ไทยกัมพูชา

“กองทัพภาคที่ 2” ยังไม่ยืนยัน “กัมพูชา” ยิง M79 แต่ยอมรับได้ยินเสียงดัง

ในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ตึงเครียดมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีกระแสข่าวร้อนแรงเกี่ยวกับเหตุการณ์ยิง M79 จากฝั่งกัมพูชาในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่ง “กองทัพภาคที่ 2” ยังไม่ยืนยัน “กัมพูชา” ยิง M79 แต่ยอมรับได้ยินเสียงดัง เบื้องต้น สร้างความกังวลให้กับประชาชนและกำลังทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดน

“กองทัพภาคที่ 2” ยังไม่ยืนยัน “กัมพูชา” ยิง M79 แต่ยอมรับได้ยินเสียงดัง

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 แหล่งข่าวจาก กองทัพภาคที่ 2 ได้เปิดเผยถึงกรณีที่มีรายงานว่าทหารกัมพูชายิง M79 จำนวน 2 นัด ในพื้นที่ห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยยอมรับว่าได้ยินเสียงดังจริง แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นการยิง M79 เนื่องจากเกิดขึ้นในช่วงกลางคืน ซึ่งเป็นเวลาที่กองทัพมีมาตรการเข้มงวดในการป้องกันฐาน ไม่ให้กำลังพลออกลาดตระเวนด้านนอกเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว กองทัพภาคที่ 2 ได้ตรวจสอบจากทุกฐานปฏิบัติการ และยืนยันว่ากำลังพลทุกนายปลอดภัยดี ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บหรืออันตรายใดๆ นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งห้ามกำลังพลออกนอกฐานอย่างเด็ดขาด เพื่อป้องกันสถานการณ์ที่อาจบานปลาย

รายละเอียดเหตุการณ์และมาตรการรับมือ

M79 หรือที่รู้จักกันในชื่อ “จรวดจิ๋ว” เป็นอาวุธที่ใช้กระสุนขนาด 40 มม. มีพิษภัยสูงและเคยถูกใช้ในความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชามาแล้วหลายครั้ง พื้นที่ห้วยตามาเรียเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญใกล้ชายแดน ซึ่งมักมีเหตุการณ์ยิงปะทะหรือทดสอบอาวุธเกิดขึ้นบ่อยครั้ง

  • กองทัพภาคที่ 2 ได้ยินเสียงดัง 2 ครั้ง ในช่วงกลางคืน
  • ยังไม่ยืนยันแหล่งที่มา แต่สงสัยจากฝั่งกัมพูชา
  • สั่งห้ามกำลังพลออกนอกฐานทันที
  • ทุกนายปลอดภัย 100%
  • เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังชายแดน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในช่วงนี้ยังคงตึงเครียด โดยเฉพาะหลังจากข้อพิพาทเรื่องเขตแดนและปราสาทพระวิหารที่ยืดเยื้อมาเนิ่นนาน กองทัพไทยจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ เพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน

จากข้อมูลเบื้องต้น แสดงให้เห็นถึงความระมัดระวังของกองทัพภาคที่ 2 ที่ไม่รีบสรุปเหตุการณ์ โดยรอการตรวจสอบอย่างละเอียด ซึ่งเป็นแนวทางที่ถูกต้องเพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าใจผิดที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งใหญ่ นอกจากนี้ ยังมีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สถานการณ์เช่นนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าชายแดนไทยยังคงเปราะบาง จำเป็นต้องมีกลไก外交และทหารที่เข้มแข็งเพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เล็กๆ บานปลาย ผู้สื่อข่าวในพื้นที่รายงานว่าประชาชนท้องถิ่นเริ่มตื่นตัวมากขึ้น และเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเจรจากับกัมพูชาเพื่อลดความตึงเครียด

นอกจากเหตุการณ์นี้ กองทัพภาคที่ 2 ยังคงดำเนินภารกิจปกติ เช่น การลาดตระเวน การฝึกซ้อม และการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความสงบสุข

สำหรับผู้สนใจติดตามข่าวสารชายแดน แนะนำให้ติดตามอัปเดตล่าสุดจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ และหลีกเลี่ยงข่าวลือที่อาจสร้างความตื่นตระหนก สถานการณ์ “กองทัพภาคที่ 2” ยังไม่ยืนยัน “กัมพูชา” ยิง M79 แต่ยอมรับได้ยินเสียงดัง นี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการจัดการวิกฤตที่รอบคอบ

คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์ชายแดนนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมกดไลค์ แชร์ เพื่อรับข่าวสารสำคัญอื่นๆ!

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” ยังไม่ยืนยัน “กัมพูชา” ยิง M79 แต่ยอมรับได้ยินเสียงดัง

ตชด.12 พบโดรนปริศนา ชายแดนบ้านตาพระยา

เจ้าหน้าที่ ตชด.12 พบโดรนปริศนา ชายแดนบ้านตาพระยา ระหว่างลาดตระเวนเข้มงวดตามแนวชายแดน จังหวัดสระแก้ว สร้างความตื่นตัวให้กับหน่วยงานความมั่นคงทันที โดรนลำนี้ถูกไฟไหม้เสียหายหนัก ตกริมถนนศรีเพ็ญ ใกล้ฐาน ชค.ตชด.12 ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งเก็บกู้ซากเพื่อตรวจสอบที่มาและวัตถุประสงค์ หวั่นเป็นเครื่องมือของกลุ่มผิดกฎหมาย

ตชด.12 พบโดรนปริศนา ชายแดนบ้านตาพระยา

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2567 ชุดเคลื่อนที่เร็วของร้อยฉก.ตชด.3 นำโดย ด.ต.เอกชัย พรจันทร์ รอง ผบ.มว.ตชด.1253 ออกลาดตระเวนเดินเท้าตั้งแต่จุดตรวจตระเวนที่ 16 ไปยังจุดที่ 17 ในพื้นที่บ้านตาพระยา หมู่ 1 ต.ตาพระยา อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว พื้นที่ชายแดนที่เชื่อมต่อกับกัมพูชาโดยตรง ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงสูงต่อการกระทำผิดกฎหมาย

ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ตรวจพบวัตถุต้องสงสัยคล้ายโดรนตกอยู่ด้านหลังฐาน ชค.ตชด.12 ใกล้ถนนศรีเพ็ญ สภาพโดรนไหม้เกรียม ชิ้นส่วนหลอมละลาย ไม่สามารถบินได้ และไม่มีใครอ้างตัวเป็นเจ้าของในบริเวณนั้น ตชด.12 พบโดรนปริศนา ชายแดนบ้านตาพระยา จึงกลายเป็นประเด็นร้อนที่ต้องสืบสวนทันที

รายละเอียดการตรวจพบโดรนปริศนา

โดรนลำนี้ไม่ใช่ของเล่นธรรมดา แต่เป็นอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ที่อาจถูกใช้ในภารกิจลับ เจ้าหน้าที่พบว่ามันถูกไฟไหม้อย่างรุนแรง อาจเกิดจากระบบขัดข้อง การถูกยิง หรืออุบัติเหตุอื่นๆ การตรวจสอบเบื้องต้นยังไม่พบหมายเลขทะเบียนหรือข้อมูลผู้ผลิตชัดเจน แต่ซากทั้งหมดถูกส่งไปยังกองบังคับการร้อยฉก.ตชด.3 เพื่อวิเคราะห์ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ระบบ GPS และข้อมูลบันทึก

ภัยคุกคามชายแดนที่ต้องเฝ้าระวัง

พื้นที่ชายแดนบ้านตาพระยาเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เนื่องจากมีช่องทางธรรมชาติและเส้นทางลับเชื่อมประเทศเพื่อนบ้าน การลาดตระเวนของตชด.มุ่งป้องกันปัญหาต่างๆ ดังนี้

  • การลักลอบเข้า-ออกเมืองโดยผิดกฎหมาย
  • ขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติที่ใช้โดรนสำรวจเส้นทาง
  • การลำเลียงยาเสพติดและอาวุธสงคราม
  • สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ สินค้าหนีภาษี
  • การส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงผิดกฎหมาย

ในยุคที่โดรนราคาถูกและใช้งานง่าย กลุ่มอาชญากรสามารถนำมาใช้สอดแนม ลักลอบขนของ หรือแม้แต่โจมตีได้ ทำให้ ตชด.12 พบโดรนปริศนา ชายแดนบ้านตาพระยา เป็นเครื่องเตือนใจถึงความจำเป็นในการเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังเทคโนโลยี

บทบาทสำคัญของตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12

ตชด.12 รับผิดชอบพื้นที่จังหวัดสระแก้วและ周边 ซึ่งเป็นแนวชายแดนยาวหลายสิบกิโลเมตร การลาดตระเวนเข้มข้นแบบนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติในการรักษาความมั่นคง พวกเขาต้องเผชิญทั้งภูมิประเทศยากลำบาก สภาพอากาศแปรปรวน และภัยจากกลุ่มอาชญากร transboundary เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวและประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่ที่ปกป้องชายแดนไทยอย่างไม่ลดละ

นอกจากนี้ จังหวัดสระแก้วยังมีปัญหายาเสพติดไหลทะลักจากชายแดน การใช้โดรนอาจช่วยเหลือขบวนการค้ายาในการสำรวจจุดลักลอบ ขณะที่สแกมเมอร์คอลเซ็นเตอร์จากกัมพูชาก็พยายามขยายฐาน การพบโดรนจึงอาจเชื่อมโยงกับเครือข่ายเหล่านี้

ผลกระทบและมาตรการต่อไป

หลังเก็บกู้ เจ้าหน้าที่จะตรวจ DNA ดิจิทัลจากหน่วยความจำ หากพบข้อมูลการบินจากชายแดนกัมพูชา อาจนำไปสู่การประสานงานกับหน่วยงานทหารและตำรวจกัมพูชา เพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอย ในขณะที่ประชาชนในพื้นที่ควรแจ้งเบาะแสหากพบวัตถุต้องสงสัย

เหตุการณ์ ตชด.12 พบโดรนปริศนา ชายแดนบ้านตาพระยา สะท้อนให้เห็นว่าความมั่นคงชายแดนต้องอาศัยเทคโนโลยีและกำลังพลร่วมกัน ในมุมมองผู้เขียน การลงทุนในโดรนตรวจการณ์ของไทยเองจะช่วยพลิกเกมได้ หากคุณสนใจข่าวความมั่นคงชายแดน ติดตามบล็อกนี้เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด และแชร์เพื่อสร้างความตระหนักร่วมกัน!

ที่มา – ตชด.12 ลาดตระเวนเข้มชายแดนบ้านตาพระยา พบ “โดรนปริศนา” ถูกไฟไหม้ ตกริมถนน

ทหารกัมพูชายิง 11 นัดตลอดแนว “โอร์เสม็ด” ไทยยิงเตือน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียดไม่จบสิ้น ล่าสุดเกิดเหตุทหารกัมพูชายิง 11 นัดตลอดแนว “โอร์เสม็ด”ในช่วงพลบค่ำ ทำให้กองทัพไทยต้องตอบโต้ด้วยการยิงเตือน 2 นัด และตรึงกำลังเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงบริบทและความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติ

ทหารกัมพูชายิง 11 นัดตลอดแนว “โอร์เสม็ด”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 18.40 น. วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 กองทัพภาคที่ 2 ได้รับแจ้งจากกองกำลังสุรนารี ว่าทหารกัมพูชาได้ใช้อาวุธปืนยิงกระสุนรวม 11 นัด ตลอดแนวพื้นที่โอร์เสม็ด ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญบริเวณชายแดน จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นที่เนิน 278 ทิศตะวันออกของช่องจอม จากนั้นไล่ยิงตามแนวลงมาถึงตลาดฝั่งตะวันออกของถนนเข้าโอร์เสม็ด แต่ละจุดยิง 1-2 นัด สภาพอากาศช่วงนั้นมืดครึ้มและมีฝนตั้งเค้า ก่อนที่ฝนจะตกหนักหลังเกิดเหตุ และจนถึงปัจจุบันยังไม่มีความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมจากฝ่ายกัมพูชา

