ไทยกัมพูชา

จตุพร เร่งฟื้นการค้าชายแดน เน้นตลาดเดิม หาตลาดใหม่

รมว.พาณิชย์ ชี้ ฟื้นการค้าชายแดน เน้นรักษาตลาดเดิม-เร่งหาตลาดใหม่

“จตุพร” รมว.พาณิชย์ ชี้ ฟื้นการค้าชายแดน เน้นรักษาตลาดเดิม-เร่งหาตลาดใหม่ เล็งคุยทูต สปป.ลาว ขอผ่านทางส่งสินค้าจากอุบลราชธานีไปกัมพูชา หวังลดค่าใช้จ่าย

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 12 สิงหาคม 2568 นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ที่ท้องสนามหลวงถึงการฟื้นฟูการค้าบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา หากมีการประเมินเรื่องการเปิดด่าน ว่า รอข้อมูล แต่ศูนย์ที่เราตั้งก็มีการปรึกษาเรื่องการค้าชายแดน วันนี้สินค้า Modern Trade ของเราที่กัมพูชาก็พอมี ซึ่งผู้ประกอบการก็มีการปรับตัวเรื่องการขนส่งไปใช้ทางเรือและทาง สปป.ลาว และเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 ได้เจอทูต สปป.ลาว และคิดว่าจะไปหารืออีกครั้งว่าจะขอผ่านจาก จ.อุบลราชธานีไป สปป.ลาว และไปยังกัมพูชา จะมีค่าผ่านทางอย่างไร จะหารือเพื่อลดค่าใช้จ่าย

แนวทางการฟื้นการค้าชายแดนที่สำคัญ

จากสถานการณ์ปัจจุบัน การฟื้นการค้าชายแดนถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาและลาว กระทรวงพาณิชย์จึงมีนโยบายที่ชัดเจนในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก รวมถึงการลดอุปสรรคทางการค้าต่างๆ

การหารือกับทูต สปป.ลาว เพื่อขอใช้เส้นทางผ่านแดนจากอุบลราชธานีไปยังกัมพูชา ถือเป็นอีกหนึ่งความพยายามในการลดต้นทุนการขนส่งสินค้า ซึ่งจะช่วยให้สินค้าไทยมีราคาที่สามารถแข่งขันได้มากขึ้น นอกจากนี้ การรักษาตลาดเดิมและการเร่งหาตลาดใหม่ ยังเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการฟื้นการค้าชายแดนให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงแนวโน้มการฟื้นฟูตลาดยากหรือไม่ นายจตุพร ตอบว่า วันนี้เน้นรักษาตลาดเดิมให้ได้ไว้ก่อน ขณะเดียวกันก็เร่งหาตลาดใหม่ให้กับผู้ประกอบการ

ดังนั้น การฟื้นการค้าชายแดน เน้นรักษาตลาดเดิม-เร่งหาตลาดใหม่ จึงเป็นแนวทางที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผู้ประกอบการไทยควรเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง และปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ เพื่อคว้าโอกาสในการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ

ที่มา – รมว.พาณิชย์ ชี้ ฟื้นการค้าชายแดน เน้นรักษาตลาดเดิม-เร่งหาตลาดใหม่

“แม่พลทหารธีรยุทธ” เศร้า! วันแม่ปีนี้ไม่มีลูก

ความเศร้าในวันแม่ปีนี้! “แม่พลทหารธีรยุทธ” เผยความรู้สึกสุดอาลัย คิดถึงลูกชายที่จากไป พร้อมเล่าความฝันถึงลูกชายที่พาไปยังสนามรบ สร้างความสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง

เรื่องราวของครอบครัวพลทหารธีรยุทธ กระจ่างทอง หรือ ส.ต.ธีรยุทธ กระจ่างทอง ทหารกล้าที่เสียชีวิตในการปกป้องชายแดน ได้รับการช่วยเหลือจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยทรงพระราชทานบ้านให้ใหม่ ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวดีขึ้นมาก

