ไตรศุลี ไตรสรณกุล

มติครม. ตั้ง “ไตรศุลี” เลขาฯ นายกฯ “ลลิดา” รองโฆษก

วันนี้เรามีข่าวการเมืองร้อนๆ มาอัปเดตกันกับ มติครม. ตั้ง “ไตรศุลี” เลขาฯ นายกฯ “ลลิดา” นั่งรองโฆษกรัฐบาลอีกสมัย ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญในสำนักนายกรัฐมนตรี ที่สะท้อนถึงการปรับโครงสร้างทีมงานของรัฐบาลเพื่อความมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

มติครม. ตั้ง “ไตรศุลี” เลขาฯ นายกฯ “ลลิดา” นั่งรองโฆษกรัฐบาลอีกสมัย

วันที่ 11 เมษายน 2567 (ตามข้อมูลข่าว) คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการการเมืองตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ โดยมีรายละเอียดดังนี้ นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล ซึ่งเดิมเป็น ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อจากพรรคภูมิใจไทย ได้ยื่นลาออกจากตำแหน่ง ส.ส. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อมารับตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ตำแหน่งนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญในการประสานงานระหว่างนายกรัฐมนตรีกับหน่วยงานต่างๆ

นอกจากนี้ ยังมีการแต่งตั้งนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา ให้ดำรงตำแหน่งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อีกสมัย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจจากฝ่ายรัฐบาลในความสามารถของเธอที่เคยปฏิบัติหน้าที่มาแล้ว สำหรับบุคคลอื่นๆ อย่างนางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ และร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติ เพื่อเตรียมเสนอชื่อในตำแหน่งรองโฆษกอีกสองตำแหน่ง

รายละเอียดมติครม. ตั้ง “ไตรศุลี” เลขาฯ นายกฯ “ลลิดา” นั่งรองโฆษกรัฐบาลอีกสมัย

การประชุมครม. ครั้งที่ 1/2567 เมื่อเวลา 10.42 น. นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงอย่างเป็นทางการ โดยมติครม. อนุมัติ 2 ตำแหน่งหลัก ได้แก่

  • นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการนายกรัฐมนตรี
  • นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา ดำรงตำแหน่ง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ทั้งสองตำแหน่งมีผลตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2567 เป็นต้นไป นี่คือก้าวสำคัญที่ช่วยเสริมทีมงานให้แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลกำลังเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจและการเมือง

มาทำความรู้จักบุคคลเหล่านี้กันสักหน่อย นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่จากพรรคภูมิใจไทย มีประสบการณ์ในการทำงานด้านสื่อสารมวลชนมาก่อน ทำให้เหมาะสมกับตำแหน่งที่ต้องประสานงานหลากหลาย ส่วนนางสาวลลิดา มีความชำนาญในการสื่อสารนโยบายรัฐบาลสู่ประชาชน ทำให้ได้รับการต่อยอดในตำแหน่งเดิม

ความสำคัญของการแต่งตั้งนี้ต่อรัฐบาล

มติครม. ตั้ง “ไตรศุลี” เลขาฯ นายกฯ “ลลิดา” นั่งรองโฆษกรัฐบาลอีกสมัย ไม่ใช่แค่การย้ายคน แต่เป็นกลยุทธ์ในการเสริมศักยภาพการสื่อสารและการบริหารของรัฐบาล โดยเฉพาะเลขาธิการนายกรัฐมนตรีที่ต้องรับผิดชอบเรื่องสำคัญ เช่น การร่างนโยบาย การประชุมครม. และการติดตามผลงาน รองโฆษกก็มีบทบาทสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจนโยบายชัดเจน

ในบริบทการเมืองปัจจุบันที่พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำรัฐบาล การดึง ส.ส. จากพรรคมาเสริมทีมนี้ ช่วยสร้างความสมดุลระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล และเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับการทำงาน หากพลอยทะเลและภัทร์ดารัสมิ์ผ่านการตรวจสอบ ก็จะยิ่งทำให้ทีมโฆษกครบถ้วนสมบูรณ์

จากมุมมองผู้วิเคราะห์ การแต่งตั้งนี้คาดว่าจะช่วยให้รัฐบาลสื่อสารได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่ข่าวสารแพร่กระจายไว ช่วยลดช่องว่างระหว่างรัฐบาลกับประชาชน

อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามว่าการปรับทีมนี้จะส่งผลต่อนโยบายหลัก เช่น เศรษฐกิจดิจิทัลหรือการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างไรบ้าง

สรุปแล้ว มติครม. ตั้ง “ไตรศุลี” เลขาฯ นายกฯ “ลลิดา” นั่งรองโฆษกรัฐบาลอีกสมัย เป็นสัญญาณบวกของรัฐบาลที่มุ่งมั่นปรับตัวเพื่อประชาชน หากคุณสนใจข่าวการเมืองอัปเดต ติดตามบล็อกของเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ และแชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – มติครม. ตั้ง “ไตรศุลี” เลขาฯ นายกฯ “ลลิดา” นั่งรองโฆษกรัฐบาลอีกสมัย

อนุทิน เยือนบ้านเกิด จ๋า ธนนนท์ ขับรถสองแถวไม้แดง

ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 อนุทิน เยือนบ้านเกิด จ๋า ธนนนท์ ขับรถสองแถวไม้แดง เพื่อแสดงความขอบคุณต่อชาวจังหวัดระนองที่มอบความเมตตาให้กับพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งล่าสุด เหตุการณ์นี้กลายเป็นภาพที่ไวรัลและสร้างความประทับใจให้กับประชาชนทั่วประเทศ เพราะนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ลงพื้นที่ด้วยตัวเองอย่างถ่อมตน

