากช่องทางที่เป็นทางการของพรรคเท่านั้น เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงมีความผันผวน และการเจรจาต่อรองระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ ยังคงดำเนินต่อไป การที่พรรคประชาชนออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนเช่นนี้ ถือเป็นสัญญาณที่สำคัญในการกำหนดทิศทางของการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต จึงต้องติดตามกันต่อไปว่า เงื่อนไขโหวตนายกฯ ทั้ง 3 ข้อนี้ จะมีผลต่อการตัดสินใจของพรรคอื่นๆ อย่างไร และใครจะเป็นผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

การที่พรรคประชาชนออกมาเน้นย้ำ เงื่อนไขโหวตนายกฯ ของตนเอง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันประเด็นที่สำคัญต่อประชาชน เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญและการปฏิรูปการเมือง แม้ว่าจะเป็นพรรคขนาดเล็ก แต่ก็มีบทบาทในการกำหนดทิศทางและสร้างความเปลี่ยนแปลงในการเมืองไทยได้

การออกมาปฏิเสธข่าวลือเรื่องการเพิ่มเงื่อนไขในการโหวตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชน เป็นสิ่งที่น่าจับตามอง เพราะแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะรักษาจุดยืนและความน่าเชื่อถือของพรรค ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่เต็มไปด้วยข่าวสารที่บิดเบือนและข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง การที่พรรคประชาชนยืนยัน เงื่อนไขโหวตนายกฯ อย่างชัดเจน จะช่วยให้ประชาชนสามารถตัดสินใจและติดตามสถานการณ์ได้อย่างถูกต้องยิ่งขึ้น

ที่มา – ปชน. โต้ “ไพศาล” ยันเงื่อนไขโหวตนายกฯ แค่ 3 ข้อ ย้ำยังไม่ได้รับข้อเสนอพรรคใด

นิด้าโพล: คนหนุน “นักธุรกิจ” นั่งนายกฯ

ผลนิด้าโพลล่าสุด เผยประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุน “นักธุรกิจ” นั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไป รองลงมาคือบุคคลจากสายทหาร และมองว่าผู้ที่อยู่ในช่วง Gen X มีความเหมาะสมที่สุด นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มที่จะเลือกพรรคการเมืองใหม่ที่ยังไม่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในสภาปัจจุบันอีกด้วย

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้เผยแพร่ผลสำรวจ เรื่อง “สนใจไหม นายกใหม่ พรรคการเมืองใหม่” ซึ่งทำการสำรวจระหว่างวันที่ 25-26 สิงหาคม 2568 จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,310 ตัวอย่าง กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ เพื่อสำรวจความคิดเห็นและความต้องการของประชาชนเกี่ยวกับการเลือกนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ผลนิด้าโพล: คนหนุน “นักธุรกิจ” นั่งนายกฯ

ผลการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับอาชีพของบุคคลที่ประชาชนต้องการให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งครั้งหน้า พบว่า:

  • ร้อยละ 32.44 ระบุว่า นักธุรกิจ เจ้าของกิจการขนาดใหญ่
  • ร้อยละ 24.05 ระบุว่า ทหาร
  • ร้อยละ 19.54 ระบุว่า นักการเมืองอาชีพระดับชาติ
  • ร้อยละ 16.26 ระบุว่า นักกฎหมาย (เช่น ทนาย อัยการ ผู้พิพากษา เป็นต้น)
  • ร้อยละ 16.11 ระบุว่า ข้าราชการ
  • ร้อยละ 14.89 ระบุว่า ผู้บริหารองค์การภาคธุรกิจ (ที่ไม่ใช่เจ้าของ หรือ ผู้ถือหุ้นใหญ่ในกิจการ) และนักวิชาการ ในสัดส่วนที่เท่ากัน
  • ร้อยละ 12.75 ระบุว่า นักธุรกิจ เจ้าของกิจการขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลาง (SME)
  • ร้อยละ 11.83 ระบุว่า นักการเมืองอาชีพระดับท้องถิ่น
  • ร้อยละ 7.18 ระบุว่า ผู้ทำอาชีพอิสระ (เช่น ฟรีแลนซ์ อินฟลูเอนเซอร์ เน็ตไอดอล นักเขียน เป็นต้น)
  • ร้อยละ 6.18 ระบุว่า คนในวงการ NGO อาสาสมัครเพื่อสังคม
  • ร้อยละ 4.81 ระบุว่า ตำรวจ
  • ร้อยละ 3.21 ระบุว่า พ่อค้า แม่ค้าในตลาด
  • ร้อยละ 3.13 ระบุว่า ไม่ตอบ
  • ร้อยละ 3.05 ระบุว่า แพทย์ พยาบาล
  • ร้อยละ 2.82 ระบุว่า กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน
  • ร้อยละ 1.98 ระบุว่า มนุษย์เงินเดือนในบริษัทเอกชน
  • ร้อยละ 0.84 ระบุว่า คนในวงการบันเทิง ดารา นักร้อง นักแสดง
  • ร้อยละ 0.61 ระบุว่า คนในวงการไฮโซ