“แม่พลทหารธีรยุทธ” เผยความรู้สึกสุดเศร้าในวันแม่

นางติน กระจ่างทอง แม่ของพลทหารธีรยุทธ ได้เปิดเผยความรู้สึกในวันที่ 11 สิงหาคม 2568 ว่า ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวดีขึ้นกว่าเดิมมาก แต่สิ่งที่ยังคงอยู่ในใจคือความคิดถึงลูกชาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวันแม่ที่ใกล้จะมาถึง เพราะทุกๆ ปี ลูกชายจะกลับบ้านมากราบเท้า อาบน้ำให้ และให้เงินแม่ใช้จ่าย แต่ปีนี้ไม่มีโอกาสนั้นอีกแล้ว ได้แต่เพียงมองรูปถ่ายและคิดถึงลูกชายสุดหัวใจ

นางตินกล่าวทั้งน้ำตาว่า “ทุกปีลูกจะกลับมาหา มาให้เงินแม่ใช้ ปีนี้ไม่มีแล้ว…”

แม่พลทหารธีรยุทธ

ความฝันถึงลูกชายที่สนามรบ

นางตินยังเล่าถึงความฝันที่เกิดขึ้นเมื่อคืนก่อนว่า เธอฝันเห็นลูกชายพาเธอไปยังสนามรบ เป็นซอกแคบๆ ที่เดินเข้าไป แต่ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน ลูกชายบอกให้เธอหลบ และจูงมือพาเธอหนีออกมาจากการสู้รบ ในความฝันนั้น นางตินวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต ร้องลั่นกลางป่า จนกระทั่งตื่นขึ้นมา คนที่นอนข้างๆ ต้องมาปลุก และบอกว่าเธอร้องอะไร ซึ่งนางตินเชื่อว่าลูกชายมาหาเธออย่างแน่นอน เพราะหลังจากตื่นขึ้นมาก็ได้ยินเสียงสุนัขเห่าหอนอยู่หน้าบ้าน ซึ่งเป็นวันพระพอดี

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ที่ได้ฟังเป็นอย่างมาก แสดงให้เห็นถึงความรักและความผูกพันระหว่างแม่กับลูก แม้ว่าลูกชายจะจากไปแล้ว แต่ความรักและความคิดถึงยังคงอยู่เสมอ

แม่พลทหารธีรยุทธ

เรื่องราวของ “แม่พลทหารธีรยุทธ” เป็นเรื่องราวที่สะท้อนให้เห็นถึงความเสียสละของทหารกล้าที่ปกป้องประเทศชาติ และความรักอันยิ่งใหญ่ของผู้เป็นแม่ ที่แม้จะสูญเสียลูกชายไปแล้ว แต่ความรักและความทรงจำดีๆ จะยังคงอยู่ตลอดไป

เหตุการณ์นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้เราเห็นคุณค่าของความรักและความผูกพันในครอบครัว และให้ความสำคัญกับคนที่เรารัก ก่อนที่จะสายเกินไป อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่ได้แสดงความรักและความห่วงใย เพราะเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร

ความเศร้าของ “แม่พลทหารธีรยุทธ” ในวันแม่ปีนี้ เป็นสิ่งที่สะท้อนความรู้สึกของหลายๆ ครอบครัวที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไป หวังว่าเรื่องราวนี้จะเป็นกำลังใจให้กับทุกท่าน ให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ และขอสดุดีวีรกรรมของพลทหารธีรยุทธ กระจ่างทอง ที่ได้เสียสละชีวิตเพื่อประเทศชาติ

กำลังใจให้กับคุณแม่ทุกท่านที่สูญเสียลูกชายไป ขอให้เข้มแข็งและผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปให้ได้นะคะ

ที่มา – “แม่พลทหารธีรยุทธ” เศร้าวันแม่ปีนี้ ไม่มีลูกกราบเท้า ได้แต่มองรูปคิดถึงลูกชาย

กต.โต้กัมพูชา! ไทยไม่เคลื่อนกำลังพล ยึดมั่นหยุดยิง

กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ออกแถลงการณ์ตอบโต้กัมพูชา ยืนยันว่าประเทศไทยไม่ได้มีการเคลื่อนย้ายกำลังพล และยังคงยึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิงตามที่ได้ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การสื่อสารที่ถูกต้องและชัดเจนจึงเป็นสิ่งสำคัญ

