ได้ประกันตัว

ศาลอุทธรณ์ ให้ประกันตัว จำเลยคดีเรียกรับเงิน 10 ล้านนาอูรู

ข่าวด่วนในวงการยุติธรรมไทย เมื่อศาลอุทธรณ์ ให้ประกันตัว จำเลยคดีเรียกรับเงิน 10 ล้าน จากอดีตกงสุลใหญ่นาอูรู ทำให้เกิดความสนใจจากสังคมอย่างมาก คดีนี้สะท้อนปัญหาการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐที่ยังคงเป็นวาระใหญ่ของประเทศ

ศาลอุทธรณ์ ให้ประกันตัว จำเลยคดีเรียกรับเงิน 10 ล้าน จากอดีตกงสุลใหญ่นาอูรู

ศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 1 และ 2 ในคดีดังกล่าว ได้รับการประกันตัวชั่วคราวระหว่างพิจารณาอุทธรณ์ โดยกำหนดหลักประกันคนละ 400,000 บาท โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆเพิ่มเติม สร้างความโล่งใจให้จำเลยทั้งสองที่ต้องถูกคุมขังมาระยะหนึ่งหลังคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ย้อนดูรายละเอียดคดีเรียกรับเงิน 10 ล้าน

คดีนี้เริ่มต้นจากเหตุการณ์เมื่อเจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และตำรวจกองปราบปราม 191 ร่วมกันบุกค้นบ้านพักของอดีตกงสุลใหญ่นาอูรู ในพื้นที่ สน.ทุ่งมหาเมฆ กรุงเทพฯ พบผู้ต้องหาชาวจีนจำนวน 11 คนที่เกี่ยวข้องกับคดีผิดกฎหมายบางประการ แต่แทนที่จะดำเนินคดีตามปกติ กลับมีการเรียกรับเงินสินบนจำนวน 10 ล้านบาท เพื่อแลกกับการปล่อยตัวผู้ต้องหาเหล่านั้นให้หลบหนีออกนอกประเทศไปได้

นาอูรูเป็นประเทศเกาะเล็กๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก มีชื่อเสียงจากเรื่องการยอมรับสถานทูตปลอมหรือคอนซูลเฟลสในไทยหลายครั้ง สร้างความเสียหายให้ภาพลักษณ์ประเทศไทยในสายตานานาชาติ คดีนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่เป็นการทุจริตที่กระทบความน่าเชื่อถือของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย

คำพิพากษาศาลชั้นต้นและสถานะจำเลย

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้พิพากษาจำคุกจำเลยทั้ง 4 คน ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ รายละเอียดดังนี้

  • ร.ต.อ.ณรงค์เดช พิทักษ์ประชาชน (จำเลยที่ 1) จำคุก 14 ปี
  • นายตฤณ พิชิตกุญชร อดีต ผอ.ส่วนกลั่นกรองและการข่าวคดีพิเศษภาค กองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค จำคุก 10 ปี 16 เดือน
  • นายอนัน สีลาโคตร อดีตเจ้าหน้าที่คดีพิเศษชำนาญการ จำคุก 4 ปี 8 เดือน (จำเลยที่ 3 ได้ประกันตัวแล้ว)
  • จ.ส.อ.มนตรี ฮวดเจริญ จำคุก 2 ปี (จำเลยที่ 4 ได้ประกันตัวแล้ว)

หลังคำพิพากษา จำเลยทั้งหมดยื่นขอประกันตัวชั่วคราวเพื่ออุทธรณ์ โดยศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 3 และ 4 ไปก่อนหน้านี้ และส่งเรื่องจำเลยที่ 1-2 มาที่ศาลอุทธรณ์ ซึ่งเมื่อวันที่ 18 มีนาคม ศาลอุทธรณ์ก็มีคำสั่งอนุญาตตามที่ร้องขอ

ความสำคัญของคดีนี้ต่อสังคมไทย

ศาลอุทธรณ์ ให้ประกันตัว จำเลยคดีเรียกรับเงิน 10 ล้าน จากอดีตกงสุลใหญ่นาอูรู เป็นเพียงก้าวแรกในการอุทธรณ์ คดีนี้เปิดโปงระบบการทำงานที่บกพร่องของ DSI และตำรวจ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ หากจำเลยถูกพิสูจน์ว่าทุจริตจริง จะเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับเจ้าหน้าที่ทุกคน