จากผลสำรวจนี้ ชี้ให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ทางธุรกิจ และความสามารถในการบริหารจัดการ เมื่อพิจารณาถึงคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี

คนส่วนใหญ่มอง Gen X เหมาะสมเป็นนายกฯ ตามผลนิด้าโพล

ในส่วนของช่วงอายุ (เจเนอเรชัน) ของบุคคลที่ประชาชนต้องการให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งครั้งหน้า พบว่า:

  • ร้อยละ 65.57 ระบุว่า Gen X (อายุระหว่าง 45-60 ปี)
  • ร้อยละ 24.96 ระบุว่า Millennials หรือ Gen Y (อายุระหว่าง 29-44 ปี)
  • ร้อยละ 9.24 ระบุว่า Baby Boomers (อายุระหว่าง 61-79 ปี)
  • ร้อยละ 0.23 ระบุว่า Silent Gen (อายุระหว่าง 80-100 ปี)

ผลสำรวจดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่มองว่าคนในช่วง Gen X มีความเหมาะสมที่จะเป็นผู้นำประเทศในปัจจุบัน เนื่องจากมีประสบการณ์และความเข้าใจในสถานการณ์ต่างๆ เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังบ่งชี้ถึงแนวโน้มที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเลือกพรรคการเมืองใหม่ในการเลือกตั้งครั้งหน้า:

  • ร้อยละ 32.21 ระบุว่า ไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้มที่จะเลือกผู้สมัคร สส.จากพรรคการเมืองใหม่
  • ร้อยละ 31.76 ระบุว่า เลือกผู้สมัคร สส.จากพรรคการเมืองใหม่แน่นอน
  • ร้อยละ 17.48 ระบุว่า ไม่เลือกผู้สมัคร สส.จากพรรคการเมืองใหม่แน่นอน
  • ร้อยละ 11.15 ระบุว่า ไม่แน่ใจอะไรเลย
  • ร้อยละ 7.40 ระบุว่า ไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้มที่จะไม่เลือกผู้สมัคร สส.จากพรรคการเมืองใหม่

และสำหรับแนวโน้มในการเลือก สส.ระบบบัญชีรายชื่อจากพรรคการเมืองใหม่ พบว่า:

  • ร้อยละ 32.75 ระบุว่า เลือกพรรคการเมืองใหม่แน่นอน
  • ร้อยละ 32.06 ระบุว่า ไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้มที่จะเลือกพรรคการเมืองใหม่
  • ร้อยละ 18.09 ระบุว่า ไม่เลือกพรรคการเมืองใหม่แน่นอน
  • ร้อยละ 11.15 ระบุว่า ไม่แน่ใจอะไรเลย
  • ร้อยละ 5.95 ระบุว่า ไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้มที่จะไม่เลือกพรรคการเมืองใหม่

โดยสรุปแล้ว ผลนิด้าโพลครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงความต้องการของประชาชนที่อยากเห็นผู้นำที่มีประสบการณ์ทางธุรกิจ มีความเข้าใจในสถานการณ์ปัจจุบัน และเปิดโอกาสให้กับพรรคการเมืองใหม่ๆ เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาประเทศ

ผลสำรวจนี้สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนกำลังมองหาความเปลี่ยนแปลงและผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ใหม่ๆ ในการนำพาประเทศไปข้างหน้า การที่ “นักธุรกิจ” ได้รับความนิยมสูงสุด อาจเป็นเพราะประชาชนมองว่าพวกเขามีความสามารถในการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – ผลนิด้าโพล คนหนุน “นักธุรกิจ” นั่งนายกฯ รองลงมาเป็นทหาร มอง Gen X เหมาะ

เพื่อไทยหารือพรรคประชาชน หวังข้อยุติที่ดี

โฆษกเพื่อไทย เผย “พ.ต.อ.ทวี – เดชอิศม์” ร่วมวงหารือพรรคประชาชนบ่ายนี้ด้วย หวังได้ข้อยุติที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ย้ำ หากเดินหน้าตามข้อเสนอได้ไว พร้อมยุบสภาก่อน 4 เดือน

วันที่ 31 สิงหาคม 2568 นายดนุพร ปุณณกันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการนัดหารือกันของพรรคเพื่อไทย (พท.) และพรรคประชาชน (ปชน.) ในช่วงบ่ายวันนี้ ว่า การหารือกันของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนจะสร้างบรรยากาศการเมืองที่ดีที่จะทำให้เห็นว่าประเทศจะไม่เกิดสุญญากาศทางการเมือง เนื่องจากมีข้อเสนอที่ชัดเจนในกรอบเวลาที่เหมาะสม ซึ่งพรรคเพื่อไทยตอบรับเงื่อนไขต่างๆ ตามข้อเสนอของพรรคประชาชนตั้งแต่ต้น พร้อมยืนยันว่าหากสามารถดำเนินการตามเงื่อนไขดังกล่าวได้รวดเร็ว ก็จะสามารถยุบสภาคืนอำนาจให้พี่น้องประชาชนได้ก่อนเวลา 4 เดือนที่พรรคประชาชนวางเอาไว้