กต.แถลงโต้ “กัมพูชา” ยืนยันไทยไม่ได้เคลื่อนย้ายกำลังพล ยึดมั่นตามข้อตกลงหยุดยิง

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 กระทรวงการต่างประเทศได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจชี้แจงกรณีที่มีการบิดเบือนคำกล่าวของแม่ทัพภาคที่ 2 ของไทยเกี่ยวกับสถานการณ์บริเวณชายแดน

จากกรณีที่กระทรวงกลาโหมกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับคำสัมภาษณ์ของพลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เรื่องปราสาทตาควาย เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2568 และมีการนำเสนอข่าวผ่านสื่อต่างๆ ของกัมพูชา กระทรวงการต่างประเทศจึงขอชี้แจงว่า กองทัพบกได้ยืนยันแล้วว่า ฝ่ายไทยไม่ได้มีการเคลื่อนย้ายกำลังพลเพื่อรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชาตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด โดยยังคงรักษาสถานะการวางกำลังในปัจจุบัน ภายหลังมาตรการหยุดยิงมีผล

ทั้งนี้ ประเทศไทยพร้อมที่จะเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee: RBC) ร่วมกับกัมพูชา ภายในสองสัปดาห์หลังจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 เพื่อให้กองกำลังในพื้นที่ได้หารือเกี่ยวกับมาตรการหยุดยิงในแต่ละพื้นที่ต่อไป

ไทยยึดมั่นข้อตกลงหยุดยิง

ฝ่ายไทยยังคงยึดมั่นในการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันในการประชุม GBC อย่างเคร่งครัด และเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาร่วมกันปฏิบัติตามมาตรการหยุดยิงอย่างเคร่งครัดเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การงดเว้นการนำเสนอข้อมูลอันเป็นเท็จหรือข่าวปลอม เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ประชาชนทั้งสองฝ่ายเกิดความเข้าใจผิด และร่วมกันสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการพูดคุยอย่างสันติต่อไป

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน การรายงานข่าวที่ถูกต้องและแม่นยำจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

กระทรวงการต่างประเทศเน้นย้ำว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ ผ่านการเจรจาและการพูดคุยอย่างสันติวิธี การรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ

การที่ กต. ออกมาแถลงโต้ตอบอย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความมุ่งมั่นที่จะรักษาผลประโยชน์ของชาติ และป้องกันการบิดเบือนข้อมูลที่อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดในระดับนานาชาติ การสื่อสารที่ชัดเจนและทันต่อเหตุการณ์เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้

ความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาชายแดนถือเป็นสิ่งสำคัญ การเคารพซึ่งกันและกัน และการปฏิบัติตามข้อตกลงร่วมกัน จะนำไปสู่ความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองของทั้งสองประเทศในระยะยาว การที่ไทยและกัมพูชายังคงเจรจาและหารือกันอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี

การออกมาแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศครั้งนี้ ถือเป็นการยืนยันจุดยืนของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และความมุ่งมั่นที่จะรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน การให้ข้อมูลที่ถูกต้องและโปร่งใสแก่ประชาชน เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นในนโยบายของรัฐบาล

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป ความร่วมมือและการเจรจาอย่างต่อเนื่อง จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันในภูมิภาค

การที่ กต. แถลงโต้ตอบอย่างชัดเจนเช่นนี้ ช่วยลดความสับสนและป้องกันการแพร่กระจายของข่าวลือที่ไม่เป็นความจริง การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งสำคัญยิ่งต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจของประเทศไทย

ที่มา – กต.แถลงโต้ “กัมพูชา” ยืนยันไทยไม่ได้เคลื่อนย้ายกำลังพล ยึดมั่นตามข้อตกลงหยุดยิง