ในมุมมองของผู้เขียน คดีประเภทนี้แสดงให้เห็นว่าการต่อต้านคอร์รัปชันต้องเข้มข้นยิ่งขึ้น รัฐบาลควรเพิ่มกลไกตรวจสอบภายในและเทคโนโลยีติดตามการเงิน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย นอกจากนี้ การที่ศาลอนุญาตประกันตัวโดยไม่มีเงื่อนไข อาจทำให้ประชาชนบางส่วนกังวลเรื่องความยุติธรรม แต่ก็เป็นไปตามหลักสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหาตามรัฐธรรมนูญ

เราควรติดตามความคืบหน้าของคดีนี้ต่อไป เพราะอาจมีพยานหลักฐานใหม่ๆ โผล่ขึ้นมา หรือมีผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม หากคุณมีประสบการณ์หรือความเห็นเกี่ยวกับคดีทุจริตของเจ้าหน้าที่ เชิญแสดงความคิดเห็นในช่องคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจายสู่สาธารณะ สนับสนุนการปราบปรามคอร์รัปชันร่วมกัน!

ที่มา – ศาลอุทธรณ์ ให้ประกันตัว จำเลยคดีเรียกรับเงิน 10 ล้าน จากอดีตกงสุลใหญ่นาอูรู

ให้ประกันตัว “สันธนะ” กับพวก คนละ 4 แสน

ศาลอนุญาตให้ให้ประกันตัว “สันธนะ” กับพวก คนละ 4 แสนบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศ เว้นแต่จะได้รับการอนุญาต เรื่องนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก

วันที่ 14 พ.ย. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ พร้อมกำลังควบคุม นายสันธนะ ประยูรรัตน์ อายุ 66 ปี อดีตตำรวจสันติบาล นายทรงยศ เชื่อถือ อายุ 58 ปี นายสมจินต์ รัตนโชติพานิช อายุ 59 ปี และนายพิรวัชร์ ยงทองคำทิพย์ อายุ 63 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ในคดี อั้งยี่ ซ่องโจร และร่วมกันอุ้มรีดทรัพย์นักธุรกิจจำหน่ายถุงมือยางทางการแพทย์ นายเวน ยู ชุง ชาวไต้หวัน 90 ล้านบาท เหตุเกิดเมื่อ 28 มี.ค.ปี 64 เพื่อส่งมอบให้อัยการ ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ เพื่อดำเนินการส่งฟ้องต่อศาลในวันนี้

ต่อมา นายสันธนะ ได้ยื่นหลักทรัพย์เงินสดขอประกันตัวผู้ต้องหาทั้ง 5 คนคนละ 400,000 บาท รวม 2 ล้านบาท ศาลอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะอนุญาตให้ประกันตัวหรือไม่

ล่าสุด เมื่อเวลา 15.15 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งอนุญาตให้ นายสันธนะกับพวกรวม 5 คน ได้รับการปล่อยชั่วคราว ตีหลักทรัพย์คนละ 400,000 บาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล

ให้ประกันตัว “สันธนะ” กับพวก คนละ 4 แสน

คดีของนายสันธนะและพวกเป็นที่จับตาของสังคม เนื่องจากมีมูลค่าความเสียหายสูงถึง 90 ล้านบาท และเกี่ยวข้องกับความผิดหลายข้อหา ทั้งอั้งยี่ ซ่องโจร และร่วมกันอุ้มรีดทรัพย์ การที่ศาลอนุญาตให้ประกันตัวให้ประกันตัว “สันธนะ” กับพวก คนละ 4 แสนบาท ทำให้เกิดคำถามถึงความเหมาะสมและกระบวนการยุติธรรม

