โหวตนายก 2568

“สุริยะ” ยันอยู่เพื่อไทย 100% – “สมศักดิ์” ไปประชุม อสม.

“สุริยะ” ย้ำเกิน 100% ยังอยู่กับพรรคเพื่อไทย มั่นใจเป็นรัฐบาลต่อ เมิน “ศักดาดิ์” ชิ่งหนุน “อนุทิน” ด้าน “สมศักดิ์” ไม่เข้าร่วมประชุม ครม. นัดพิเศษ แต่ไปเป็นประธานการประชุม อสม.

เมื่อเวลา 09.50 น. วันที่ 30 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลของพรรค พท. ว่า พรรค พท. ได้มอบหมายให้นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ในฐานะแกนนำพรรค พท. เป็นผู้เจรจา และขอให้รอฟังจากนายภูมิธรรม เมื่อถามว่า ยังคงอยู่กับพรรค พท. ต่อหรือไม่นั้น นายสุริยะ กล่าวว่า เกิน 100%

เมื่อถามว่า ที่ผ่านมามักมีการมองเมื่อนายสุริยะไปอยู่ร่วมกับฝ่ายใดก็จะเป็นรัฐบาลเสมอ ครั้งนี้ยังมั่นใจพรรค พท. จะได้เป็นรัฐบาลต่อหรือไม่ นายสุริยะ กล่าวว่า ยังคงมีความมั่นใจ เพราะพรรค พท. ทำเพื่อประชาชน ส่วนกรณีที่นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ส.ส.กาญจนบุรี พรรค พท. ไปสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมอ้างมี ส.ส. ของพรรคอีก 10 เสียงด้วย ได้มีการตรวจสอบหรือไม่นั้น นายสุริยะ กล่าวว่า เป็นสิทธิของนายศักดิ์ดา ส่วนข้อเท็จจริงมี ส.ส. ไปร่วมกับพรรค ภท. เกิน 10 คน หรือมีเพียงนายศักดิ์ดา คนเดียว ตนไม่แน่ใจ

“สุริยะ” ลั่นยังอยู่เพื่อไทยเกิน 100% – “สมศักดิ์” ไม่ร่วมวง ครม. นัดพิเศษ ไปประชุม อสม.

ขณะที่ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข วันนี้ไม่ได้ร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ แต่ไปเป็นประธาน “โครงการมหกรรมรวมพลอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ตรวจชุดตามสิทธิประโยชน์ใหม่ คนไทย ห่างไกล NCDs” ที่วิทยาลัยการอาชีพศรีสำโรง ตำบลสามเรือน อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย แทน

ทำไม “สมศักดิ์” ถึงเลือกไปประชุม อสม. แทน ครม. นัดพิเศษ?

การที่นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ตัดสินใจไม่เข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ แต่เลือกที่จะไปเป็นประธานในงานประชุม อสม. ที่จังหวัดสุโขทัยนั้น เป็นประเด็นที่น่าสนใจและชวนให้ติดตามถึงเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจดังกล่าว การให้ความสำคัญกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ซึ่งเป็นบุคลากรด่านหน้าที่ใกล้ชิดกับประชาชนในระดับท้องถิ่น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในระดับชุมชนอย่างแท้จริง

อสม. มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการดูแลสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ พวกเขาเป็นผู้ที่ให้คำแนะนำ ให้ความรู้ และส่งต่อข้อมูลด้านสุขภาพที่ถูกต้องให้กับชาวบ้าน รวมถึงเป็นผู้ที่คอยเฝ้าระวังและแจ้งเตือนสถานการณ์ด้านสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นในชุมชน การสนับสนุนและให้กำลังใจ อสม. จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้พวกเขาปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญกับการประชุม อสม. ในครั้งนี้ อาจเป็นการส่งสัญญาณถึงนโยบายของกระทรวงฯ ที่จะให้ความสำคัญกับการทำงานในระดับชุมชนและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดูแลสุขภาพของตนเองมากขึ้น นอกจากนี้ อาจเป็นการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจาก อสม. เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนาระบบสาธารณสุขให้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม การไม่เข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษก็อาจมีเหตุผลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ประเด็นทางการเมือง หรือภารกิจเร่งด่วนอื่นๆ ที่จำเป็นต้องให้ความสำคัญก่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาถึงบริบทและสถานการณ์โดยรวมประกอบกัน

การตัดสินใจของนายสมศักดิ์ในการไปเป็นประธานการประชุม อสม. แทนการเข้าร่วมประชุม ครม. นัดพิเศษ แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับบทบาทของ อสม. ในการดูแลสุขภาพประชาชนระดับฐานราก การสนับสนุนและส่งเสริมการทำงานของ อสม. จะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเสริมระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไปในอนาคต เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่เราควรให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะมีผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง

โดยสรุปแล้ว ข่าว “สุริยะ” ลั่นยังอยู่เพื่อไทยเกิน 100% – “สมศักดิ์” ไม่ร่วมวง ครม. นัดพิเศษ ไปประชุม อสม. สะท้อนให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าสนใจ และการให้ความสำคัญกับบุคลากรทางการแพทย์ระดับท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขของประเทศ การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจในประเด็นต่างๆ เหล่านี้ จะช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ได้อย่างรอบด้าน

ที่มา – “สุริยะ” ลั่นยังอยู่เพื่อไทยเกิน 100% – “สมศักดิ์” ไม่ร่วมวง ครม. นัดพิเศษ ไปประชุม อสม.

สุรพงษ์ ไม่เชื่อ ศักดิ์ดา มี สส. หนุนอนุทินจริง!