หลังจากเพิ่งจดทะเบียนสมรสกับนางสาวธนนนท์ นิรามิษ หรือที่ทุกคนเรียกติดปากว่า “จ๋า” เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นายอนุทินจึงเลือกจังหวัดระนอง ซึ่งเป็นบ้านเกิดของภรรยา เป็นจุดหมายแรกในการขอบคุณผู้ให้การสนับสนุน โดยมีคณะทำงานคนสนิทร่วมเดินทางด้วย ไม่ว่าจะเป็นนายวราวุธ ศิลปอาชา ว่าที่ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรีและนายทะเบียนพรรค และแน่นอน จ๋า ธนนนท์ เอง

อนุทิน เยือนบ้านเกิด จ๋า ธนนนท์ ขับรถสองแถวไม้แดง

ไฮไลต์ของทริปนี้คือภาพที่นายอนุทินขับรถสองแถวไม้แดง ซึ่งเป็นรถประจำทางประจำจังหวัดระนองด้วยตัวเอง! รถสองแถวสีแดงสดนี้เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นท้องถิ่น โดยมีนายวราวุธเป็นคนถ่ายภาพและโพสต์ลงโซเชียลพร้อมแคปชั่น “มากันครบทีม” ทำให้แฟนคลับพรรคภูมิใจไทยตื่นเต้นกันมาก นอกจากนี้ ยังมีภาพกลุ่มนายอนุทิน นายวราวุธ นางสาวไตรศุลี และนายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ ว่าที่ ส.ส.ระนอง พรรคภูมิใจไทย นั่งบนรถทำท่าพลัส ซึ่งเป็นท่าประจำของพรรค สร้างบรรยากาศสนุกสนานและใกล้ชิด

อนุทิน เยือนบ้านเกิด จ๋า ธนนนท์ ขับรถสองแถวไม้แดง

ผลการเลือกตั้งที่ระนอง พรรคภูมิใจไทยได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด โดยนายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ ได้คะแนนนำคู่แข่งกว่า 50,000 คะแนน สะท้อนถึงความไว้วางใจที่ชาวระนองมีต่อพรรค นายอนุทินยังได้โพสต์ภาพลงเฟซบุ๊กส่วนตัวเวลา 13.42 น. พร้อมข้อความว่า “มากราบขอบพระคุณพี่น้องจังหวัดระนอง ในช่วงรอผลอย่างเป็นทางการ พวกเราจะเดินทางไปขอบพระคุณพี่น้องทุกจังหวัดที่ให้ความเมตตากับพรรคภูมิใจไทยครับ”

อนุทิน ขับรถสองแถวไม้แดงที่ระนอง
คณะอนุทิน เยือนบ้านเกิด จ๋า ธนนนท์

อนุทิน เยือนบ้านเกิด จ๋า ธนนนท์ ขับรถสองแถวไม้แดง สร้างแรงบันดาลใจ

กิจกรรมครั้งนี้ไม่ใช่แค่การขอบคุณ แต่ยังแสดงให้เห็นถึงสไตล์การเมืองแบบ grassroots ของนายอนุทิน ที่เน้นการลงพื้นที่จริง จับมือชาวบ้าน และใช้ยานพาหนะท้องถิ่นเพื่อเชื่อมโยงหัวใจ หลังจากพรรคภูมิใจไทยประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง โดยได้ ส.ส. จากระนอง 1 ที่ และที่นี่คือจุดเริ่มต้นของการขอบคุณทั่วประเทศ

มาดูไฮไลต์สำคัญกัน:

  • นายอนุทินขับรถสองแถวไม้แดงด้วยตัวเอง ถ่ายทอดความถ่อมตน
  • คณะครบทีม: วราวุธ, ไตรศุลี, จ๋า ธนนนท์, คงกฤษ
  • ทำท่าพลัสบนรถ สร้างภาพจำของพรรคภูมิใจไทย
  • ชัยชนะของนายคงกฤษ นำคะแนนกว่า 50,000 เสียง
  • โพสต์เฟซบุ๊กขอบคุณทันที สร้าง engagement สูง

จังหวัดระนองซึ่งเป็นบ้านเกิดของจ๋า ธนนนท์ มีเอกลักษณ์เป็นเมืองท่องเที่ยวชายฝั่งอันดามัน รถสองแถวไม้แดงคือสัญลักษณ์วัฒนธรรมท้องถิ่น การที่นายอนุทินเลือกขับเอง แสดงถึงความเคารพและเข้าใจพื้นที่ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการเมืองที่ร้อนแรง โดยพรรคภูมิใจไทยกำลังรอผลอย่างเป็นทางการเพื่อจัดตั้งรัฐบาล

นอกจากนี้ ยังสะท้อนภาพลักษณ์ใหม่ของนายอนุทิน ในฐานะผู้นำที่สมรสใหม่และพร้อมลุยงานการเมืองต่อ ความเมตตาจากชาวระนองไม่เพียงช่วยให้พรรคชนะเลือกตั้ง แต่ยังเป็นพลังใจให้ทีมภูมิใจไทยเดินหน้าต่อ ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์ อนุทิน เยือนบ้านเกิด จ๋า ธนนนท์ ขับรถสองแถวไม้แดง นี้คือตัวอย่างที่ดีของการเมืองที่ใกล้ชิดประชาชน สร้างความหวังให้กับผู้สนับสนุน

ติดตามข่าวการเมืองอัปเดต ร่วมวิเคราะห์สถานการณ์เลือกตั้ง และพรรคภูมิใจไทยได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “อนุทิน” เยือนบ้านเกิด “จ๋า ธนนนท์” ขับรถสองแถวไม้แดงขอบคุณชาวระนอง เมตตาภูมิใจไทย

อนุทิน ปั่นจักรยานหาเสียงภูเก็ต ขายคนละครึ่งพลัส

อนุทิน ปั่นจักรยานหาเสียงภูเก็ต ขายนโยบายคนละครึ่งพลัส

“อนุทิน” ปั่นจักรยานหาเสียงภูเก็ต ช่วย “พลอยทะเล” ปักธงน้ำเงิน ขายนโยบายคนละครึ่งพลัส ชาวบ้านชมแก้ปัญหาชายแดนทำดีมาก ย้ำขออย่าเปิดด่าน อวยพรขอให้ชนะเลือกตั้ง ได้ สส. มากที่สุด