ทบ.โต้! แม่ทัพภาค 2 ไม่ได้รุกล้ำกัมพูชา

จากกรณีที่ พล.ท.หญิงมาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้ออกมาแถลงการณ์ถึงคำสัมภาษณ์ของ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เกี่ยวกับเรื่องปราสาทตาควาย ล่าสุด พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาตอบโต้และยืนยันว่า แม่ทัพภาค 2 ไม่ได้พูดเคลื่อนย้ายกำลังรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา อย่างที่ถูกกล่าวอ้างแต่อย่างใด

พล.ต.วินธัย กล่าวว่า สิ่งที่ พล.ท.บุญสิน ได้กล่าวถึงนั้นคือ ปราสาทตาควายอยู่ภายใต้อธิปไตยของไทย และในช่วงที่มีการปะทะกันในอดีต ได้มีความพยายามที่จะเข้าไปยึดครองพื้นที่ดังกล่าว แต่ยังไม่สำเร็จ จึงได้มีการวางกำลังบริเวณด้านนอก ห่างจากตัวปราสาทประมาณ 30 เมตร อย่างไรก็ตาม ท่านได้กล่าวว่าในอนาคต จะต้องพยายามนำปราสาทตาควายกลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของไทยให้ได้ ตามขั้นตอนและวิธีการที่เหมาะสม

แม่ทัพภาค 2 ไม่ได้พูดเคลื่อนย้ายกำลังรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา

โฆษกกองทัพบกยังกล่าวเพิ่มเติมว่า จะมีการเตรียมการนำเรื่องดังกล่าวไปพูดคุยเจรจาในวงการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee : RBC) ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า และย้ำถึงจุดยืนของประเทศไทยว่า จะไม่ถอยออกจากแนวการวางกำลังเดิม

เพื่อเน้นย้ำความเข้าใจที่ถูกต้อง พล.ต.วินธัย กล่าวอย่างชัดเจนว่า แม่ทัพภาค 2 ไม่ได้พูดเคลื่อนย้ายกำลังรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา และไม่ได้มีการใช้กำลังทางทหารในการดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น ดังนั้น การกล่าวอ้างว่ามีความพยายามที่จะยั่วยุ หรือมีการวางแผนใช้กำลังทางทหารต่อกรณีปราสาทตาควาย จึงไม่เป็นความจริง

ทำไมการยืนยันว่า แม่ทัพภาค 2 ไม่ได้พูดเคลื่อนย้ายกำลังรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชาจึงสำคัญ

การที่กองทัพบกต้องออกมาตอบโต้และยืนยันความถูกต้องของข้อมูลในครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น การสื่อสารที่ชัดเจนและถูกต้องจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

  • การยืนยันว่า แม่ทัพภาค 2 ไม่ได้พูดเคลื่อนย้ายกำลังรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา ช่วยลดความตึงเครียดระหว่างประเทศ
  • ป้องกันการบิดเบือนข้อมูลที่อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิด
  • สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนทั้งสองประเทศ

สถานการณ์ชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และการสื่อสารที่ผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็อาจนำไปสู่ผลกระทบที่ร้ายแรงได้ การที่กองทัพบกออกมาแสดงความชัดเจนในประเด็นนี้ จึงเป็นการแสดงความรับผิดชอบและความตั้งใจที่จะรักษาสันติภาพในภูมิภาค

ในอนาคต หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้งสองประเทศจะสามารถพูดคุยและเจรจากันด้วยเหตุผลและสันติวิธี เพื่อหาทางออกร่วมกันในประเด็นที่ยังมีความเห็นไม่ตรงกัน และรักษาสัมพันธไมตรีที่ดีต่อกันต่อไป การแก้ไขปัญหาด้วยความเข้าใจและความร่วมมือจะเป็นหนทางที่ยั่งยืนที่สุดในการสร้างความสงบสุขในภูมิภาค

ที่มา – สวนกลับ “มาลี” ทบ. ยันแม่ทัพภาค 2 ไม่ได้พูดเคลื่อนย้ายกำลังรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา

กัมพูชาโต้! ปม ผบ.ทภ.2 ยึดปราสาทตาควาย

กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกแถลงการณ์ตอบโต้คำกล่าวของ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ผู้บัญชาการกองทัพภาคที่ 2 ว่าเป็น “หลักฐานชัดเจนของการยั่วยุ” และเป็นความพยายามรุกรานดินแดนกัมพูชาโดยเจตนา ประเด็นหลักอยู่ที่ข้อกล่าวหาเรื่องการยึดปราสาทตาควาย

วันที่ 11 สิงหาคม 2568 กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกแถลงการณ์ตอบโต้คำกล่าวของ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ผู้บัญชาการกองทัพภาคที่ 2 ว่าเป็น “หลักฐานชัดเจนของการยั่วยุ” และเป็นความพยายามรุกรานดินแดนกัมพูชาโดยเจตนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการอ้างสิทธิ์เหนือ ปราสาทตาควาย ที่เป็นข้อพิพาทสำคัญ

แถลงการณ์ระบุว่า ในวันเดียวกัน พล.ท.บุญสิน ซึ่งจะเกษียณอายุราชการในอีก 51 วัน ประกาศแผน 2 ข้อ คือ 1) ยึดปราสาทตาควาย ซึ่งอยู่ภายใต้การครอบครองโดยชอบธรรมของกัมพูชา และ 2) ประกาศปิดปราสาทตาเมือนธม ซึ่งอยู่ในเขตอธิปไตยของกัมพูชาโดยสมบูรณ์

กัมพูชาชี้ว่าการกระทำเช่นนี้เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่ได้จากการประชุมพิเศษเมื่อวันที่ 28 ก.ค. และยังขัดต่อเจตนารมณ์ของที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยพิเศษ เมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่มาเลเซีย ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงในข้อ 2 ว่าจะไม่เคลื่อนย้ายกำลังหรือออกลาดตระเวนเกินตำแหน่งปัจจุบัน

นอกจากนี้ กระทรวงกลาโหมกัมพูชาย้ำจุดยืนแก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธี ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด และคาดหวังว่าไทยจะปฏิบัติด้วยความจริงใจเพื่อฟื้นฟูสันติภาพระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ

พร้อมกันนี้ กัมพูชาเรียกร้องต่อประชาคมโลก ให้กดดันไทยเคารพข้อตกลง ไม่เพียงในวาจาแต่ในทางปฏิบัติ รวมถึงยุติการละเมิดและยั่วยุทุกรูปแบบ และรื้อถอนลวดหนามที่วางในดินแดนกัมพูชาโดยมิชอบทันที

ทั้งนี้ยังระบุว่า สถานการณ์โดยรวมตามแนวชายแดนยังคงสงบ และทั้งสองฝ่ายควรรักษาเสถียรภาพนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำใด ๆ ที่อาจบั่นทอนสันติภาพ ความมั่นคง และความสัมพันธ์อันดี การออกมาแถลงการณ์โต้ตอบเรื่อง ปราสาทตาควาย ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนของสถานการณ์ชายแดน

กลาโหมกัมพูชาแถลงโต้ ผบ.ทภ.2 กล่าวอ้างยึดปราสาทตาควาย ชี้เป็นการยั่วยุ-ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

ทำไมประเด็นปราสาทตาควายถึงสำคัญ?

ประเด็น ปราสาทตาควาย มีความสำคัญเนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ในการครอบครอง การที่ผู้บัญชาการระดับสูงของไทยออกมากล่าวอ้างว่าจะยึดปราสาทดังกล่าว จึงถูกมองว่าเป็นการยั่วยุและละเมิดข้อตกลงที่มีอยู่

  • ความสำคัญทางประวัติศาสตร์: ปราสาทตาควายเป็นโบราณสถานที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม
  • ประเด็นด้านอธิปไตย: การอ้างสิทธิ์เหนือปราสาทตาควายเกี่ยวข้องกับประเด็นด้านอธิปไตยและเส้นแบ่งเขตแดน
  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: ข้อพิพาทเกี่ยวกับปราสาทตาควายส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา

สถานการณ์เช่นนี้ จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น

การที่กัมพูชาออกมาตอบโต้ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่อสถานการณ์ชายแดน และความต้องการที่จะรักษาอธิปไตยของตนเอง การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับกรณี ปราสาทตาควาย ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การเจรจาและการรักษาสันติภาพตามแนวชายแดนเป็นสิ่งสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายควรให้ความสำคัญ

ที่มา – กลาโหมกัมพูชาแถลงโต้ ผบ.ทภ.2 กล่าวอ้างยึดปราสาทตาควาย ชี้เป็นการยั่วยุ-ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

ยายวอน! ขอคืนผ้าไหม 56 ผืน หล่นหายเหตุปะทะ

ยายวอนทั้งน้ำตา ขอคืนผ้าไหม 56 ผืน ทำหล่นหายระหว่างอพยพเหตุปะทะ

คุณยายวัย 70 ปี ชาวอำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เล่าทั้งน้ำตาว่า ผ้าไหม 56 ผืน มูลค่าเกือบหนึ่งแสนบาท ได้หล่นหายไประหว่างการอพยพหนีเหตุปะทะ เธอวอนขอให้ผู้ที่เก็บได้นำมาคืน เนื่องจากเป็นสมบัติที่มีค่าที่สะสมมาทั้งชีวิต คุณตาถึงกับเสียใจจนช็อกเมื่อทราบข่าว

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านศรีสวาย ตำบลจีกแดก อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ หลังทราบข่าวว่ามีคุณยายวัย 70 ปีทำผ้าไหมที่เก็บสะสมไว้ในกระสอบปุ๋ย หล่นหายจากท้ายรถกระบะเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ระหว่างการอพยพไปยังศูนย์พักพิง ลูกสาวของคุณยายได้โพสต์ตามหา แต่ก็ยังไม่มีวี่แวว ทำให้คุณยายเสียใจมาก กินไม่ได้นอนไม่หลับ คุณตา ซึ่งเป็นสามีของคุณยาย เสียใจจนช็อกต้องนอนโรงพยาบาล เพราะผ้าไหมที่หายไปมีมูลค่าเกือบหนึ่งแสนบาท และเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดที่ทั้งคู่มีอยู่

เรื่องราวสุดเศร้าของคุณยายเสมอที่ทำผ้าไหม 56 ผืนหาย

คุณยายเสมอ วงศ์รัมย์ อายุ 70 ปี เจ้าของผ้าไหม 56 ผืน เล่าทั้งน้ำตาว่า ผ้าไหมทั้งหมดนั้น ยายเป็นคนเก็บใส่กระสอบเอง โดยเก็บเตรียมไว้ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุปะทะกัน แต่วันที่เกิดเหตุ ยายตกใจมาก พอได้ยินเสียงปืนใหญ่ดังสนั่น ลูกเขยกับลูกสาวก็รีบเก็บข้าวของที่เตรียมไว้ขึ้นรถกระบะ รวมทั้งกระสอบผ้าไหมด้วย

เนื่องจากความตกใจและความเร่งรีบ ทำให้ลูกเขยไม่ได้ปิดฝาท้ายรถกระบะ ทำให้ไม่รู้ว่ากระสอบผ้าไหมตกหายที่ไหน ซึ่งผ้าไหมทั้งหมดในกระสอบ 56 ผืน เป็นสิ่งมีค่าที่ยายเก็บสะสมมา มีทั้งผ้าไหมที่ทอเอง และผ้าไหมที่ได้มาจากการไปช่วยงานแต่งของญาติพี่น้องเพื่อนฝูง มันมีค่าที่สุดในชีวิต ตอนนี้ยายไม่เหลืออะไรแล้ว ยายจึงอยากจะฝากถึงคนที่เก็บไปได้ ให้เห็นใจยายด้วย มันเป็นสมบัติที่ยายเก็บสะสมมาทั้งชีวิต ขอให้ส่งคืนยายด้วยเถิด