สุรพงษ์ รมช.คมนาคม แสดงความไม่เชื่อมั่นว่า ศักดิ์ดา จะมี สส. ในมือถึง 10 คน เพื่อสนับสนุน อนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี ชี้ สส.กาญจนบุรี ยังอยู่ครบ

วันที่ 30 สิงหาคม 2568 ณ ทำเนียบรัฐบาล นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย จังหวัดกาญจนบุรี ได้กล่าวถึงกรณีที่ นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย อ้างว่าจะนำ สส.จากพรรคเพื่อไทย ไปร่วมสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่า ตนยังไม่ได้พูดคุยกับนายศักดิ์ดาในเรื่องนี้โดยตรง แต่ยืนยันว่า สส.ในจังหวัดกาญจนบุรียังคงอยู่กันครบ ยกเว้นกรณีที่มีข่าวออกไปเมื่อวานนี้

ประเด็นที่นายศักดิ์ดาอ้างว่ามี สส.อยู่ในมือถึง 10 คนนั้น นายสุรพงษ์แสดงความคิดเห็นว่า น่าจะเป็น สส.จากจังหวัดอื่น ซึ่งก็เป็นเพียงข่าวลือ ใครมี สส.อยู่ในมือจำนวนเท่าไหร่ ยังไม่มีความแน่ชัด

เมื่อถูกถามว่าเชื่อหรือไม่ว่านายศักดาจะมี สส.ในมือถึง 10 เสียง นายสุรพงษ์ตอบว่า “ถ้าเป็นผม เห็นว่าเฉยๆ ไม่น่าจะเป็นไปได้”

สุรพงษ์ ไม่เชื่อ ศักดิ์ดา มี สส. ในมือ 10 คน ขนโหวตหนุน อนุทิน เป็นนายกฯ

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความผันผวนและเต็มไปด้วยข่าวลือต่างๆ การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายสุรพงษ์ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนและความซับซ้อนในการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล การที่ สส. แต่ละคนออกมาแสดงท่าทีที่แตกต่างกัน ยิ่งทำให้การคาดการณ์อนาคตทางการเมืองเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น

ทำไม สุรพงษ์ ถึงไม่เชื่อว่า ศักดิ์ดา มี สส. ในมือ 10 คน ขนโหวตหนุน อนุทิน?

การที่นายสุรพงษ์ออกมาให้สัมภาษณ์ในลักษณะที่ไม่เชื่อว่านายศักดิ์ดาจะมี สส. ในมือถึง 10 คน อาจมีเหตุผลหลายประการประกอบกัน ดังนี้:

  • ความไม่เชื่อมั่นส่วนตัว: นายสุรพงษ์อาจมีความไม่เชื่อมั่นในตัวนายศักดิ์ดาเป็นการส่วนตัว หรืออาจมองว่าการอ้างจำนวน สส. ในมือ เป็นเพียงการสร้างข่าวเพื่อหวังผลทางการเมือง
  • ข้อมูลที่แตกต่าง: นายสุรพงษ์อาจมีข้อมูลที่แตกต่างจากนายศักดิ์ดา ทำให้เชื่อว่าจำนวน สส. ที่จะสนับสนุนนายอนุทินไม่ได้มีมากถึง 10 คน
  • ต้องการลดกระแสข่าว: การออกมาปฏิเสธข่าว อาจเป็นความพยายามที่จะลดกระแสข่าวเกี่ยวกับการแตกแถวภายในพรรคเพื่อไทย และรักษาภาพลักษณ์ของพรรค

ไม่ว่าเหตุผลที่แท้จริงจะเป็นอย่างไร การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายสุรพงษ์ในครั้งนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของข่าวลือต่างๆ และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอนาคตได้

การเมืองไทยยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และการรวมเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาลเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน การที่ สุรพงษ์ ออกมาแสดงความเห็นเช่นนี้ ยิ่งเน้นย้ำถึงความท้าทายในการสร้างเสถียรภาพทางการเมืองในปัจจุบัน การที่ ศักดิ์ดา อ้างว่ามี สส. สนับสนุน อนุทิน หรือไม่นั้นคงต้องติดตามกันต่อไป

ติดตามข่าวสารการเมืองอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้พลาดทุกความเคลื่อนไหว!

ที่มา – “สุรพงษ์” ไม่เชื่อ “ศักดิ์ดา” มี สส. ในมือ 10 คน ขนโหวตหนุน “อนุทิน” เป็นนายกฯ

ครม.ตั้ง “ภูมิธรรม” แทนนายกฯ นั่งเลขาฯ

ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ มีมติเห็นชอบให้ “ภูมิธรรม เวชยชัย” ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี และแต่งตั้ง นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยเน้นย้ำว่านโยบายใดที่มีผลผูกพัน ครม. ชุดใหม่ ไม่ควรพิจารณาในขณะนี้

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2568 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในการประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ)

นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมว่า ครม. ได้พิจารณาและมีมติในเรื่องสำคัญดังนี้:

  1. การมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี โดยมีมติเห็นชอบให้ นายภูมิธรรม เวชยชัย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เสนอ

เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 (4) และเมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง รัฐมนตรีทั้งคณะจึงพ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 167 (1) แต่เนื่องจากเป็นการสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามมาตรา 170 (4) ทำให้นายกรัฐมนตรีไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และคณะรัฐมนตรีที่เหลืออยู่จึงอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะเข้ารับหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 168 (1)

พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 10 วรรคสี่ กำหนดว่าในระหว่างที่คณะรัฐมนตรีต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่เพราะนายกรัฐมนตรีเสียชีวิต ขาดคุณสมบัติ ต้องคำพิพากษาให้จำคุก สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่ไว้วางใจ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง หรือวุฒิสภามีมติให้ถอดถอนจากตำแหน่ง ให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี