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 14 มกราคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แม่ทัพพรรคภูมิใจไทยพื้นที่ภาคใต้ และนางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่ตลาดเกษตร อ.เมือง จ.ภูเก็ต เพื่อช่วยหาเสียงให้กับนางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ ผู้สมัคร สส.ภูเก็ต เขต 1 พรรคภูมิใจไทย การลงพื้นที่อนุทิน ปั่นจักรยานหาเสียงภูเก็ตครั้งนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก

บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก มีประชาชน พ่อค้าแม่ค้าในตลาด เข้ามาขอถ่ายรูป บางคนบอกว่า “ได้เห็นนายกฯ ตัวจริงแล้ว” บางช่วงชาวบ้านบางคนไม่กล้าเข้าไปถ่ายรูป นายอนุทินจึงเรียกเข้ามาร่วมถ่ายรูปกัน จนชาวบ้านออกปากชมว่า “นายกฯ ตัวจริงหล่อกว่าในทีวี”

ระหว่างที่นายอนุทินเดินหาเสียง มีแม่ค้ายื่นสับปะรดให้กับนายอนุทิน แต่นายอนุทินไม่รับ ยื่นสับปะรดคืนให้ แล้วบอกว่า “เดี๋ยวจะมาซื้อ” และยังมีแม่ค้านำดอกกุหลาบมามอบให้นายอนุทิน พร้อมกุมมือนายอนุทิน แล้วบอกว่า “เลือกยกบ้าน” พร้อมบอกด้วยว่า อย่าเปิดด่าน ก่อนที่นายอนุทินจะตอบกลับว่า “ไปคิดเรื่องอื่น อย่ากังวล อย่าเอามาคิดให้รกสมอง” นอกจากนี้ยังมีแม่ค้าในตลาด ได้บอกกับนายอนุทินว่า “รบกับเขมรเอาให้ชนะ”

บางช่วงพ่อค้าแม่ค้าในตลาดยังสอบถามถึงโครงการคนละครึ่ง นายอนุทิน จึงได้อธิบายนโยบายคนละครึ่งพลัส ให้ฟังว่าหมายความว่าอย่างไร และจะมีสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นอย่างไรบ้าง

จังหวะที่นายอนุทิน กำลังเดินในตลาด มีชาวบ้านคนหนึ่งนำพวงมาลัยมามอบให้กับนายอนุทิน พร้อมอวยพรว่า ขอให้นายกฯ ชนะเลือกตั้ง ได้ สส. มากที่สุด การที่ชาวบ้านอวยพรแสดงให้เห็นถึงความนิยมที่นายอนุทินได้รับ

ในช่วงท้ายนายอนุทิน ได้ขึ้นคร่อมจักรยาน ซึ่งเป็นจักรยานที่ติดชื่อ และรูปผู้สมัคร พร้อมชูนิ้วเป็นเบอร์ 4 ซึ่งเป็นหมายเลขของนางสาวพลอยทะเล ก่อนจะปั่นจักรยาน ออกมาหาเสียงนอกตลาดเกษตร

สำหรับการลงพื้นที่ตลาดเกษตร ที่ภูเก็ตเช้านี้ นายอนุทินใช้เวลาพบปะประชาชนในพื้นที่กว่า 1 ชั่วโมง ก่อนจะเดินทางไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คู่บ้านคู่เมืองของภูเก็ตที่ศาลเจ้าภูเก็ต

ทำไมนโยบายคนละครึ่งพลัสถึงสำคัญในการเลือกตั้งครั้งนี้

นโยบายคนละครึ่งพลัสเป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่พรรคภูมิใจไทยนำเสนอในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยมุ่งหวังที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและช่วยเหลือประชาชนให้มีกำลังซื้อมากขึ้น การที่อนุทิน ปั่นจักรยานหาเสียงภูเก็ตพร้อมกับขายนโยบายนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ

การลงพื้นที่หาเสียงของนายอนุทินในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะเข้าถึงประชาชนในทุกระดับ และรับฟังปัญหาของพวกเขาโดยตรง การที่ชาวบ้านให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น และอวยพรให้ชนะการเลือกตั้ง เป็นกำลังใจสำคัญให้กับนายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยในการเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชนต่อไป การอนุทิน ปั่นจักรยานหาเสียงภูเก็ตจึงเป็นภาพที่น่าสนใจและแสดงให้เห็นถึงความใกล้ชิดกับประชาชน

ที่มา – “อนุทิน” ปั่นจักรยานหาเสียงภูเก็ต ขายนโยบายคนละครึ่งพลัส เจอชาวบ้านอวยพรให้ชนะเลือกตั้ง

ด่วน! เลขาฯ นายกฯ แจ้ง คน อ.กันทรลักษ์ อพยพ

สถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้ นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ออกมาโพสต์แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ให้เตรียมพร้อมสำหรับการอพยพออกจากพื้นที่อย่างเร่งด่วน หลังจากเกิดเหตุปะทะระหว่างทหารไทยและกัมพูชา

เลขาฯ นายกฯ แจ้ง คน อ.กันทรลักษ์ อพยพ

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 เลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุข้อความสั้นๆ ว่า “ด่วน! กันทรลักษ์บ้านเรา กองทัพแจ้งให้อพยพนะคะ” ข้อความดังกล่าวสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการแจ้งเตือนที่ค่อนข้างกระทันหันและบ่งชี้ถึงสถานการณ์ที่น่ากังวล

สาเหตุของการแจ้งเตือนดังกล่าว สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชา บริเวณ ภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน จังหวัดศรีสะเกษ การปะทะดังกล่าวส่งผลให้มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บจำนวน 2 นาย ได้แก่