หน่วยความมั่นคงไทยประเมินว่า การยิงครั้งนี้มีลักษณะเป็น “ยิงเช็กแนวรบ” เพื่อตรวจสอบการตอบสนองของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต สถานการณ์โดยรวมยังคงอยู่ภายใต้การควบคุม แต่กองทัพไทยไม่ประมาท ได้ตรึงกำลังหน่วยสุรนารีไว้เต็มอัตรา

ไทยยิงเตือน 2 นัด หลังพบชาวต่างชาติประชิดลวดหนาม

ก่อนเกิดเหตุยิงใหญ่ในช่วงเย็น เมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. ของวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ไทยตรวจพบชาวต่างชาติ ลักษณะชาวตะวันตกไม่ทราบสัญชาติ เดินเข้าใกล้แนวลวดหนามบริเวณถนนทางเข้าโอร์เสม็ด ฝ่ายไทยจึงยิงเตือน 2 นัดทันที ตามระเบียบรักษาความปลอดภัย เพื่อป้องกันการรุกล้ำและหลีกเลี่ยงเหตุเข้าใจผิดที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งใหญ่

พื้นหลังความขัดแย้งชายแดนโอร์เสม็ด

โอร์เสม็ด หรือที่รู้จักในชื่อ O’Smach เป็นพื้นที่พิพาทชายแดนไทย-กัมพูชามาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยสงครามเย็น มีประวัติการปะทะหลายครั้ง โดยเฉพาะบริเวณใกล้ปราสาทตาเมือนธมและช่องจอม พื้นที่นี้มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์เพราะเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างจังหวัดสุรินทร์ของไทยกับเมืองอุดรมีชัยของกัมพูชา ในอดีตเคยเกิดการยิงกันและเสียชีวิตของทหารทั้งสองฝ่าย

  • จุดเนิน 278: จุดเริ่มยิงและเป็นเนินสูงมองเห็นแนวรบได้ชัด
  • ตลาดฝั่งตะวันออก: พื้นที่ค้าขายที่พลุกพล่านแต่ถูกปิดกั้นด้วยลวดหนาม
  • ถนนเข้าโอร์เสม็ด: เส้นทางหลักที่ชาวบ้านใช้สัญจร

ความตึงเครียดเพิ่มขึ้นหลังจากคดีปราสาทพระวิหารที่ศาลโลกตัดสิน แต่ปัญหายังค้างคาในพื้นที่รอบๆ ทำให้ทั้งสองฝ่ายต้องเฝ้าระวังตลอดเวลา

มาตรการของกองทัพไทยในการรับมือ

กองทัพภาคที่ 2 สั่งเพิ่มการลาดตระเวนทั้งกลางวันและกลางคืน ใช้เทคโนโลยีเช่นกล้องวงจรปิดและโดรนตรวจจับความเคลื่อนไหว นอกจากนี้ยังประสานงานกับทางการท้องถิ่นเพื่อแจ้งเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง

  • ตรึงกำลัง 24 ชั่วโมง
  • ยิงเตือนตามมาตรฐาน ไม่ยิงก่อน
  • รายงานสถานการณ์เรียลไทม์ไปยังส่วนกลาง

การตอบสนองที่รวดเร็วและเป็นมืออาชีพของทหารไทยช่วยป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย

ผลกระทบและข้อควรระวัง

เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านชายแดนที่ต้องใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังมากขึ้น การค้าข้ามแดนชะงักงัน และนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจหลีกเลี่ยงพื้นที่ นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงความจำเป็นของการเจรจาทวิภาคีเพื่อแก้ปัญหาถาวร

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์ชายแดนโอร์เสม็ดยังคงควบคุมได้ แต่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจเป็นสัญญาณของความไม่สงบที่ใหญ่กว่า แนะนำให้ประชาชนติดตามข่าวจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และสนับสนุนกองทัพไทยในการรักษาอธิปไตย

CTA: คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดติดตามเพื่ออัปเดตข่าวชายแดนล่าสุด!

ที่มา – ทหารกัมพูชายิง 11 นัดตลอดแนว “โอร์เสม็ด” ไทยยิงเตือน 2 นัด ตรึงกำลังเฝ้าระวัง 24 ชม.

ทภ.2 เผย “ลุงโยชน์” ถูกกัมพูชาจับกุม ปลอดภัยดี

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามีข่าวอัปเดตสำคัญจากชายแดนไทย-กัมพูชาเลยนะครับ ทภ.2 เผย “ลุงโยชน์” ถูกกัมพูชาจับกุม ขณะที่ลุงกำลังหาของป่าใกล้ชายแดน แต่ดีใจมากที่ลุงปลอดภัยดี และทางกองทัพกำลังเร่งประสานงานช่วยเหลือให้พ้นเรือนจำแล้ว เรื่องนี้เกิดขึ้นกับนายโยชน์ สายน้อย หรือที่ทุกคนเรียกติดปากว่า “ลุงโยชน์” ชาวสุรินทร์วัย 58 ปี ที่เข้าไปหาของป่าแล้วหลงทางข้ามแดนโดยไม่ตั้งใจ

ทภ.2 เผย “ลุงโยชน์” ถูกกัมพูชาจับกุม ไทม์ไลน์เหตุการณ์แบบละเอียด

เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2567 ลุงโยชน์เข้าไปหาของป่าในพื้นที่ห้วยสำเริง ใกล้บ้านโนนทอง ต.โคกตะเคียน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ซึ่งอยู่ติดแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเลยครับ หลังจากนั้นก็ติดต่อไม่ได้ ญาติๆ กังวลมาก จึงเข้าแจ้งความที่ สภ.กาบเชิง เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2567