  1. ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป
  2. เรื่องแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี กรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 (4) ที่ประชุม ครม. เห็นชอบแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ของ ครม. ตามที่ สลค. เสนอ สรุปได้ดังนี้
    • แม้ ครม. สิ้นสุดลง แต่ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป โดยยังคงมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ
    • เรื่องที่เป็นนโยบายซึ่งมีผลผูกพัน ครม. ชุดใหม่ ไม่ควรพิจารณา
    • เรื่องที่จำเป็น เร่งด่วน หรือเรื่องที่ต่อเนื่อง ให้พิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป เช่น การอนุมัติรายการก่อหนี้ผูกพันฯ รายการใหม่ การจัดตั้งหน่วยงานใหม่
    • ร่าง พ.ร.บ. (1) กรณี ครม. อนุมัติหลักการก่อนวันที่ 29 สิงหาคม 2568 และอยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาของ สคก. หาก สคก. ตรวจพิจารณาเสร็จแล้วและต้องเสนอ ครม. พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ให้รอเสนอ ครม. ชุดใหม่ (2) ร่าง พ.ร.บ. ที่ ครม. มีมติอนุมัติหลักการก่อนวันที่ 29 สิงหาคม 2568 และ สคก. ตรวจพิจารณาเสร็จแล้ว ให้เสนอสภาผู้แทนราษฎรต่อไป (3) ร่าง พ.ร.บ. ที่กำลังจะเสนอ ครม. หากมีความจำเป็นเพื่อรักษาประโยชน์ของรัฐ ให้ดำเนินการได้ตามความเหมาะสม
  3. ข้าราชการการเมืองที่ นรม. แต่งตั้ง เช่น กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ผู้แทนการค้าไทย และ คกก. ที่ นรม. แต่งตั้ง ต้องพ้นจากตำแหน่งไปด้วย ซึ่งหากจะให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ให้ดำเนินการแต่งตั้งตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัดด้วย

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีตอบคำถามสื่อมวลชนว่า ที่ประชุม ครม. (นัดพิเศษ) ยังได้มีการพูดคุยถึงเรื่องกฎหมายที่ผ่าน ครม. ไปแล้ว และอยู่ในชั้นกฤษฎีกา ในหลักปฏิบัติต้องให้ ครม. ชุดใหม่พิจารณาอนุมัติ (approve) ด้วย แต่ในเชิงนโยบายที่อาจจะผูกพันรัฐบาลชุดใหม่ จึงมีมติให้ชะลอไว้ก่อน ซึ่งเป็นหลักทั่วไปที่ปฏิบัติกันมา

สถานการณ์ไทย-กัมพูชา แม้คำสั่งแต่งตั้งต่าง ๆ ของนายกรัฐมนตรีจะสิ้นผลลง แต่จะมีการเสนอ ศบ.ทก. ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

ครม.นัดพิเศษ ตั้ง “ภูมิธรรม” ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ-นพ.พรหมินทร์ นั่งเลขาฯ นายกฯ

การตัดสินใจของ ครม.นัดพิเศษ ตั้ง “ภูมิธรรม” ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ-นพ.พรหมินทร์ นั่งเลขาฯ นายกฯ ครั้งนี้เป็นไปตามกลไกของรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล การมอบหมายอำนาจและแต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งสำคัญ แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการรักษาสมดุลและความมั่นคงของประเทศ

ทำความเข้าใจ ครม.นัดพิเศษ ตั้ง “ภูมิธรรม” ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ-นพ.พรหมินทร์ นั่งเลขาฯ นายกฯ

ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาคือแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ของ ครม. ที่เน้นการพิจารณาเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วน และหลีกเลี่ยงการตัดสินใจในเรื่องนโยบายที่อาจผูกพันรัฐบาลใหม่ สะท้อนถึงความรับผิดชอบและความเคารพต่อกระบวนการประชาธิปไตย การตัดสินใจในครั้งนี้ส่งผลต่อความต่อเนื่องของการดำเนินงานภาครัฐ และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบการเมือง

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย การมีกลไกและกระบวนการที่ชัดเจนในการเปลี่ยนผ่านอำนาจ จะช่วยให้ประเทศชาติสามารถก้าวข้ามช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้อย่างราบรื่นและสงบสุข การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์และสามารถตัดสินใจในฐานะพลเมืองได้อย่างมีข้อมูล

โดยรวมแล้ว การประชุม ครม.นัดพิเศษ ตั้ง “ภูมิธรรม” ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ-นพ.พรหมินทร์ นั่งเลขาฯ นายกฯ เป็นก้าวสำคัญในการรักษาสมดุลทางการเมือง และสร้างความต่อเนื่องในการบริหารประเทศ

ที่มา – ครม.นัดพิเศษ ตั้ง “ภูมิธรรม” ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ-นพ.พรหมินทร์ นั่งเลขาฯ นายกฯ

“แพทองธาร” ถกครม.ซูม หนีสื่อ “วราวุธ” งดตอบ

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงร้อนแรง เมื่อ “แพทองธาร” ร่วมถก ครม. ผ่านซูม หนีตอบสื่อ – “วราวุธ” งดสัมภาษณ์แซวสื่อ ใจร้ายจังเลย นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแถลงชี้แจงถึงเหตุการณ์ดังกล่าวที่ทำเนียบรัฐบาล

“แพทองธาร” ร่วมถก ครม. ผ่านซูม หนีตอบสื่อ – “วราวุธ” งดสัมภาษณ์แซวสื่อ ใจร้ายจังเลย

นพ.พรหมินทร์ ชี้แจงว่า การที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผ่านระบบซูมนั้น เป็นเพราะต้องการหลีกเลี่ยงการตอบคำถามจากสื่อมวลชน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรูปคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

“นายกรัฐมนตรีทราบดีว่าคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ และการเข้าร่วมประชุม ครม. ผ่านระบบซูม เป็นการตัดสินใจที่ชัดเจนและรอบคอบ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อรูปคดี” นพ.พรหมินทร์ กล่าว

สำหรับการประชุม ครม. ในวันนั้น น.ส.แพทองธาร เข้าร่วมในฐานะ รมว.วัฒนธรรม เนื่องจากมีวาระที่เกี่ยวข้องและต้องชี้แจงเพิ่มเติม โดยช่วงท้ายของการประชุม นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวให้กำลังใจ ซึ่ง น.ส.แพทองธาร เพียงกล่าวขอบคุณคณะรัฐมนตรีและข้าราชการที่ทำงานให้รัฐบาลเท่านั้น

ทำไม “แพทองธาร” ถึงเลือกที่จะร่วมประชุม ครม. ผ่านซูม?