  • ส.อ. อนุชาติ เรือนคำ (ป.6 พัน.6) ถูกยิงที่ขา
  • พลฯ พรชัย จำปาจุม (ร.6 พัน.3) ถูกยิงใส่เสื้อเกราะบริเวณหน้าอก มีรอยฟกช้ำ แน่นหน้าอก

ปัจจุบัน กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บทั้งสองนาย อยู่ระหว่างการเดินทางไปรับการรักษาที่ รพ.สต.โดนเอาว์ และจะถูกส่งต่อไปยังโรงพยาบาลกันทรลักษ์ เพื่อทำการรักษาอย่างละเอียดต่อไป

ด้าน พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมพร้อมรับสถานการณ์อย่างเต็มรูปแบบ และให้ปฏิบัติตามกฎของการปะทะอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ชายแดนยังคงน่าเป็นห่วง เลขาฯ นายกฯ แจ้ง คน อ.กันทรลักษ์ อพยพ

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชายังคงมีความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง แม้ว่ายังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสาเหตุของการปะทะในครั้งนี้ แต่การแจ้งเตือนให้ประชาชนใน อ.กันทรลักษ์ อพยพออกจากพื้นที่ แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของสถานการณ์และความจำเป็นในการรักษาความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับแรก

ขอให้ประชาชนในพื้นที่ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว หากมีความคืบหน้าเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าว จะมีการแจ้งให้ทราบต่อไป สำหรับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ควรเตรียมพร้อมสำหรับการอพยพฉุกเฉิน โดยจัดเตรียมสิ่งของจำเป็น เช่น น้ำดื่ม อาหารแห้ง ยาประจำตัว เอกสารสำคัญ และอุปกรณ์สื่อสาร ให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ

การที่เลขาฯ นายกฯ แจ้ง คน อ.กันทรลักษ์ อพยพ สะท้อนให้เห็นถึงความรวดเร็วในการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน อย่างไรก็ตาม การสื่อสารที่ชัดเจนและต่อเนื่องจากภาครัฐ จะช่วยลดความตื่นตระหนกและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ประชาชนได้

สำหรับประชาชนที่ต้องการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ สามารถติดต่อหน่วยงานราชการในพื้นที่ เพื่อสอบถามข้อมูลและวิธีการให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสมได้

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความขัดแย้งและสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ

เลขาฯ นายกฯ แจ้ง คน อ.กันทรลักษ์ อพยพ ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงความจำเป็นในการระมัดระวังและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – เลขาฯ นายกฯ โพสต์แจ้งคน อ.กันทรลักษ์ อพยพออกจากพื้นที่ด่วน

นายกฯ แค่ขอความร่วมมือ ปรับกิจกรรมรื่นเริง

นายกฯ ไม่ได้สั่งห้ามหรือระงับกิจกรรมรื่นเริง แค่ขอความร่วมมือปรับรูปแบบให้เหมาะสม

เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ชี้แจง ครม. ไม่มีมติห้ามเอกชนงดจัดกิจกรรมรื่นเริง นายกฯ แค่ขอความร่วมมือให้พิจารณาปรับรูปแบบให้เหมาะสมกับบรรยากาศแห่งการไว้อาลัย

วันที่ 25 ตุลาคม 2568 เมื่อเวลา 13.10 น. น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2568 ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ได้มีมติให้ภาคเอกชนงดกิจกรรมรื่นเริงเป็นเวลา 30 วัน นั้น ไม่เป็นความจริง

การประชุม ครม. ดังกล่าว เป็นการประชุมเพื่อรับทราบ ประกาศสำนักพระราชวัง เรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต และพิจารณาแนวทางการดำเนินการไว้ทุกข์ของส่วนราชการ โดยมีมติให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้ทุกข์มีกำหนด 1 ปี และให้สถานที่ราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และสถานศึกษาทุกแห่ง ลดธงครึ่งเสาเป็นเวลา 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 25 ต.ค. 68 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวในที่ประชุมและในแถลงการณ์ว่า รัฐบาลขอความร่วมมือ ให้พี่น้องประชาชนและภาคเอกชน พิจารณาปรับรูปแบบการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับบรรยากาศแห่งความอาลัย โดยมิได้มีคำสั่งห้ามหรือมติให้ระงับกิจกรรมใดเป็นการเฉพาะ เรื่องนี้จึงเป็นเพียงการขอความร่วมมือในการปรับรูปแบบกิจกรรมให้เหมาะสม ซึ่งสอดคล้องกับช่วงเวลา

“รัฐบาลมีความเข้าใจว่าภาคธุรกิจบันเทิง การท่องเที่ยว และการบริการมีการวางแผนกิจกรรมล่วงหน้าไว้แล้ว จึงขอให้ใช้ดุลยพินิจ ปรับรูปแบบให้เหมาะสม และสมพระเกียรติ เพื่อแสดงออกถึงความเคารพและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระพันปีหลวง” น.ส.ไตรศุลี กล่าว

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า สิ่งที่นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำคือ การร่วมแสดงความอาลัยด้วยจิตสำนึกแห่งความรัก ความเคารพ และความสามัคคีของคนไทยทั้งชาติ โดยรัฐบาลไม่ได้มีเจตนาจะจำกัดเสรีภาพทางเศรษฐกิจหรือกิจกรรมทางสังคมของเอกชนแต่อย่างใด ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนรับฟังข้อมูลจากแหล่งข่าวทางการของรัฐบาล และอย่าหลงเชื่อข้อมูลที่คลาดเคลื่อน เพราะเจตนารมณ์ของนายกรัฐมนตรีคือให้คนไทยทุกคนร่วมไว้อาลัยด้วยหัวใจ

“รัฐบาลขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวไทย ร่วมตั้งจิตภาวนา แสดงความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ขอให้ดวงพระวิญญาณของพระองค์สถิตในสรวงสวรรค์ และทรงอภิบาลคุ้มครองพสกนิกรชาวไทยให้มีความผาสุกร่มเย็นภายใต้ร่มพระบารมีตลอดไป” น.ส.ไตรศุลี กล่าว