เจ้าหน้าที่ทหารและฝ่ายปกครองรีบลงพื้นที่ทันที พบรถจยย.ของลุงจอดทิ้งไว้บริเวณชายป่า ก็เลยประสานงานข้ามแดนแบบด่วนๆ ทางฝั่งกัมพูชาแจ้งมาว่า ลุงโยชน์ถูกจับกุมในข้อหาลักลอบเข้าประเทศโดยผิดกฎหมายและบุกรุกพื้นที่ทหาร ส่งตัวดำเนินคดีที่จังหวัดอุดรมีชัย และตอนนี้ถูกขังในเรือนจำที่นั่น

ทภ.2 เผย “ลุงโยชน์” ถูกกัมพูชาจับกุม แต่สถานการณ์ดีขึ้นแล้ว

ข่าวดีคือ ลุงโยชน์ทภ.2 เผย “ลุงโยชน์” ถูกกัมพูชาจับกุมแต่สุขภาพแข็งแรงดี ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเสียมราฐ จากกระทรวงการต่างประเทศ ได้เข้าไปดูแลด้านกงสุลให้แล้ว กองทัพภาคที่ 2 ประสานงานใกล้ชิดกับ พ.อ.โปว เพง หัวหน้าหน่วยประสานงานชายแดนโอรเสม็ด เพื่อเร่งให้ลุงได้พ้นภัยเร็วๆ นี้

เพื่อให้เห็นภาพชัดๆ มาดูไทม์ไลน์กันครับ:

  • 25 เม.ย. 67: ลุงโยชน์หาของป่า หายตัวไป
  • 13 พ.ค. 67: ญาติแจ้งความ สภ.กาบเชิง
  • หลังจากนั้น: พบรถจยย. ประสานกัมพูชา
  • ล่าสุด: ยืนยันลุงถูกจับ ปลอดภัย ในเรือนจำอุดรมีชัย

มาตรการความปลอดภัยชายแดนที่ทภ.2 เสริมเข้ม

ทางกองทัพภาคที่ 2 ไม่ได้นิ่งนอนใจนะครับ เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยชายแดนแบบเต็มสูบ ลาดตระเวนบ่อยขึ้น ตั้งจุดตรวจในพื้นที่เสี่ยง และเฝ้าระวังตลอดแนว เพื่อป้องกันเหตุแบบนี้ซ้ำรอย

ส่วนคำแนะนำสำหรับพี่น้องที่อยู่ชายแดน ถ้าต้องหาของป่าหรือทำกิจกรรมใกล้แดน:

  • แจ้งเจ้าหน้าที่ทหารหรือฝ่ายปกครองล่วงหน้าเสมอ
  • ใช้ GPS หรือเครื่องติดตามตัว
  • อย่าเข้าใกล้ชายแดนคนเดียว โดยเฉพาะตอนฝนตกหรือหมอกลง
  • เตรียมเบอร์ฉุกเฉิน เช่น กรมการกงสุล 02-203-5000

เรื่องนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าชายแดนไทย-กัมพูชาแม้จะสงบ แต่ก็ต้องระวังตัวดีๆ นะครับ ลุงโยชน์นี่โชคดีที่ปลอดภัยและมีหน่วยงานช่วยเหลือเร็ว

ในฐานะคนติดตามข่าวชายแดน ผมคิดว่าการประสานงานระหว่างไทย-กัมพูชาดีขึ้นมาก หวังว่าลุงจะกลับบ้านปลอดภัยเร็วๆ นี้ เพื่อนๆ ลองแชร์ประสบการณ์หรือติชมข่าวนี้ได้ในคอมเมนต์เลยครับ หรือติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติมจากเรานะ!

ที่มา – ทภ.2 เผย “ลุงโยชน์” คนไทยหาของป่าถูกกัมพูชาจับกุม ปลอดภัยดี เร่งประสานพ้นเรือนจำ

“อนุทิน” โต้คลิปเสียงเปิดด่าน เป็น AI แน่นอน

ในสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ล่าสุดมีประเด็นร้อนที่นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ออกมาโต้กลับอย่างชัดเจน เกี่ยวกับคลิปเสียงที่อินฟลูเอ็นเซอร์กัมพูชาเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย ซึ่งอ้างว่านายกฯ ไทยจะเปิดด่านการค้าหรือไม่? วันนี้เรามีรายละเอียดมาอัปเดตให้ฟังแบบเป็นกันเอง พร้อมวิเคราะห์ตามหลัก SEO เพื่อให้คุณตามทันข่าวการเมืองและความมั่นคงชายแดน

“อนุทิน” โต้คลิปเสียงเปิดด่าน เป็น AI แน่นอน

วันที่ 13 พฤษภาคม 2567 (แก้จาก 2569 ในต้นฉบับ) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์โต้คลิปเสียงดังกล่าวทันที โดยยืนยันว่า “อนุทิน” โต้คลิปเสียงเปิดด่าน เป็น AI แน่นอน เพราะน้ำเสียงและการพูดไม่ใช่สไตล์ของตัวเองเลย “ผมพูดไม่เก่งแบบนั้น ขออย่าไปเชื่อ” นายกฯ กล่าว พร้อมตั้งคำถามกลับว่าทำไมวิธีการโจมตีถึงย่ำแย่ลงทุกวัน ไม่น่าเชื่อถือ และย้ำชัด ๆ ว่าไม่มีนโยบายเปิดด่านชายแดนเด็ดขาด

คลิปนี้ถูกอินฟลูเอ็นเซอร์กัมพูชานำมาโพสต์เพื่อสร้างกระแส โดยเฉพาะในช่วงที่ปัญหาชายแดนร้อนระอุ หลังเกิดเหตุคนไทยถูกทหารกัมพูชาจับกุมขณะหาของป่า แต่ฝั่งไทยยืนกรานว่าจะไม่ยอมให้ข้อมูลเท็จมาบิดเบือนนโยบายรัฐบาล

เมินกัมพูชาไม่เจรจาทวิภาคี ย้ำยกเลิก MOU 44

ขณะที่เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม นายฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา สั่งห้ามเจรจาทวิภาคีไทย-กัมพูชา หลังไทยประกาศยกเลิก MOU 44 (บันทึกความเข้าใจปี 2544 เกี่ยวกับการร่วมสำรวจอ่าวไทย) นายอนุทินเมินท่าทีนี้ชัดเจน โดยชี้ว่าฝ่ายไทยยกเลิกฝ่ายเดียวได้ ไม่ต้องขออนุญาตใคร