เหตุผลหลักคือการเลี่ยงตอบคำถามสื่อที่อาจกระทบต่อคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังพิจารณา นพ.พรหมินทร์ ย้ำว่า หากผลการพิจารณาของศาลออกมาในทางที่ดี น.ส.แพทองธารก็มีโอกาสกลับมาปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ โดยทั้งหมดนี้ไม่เกี่ยวข้องกับข้อพิจารณาของศาลแต่อย่างใด พร้อมยืนยันว่านายกรัฐมนตรีเข้าใจดีว่าสถานการณ์อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ

ในส่วนของนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ได้ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ท่ามกลางกระแสข่าวการรวบรวมเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาลระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย

เมื่อถูกถามว่าการปฏิเสธให้สัมภาษณ์ในครั้งนี้เป็นเพราะมีการทาบทามจากพรรคภูมิใจไทยแล้วหรือไม่ นายวราวุธได้ตอบกลับด้วยรอยยิ้มพร้อมแซวสื่อว่า “ใจร้ายจังเลย” ก่อนจะเดินขึ้นตึกบัญชาการเพื่อเข้าประชุม ครม.ทันที

สถานการณ์การเมืองยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การที่ “แพทองธาร” ร่วมถก ครม. ผ่านซูม หนีตอบสื่อ – “วราวุธ” งดสัมภาษณ์แซวสื่อ ใจร้ายจังเลย แสดงให้เห็นถึงความระมัดระวังในการให้ข้อมูลข่าวสาร และการหลีกเลี่ยงประเด็นที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองได้

การที่นักการเมืองระดับสูงอย่าง “แพทองธาร” ร่วมถก ครม. ผ่านซูม หนีตอบสื่อ – “วราวุธ” งดสัมภาษณ์แซวสื่อ ใจร้ายจังเลย ทำให้ประชาชนและสื่อมวลชนต่างจับตามองถึงทิศทางและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะเข้าใจถึงเบื้องหลังและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อประเทศชาติ

ที่มา – “แพทองธาร” ร่วมถก ครม. ผ่านซูม หนีตอบสื่อ – “วราวุธ” งดสัมภาษณ์แซวสื่อ ใจร้ายจังเลย

“เฉลิมชัย” ปัดตอบ ถูกภูมิใจไทยดึงร่วมรัฐบาล

“เฉลิมชัย” ปัดตอบ ถูกภูมิใจไทยทาบทามร่วมรัฐบาล เผยพรุ่งนี้ (31 ส.ค.) พรรคประชาธิปัตย์จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค

วันที่ 30 ส.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามสื่อมวลชน กรณีมีกระแสข่าวว่าพรรคภูมิใจไทยได้ทาบทามให้เข้าร่วมรัฐบาล รวมถึงกระแสข่าวที่ว่า สส. พรรคประชาธิปัตย์จำนวน 4 คน เตรียมไปสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย

โดยนายเฉลิมชัยกล่าวเพียงสั้น ๆ ว่า วันพรุ่งนี้ (31 ส.ค.) พรรคประชาธิปัตย์จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค เวลา 15.00 น.

ข่าวการเมืองวันนี้ยังคงร้อนระอุ เมื่อประเด็นเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลยังคงเป็นที่จับตามองของประชาชนและสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดประเด็นที่น่าสนใจคือกรณีที่ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถูกถามถึงกระแสข่าวว่าพรรคภูมิใจไทยได้ทาบทามให้เข้าร่วมรัฐบาล แต่เจ้าตัวกลับปฏิเสธที่จะให้ความเห็นใดๆ ทำให้เกิดความสงสัยและคำถามมากมายตามมาว่า ท่าทีที่แท้จริงของพรรคประชาธิปัตย์ต่อการเข้าร่วมรัฐบาลในครั้งนี้คืออะไรกันแน่

“เฉลิมชัย” ปัดตอบ ถูกภูมิใจไทยดึงร่วมรัฐบาล

การที่นายเฉลิมชัย ปฏิเสธที่จะตอบคำถามดังกล่าว ทำให้หลายฝ่ายตีความไปต่างๆ นานา บางส่วนมองว่าอาจเป็นเพราะพรรคประชาธิปัตย์ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาและตัดสินใจอย่างรอบคอบ ยังไม่ต้องการเปิดเผยท่าทีที่ชัดเจนในขณะนี้ ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งเชื่อว่าอาจมีดีลลับหรือการเจรจาต่อรองที่ยังไม่ลงตัว ทำให้ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ในขณะนี้

นอกจากนี้ กระแสข่าวที่ว่ามี สส. พรรคประชาธิปัตย์จำนวน 4 คน เตรียมที่จะไปสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ภายในพรรคประชาธิปัตย์ดูเหมือนจะมีความขัดแย้งและไม่ลงรอยกัน ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ในอนาคต

การประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์พรุ่งนี้

สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ในวันพรุ่งนี้ (31 ส.ค.) ซึ่งคาดว่าจะมีการหารือและพิจารณาในประเด็นดังกล่าวอย่างละเอียด รวมถึงการตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ โดยผลการประชุมในวันพรุ่งนี้จะเป็นตัวบ่งชี้ทิศทางทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ในอนาคตอันใกล้นี้

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์เพียงพรรคเดียว แต่ยังต้องพิจารณาถึงเงื่อนไขและข้อเสนอต่างๆ จากพรรคภูมิใจไทย รวมถึงพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ด้วย ซึ่งอาจต้องมีการเจรจาต่อรองและปรับเปลี่ยนท่าทีกันเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ทุกฝ่ายพอใจ

ดังนั้น การเมืองไทยในขณะนี้จึงยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ประชาชนจึงควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูล เพื่อให้สามารถเข้าใจสถานการณ์และตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