สรุป: นายกฯ ขอความร่วมมือปรับกิจกรรมรื่นเริง

จากข่าวนี้ เราได้เห็นชัดเจนว่ารัฐบาลไม่ได้มีคำสั่งห้ามหรือระงับกิจกรรมรื่นเริง แต่เป็นการขอความร่วมมือในการปรับรูปแบบกิจกรรมให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเน้นย้ำให้ภาคเอกชนและประชาชนร่วมกันพิจารณาถึงความเหมาะสมในการจัดงานต่างๆ รัฐบาลเข้าใจดีว่าหลายภาคส่วนได้วางแผนงานไว้ล่วงหน้าแล้ว จึงไม่ได้ต้องการที่จะยกเลิกกิจกรรมเหล่านั้น แต่ต้องการให้ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับบรรยากาศที่เหมาะสม

การปรับกิจกรรมรื่นเริงให้เข้ากับสถานการณ์ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องยกเลิกความสนุกสนานทั้งหมด แต่เป็นการปรับรูปแบบให้มีความเหมาะสมและให้เกียรติกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น การลดทอนความครึกครื้นลงเล็กน้อย การเพิ่มกิจกรรมที่แสดงความเคารพ หรือการปรับเปลี่ยนเนื้อหาของกิจกรรมให้สอดคล้องกับบรรยากาศ

การที่นายกฯ ไม่ได้สั่งห้ามหรือระงับกิจกรรมรื่นเริง แค่ขอความร่วมมือปรับรูปแบบให้เหมาะสม นั้นแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจของรัฐบาลที่มีต่อภาคธุรกิจต่างๆ และความต้องการที่จะรักษาสมดุลระหว่างการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการแสดงความเคารพต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกันพิจารณาและปรับเปลี่ยนรูปแบบกิจกรรมให้เหมาะสม เพื่อให้สามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆ ต่อไปได้โดยไม่ขัดต่อความรู้สึกของสังคม และเป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบร่วมกันในสถานการณ์เช่นนี้

การร่วมมือกันในครั้งนี้จะเป็นการแสดงออกถึงความสามัคคีของคนในชาติ และเป็นการส่งเสริมให้สังคมไทยก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปด้วยกัน การปรับเปลี่ยนกิจกรรมให้เหมาะสมจึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญและร่วมมือกันอย่างเต็มที่

ที่มา – นายกฯ ไม่ได้สั่งห้ามหรือระงับกิจกรรมรื่นเริง แค่ขอความร่วมมือปรับรูปแบบให้เหมาะสม

ด่วน! ส่งหนังสือหารือ กกต. ทำประชามติ ยกเลิก MOU

เรื่องด่วนที่สุด! เลขาฯ นายกฯ ส่งหนังสือถึง กกต. เพื่อหารือแนวทางการทำประชามติและการยกเลิก MOU 43 และ 44 ในวันเดียวกับการเลือกตั้งใหญ่ที่จะถึงนี้ กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงที่หลายฝ่ายจับตามองอย่างใกล้ชิด

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือด่วนที่สุด ที่ นร 0403(กน)/10969 ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2568 เรื่องขอเข้าพบหารือคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยเรียนเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เนื้อหาในหนังสือระบุว่า นายกรัฐมนตรีมีความประสงค์จะนำคณะเข้าพบเพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางการจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญคือการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก (MOU43) และบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (MOU44)

โดยกำหนดวันที่จะเข้าพบหารือคือในวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นวันลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เวลา 09.00น. ถึง 11.00น. ณ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง การหารือในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ

ส่งหนังสือด่วน ถึง กกต. ขอหารือทำประชามติ-ยกเลิก MOU 43-44 วันเดียวกับเลือกตั้งใหญ่

ประเด็นหลักที่น่าสนใจคือการที่รัฐบาลต้องการหารือเรื่องการทำประชามติและการยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับในวันเดียวกับการเลือกตั้งใหญ่ ซึ่งอาจเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องพิจารณาถึงข้อกฎหมายและผลกระทบต่างๆ อย่างรอบคอบ การที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ถึงขั้นทำหนังสือด่วนที่สุดเพื่อขอเข้าพบ กกต. แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลต้องการความชัดเจนในเรื่องนี้โดยเร็ว

ทำไมต้องส่งหนังสือด่วน ถึง กกต. ขอหารือทำประชามติ-ยกเลิก MOU 43-44 วันเดียวกับเลือกตั้งใหญ่?

หลายฝ่ายกำลังตั้งคำถามว่าเหตุใดรัฐบาลจึงต้องการหารือเรื่องเหล่านี้ในเวลานี้ และการดำเนินการดังกล่าวจะส่งผลต่อการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นหรือไม่ นอกจากนี้ การยกเลิก MOU 43 และ 44 เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การตัดสินใจในเรื่องนี้จึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังและคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

การส่งหนังสือด่วน ถึง กกต. ขอหารือทำประชามติ-ยกเลิก MOU 43-44 วันเดียวกับเลือกตั้งใหญ่นี้ จึงเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความพยายามของรัฐบาลในการจัดการกับปัญหาต่างๆ อย่างเร่งด่วน แต่ก็ต้องจับตาดูต่อไปว่าการหารือในครั้งนี้จะนำไปสู่ข้อสรุปอย่างไร และจะมีผลกระทบต่อการเมืองไทยในอนาคตอย่างไรบ้าง

เรื่องนี้ยังคงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ หลายคนมองว่าการดำเนินการดังกล่าวอาจมีวาระซ่อนเร้น และอาจเป็นการใช้ประเด็นเหล่านี้เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาอื่นๆ ที่สำคัญกว่า ในขณะที่บางคนก็เห็นว่ารัฐบาลมีสิทธิที่จะหารือในเรื่องเหล่านี้ และการตัดสินใจใดๆ ก็ควรเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย

ท้ายที่สุดแล้ว การส่งหนังสือด่วน ถึง กกต. ขอหารือทำประชามติ-ยกเลิก MOU 43-44 วันเดียวกับเลือกตั้งใหญ่ เป็นเรื่องที่ประชาชนควรติดตามอย่างใกล้ชิด และควรพิจารณาข้อมูลต่างๆ อย่างรอบด้าน เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องในอนาคต

ที่มา – ส่งหนังสือด่วน ถึง กกต. ขอหารือทำประชามติ-ยกเลิก MOU 43-44 วันเดียวกับเลือกตั้งใหญ่

เลขาธิการนายกฯ ชม สีหศักดิ์ ปกป้องเกียรติภูมิไทย

เลขาธิการนายกฯ ชม “สีหศักดิ์” ปกป้องเกียรติภูมิไทยในเวทีโลกอย่างสมศักดิ์ศรี

ในโลกการเมืองและการทูตที่เต็มไปด้วยความท้าทาย การแสดงออกถึงความเด็ดเดี่ยวและชาญฉลาดของผู้นำไทยในเวทีระหว่างประเทศถือเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจยิ่งนัก ล่าสุด น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแสดงความชื่นชมต่อ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย ในการปฏิบัติหน้าที่ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ซึ่งเป็นเวทีสำคัญของโลก โดยเฉพาะการปรับถ้อยแถลงเกี่ยวกับประเด็นกัมพูชาอย่างกะทันหันก่อนขึ้นกล่าวสุนทรพจน์

เลขาธิการนายกฯ ชม “สีหศักดิ์” ปกป้องเกียรติภูมิไทยในเวทีโลกอย่างสมศักดิ์ศรี

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 15.59 น. ของวันที่ 28 กันยายน 2568 โดยน.ส.ไตรศุลีได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อยกย่องการแสดงชั้นเชิงทางการทูตของนายสีหศักดิ์ ที่ไม่เคยน้อยหน้าใครในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ การที่รัฐมนตรีต่างประเทศไทยปรับแก้ถ้อยแถลงให้เข้มข้นขึ้นก่อนขึ้นเวที UNGA แสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วและความแม่นยำในการตอบโต้ประเด็น敏感 โดยเฉพาะข้อกล่าวหาจากทางกัมพูชาเกี่ยวกับพรมแดนและความขัดแย้ง

น.ส.ไตรศุลีระบุว่า การโต้ตอบของนายสีหศักดิ์นั้นทรงพลังและตรงไปตรงมา โดยชี้แจงว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบที่แท้จริงคือทหารไทยที่สูญเสียขาจากทุ่นระเบิด เด็กนักเรียนในโรงเรียนที่ถูกโจมตี และประชาชนไทยผู้บริสุทธิ์ที่ตกเป็นเหยื่อจากเหตุการณ์ดังกล่าว ถ้อยแถลงนี้ไม่เพียงแต่ให้ความจริงต่อนานาชาติเท่านั้น แต่ยังปกป้องเกียรติภูมิของประเทศไทยในเวทีโลกได้อย่างสมศักดิ์ศรี ทำให้ไทยดูแข็งแกร่งและน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย

ชั้นเชิงการทูตไทยที่ไม่เคยน้อยหน้า

การกระทำของนายสีหศักดิ์ในครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการทูตไทยสมัยใหม่ ที่ผสมผสานระหว่างความเข้มแข็งและความชาญฉลาด ในขณะที่ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นร้อน รัฐมนตรีได้ใช้โอกาสใน UNGA เพื่อนำเสนอมุมมองของไทยให้โลกได้รับรู้ โดยไม่ยอมให้ข้อกล่าวอ้างที่บิดเบือนมาทำลายภาพลักษณ์ของเรา ลองนึกภาพดูสิครับ ถ้าเราเงียบหรือยอมตาม การปกป้องเกียรติภูมิไทยในเวทีโลกอย่างสมศักดิ์ศรีแบบนี้คงไม่เกิดขึ้น

จากประสบการณ์ในอดีต การทูตไทยมักถูกมองว่าใจเย็นและสมดุล แต่ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดที่จำเป็น โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลแพร่กระจายรวดเร็วผ่านสื่อสังคมออนไลน์ การมีผู้นำที่กล้าพูดและกล้าปกป้องจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนไทยที่ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

  • การปรับถ้อยแถลงกะทันหัน: แสดงถึงความยืดหยุ่นและการเตรียมพร้อมของทีมทูตไทย
  • การชี้แจงข้อเท็จจริง: เน้นย้ำถึงความสูญเสียของไทยจากเหตุการณ์ชายแดน
  • ผลกระทบต่อภาพลักษณ์: ทำให้ไทยได้รับการยอมรับในเวทีโลกมากขึ้น

ไม่เพียงเท่านั้น ถ้อยแถลงนี้ยังช่วยกระตุ้นให้ชาติต่างๆ หันมาสนใจปัญหาพรมแดนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยไทยได้นำเสนอตัวอย่างของความยุติธรรมและสันติภาพ หากคุณสนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถอ่านถ้อยแถลงเต็มของไทยในเวที UNGAได้เลยครับ

ในมุมมองของผม การปกป้องเกียรติภูมิไทยในเวทีโลกอย่างสมศักดิ์ศรีแบบนี้ไม่ใช่แค่ชัยชนะทางการทูต แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้คนไทยรุ่นใหม่หันมาสนใจเรื่องการต่างประเทศไทยมากขึ้น หากเรามีผู้นำที่เด็ดเดี่ยวแบบนี้ อนาคตของชาติย่อมสดใส ลองแชร์ความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้ และติดตามข่าวสารการเมืองไทยที่นี่เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ที่มา – เลขาธิการนายกฯ ชม “สีหศักดิ์” ปกป้องเกียรติภูมิไทยในเวทีโลกอย่างสมศักดิ์ศรี