คุณยายร้องไห้เสียใจ

ด้านนายเจริญ วงศ์รัมย์ อายุ 69 ปี สามีของคุณยาย เล่าว่า รู้สึกเสียใจและเสียดายมาก แม้ยายจะปลอบว่าอย่าเสียใจไปเลย มันหายไปแล้ว ทำใจเถอะ แต่ตาก็ทำใจไม่ได้ เสียใจจนช็อก ลูกหลานต้องหามส่งโรงพยาบาล ระหว่างอยู่ที่ศูนย์พักพิง ต้องไปนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลถึง 2 คืน ตาก็อยากจะฝากถึงคนที่เก็บได้ ก็ขอคืนเถอะ ทั้งตาทั้งยายเสียใจมาก หากนำมาคืน ตา มี น้ำใจให้แน่นอน ยังไงก็ขอคืนด้วย

นายสุรัตน์ โกสา อายุ 43 ปี ลูกเขยของคุณยาย ซึ่งเป็นคนขับรถ เล่าว่า วันนั้นเป็นวันที่เริ่มเหตุการณ์ปะทะกันวันแรก ทั้งเด็กทั้งคนแก่ต่างก็ตกใจกลัว ร้องกันระงม ทำให้ต้องรีบเร่งออกจากพื้นที่ ข้าวของก็เต็มรถ ทำให้ไม่ได้ปิดฝาท้ายรถ ตั้งใจว่าจะวิ่งออกไปสักพัก พอพ้นวิถีกระสุนก็จะจัดเรียงของใหม่แล้วค่อยปิดฝาท้ายรถ

พอวิ่งออกไปสักพักก็จอดรถ เก็บของแล้วก็ปิดฝาท้ายรถ ตอนนั้นยังไม่ได้สังเกตว่ามีอะไรตกหล่น แต่พอไปถึงศูนย์พักพิง เก็บของลงรถถึงได้รู้ว่ากระสอบผ้าไหมหายไป ทีแรกคิดว่าลืมเอาขึ้นรถ แต่พอวันหลังกลับมาดูที่บ้าน จึงได้รู้ว่ากระสอบผ้าไหมหายไปแล้วจริงๆ รู้สึกเสียดายและสงสารแม่ยายมาก

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากของผู้ประสบภัยจากสถานการณ์ความรุนแรง พวกเขาต้องสูญเสียทรัพย์สินและเผชิญกับความทุกข์ทางจิตใจ การช่วยเหลือและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – ยายวอนทั้งน้ำตา ขอคืนผ้าไหม 56 ผืน ทำหล่นหายระหว่างอพยพเหตุปะทะ

กองทัพพิจารณาต่ออายุ มทภ.2 หรือไม่: เจาะลึกประเด็น

รักษาการนายกฯ ส่งเรื่องให้กองทัพพิจารณาการต่ออายุราชการของ “พล.ท.บุญสิน” แม่ทัพภาคที่ 2 หรือไม่ พร้อมเผยเตรียมยุบ ศบ.ทก. หากสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ เรื่องนี้กำลังเป็นที่จับตาของหลายฝ่าย

กองทัพพิจารณาต่ออายุ มทภ.2 หรือไม่?

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสเรียกร้องให้ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้รับการต่ออายุราชการหลังจากที่จะเกษียณในอีก 50 วัน เพื่อไม่ให้เกิดการเปลี่ยนม้ากลางศึก โดยนายภูมิธรรมกล่าวว่า เรื่องการต่ออายุราชการนั้นต้องพิจารณาในรายละเอียดตามกฎเกณฑ์ของกองทัพ

“ถ้ากองทัพเห็นความจำเป็นก็คงจะเสนอมา แต่ถ้าโดยปกติไม่มี ทางเราเชื่อมั่นในความสามารถซึ่งจะต้องให้กองทัพพิจารณา เป็นเรื่องของกองทัพ ไม่ใช่ไม่เห็นคุณค่าแม่ทัพภาคที่ 2 เพราะท่านทำผลงานให้เห็นเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้ว คิดว่าถ้ามีช่องทางกองทัพจะเสนอเข้ามา” นายภูมิธรรมกล่าว

ประเด็นเรื่อง กองทัพพิจารณาต่ออายุ มทภ.2 หรือไม่ นั้น จึงยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่ากองทัพจะมีท่าทีอย่างไรต่อไป

ท่าทีต่อกรณีปราสาทตาควายและการยุบ ศบ.ทก.