สถานการณ์ล่าสุดที่ “เฉลิมชัย” ปัดตอบ ถูกภูมิใจไทยดึงร่วมรัฐบาล ทำให้เกิดความไม่แน่นอนทางการเมือง แต่การประชุมพรรคประชาธิปัตย์ในวันพรุ่งนี้อาจจะไขข้อข้องใจหลาย ๆ อย่างได้ ต้องติดตามกันต่อไปว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร

ที่มา – “เฉลิมชัย” ปัดตอบ ถูกภูมิใจไทยดึงร่วมรัฐบาล นัด กก.บห.ประชาธิปัตย์ ถกพรุ่งนี้

ประเสริฐ มั่นใจ เพื่อไทย รวมเสียงตั้งรัฐบาลได้

“ประเสริฐ” มั่นใจ “เพื่อไทย” ได้ สส. พอรวมเสียงตั้งรัฐบาลได้ ขออย่าด่วนสรุป ปชน.- กล้าธรรม ตอบรับเข้าร่วม เมิน “ศักดา” นั่งโต๊ะร่วมแถลงปูดขน สส.เพื่อไทย หนุนไม่ต่ำกว่า 10 เสียง เชื่อคิดไปเอง

วันที่ 30 ส.ค. 68 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยกำลังรวบรวมเสียงและมั่นใจว่า มีจำนวนเพียงพอซึ่งยึดหลักการทำงานร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลเดิมตามที่ได้แถลงไปเมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา

ส่วนที่พรรคภูมิใจไทยแถลงข่าวและนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยบอกว่ารวบรวมเสียง สส. ได้ 288 เสียงนั้น นายประเสริฐกล่าวว่า อย่าเพิ่งด่วนสรุป เพราะทั้งพรรคประชาชนและพรรคกล้าธรรมยังไม่ได้ตอบรับเข้าร่วมอย่างเป็นทางการ

ส่วนที่ นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ไปนั่งแถลงข่าวร่วมกับพรรคภูมิใจไทยนั้น อย่าเพิ่งสรุปว่าจะมี สส.ของเพื่อไทย ย้ายตามไปกว่า 10 คนตามที่กล่าวอ้าง และเชื่อว่าเป็นการคิดไปเองโดยอาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัว ซึ่งการตัดสินใจทางการเมืองไม่ง่ายเช่นนั้น พร้อมย้ำว่ายังมั่นใจใน สส. ของพรรคเพื่อไทยทุกคน

นายประเสริฐ ยังกล่าวถึงแนวทางการพูดคุยกับพรรคประชาชนว่าพรรคเพื่อไทยเปิดกว้างและพร้อมจะมีการหารือ ส่วนข้อเสนอเรื่องการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น มองว่าไม่มีอะไรติดขัดและสามารถพูดคุยในรายละเอียดได้ เนื่องจากนโยบายและแนวทางของทั้งสองพรรคมีความคล้ายคลึงกันในหลายเรื่อง

นายประเสริฐ ยืนยันว่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยในขณะนี้คือ นายชัยเกษม นิติศิริ ตามที่ที่ประชุมพรรคร่วมรัฐบาลเดิมได้มอบหมายให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ส่วนความเป็นไปได้ที่จะเสนอชื่อบุคคลอื่นนั้น ขึ้นอยู่กับการพูดคุยกันของพรรคร่วมรัฐบาลที่สามารถรวบรวมเสียงข้างมากได้ สำหรับประเด็นการยุบสภา นายประเสริฐ กล่าวว่า จะต้องมีการตรวจสอบข้อกฎหมายให้ชัดเจนก่อนว่า นายกรัฐมนตรีรักษาการมีอำนาจดังกล่าวหรือไม่

ประเสริฐ มั่นใจ เพื่อไทย รวมเสียงตั้งรัฐบาลได้

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนสูง แต่พรรคเพื่อไทยยังคงเดินหน้ารวมเสียงตั้งรัฐบาลได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะมีความท้าทายและอุปสรรคต่างๆ เกิดขึ้น การณ์นี้ทำให้หลายฝ่ายจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิดว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จหรือไม่ และจะมีพรรคใดเข้าร่วมรัฐบาลบ้าง

การรวมเสียงตั้งรัฐบาลได้ของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำพาประเทศไปข้างหน้า การจัดตั้งรัฐบาลที่เข้มแข็งและมีเสถียรภาพจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชนทั่วไป นอกจากนี้ รัฐบาลใหม่จะต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ มากมาย เช่น การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ การสร้างความปรองดองในชาติ และการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ

ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้พรรคเพื่อไทยสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับความสามารถในการเจรจาต่อรองกับพรรคการเมืองอื่นๆ และการสร้างความเข้าใจร่วมกันในประเด็นต่างๆ ที่มีความขัดแย้งกัน หากพรรคเพื่อไทยสามารถทำได้สำเร็จ ก็จะสามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

ความท้าทายในการรวมเสียงตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย

แม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะมีความมั่นใจในการรวมเสียงตั้งรัฐบาลได้ แต่ก็ยังมีอุปสรรคและความท้าทายหลายประการที่ต้องเผชิญ:

  • การเจรจาต่อรองกับพรรคการเมืองอื่นๆ: พรรคเพื่อไทยจะต้องเจรจาต่อรองกับพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อให้ได้เสียงสนับสนุนในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งอาจต้องมีการประนีประนอมและยอมเสียสละบางส่วน
  • ความขัดแย้งในประเด็นต่างๆ: พรรคการเมืองแต่ละพรรคอาจมีแนวคิดและนโยบายที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งในการเจรจาจัดตั้งรัฐบาล
  • แรงกดดันจากภายนอก: พรรคเพื่อไทยอาจต้องเผชิญกับแรงกดดันจากกลุ่มต่างๆ ในสังคม เช่น กลุ่มผลประโยชน์ กลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคม และสื่อมวลชน