ครม. ตั้ง “ไตรศุลี ไตรสรณกุล” เลขาธิการนายกฯ

“ครม.อนุทิน” นัดพิเศษ มีมติแต่งตั้ง “กวาง ไตรศุลี ไตรสรณกุล” เป็น “เลขาธิการนายกรัฐมนตรี” ที่อายุน้อยที่สุดแล้ว

วันที่ 24 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม โดยคณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งให้ นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “นายกฯ น้อย” ถือเป็นตำแหน่งสำคัญที่ต้องคอยสนับสนุนการทำงานของนายกรัฐมนตรี รวมถึงการบริหารจัดการงานทั่วไป และประสานงานให้กับนายกรัฐมนตรีโดยตรง นอกจากนี้ ยังเป็นตำแหน่งที่จะต้องรวบรวมวิเคราะห์ และกลั่นกรองข้อมูลต่างๆ เพื่อนำเสนอความเห็นประกอบการพิจารณา และการสั่งการของนายกรัฐมนตรี

การตัดสินใจของ ครม. ในการแต่งตั้ง “ไตรศุลี ไตรสรณกุล” เป็น “เลขาธิการนายกรัฐมนตรี” สร้างความฮือฮาในวงการการเมืองไม่น้อย หลายคนจับตามองถึงบทบาทและทิศทางการทำงานของเธอในตำแหน่งสำคัญนี้ เนื่องจากประสบการณ์ที่ผ่านมาของเธอส่วนใหญ่อยู่ในบทบาทของการเป็นโฆษกและเลขานุการรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม นางสาวไตรศุลี ถือเป็นผู้ที่รับตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุด ปัจจุบัน นางสาวไตรศุลี อายุ 35 ปี และเป็นลูกสาวของนายวิชิต ไตรสรณกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ เคยดำรงตำแหน่งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อมาได้ดำรงตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และโฆษกกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

เส้นทางการเมืองของนางสาวไตรศุลีนั้นน่าสนใจอย่างยิ่ง จากการเป็นรองโฆษกรัฐบาล สู่เลขานุการรัฐมนตรี และในที่สุดก็ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี การเปลี่ยนแปลงนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถและการยอมรับที่เธอได้รับจากผู้บริหารประเทศ

ครม.นัดพิเศษ ตั้ง “ไตรศุลี ไตรสรณกุล” เป็น “เลขาธิการนายกรัฐมนตรี” แล้ว

การแต่งตั้งครั้งนี้นำมาซึ่งคำถามมากมายเกี่ยวกับความเหมาะสมและศักยภาพของคนรุ่นใหม่ในการบริหารประเทศ หลายฝ่ายมองว่าการที่รัฐบาลกล้าให้โอกาสคนหนุ่มสาวเข้ามามีบทบาทสำคัญนั้นเป็นสัญญาณที่ดีของการเปลี่ยนแปลงและการเปิดรับแนวคิดใหม่ๆ

ความท้าทายของ “ไตรศุลี ไตรสรณกุล” ในตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรีนั้นเต็มไปด้วยความท้าทายและความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ นางสาวไตรศุลีจะต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าเธอมีความสามารถในการบริหารจัดการงานต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ได้อย่างราบรื่น และสามารถให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อนายกรัฐมนตรีได้

นอกจากนี้ เธอยังต้องเผชิญกับแรงกดดันและความคาดหวังจากสังคมที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าในการบริหารประเทศ การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและการตอบสนองต่อปัญหาต่างๆ อย่างรวดเร็วและตรงจุดจะเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

  • การบริหารจัดการงานทั่วไปของสำนักนายกรัฐมนตรี
  • การประสานงานกับหน่วยงานราชการต่างๆ
  • การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี
  • การให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะแก่นายกรัฐมนตรี
  • การติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของรัฐบาล

การที่นางสาวไตรศุลีได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรีนั้น อาจเป็นเพราะวิสัยทัศน์และความสามารถในการสื่อสารของเธอที่เป็นที่ประจักษ์ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของเธอในตำแหน่งนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการทำงานร่วมกับทีมงาน การรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง และการตัดสินใจที่ถูกต้องในช่วงเวลาที่สำคัญ

การแต่งตั้ง “ไตรศุลี ไตรสรณกุล” เป็น “เลขาธิการนายกรัฐมนตรี” ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการเมืองไทยที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เข้ามามีบทบาทในการบริหารประเทศมากขึ้น หวังว่าเธอจะสามารถใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่ในการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป

ที่มา – ประวัติ “ไตรศุลี ไตรสรณกุล” อดีตรองโฆษกรัฐบาล สู่เลขาธิการนายกฯ “อนุทิน”

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่รัฐบาลมีต่อคนรุ่นใหม่และการเปิดโอกาสให้พวกเขาได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของนางสาวไตรศุลีขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารจัดการ การประสานงาน และการตัดสินใจที่ถูกต้องในช่วงเวลาที่สำคัญ หวังว่าเธอจะสามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

ที่มา – ครม.นัดพิเศษ ตั้ง “ไตรศุลี ไตรสรณกุล” เป็น “เลขาธิการนายกรัฐมนตรี” แล้ว

ไตรศุลี โต้เพื่อไทย เลิกโหน “งูเห่า”

“ไตรศุลี ไตรสรณกุล” กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย โต้ผู้สมัครเพื่อไทย เลิกโหนวาทกรรม “งูเห่า” แนะย้อนฟัง “แพทองธาร” เคยเปรียบย้ายพรรคไม่ต่างจากย้ายงาน อัดบริหารงานชายแดนพลาดเอง สส.ในพรรคเลยไม่โหวตนายกฯ ให้ เผย “อนุทิน” ลงพื้นที่ศรีสะเกษ พรุ่งนี้

วันที่ 20 กันยายน 2568 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงการที่ผู้สมัครพรรคเพื่อไทยในเขต 5 จังหวัดศรีสะเกษ ใช้วาทกรรม “งูเห่า” หาเสียง ว่าเป็นเพียงการสร้างกระแสโจมตีฝ่ายตรงข้าม เป็นเพียงการเมืองแบบเก่า ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจปัญหาที่แท้จริงของพี่น้องประชาชนในพื้นที่