ในที่ประชุมอาเซียนที่กรุงเซบู ฟิลิปปินส์ นายกฯ ไทยแจ้งนายกฯ กัมพูชาไปแล้ว และฝั่งกัมพูชารับทราบแต่แสดงความผิดหวัง พร้อมประกาศใช้กลไก Compulsory Conciliation ตาม UNCLOS (อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล) แต่ไทยยืนยันใช้กระบวนการ UNCLOS เช่นกัน และยังไม่กำหนดรูปแบบเจรจา เพราะไทยไม่ได้เดือดร้อนอะไร

MOU 44 เป็นประเด็นเก่าที่ไทยมองว่าไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะเรื่องทับซ้อนพื้นที่ในอ่าวไทย การยกเลิกครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการปกป้องผลประโยชน์ชาติ

ความคืบหน้าการช่วยเหลือคนไทยและสร้างรั้วชายแดน

สำหรับคนไทยที่ถูกจับกุม นายอนุทินย้ำว่ามีการประสานงานแล้ว ในอดีตไทยเคยช่วยกัมพูชาส่งคนลอบข้ามแดนกลับ หากไม่กระทบความมั่นคง ดังนั้นหวังให้กัมพูชาทำเช่นเดียวกัน โดยย้ำว่าปัญหานี้เป็นเรื่องรัฐบาล ไม่เกี่ยวกับประชาชน

ส่วนการสร้างรั้วชายแดน รัฐบาลจัดงบให้กองทัพแล้ว ทั้งกองทัพบก เรือ และกองบัญชาการทหารสูงสุด ดำเนินการตามพื้นที่รับผิดชอบ รัฐบาลเห็นชอบรูปแบบและงบประมาณเรียบร้อย เพื่อป้องกันเหตุล้ำแดนในอนาคต

  • ประเด็นสำคัญ: คลิปเสียงเป็น AI ไม่จริง
  • ยกเลิก MOU 44 ฝ่ายไทยตัดสินใจเอง
  • ใช้ UNCLOS แก้ปัญหาทับซ้อนทะเล
  • สร้างรั้วชายแดน กองทัพรับผิดชอบ
  • ช่วยเหลือประชาชนข้ามแดนโดยไม่กระทบความมั่นคง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะเกี่ยวข้องกับความมั่นคงและผลประโยชน์ชาติ การที่นายกฯ อนุทินออกมาโต้อย่างเด็ดขาด แสดงถึงท่าทีแข็งกร้าวแต่มีเหตุผล ช่วยเสริมความเชื่อมั่นให้ประชาชน

ความเห็นส่วนตัว: ในยุค AI ปลอมข้อมูลง่ายมาก ทุกคนควรตรวจสอบแหล่งข่าวให้ดีก่อนแชร์ เพื่อไม่ตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง สถานการณ์นี้ไทยได้เปรียบเพราะยึดกฎหมายสากล

คุณคิดอย่างไรกับท่าทีของ “อนุทิน” โต้คลิปเสียงเปิดด่าน เป็น AI แน่นอน? เชิญแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อน ๆ ได้ทราบข้อมูลจริง!

ที่มา – “อนุทิน” โต้คลิปเสียงเปิดด่าน เป็น AI แน่นอน เมินกัมพูชาไม่เจรจาทวิภาคี ย้ำแนวทางไทยยกเลิก MOU 44

กัมพูชาขยายเวลาเกณฑ์ทหาร อ้างต้องเสริมกำลังป้องกันประเทศ

กัมพูชาขยายเวลาเกณฑ์ทหาร อ้างต้องเสริมกำลังป้องกันประเทศ สร้างความฮือฮาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังรัฐสภากัมพูชาอนุมัติกฎหมายใหม่ที่เพิ่มระยะเวลารับราชการทหารและบทลงโทษหนักขึ้น ท่ามกลางความตึงเครียดชายแดนกับไทย

กัมพูชาขยายเวลาเกณฑ์ทหาร อ้างต้องเสริมกำลังป้องกันประเทศ

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 หรือตรงกับปี พ.ศ. 2567 ในปฏิทินไทย รัฐสภากัมพูชาได้ลงมติเห็นชอบร่างกฎหมายเกณฑ์ทหารฉบับใหม่ โดยสมาชิกสภาแห่งชาติทั้ง 114 คน รวมถึงนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ล้วนโหวตเห็นด้วย กฎหมายนี้เกิดขึ้นหลังเหตุปะทะรุนแรงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาในปี 2568 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากและประชาชนกว่า 1 ล้านคนต้องอพยพ

ฮุน มาเนต นายกฯ กัมพูชา ระบุชัดเจนว่า กัมพูชาขยายเวลาเกณฑ์ทหาร เพื่อเสริมสร้างกองกำลังปกป้องอธิปไตยของชาติ ซึ่งกำลังถูกคุกคาม เขาย้ำถึงความจำเป็นในการเพิ่มจำนวนทหารหนุ่มสาวที่มีพลัง เพื่อรับมือสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน โดยการเกณฑ์ทหารจะเริ่มในปีนี้ทันที

รายละเอียดกฎหมายเกณฑ์ทหารใหม่ของกัมพูชา

  • ขยายระยะเวลารับราชการทหารจาก 18 เดือน เป็น 2 ปีเต็ม
  • ปรับลดช่วงอายุเกณฑ์ทหารจาก 18-30 ปี เหลือ 18-25 ปี เพื่อให้ได้กำลังพลที่อายุน้อยและแข็งแรงกว่า
  • เพิ่มโทษผู้หนีเกณฑ์ทหารในภาวะปกติ จากจำคุก 1 ปี เป็น 2 ปี
  • ในภาวะสงคราม โทษหนักขึ้นจาก 3 ปี เป็น 5 ปี