เพื่อที่จะเอาชนะอุปสรรคและความท้าทายเหล่านี้ พรรคเพื่อไทยจะต้อง:

  • มีความยืดหยุ่นและพร้อมที่จะประนีประนอม: พรรคเพื่อไทยจะต้องเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของพรรคการเมืองอื่นๆ และพร้อมที่จะประนีประนอมในประเด็นต่างๆ เพื่อให้ได้เสียงสนับสนุนในการจัดตั้งรัฐบาล
  • สร้างความเข้าใจร่วมกัน: พรรคเพื่อไทยจะต้องพยายามสร้างความเข้าใจร่วมกันกับพรรคการเมืองอื่นๆ ในประเด็นต่างๆ ที่มีความขัดแย้งกัน
  • รักษาความสามัคคีภายในพรรค: พรรคเพื่อไทยจะต้องรักษาความสามัคคีภายในพรรค และหลีกเลี่ยงความขัดแย้งภายใน

การดำเนินการตามแนวทางเหล่านี้จะช่วยให้พรรคเพื่อไทยสามารถเอาชนะอุปสรรคและความท้าทายต่างๆ และจัดตั้งรัฐบาลที่เข้มแข็งและมีเสถียรภาพได้

การเมืองไทยยังคงเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว

ที่มา – “ประเสริฐ” มั่นใจ “เพื่อไทย” รวมเสียงตั้งรัฐบาลได้ บอกแนวคิด “ปชน.” ใกล้เคียง

“เดชอิศม์-ชัยชนะ” ยัน ปชป. อยู่กับเพื่อไทย 100%

“เดชอิศม์” ลั่น ปชป. ยังเหมือนเดิม อยู่กับเพื่อไทย 100% “ชัยชนะ” ยัน ปชป. อยู่ครบ 21 เสียง ไม่ถูกดูดซบภูมิใจไทย ย้ำจุดยืน “เข้าใจและไปต่อ” โหวตนายกฯ เอกสิทธิ์ของ สส. แต่ยังต้องยึดตามมติพรรค

วันที่ 30 ส.ค. 68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงการร่วมจัดตั้งรัฐบาลเดิมกับพรรคเพื่อไทยว่า พรรคประชาธิปัตย์ยังเหมือนเดิม และยังหนึ่งเดียว 

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า มีขั้วตรงข้ามติดต่อมาบ้างหรือไม่ นายเดชอิศม์ กล่าวว่า มีบ้าง ซึ่งจะอยู่กับฝั่งนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์ประชาธิปัตย์ทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์

“เดชอิศม์-ชัยชนะ” ยัน ปชป. อยู่กับเพื่อไทย 100%

“ชัยชนะ” ยัน ปชป. อยู่ครบ ไม่ถูกดูดซบภูมิใจไทย

ขณะที่ นายชัยชนะ เดชเดโช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกระแสข่าวว่าพรรคภูมิใจไทยทาบทามพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล ว่า “ยังไม่มี” และยืนยันว่า พรรคยังเดินหน้าตามแนวทางของหัวหน้าพรรคภายใต้สโลแกน “เข้าใจและไปต่อ”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวที่ว่า สส. พรรคประชาธิปัตย์ย้ายไปแล้ว 4 คน โดยหนึ่งในนั้นเป็น สส.นครศรีธรรมราช นายชัยชนะยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง พร้อมระบุว่า สส.นครศรีธรรมราชยังอยู่ครบ และไม่อยากให้เอ่ยชื่อบุคคลใด เพราะทั้งหมดในพรรคยังอยู่ครบถ้วนเหมือนเดิม

ส่วนกระแสข่าวว่าพรรคเหลือ 21 เสียงนั้น นายชัยชนะย้ำว่า ทุกอย่างเป็นไปตามมติพรรค และมติพรรคยังคงเดิม ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ปล่อยข่าวดังกล่าว

สำหรับกรณีที่ นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีต สส.ประชาธิปัตย์ รวมถึงนายสรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา และ สส.รายอื่น ๆ ไปปรากฏตัวร่วมกับพรรคภูมิใจไทย นายชัยชนะระบุว่า เรื่องนี้ต้องไปสอบถามนายนิพนธ์โดยตรง

เมื่อถามถึงกรณีที่หากการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลยังไม่ลงตัว และมีการทาบทามพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง นายชัยชนะย้ำว่า พรรคยังคงอยู่กับพรรคเพื่อไทยตามที่หัวหน้าพรรคยืนยันไว้แล้ว พร้อมเผยว่า นายสมยศ พลายด้วง สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่าไม่มีปัญหาใด ๆ ในพรรค

ทั้งนี้ ในประเด็นการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี นายชัยชนะระบุว่า เป็นเอกสิทธิ์ของ สส. อยู่แล้ว แต่ก็ยังต้องยึดตามมติพรรคเช่นเดียวกัน

จุดยืนพรรคประชาธิปัตย์ต่อการร่วมรัฐบาลกับเพื่อไทย

จากคำยืนยันของทั้งนายเดชอิศม์และนายชัยชนะ ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ยังคงเหนียวแน่นกับพรรคเพื่อไทยในการร่วมรัฐบาล แม้จะมีกระแสข่าวลือต่างๆ นานาเกี่ยวกับการถูกทาบทามจากพรรคอื่น หรือการย้ายขั้วทางการเมืองก็ตาม การยืนยันดังกล่าวช่วยลดความสับสนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิกพรรคและประชาชนทั่วไป

อนาคตของพรรคประชาธิปัตย์ในรัฐบาลผสม

การที่ ปชป. ยืนยันที่จะอยู่กับเพื่อไทย 100% นั้น ส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลผสมอย่างแน่นอน เพราะ ปชป. มี ส.ส. ในสภาถึง 21 เสียง ซึ่งถือเป็นจำนวนที่ไม่น้อย การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของ ปชป. จะช่วยให้รัฐบาลสามารถดำเนินนโยบายต่างๆ ได้อย่างราบรื่นมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การทำงานร่วมกันในรัฐบาลผสมที่มีหลายพรรค อาจมีความท้าทายในการประสานงานและหาจุดร่วมที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน

เอกสิทธิ์ ส.ส. กับมติพรรคในการโหวตนายกฯ

ประเด็นเรื่องการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น นายชัยชนะได้เน้นย้ำว่า เป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส. แต่ก็ต้องยึดตามมติพรรคด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสมดุลระหว่างความเป็นอิสระของ ส.ส. แต่ละคน กับการเคารพการตัดสินใจของส่วนรวม การรักษาสมดุลนี้เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้พรรคมีความเป็นเอกภาพและสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์ล่าสุดของพรรคประชาธิปัตย์ที่ยืนยันว่าจะ “เดชอิศม์-ชัยชนะ” ยัน ปชป. อยู่กับเพื่อไทย 100% นั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการร่วมรัฐบาลและสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลผสมต่อไป อย่างไรก็ตาม ความท้าทายในการบริหารจัดการภายในพรรคและการทำงานร่วมกับพรรคอื่นๆ ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

การที่พรรคประชาธิปัตย์ยังคงยืนหยัดอยู่กับพรรคเพื่อไทยนั้น แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะร่วมกันพัฒนาประเทศชาติให้ก้าวหน้าต่อไป แม้ว่าเส้นทางข้างหน้าอาจไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ด้วยความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกัน ก็จะสามารถฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ไปได้อย่างแน่นอน พรรคประชาธิปัตย์จึงเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้า

ที่มา – “เดชอิศม์-ชัยชนะ” ยัน ปชป. อยู่กับเพื่อไทย 100% โหวตนายกฯ ยึดตามมติพรรค

มนพร เผย! ส.ส.เพื่อไทยหนุนอนุทิน จริงหรือ?

ข่าวใหญ่สะเทือนวงการ! “มนพร” ออกมาเปิดเผยว่ามี ส.ส. พรรคเพื่อไทย (พท.) ประมาณ 10 คน เตรียมสนับสนุน “อนุทิน ชาญวีรกูล” แต่เมื่อตรวจสอบแล้ว พบว่าทุกคนยังอยู่กับพรรค ยกเว้น “ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์” เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไรต่อไป ติดตามได้ในบทความนี้

เมื่อเวลา 09.25 น. ของวันที่ 30 สิงหาคม 2566 ณ ทำเนียบรัฐบาล นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นร้อนเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ โดยกล่าวว่า หลังจากการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในช่วงเช้า แกนนำพรรคเพื่อไทยจะมีการพูดคุยกันอีกครั้งในช่วงบ่ายที่พรรค

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความชัดเจนในการหารือกับพรรคการเมืองต่างๆ นางมนพรตอบว่า “เวลายังเร็วไป” และเมื่อถามถึงกรณีที่นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ส.ส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ออกมาให้ข่าวว่าจะนำ ส.ส. กว่า 10 เสียงสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นางมนพรกล่าวว่าเธอยังไม่ทราบว่ามี ส.ส. คนใดอีกบ้างที่จะสนับสนุน นอกจากนายศักดิ์ดา แต่เท่าที่ทราบ ทุกคนยังคงอยู่กับพรรคเพื่อไทย ยกเว้นนายศักดิ์ดา

นางมนพรยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ถึงแม้จะไม่ได้มีการตรวจสอบอย่างละเอียด แต่ก็ได้มีการสอบถามกันภายในพรรค และหลายคนยืนยันว่ายังอยู่กับพรรคเพื่อไทยและจะร่วมต่อสู้ไปด้วยกัน

เมื่อถามถึงการตรวจสอบรายชื่อ 10 ส.ส. ที่นายศักดิ์ดาอ้างถึง นางมนพรกล่าวว่า “ตรวจสอบแล้ว” แต่ไม่มีใครในกลุ่ม ส.ส. ที่จะไปตามที่กล่าวอ้าง

มั่นใจรวบรวมเสียงได้!

เมื่อถามถึงความมั่นใจในการรวบรวมเสียง นางมนพรตอบด้วยความมั่นใจว่า “มั่นใจ” เพราะส่วนใหญ่ทุกพรรคยังมีการพูดคุยกันอยู่ รวมถึงพรรคประชาชน (ปชช.) เอง และเงื่อนไขต่างๆ นอกจากนี้ ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรก็ยังคงเป็นของฝั่งรัฐบาลเดิม และไม่มีเงื่อนไขทางกฎหมายรัฐธรรมนูญใดๆ ที่จะกำหนดเรื่องการโหวตเลือกนายกฯ

สำหรับพรรคร่วมรัฐบาลเดิมอย่างพรรคกล้าธรรม (กธ.) ที่ไม่ได้มาร่วมแถลงเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม นางมนพรกล่าวว่า “ก็ต้องมาคุยกัน” เพราะพรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะต้องพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลเดิมทุกพรรค

มนพร เผย 10 ส.ส.เพื่อไทย จ่อหนุน “อนุทิน” เช็กแล้วยังอยู่ ยกเว้น “ศักดิ์ดา”

เมื่อถามถึงความกังวลว่าพรรคกล้าธรรมจะพลิกขั้ว นางมนพรตอบว่า “คงต้องมีการคุยกันอีกครั้งหนึ่ง”

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับ ส.ส.เพื่อไทยหนุนอนุทิน

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับข่าว มนพร เผย 10 ส.ส.เพื่อไทย จ่อหนุน “อนุทิน” เช็กแล้วยังอยู่ ยกเว้น “ศักดิ์ดา” ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การออกมาให้สัมภาษณ์ของนางมนพร เจริญศรี ได้สร้างความกระจ่างในหลายประเด็น แต่ก็ยังคงมีคำถามที่รอคำตอบอยู่

  • นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์: จุดยืนที่แท้จริงของ ส.ส. ท่านนี้คืออะไร?
  • 10 ส.ส. ที่ถูกอ้างถึง: พวกเขาคือใคร และมีเจตจำนงอย่างไร?
  • อนาคตการจัดตั้งรัฐบาล: พรรคเพื่อไทยจะสามารถรวบรวมเสียงได้อย่างราบรื่นหรือไม่?