“ประชาชนต้องการนักการเมืองที่แก้ปัญหาได้จริง ไม่ใช่คนที่สร้างวาทกรรมไปวัน ๆ พรรคเพื่อไทยหมดความชอบธรรมไปแล้วตั้งแต่วันที่ไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งทุกคนเห็นชัดว่า ประชาชนต้องเผชิญกับความเดือดร้อน โดยไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม” น.ส.ไตรศุลี กล่าว

น.ส.ไตรศุลี กล่าวต่อว่า พรรคภูมิใจไทยทำงานโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง หัวหน้าพรรค นายอนุทิน ชาญวีรกูล ลงพื้นที่ศรีสะเกษและพื้นที่ชายแดนหลายครั้ง ทั้งช่วงวิกฤติไทย–กัมพูชา ที่ได้ไปพบพี่น้องตามศูนย์อพยพ ให้กำลังใจและรับฟังปัญหาอย่างใกล้ชิด แสดงให้เห็นว่า พรรคภูมิใจไทยไม่เคยทอดทิ้งประชาชน และในวันพรุ่งนี้ (21 ก.ย. 68) นายอนุทินจะลงพื้นที่ศรีสะเกษอีกครั้ง เพื่อขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ เคียงข้างผู้สมัครพรรคภูมิใจไทย ตอกย้ำว่า พรรคไม่ได้ทำงานเฉพาะฤดูเลือกตั้ง แต่พร้อมอยู่กับพี่น้องทั้งในยามปกติและยามวิกฤติ

น.ส.ไตรศุลี กล่าวถึงกรณีที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร สมัยยังเคยเป็นนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ว่าการย้ายพรรคของ สส. เหมือนการย้ายงาน เป็นสิทธิของแต่ละคน ว่า เรื่องนี้ชัดเจนอยู่แล้วว่าแม้แต่แกนนำพรรคเพื่อไทยเองยังยอมรับว่าเป็นเรื่องปกติของการเมือง แต่กลับมีผู้สมัครในพื้นที่พยายามใช้คำว่า “งูเห่า” มาโจมตีฝ่ายตรงข้าม ขัดแย้งกับสิ่งที่ผู้นำพรรคตนเองพูดไว้ ขอให้ผู้สมัครของพรรคเพื่อไทยย้อนกลับไปอ่านสิ่งที่หัวหน้าพรรคตนเองให้สัมภาษณ์สื่อด้วย

“พี่น้องชาวศรีสะเกษ ขุนหาญ และภูสิงห์ ต้องตัดสินใจให้ชัด ว่าจะเลือกการเมืองที่มีแต่คำโจมตีฝ่ายตรงข้าม หรือเลือกการเมืองที่สร้างสรรค์ ลงมือทำจริง พรรคภูมิใจไทยพร้อมทำงานเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องทุกคนอย่างแท้จริง” น.ส.ไตรศุลี กล่าว

พรรคภูมิใจไทยยืนยันว่า การเลือกตั้งซ่อมในวันที่ 28 ก.ย. 68 นี้ คือโอกาสสำคัญของประชาชนที่จะเลือกการเมืองสร้างสรรค์ เพื่อความก้าวหน้า ไม่ใช่การเมืองวาทกรรมที่หมดความชอบธรรมไปแล้ว

ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย ยังเจ็บแค้นกับการที่ สส.พรรคตัวเองไม่ยกมือโหวตเลือกนายกฯของพรรคเพื่อไทย แต่อยากให้หันกลับไปมองตัวเองบ้างว่าที่เขาไม่โหวตให้นั้น เหตุผลสำคัญคือปัญหาชายแดน ที่พรรคเพื่อไทยบริหารงานผิดพลาด สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนอย่างสาหัส” น.ส.ไตรศุลี กล่าว

ไตรศุลี โต้เพื่อไทย เลิกโหน “งูเห่า”

ทำไม ‘งูเห่า’ ถึงเป็นประเด็น?

ประเด็นเรื่อง “งูเห่า” ในการเมืองไทยนั้นเป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงอยู่เสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หรือการเลือกตั้ง การกล่าวหาว่านักการเมืองเป็น “งูเห่า” มักจะเกิดขึ้นเมื่อนักการเมืองคนนั้นๆ ย้ายพรรค หรือโหวตสวนมติพรรค ซึ่งมักจะถูกมองว่าเป็นการทรยศต่ออุดมการณ์และประชาชนที่สนับสนุนตนเอง

อย่างไรก็ตาม น.ส.ไตรศุลี มองว่าการใช้คำว่า “งูเห่า” เป็นเพียงวาทกรรมทางการเมืองที่ไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาที่แท้จริงของประชาชน และเรียกร้องให้ผู้สมัครพรรคเพื่อไทยหันมาให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างจริงจังมากกว่า

การเมืองไทยยังคงมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอยู่เสมอ การที่นักการเมืองจะย้ายพรรคหรือเปลี่ยนแปลงจุดยืนทางการเมืองนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่นักการเมืองเหล่านั้นต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก และพร้อมที่จะทำงานเพื่อพัฒนาประเทศชาติอย่างแท้จริง

การกล่าวหาโดยใช้คำว่า “งูเห่า” อาจจะไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาทางการเมือง การหันมาพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และร่วมมือกันเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศชาติ น่าจะเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญมากกว่า

ท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินว่านักการเมืองคนใดที่สมควรได้รับความไว้วางใจ และนักการเมืองคนใดที่ควรจะถูกจดจำในฐานะ “งูเห่า”

ที่มา – “ไตรศุลี” โต้เพื่อไทย เลิกโหนคำว่า “งูเห่า” เหน็บบริหารงานชายแดนพลาดเอง ทำ สส.ไม่โหวตให้

Scroll to top