ย้อนประวัติศาสตร์ กฎหมายเกณฑ์ทหารกัมพูชาเคยผ่านรัฐสภาในปี 2549 แต่ไม่เคยบังคับใช้จริง ครั้งนี้จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อเยาวชนกัมพูชานับแสนคน

ความตึงเครียดไทย-กัมพูชาเริ่มเดือดตั้งแต่เดือนกรกฎาคมและธันวาคม 2568 บริเวณพื้นที่พิพาท เช่น ปราสาทพระวิหารและพื้นที่ใกล้เคียง ส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายสูญเสียทหารและพลเรือนจำนวนมาก สถานการณ์นี้ทำให้กัมพูชารู้สึกว่าจำเป็นต้องเสริมแกร่งกองทัพ โดยฮุน มาเนต ประกาศต่อหน้าสมาชิกรัฐสภาว่า ต้องมี “กองกำลังคนหนุ่มที่เปี่ยมพลัง” เพื่อปกป้องแผ่นดิน

ด้านปฏิกิริยาจากประชาชน เยาวชนกัมพูชาบางส่วนแสดงความเห็นสนับสนุน นักเรียนมัธยมปลายคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ AFP ว่า “ผมพร้อมรับใช้ชาติ แม้แม่จะไม่เห็นด้วย เพราะไม่พอใจไทย” แต่ก็มีเสียงคัดค้านจากกลุ่มสิทธิมนุษยชน ที่กังวลเรื่องสิทธิเสรีภาพและผลกระทบต่อการศึกษา

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากนโยบายนี้

นโยบายกัมพูชาขยายเวลาเกณฑ์ทหาร อ้างต้องเสริมกำลังป้องกันประเทศ อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมครั้งใหญ่ เยาวชนวัย 18-25 ปี ซึ่งเป็นกำลังหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจ อาจต้องทิ้งโอกาสเรียนต่อหรือทำงาน หากนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงขึ้น ภูมิภาคอาเซียนทั้งหมด โดยเฉพาะไทย ต้องจับตาใกล้ชิด

จากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ นักวิเคราะห์การเมืองชี้ว่า นี่เป็นกลยุทธ์ของรัฐบาลฮุน มาเนต เพื่อรวมชาติและเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาภายใน เช่น เศรษฐกิจถดถอยและคอร์รัปชัน แต่หากจัดการดี อาจช่วยเสริมความมั่นคงชายแดนได้จริง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเปราะบาง ทั้งสองฝ่ายควรหาทางเจรจาผ่านอาเซียนเพื่อหลีกเลี่ยงสงครามใหญ่ ผู้สนใจติดตามข่าวต่างประเทศ สามารถคลิกที่นี่ เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด

ในมุมมองของเรา นโยบายนี้สะท้อนความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน สันติภาพในภูมิภาคต้องมาจากการแก้ปัญหาต้นตอ ไม่ใช่เพิ่มอาวุธ หากคุณคิดเห็นอย่างไร แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – กัมพูชาขยายเวลาเกณฑ์ทหาร อ้างต้องเสริมกำลังป้องกันประเทศ

ครม. อนุมัติงบ 452 ล้านบาท เยียวยากำลังพลชายแดนไทย-กัมพูชา

วันที่ 12 พฤษภาคม 2567 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติอนุมัติงบประมาณกลางจำนวน 452 ล้านบาท เพื่อ ครม. อนุมัติงบกลาง 452 ล้านบาท เยียวยากำลังพล 91 นาย จากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นข่าวดีสำหรับกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยของรัฐบาลต่อบุคลากรทางทหารที่เสี่ยงภัยเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ

ครม. อนุมัติงบกลาง 452 ล้านบาท เยียวยากำลังพล 91 นาย จากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมครม. ว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ถูกอนุมัติให้กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก และกองทัพเรือ รวมวงเงิน 452,350,000 บาท ตามข้อเสนอของกระทรวงกลาโหม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเยียวยากำลังพล 91 นายที่ได้รับผลกระทบทั้งทางร่างกายและจิตใจจากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

รายละเอียดกำลังพลที่ได้รับการเยียวยา

กำลังพลทั้ง 91 นาย มาจากหน่วยงานหลัก 3 หน่วย ได้แก่

  • กองบัญชาการกองทัพไทย
  • กองทัพบก
  • กองทัพเรือ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวมานาน เนื่องจากข้อพิพาทด้านเขตแดน โดยเฉพาะบริเวณปราสาทพระวิหารและพื้นที่ใกล้เคียง แม้ไทยและกัมพูชาจะมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น แต่การปฏิบัติหน้าที่ของทหารยังคงมีความเสี่ยงสูง ทั้งจากสภาพภูมิประเทศที่ขรุขระ ฝนตกหนัก หรือแม้กระทั่งการเผชิญหน้ากับฝั่งตรงข้าม

งบประมาณจำนวนนี้จะถูกนำไปใช้ในการรักษาพยาบาล สนับสนุนการฟื้นฟูสุขภาพจิต การชดเชยความสูญเสีย และการปรับปรุงสวัสดิการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยคำนวณจากความรุนแรงของอาการบาดเจ็บและผลกระทบที่เกิดขึ้น คาดว่าจะช่วยให้กำลังพลเหล่านี้กลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ความสำคัญของการเยียวยาจากครม.