นายดนุพร กล่าวต่อไปว่า สำหรับข้อเสนอเพิ่มเติมอื่นๆ ที่พรรคเพื่อไทยเสนอไปก็เพื่อให้ประเด็นคำถามที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันในสังคม เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือ เรื่อง MOU ทั้ง 2 ฉบับ ได้มีข้อยุติผ่านกระบวนการประชาธิปไตย

ส่วนการหารือกันในช่วงบ่ายวันนี้ พรรคเพื่อไทยจะนำโดย นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรค, นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรค, นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รองหัวหน้าพรรค, นางสาวจิราพร สินธุไพร รองหัวหน้าพรรค พร้อมมีตัวแทนจากพรรคร่วมรัฐบาล นำโดย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และนายเดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ไปร่วมด้วย

ทั้งนี้ การประสานนัดหมายกับพรรคประชาชน และข้อเสนอต่างๆ ที่พรรคเพื่อไทยได้เสนอไปนั้น ได้มีการประสานให้แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคได้รับทราบและเห็นชอบตรงกันแล้ว จึงคาดหวังว่าผลการหารือในวันนี้จะมีข้อยุติที่ดีและเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนมากที่สุด.

เพื่อไทยหารือพรรคประชาชน หวังข้อยุติที่ดี

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองล่าสุด พรรคเพื่อไทยได้เปิดเผยถึงการหารือร่วมกับพรรคประชาชน โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญคือการหาข้อยุติที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด การหารือครั้งนี้ได้รับความสนใจจากหลายฝ่าย เนื่องจากเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์แตกต่างกัน การที่พรรคเพื่อไทยออกมาแสดงความหวังว่าจะได้ข้อยุติที่ดี ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของการเจรจาในครั้งนี้

เป้าหมายหลักของการหารือเพื่อไทยหารือพรรคประชาชน

เป้าหมายหลักของการหารือเพื่อไทยหารือพรรคประชาชน คือการสร้างความเข้าใจร่วมกันในประเด็นสำคัญต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารประเทศ รวมถึงการแก้ไขปัญหาที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ การที่ทั้งสองพรรคสามารถหาจุดร่วมกันได้ จะเป็นสัญญาณที่ดีต่อเสถียรภาพทางการเมือง และเป็นการแสดงให้เห็นว่าพรรคการเมืองต่างๆ สามารถทำงานร่วมกันได้เพื่อประโยชน์ส่วนรวม

การที่พรรคเพื่อไทยย้ำว่า หากสามารถดำเนินการตามข้อเสนอต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ก็พร้อมที่จะยุบสภาก่อนกำหนดถึง 4 เดือน แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงที่จะคืนอำนาจให้กับประชาชน และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ตัดสินใจเลือกผู้แทนของตนเองอีกครั้งหนึ่ง การตัดสินใจนี้ถือเป็นการเดิมพันทางการเมืองที่สำคัญ และสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของพรรคเพื่อไทยต่อการสนับสนุนจากประชาชน

นอกจากนี้ การที่พรรคเพื่อไทยได้เชิญตัวแทนจากพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ เข้าร่วมการหารือในครั้งนี้ด้วย แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะสร้างความโปร่งใส และเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การมีส่วนร่วมของพรรคร่วมรัฐบาล จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และนำไปสู่การทำงานร่วมกันที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ การที่พรรคเพื่อไทยได้เสนอแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเรื่อง MOU ทั้ง 2 ฉบับ เพื่อให้เกิดข้อยุติผ่านกระบวนการประชาธิปไตย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคมด้วยวิธีการที่สันติและเป็นประชาธิปไตย การเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็น และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ จะช่วยลดความขัดแย้ง และสร้างความสมานฉันท์ในสังคม

การหารือเพื่อไทยหารือพรรคประชาชนในครั้งนี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตทางการเมืองของประเทศ การที่ทั้งสองพรรคสามารถหาข้อยุติที่ดีได้ จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการเมืองในระบอบประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามผลการหารืออย่างใกล้ชิด และดูว่าข้อตกลงต่างๆ จะถูกนำไปปฏิบัติจริงได้หรือไม่

การเมืองไทยยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ อย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์ และสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง การมีส่วนร่วมทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการแสดงความคิดเห็น การเลือกตั้ง หรือการสนับสนุนพรรคการเมืองที่เราเชื่อมั่น จะช่วยสร้างสังคมที่ดีและเข้มแข็ง

ที่มา – เพื่อไทย เผย “ทวี-เดชอิศม์” ร่วมวงหารือพรรคประชาชน หวังได้ข้อยุติที่ดี

Scroll to top