รายละเอียดการให้ประกันตัว

  • ผู้ต้องหาที่ได้รับการประกันตัว: นายสันธนะ ประยูรรัตน์, นายทรงยศ เชื่อถือ, นายสมจินต์ รัตนโชติพานิช, และนายพิรวัชร์ ยงทองคำทิพย์
  • จำนวนเงินประกัน: คนละ 400,000 บาท
  • เงื่อนไข: ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล

การกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศเป็นมาตรการที่ศาลใช้เพื่อป้องกันการหลบหนีของผู้ต้องหา และเพื่อให้มั่นใจว่าผู้ต้องหาจะเข้าร่วมกระบวนการพิจารณาคดีจนสิ้นสุด

ผลกระทบต่อรูปคดี

การที่ศาลอนุญาตให้ประกันตัวไม่ได้หมายความว่าผู้ต้องหาพ้นจากความผิด ศาลเพียงแต่พิจารณาแล้วเห็นว่าผู้ต้องหามีโอกาสที่จะไม่หลบหนีและสามารถเข้าร่วมกระบวนการพิจารณาคดีได้ ในระหว่างนี้ ผู้ต้องหายังคงต้องต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง

คดีนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดำเนินการของอัยการในการยื่นฟ้องต่อศาล และกระบวนการพิจารณาคดีที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ประชาชนหลายคนอาจมีความกังวลเกี่ยวกับการให้ประกันตัว “สันธนะ” กับพวก คนละ 4 แสน แต่ก็ต้องเคารพการตัดสินใจของศาล และเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของไทย อย่างไรก็ตาม การติดตามความคืบหน้าของคดีอย่างใกล้ชิดก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่าความยุติธรรมจะเกิดขึ้นอย่างแท้จริง

กระบวนการยุติธรรมทางอาญาประกอบด้วยหลายขั้นตอน และการให้ประกันตัวเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งเท่านั้น การพิจารณาคดีในชั้นศาลและการตัดสินลงโทษจะเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด ซึ่งจะตัดสินว่าผู้ต้องหากระทำความผิดจริงหรือไม่

คดีนี้ยังเป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ทุกคนระมัดระวังในการทำธุรกิจและการลงทุน เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรม และควรตรวจสอบข้อมูลและรายละเอียดต่างๆ อย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจใดๆ

ที่มา – ให้ประกันตัว “สันธนะ” กับพวก คนละ 4 แสน ห้ามออกนอกประเทศ

ประกันตัวแล้ว! สาววัย 32 แทง “ป้ามีนา”

ศาลอนุญาตให้ประกันตัว สาววัย 32 ปี มือแทง “ป้ามีนา” เจ้าของร้านอาหารตามสั่งชื่อดังในจังหวัดกำแพงเพชร ข่าวนี้สร้างความสะเทือนใจให้กับหลายๆ คน โดยเฉพาะญาติของผู้เสียชีวิตที่เคารพการตัดสินของศาล แต่ก็ยังคงรู้สึกเป็นห่วงถึงความปลอดภัยและกระบวนการยุติธรรม

เหตุการณ์เศร้าสลดนี้เกิดขึ้นเมื่อ น.ส.จารุวรรณ อายุ 32 ปี ได้เข้าไปนั่งรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่ร้านของนางมีนา ปัตถา อายุ 62 ปี หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ป้ามีนา” ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำปิงในพื้นที่ ต.คลองขลุง อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร จากรายงานข่าวทราบว่า น.ส.จารุวรรณ ได้สั่งเบียร์และอาหาร ก่อนที่จะมีปากเสียงกับป้ามีนาอย่างรุนแรง จนกระทั่ง น.ส.จารุวรรณ ได้ใช้อาวุธมีดพกแทงป้ามีนา ทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

จากการสืบสวนเบื้องต้นพบว่า ก่อนเกิดเหตุ 2 วัน กล้องวงจรปิดของร้านได้บันทึกภาพ น.ส.จารุวรรณ นั่งดื่มเบียร์กับชายคนหนึ่ง ก่อนที่จะถูกชายสวมเสื้อสีเหลืองพาตัวกลับบ้าน น.ส.จารุวรรณ อ้างว่าโกรธแค้นป้ามีนาที่ปล่อยให้ชายคนดังกล่าวพาเธอไปในสภาพที่เมามาย ทำให้เธอตัดสินใจกลับมาที่ร้านและก่อเหตุดังกล่าว หลังจากก่อเหตุ น.ส.จารุวรรณ ได้ทิ้งอาวุธมีดและขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไป

ร่างของป้ามีนาได้ถูกฌาปนกิจไปแล้วเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 โดยมีพลทหารนิรัช คงตุ้ม อายุ 22 ปี บุตรชายของป้ามีนา ได้บวชหน้าไฟให้แม่ ก่อนที่จะเดินทางกลับไปปฏิบัติหน้าที่แนวชายแดนไทย ที่ปราสาทตาควาย จ.สุรินทร์ หลังจากเสร็จสิ้นพิธีฌาปนกิจ ครอบครัวได้นำกระดูกของป้ามีนาไปลอยอังคารบริเวณท่าน้ำหน้าวัดศรีภิมย์ ม.2 ต.คลองขลุง อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร

สาววัย 32 แทง “ป้ามีนา” ได้รับการประกันตัว

ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานจากครอบครัวของป้ามีนาว่า ทางครอบครัวได้เดินทางไปยื่นคัดค้านการประกันตัว สาววัย 32 ปี มือแทง “ป้ามีนา” กับศาลจังหวัดกำแพงเพชร หลังจากที่เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา ครอบครัวของ น.ส.จารุวรรณ ได้ยื่นขอประกันตัว และศาลได้อนุมัติให้ประกันตัว โดยมีวงเงินและหลักทรัพย์จำนวนหนึ่ง

ทำไมญาติถึงกังวลหลัง สาววัย 32 แทง “ป้ามีนา” ได้รับประกันตัว

ครอบครัวของป้ามีนากังวลว่า หากผู้ก่อเหตุได้รับการปล่อยตัวออกมา อาจจะกลับมาก่อเหตุซ้ำ หรือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานในคดี ทำให้พวกเขารู้สึกไม่ปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ครอบครัวของป้ามีนายังคงเคารพการตัดสินใจของศาล และเข้าใจว่าเป็นสิทธิ์ของผู้ต้องหา

ในขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับครอบครัวของ น.ส.จารุวรรณ ซึ่งให้ข้อมูลว่า ขณะนี้ได้ดำเนินการขอประกันตัว น.ส.จารุวรรณ ออกมาแล้ว และเห็นว่าเป็นสิทธิ์ของผู้ต้องหาที่จะได้รับการประกันตัว ส่วนขั้นตอนการตัดสินคดีจากนี้ จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจและศาลในการพิจารณาต่อไป น.ส.จารุวรรณ ได้ให้การรับสารภาพว่าได้ก่อเหตุจริง แต่ยังไม่ขอเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับชนวนเหตุที่นำไปสู่การก่อเหตุในครั้งนี้

คดีนี้ยังคงอยู่ในระหว่างการสอบสวนและดำเนินกระบวนการยุติธรรม ซึ่งต้องติดตามกันต่อไปว่าผลสรุปของคดีจะเป็นอย่างไร และจะส่งผลกระทบต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้ก่อเหตุอย่างไรบ้าง

  • ข้อคิดที่ได้จากเหตุการณ์: เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้เราทุกคนใช้สติและเหตุผลในการแก้ไขปัญหา และหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง
  • ความสำคัญของกระบวนการยุติธรรม: กระบวนการยุติธรรมมีบทบาทสำคัญในการให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และสร้างความสงบสุขในสังคม
  • การเยียวยาจิตใจ: ครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ ควรได้รับการเยียวยาจิตใจอย่างเหมาะสม

ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์นี้เป็นสิ่งที่น่าเศร้าใจอย่างยิ่ง หวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะสามารถนำความสงบและความเป็นธรรมมาสู่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

สาววัย 32 ปี มือแทง “ป้ามีนา” ได้รับการประกันตัว ถือเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก และเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

ที่มา – สาววัย 32 ปี มือแทง “ป้ามีนา” ได้รับการประกันตัว ญาติคนตายเข้าใจเป็นสิทธิ์ แต่ยังห่วง

Scroll to top