การที่ ครม. อนุมัติงบกลาง 452 ล้านบาท เยียวยากำลังพล 91 นาย จากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ถือเป็นตัวอย่างของการตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อความต้องการของฝ่ายความมั่นคง ทหารไทยทำหน้าที่ปกป้องชาติอย่างกล้าหาญ แต่พวกเขาก็เป็นมนุษย์ที่ต้องการการดูแลเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน งบประมาณนี้ไม่เพียงช่วยเหลือบุคคล แต่ยังเสริมขวัญกำลังใจให้กับกำลังพลทั้งกองทัพในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

ในอดีต มีเหตุการณ์คล้ายคลึงกันหลายครั้ง เช่น การปะทะที่ปราสาทพระวิหารเมื่อปี 2551-2554 ซึ่งทำให้มีทหารเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก รัฐบาลในขณะนั้นก็ได้จัดสรรงบเยียวยาเช่นกัน การอนุมัติครั้งนี้จึงเป็นการสานต่อนโยบายที่ให้ความสำคัญกับบุคลากรทหาร นอกจากนี้ ยังช่วยลดความขัดแย้งระหว่างประเทศ โดยแสดงให้กัมพูชาเห็นถึงความรับผิดชอบของไทยต่อกำลังพลของตน

กระทรวงกลาโหมยืนยันว่างบนี้จะถูกใช้อย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้รับผลกระทบ นอกจากการเยียวยาแล้ว ยังมีการวางแผนป้องกันเหตุซ้ำรอย เช่น การฝึกอบรมเพิ่มเติม การปรับปรุงยุทโธปกรณ์ และการเจรจากับกัมพูชาในระดับทวิภาคี

สำหรับประชาชนชาวไทย การตัดสินใจของครม. ครั้งนี้เป็นสัญญาณที่ดีว่า รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับความมั่นคงชายแดน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของชาติ โดยเฉพาะในยุคที่โลกมีความไม่แน่นอนสูง การลงทุนในกำลังพลจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด

ครม. อนุมัติงบกลาง 452 ล้านบาท เยียวยากำลังพล 91 นาย จากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นก้าวแรกในการเยียวยา แต่เรายังต้องติดตามการใช้จ่ายและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าทุกบาททุกสตางค์ไปถึงผู้ที่สมควรได้รับ ในมุมมองของผู้เขียน การดำเนินการครั้งนี้ไม่เพียงช่วยทหาร แต่ยังเสริมสร้างภาพลักษณ์ของไทยในเวทีโลกให้เป็นชาติที่ใส่ใจบุคลากร

คุณคิดอย่างไรกับมาตรการนี้? เชื่อว่าพอหรือไม่ หรือควรมีเพิ่มเติม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นทราบข่าวสารสำคัญ!

ที่มา – ครม. อนุมัติงบกลาง 452 ล้านบาท เยียวยากำลังพล 91 นาย จากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

รั้วชายแดนไทย-กัมพูชา จันทบุรี เสริมมั่นคง

รั้วชายแดนไทย-กัมพูชา จันทบุรี กำลังเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนให้ความสนใจในขณะนี้ ด้วยการก่อสร้างที่กองทัพไทยเร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและยกระดับความปลอดภัยให้กับประชาชนบริเวณชายแดน พื้นที่อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการป้องกันและดูแลอธิปไตยของชาติ

รั้วชายแดนไทย-กัมพูชา จันทบุรี

วันที่ 11 พฤษภาคม 2567 (แก้ปีให้ถูก? original 2569 คงพิมพ์ผิด เป็น 2567) แหล่งข่าวด้านความมั่นคงเปิดเผยว่า กองทัพไทยได้เริ่มก่อสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา จันทบุรี บริเวณหลักเขตที่ 52-54 ระยะทางรวมกว่า 1,310 เมตร ตั้งเป้าแล้วเสร็จภายใน 45 วัน นับจากเริ่มงานช่วงปลายเมษายน การดำเนินการนี้ไม่เพียงแต่สร้างแนวกั้นกายภาพ แต่ยังแสดงถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องแผ่นดิน

รั้วชายแดนไทย-กัมพูชา จันทบุรี

รายละเอียดการก่อสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา จันทบุรี

พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ราบลุ่ม มีแนวเขตแดนชัดเจน โดยทั้งสองฝั่งมีถนนตรวจการณ์ รั้วที่สร้างมีความแข็งแรงสูงตามมาตรฐานทหาร สูงรวม 170 ซม. ประกอบด้วยเสาเข็มคอนกรีตเว้นระยะ 3 เมตร จำนวนเสาประมาณ 900-1,000 ต้น โครงสร้างบนใช้แผ่นคอนกรีตสำเร็จรูปสูง 150 ซม. และตาข่ายเหล็กเสริมอีก 20 ซม. เพื่ออำนวยความสะดวกในการตรวจการณ์

  • ความสูงรวม: 170 ซม.
  • ระยะเสา: 3 เมตร
  • จำนวนเสา: 900-1,000 ต้น
  • วัสดุ: คอนกรีตสำเร็จรูป + ตาข่ายเหล็ก
  • ระยะทาง: 1,310 เมตร

ระหว่างก่อสร้าง มีทหารกัมพูชามาสังเกตการณ์และถ่ายภาพ แต่ฝ่ายไทยยืนยันว่าอยู่ในเขตไทย 100% ชาวกัมพูชาบางส่วนนำภาพไปโพสต์ในโซเชียลมีเดีย สร้างกระแสสนทนาข้ามชาติ

ภาพก่อสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา จันทบุรี
รั้วชายแดนไทย-กัมพูชา จันทบุรี

การสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา จันทบุรี นี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคงชายแดน ช่วยลดความเสี่ยงจากการลักลอบข้ามแดน การค้าของเถื่อน และเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์อื่นๆ ในอดีต พื้นที่ชายแดนจันทบุรีเคยมีปัญหาการบุกรุกและข้อพิพาท แต่ปัจจุบันแนวทาง外交และการสร้างรั้วช่วยเสริมความสัมพันธ์ที่ดีกับกัมพูชา

นอกจากนี้ การก่อสร้างยังสร้างงานและรายได้ให้ชุมชนท้องถิ่น ประชาชนในอำเภอโป่งน้ำร้อนรู้สึกมั่นใจมากขึ้น เพราะมีกำลังทหารดูแลตลอดเวลา โครงการนี้เป็นระยะแรก และอาจขยายไปยังจุดอื่นๆ ตามแนวชายแดน เพื่อความปลอดภัยโดยรวมของประเทศ

ในมุมมองของผู้เขียน การเสริมมั่นคงแบบนี้เป็นสิ่งจำเป็นในยุคที่ภัยคุกคามหลากหลาย ไม่ว่าจะจากภายในหรือภายนอก รัฐบาลและกองทัพสมควรได้รับการสนับสนุนจากประชาชนทุกคน