คำถามเหล่านี้ยังคงวนเวียนอยู่ในความสนใจของประชาชน และมีผลต่ออนาคตทางการเมืองของประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งสำคัญ

สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย และความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราเข้าใจสถานการณ์และสามารถตัดสินใจได้อย่างมีวิจารณญาณ

ถึงแม้ว่านางมนพรจะยืนยันว่าส่วนใหญ่ ส.ส. ยังคงอยู่กับพรรคเพื่อไทย แต่สิ่งที่นายศักดิ์ดาได้กระทำไปนั้น ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของพรรคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พรรคเพื่อไทยจึงต้องเร่งแก้ไขปัญหาและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนโดยเร็ว

การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความท้าทายและความไม่แน่นอน การติดตามข่าวสารและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ข่าว มนพร เผย 10 ส.ส.เพื่อไทย จ่อหนุน “อนุทิน” เช็กแล้วยังอยู่ ยกเว้น “ศักดิ์ดา” เป็นเครื่องเตือนใจว่าการเมืองคือเรื่องของการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เราในฐานะประชาชนจึงควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ

ที่มา – “มนพร” เผย 10 ส.ส.เพื่อไทย จ่อหนุน “อนุทิน” เช็กแล้วยังอยู่ ยกเว้น “ศักดิ์ดา”

พรรคประชาชน ปัดได้ดีล 8 เก้าอี้ รมต. ย้ำขอเป็นฝ่ายค้าน

พรรคประชาชน ปัดได้ดีล 8 เก้าอี้ รมต. ย้ำตามเงื่อนไขที่แถลงไว้ก่อนหน้า ขอทำหน้าที่ฝ่ายค้านต่อไป พรรคประชาชนปฏิเสธข่าวลือเรื่องการถูกพรรคภูมิใจไทยเสนอดีลเก้าอี้รัฐมนตรี 8 ตำแหน่ง โดยยืนยันว่ายังคงยึดมั่นในเงื่อนไขที่ได้แถลงไว้ก่อนหน้านี้ คือ สนับสนุนนายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่พร้อมยุบสภาภายใน 4 เดือน และแก้ไขรัฐธรรมนูญ

นายกรุณพล เทียนสุวรรณ รองโฆษกพรรคประชาชน ได้ออกมากล่าวถึงกระแสข่าวเรื่องดีลลับระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย โดยยืนยันว่าพรรคประชาชนขอปฏิเสธกระแสข่าวดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง และข่าวดังกล่าวไม่มีหลักฐานใดๆ สนับสนุน

“มีดีลสำคัญระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน เรื่องโควตารัฐมนตรี 8 ตำแหน่ง โดยมีความเป็นไปได้ที่รัฐมนตรีทั้ง 8 เก้าอี้ จะใช้นอมินีเข้ามานั่งแทน” นายกรุณพลกล่าว พรรคประชาชนยืนยันชัดเจนตามแถลงการณ์ ว่าพรรคประชาชนพร้อมผ่าทางตันทางการเมืองผ่านกระบวนการรัฐสภา เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว โดยจะพิจารณาเลือกบุคคลไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ภายใต้เงื่อนไข ดังต่อไปนี้เท่านั้น เป็นอย่างต่ำ

เงื่อนไขสำคัญที่พรรคประชาชนยึดมั่น

  • นายกรัฐมนตรีคนใหม่ต้องยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือนนับตั้งแต่วันที่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้ง สส.
  • ครม. ชุดใหม่ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง โดยเร็ว และไม่เกินการจัดพร้อมกับวันเลือกตั้ง สส.
  • พรรคประชาชนยืนยันทำหน้าที่ฝ่ายค้านต่อไป โดยจะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลชุดใหม่อย่างเต็มที่ และจะไม่มีบุคคลใดจากพรรคประชาชนไปเป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรี

จากเงื่อนไขข้อ 3 ที่ระบุไว้ชัดเจน พรรคประชาชน ปัดได้ดีล 8 เก้าอี้ รมต. อย่างแน่นอน และจะไม่มีส่วนในการส่งบุคคลใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกพรรค หรือตัวแทนพรรค เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล ดังนั้น กระแสข่าวที่ถูกปล่อยออกมานั้นจึงไม่เป็นความจริง

พรรคประชาชน ปัดได้ดีล 8 เก้าอี้ รมต.

พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลเป็นอย่างมาก การที่พรรคประชาชนตัดสินใจที่จะไม่เข้าร่วมรัฐบาลนั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชน

เหตุผลที่พรรคประชาชนยืนยันขอเป็นฝ่ายค้าน

การที่พรรคประชาชนเลือกที่จะเป็นฝ่ายค้าน ไม่ได้หมายความว่าพรรคจะไม่ให้ความร่วมมือในการพัฒนาประเทศ แต่พรรคเชื่อว่าการทำหน้าที่ตรวจสอบและให้ข้อเสนอแนะอย่างสร้างสรรค์ จะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารประเทศมากกว่า

มุมมองต่อสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน

สถานการณ์การเมืองในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พรรคประชาชนมองว่าการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาเป็นสิ่งสำคัญ และพรรคพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์สังคมที่ดีขึ้น

ดังนั้น พรรคประชาชน ปัดได้ดีล 8 เก้าอี้ รมต. และยืนยันที่จะทำหน้าที่ฝ่ายค้านต่อไปอย่างเข้มแข็ง เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประชาชน

ที่มา – พรรคประชาชน ปัดได้ดีล 8 เก้าอี้ รมต. ย้ำตามเงื่อนไขที่แถลง ขอเป็นฝ่ายค้าน

Scroll to top