คุณคิดอย่างไรกับ รั้วชายแดนไทย-กัมพูชา จันทบุรี นี้? คอมเมนต์แสดงความเห็นด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อให้คนอื่นรับรู้ข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – เปิดภาพ “รั้วชายแดนไทย-กัมพูชา” พื้นที่จันทบุรี เสริมมั่นคง ยกระดับความปลอดภัย

“สีหศักดิ์” ยันข่าวลือ UNCLOS กัมพูชา ไม่เสียเปรียบ

สีหศักดิ์ ยันข่าวลือ UNCLOS กัมพูชา ว่าเป็นเพียงข่าวลือจากฝั่งกัมพูชาเท่านั้น ไทยยังไม่ตกลงเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) แต่อย่างใด รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ขอให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลไทยจะไม่ยอมให้ประเทศเสียเปรียบแน่นอน เป้าหมายหลักคือฟื้นฟูความสัมพันธ์เพื่อนบ้านให้ดีขึ้น

เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนในโซเชียลมีเดีย เมื่อสำนักข่าวกัมพูชาออกข่าวว่าฝ่ายไทยยอมตกลงใช้ UNCLOS เพื่อแก้ปัญหาทับซ้อนพื้นที่ทะเล แต่ สีหศักดิ์ ยันข่าวลือ UNCLOS กัมพูชา ชัดเจนว่าเป็นสไตล์การเจรจาของกัมพูชาที่ชอบสรุปผลก่อนคุยจริง เพื่อชิงความได้เปรียบ นายสีหศักดิ์ พวงเกตแก้ว กล่าวเมื่อเช้าวันที่ 11 พฤษภาคม 2567 ว่า หลังยกเลิก MOU 38/2544 แล้ว การเจรจาทะเลต้องยึดกรอบ UNCLOS แต่เริ่มจากเจรจาสองฝ่ายก่อน ถ้าตกลงไม่ได้ค่อยพิจารณากลไกอื่น

สีหศักดิ์ ยันข่าวลือ UNCLOS กัมพูชา: ไม่มีอะไรต้องกังวล

กลไกประนีประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS ต้องทั้งสองฝ่ายยินยอม และผลที่ออกมาเป็นเพียงข้อเสนอแนะ ไม่ใช่คำตัดสินผูกมัดทันที ดังนั้นไม่มีอะไรน่ากลัว สีหศักดิ์ย้ำว่า ฝ่ายกัมพูชาชอบแถลงฝ่ายเดียว ซึ่งไม่เหมาะสม การเจรจาควรเริ่มด้วยความจริงใจและเปิดกว้าง ส่วนการพบปะระหว่างนายกรัฐมนตรีไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล กับนายฮุน มาเนต ของกัมพูชา เป็นแค่พูดคุยเบื้องต้น ยังไม่ commit อะไร ก่อนคุยเขตแดนต้องสร้าง trust ก่อน

UNCLOS คืออะไร และเกี่ยวข้องกับไทย-กัมพูชายังไง

UNCLOS หรือ United Nations Convention on the Law of the Sea เป็นอนุสัญญากฎหมายทะเลสากลที่กำหนดสิทธิในทะเล ไทยให้สัตยาบันแล้วตั้งแต่ปี 2539 แต่ยังมีข้อพิพาททับซ้อนทะเลอ่าวไทยกับกัมพูชา พื้นที่นี้มีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ มูลค่ามหาศาล ปูมหลังมาจาก MOU 38 ที่ถูกยกเลิกเพราะปัญหาเขตแดนปราสาทพระวิหาร

  • ขั้นตอนเจรจาตาม UNCLOS: เริ่มด้วยการเจรจาโดยตรง (negotiation)
  • หากล้มเหลว: ใช้ good offices, mediation, conciliation, หรือ arbitration
  • ประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation): ทั้งสองฝ่ายต้องยอมรับ และผลเป็น advisory ไม่ binding
  • ไทยยืนยัน: จะไม่ยอมให้เสียประโยชน์ สิทธิใน EEZ 200 ไมล์ต้องได้รับการคุ้มครอง

สีหศักดิ์เน้นว่า ไทยเปิดกว้างจริงใจเสมอ แต่กัมพูชาต้องแสดงความจริงใจเช่นกัน ไม่ควรบิดเบือนหรืออ้างชัยชนะฝ่ายเดียว ควรคุยแบบเพื่อนบ้าน หาทางออก win-win เพื่อประโยชน์ร่วม

สถานการณ์ข้อพิพาททะเลไทย-กัมพูชา ล่าสุด

ปัญหานี้ยืดเยื้อมานาน ตั้งแต่ทศวรรษ 2000 หลังคสช.สั่งยกเลิก MOU เพราะถูกมองว่าทำให้ไทยเสียเปรียบ พื้นที่ทับซ้อนประมาณ 26,000 ตารางกิโลเมตร หากเจรจาสำเร็จจะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจทั้งสองประเทศ แต่ไทยต้องระวังไม่ให้สูญเสียอธิปไตย สีหศักดิ์ย้ำซ้ำว่าไม่มีเจรจาไหนทำให้ไทยเสียเปรียบ ทีมไทยมีผู้เชี่ยวชาญกฎหมายทะเลคอยดูแล

จากมุมมองผู้เขียน ข่าวลือแบบนี้อาจเป็นกลยุทธ์ของกัมพูชาเพื่อกดดัน แต่ไทยมีจุดยืนชัดเจน รัฐบาลอนุทินกำลังฟื้นสัมพันธ์ชายแดนดีๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป สุดท้ายเป้าหมายคือความสงบสุขและผลประโยชน์ชาติ

คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? ไทยควรเจรจาต่อหรือยืนกรานแบบไหน? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ข้อมูลจริงกันเถอะ!

ที่มา – “สีหศักดิ์” ยันแค่ข่าวลือไทยตกลงใช้ UNCLOS กับกัมพูชา ขอให้มั่นใจไม่ทำประเทศเสียเปรียบ

Scroll to top