ส่วนกรณีที่แม่ทัพภาค 2 กล่าวถึงการยึดปราสาทตาควายคืนเนื่องจากอยู่ในเขตไทย จะถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง 13 ข้อหรือไม่ นายภูมิธรรมตอบว่า ตนยังไม่ทราบรายละเอียด แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามข้อตกลง และกองทัพซึ่งเป็นหน่วยงานหลักได้ยืนยันแล้วว่าเป็นไปตามนั้น

นายภูมิธรรมยังกล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนที่มีข่าวลือในโซเชียลมีเดียว่าไทยและกัมพูชาจะเปิดฉากรบกันอีกครั้ง โดยระบุว่าเป็นข่าวปลอม และขอให้ติดตามการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในวันที่ 13-14 สิงหาคม ซึ่งคาดว่าจะทำให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ และศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) จะยุติบทบาท

“ขอให้จับตาดูการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 13-14 สิงหาคมนี้ ทุกอย่างจะเข้าสู่สภาวะปกติ และศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ก็จะยุติบทบาทแล้ว ให้กลับไปสู่ภาวะปกติ ไม่มีอะไรที่เป็นเฟกนิวส์ เพราะทุกวันนี้สู้กันก็เพราะเฟกนิวส์สร้างความปั่นป่วน สร้างความรู้สึกทำให้งงกันไปหมดจนเป็นปัญหา” นายภูมิธรรมกล่าว

สำหรับการยุบ ศบ.ทก. นั้น นายภูมิธรรมกล่าวว่าจะเกิดขึ้นเมื่อกองทัพและฝ่ายข่าวประเมินสถานการณ์แล้วว่าทุกอย่างกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งจะต้องมีการประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องนี้ก่อน

การพิจารณา กองทัพพิจารณาต่ออายุ มทภ.2 หรือไม่ ควบคู่ไปกับการประเมินสถานการณ์ชายเเดนเเละการจัดการข่าวปลอมเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินไปด้วยความรอบคอบ เพื่อความมั่นคงของชาติเเละความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

โดยสรุปแล้ว ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือการตัดสินใจของ กองทัพพิจารณาต่ออายุ มทภ.2 หรือไม่ ซึ่งจะมีผลต่อการบริหารจัดการกองทัพในอนาคต รวมถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติหรือไม่

การพิจารณาเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและความเป็นธรรม

ที่มา – โยนกองทัพพิจารณาต่ออายุราชการ มทภ.2 หรือไม่ เผยจ่อยุบ ศบ.ทก. หากเข้าภาวะปกติ

2 รมต. มอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยอุบลฯ

“ภูมิธรรม” มอบ “ทวี-ธีรรัตน์” ลงพื้นที่ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี มอบบ้านน็อกดาวน์เพื่อคนไทย ช่วยผู้ประสบภัยหลังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

วันที่ 11 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ในวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เพื่อดำเนินการมอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัย

การมอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยครั้งนี้ เป็นการช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยจากความขัดแย้งและการปะทะกันรุนแรงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งส่งผลให้บ้านพักได้รับความเสียหายจากเหตุยิงระเบิด จำนวน 4 ครอบครัว และเร่งช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาทั้งหมด โดยมีการมอบบ้านเพื่อคนไทยแบบน็อกดาวน์สำเร็จรูปจำนวน 11 หลัง

สำหรับวันที่ 12 สิงหาคม ในเวลา 13.00 น. พ.ต.อ.ทวี พร้อม น.ส.ธีรรัตน์ และคณะ จะลงพื้นที่ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เพื่อติดตามและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งส่งผลให้บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายจำนวนมาก ในโอกาสนี้ พ.ต.อ.ทวี ได้มอบหมายให้กรมราชทัณฑ์นำผู้ต้องขังชั้นดีจากเรือนจำกลางอุบลราชธานี ออกช่วยเหลือซ่อมแซมและรื้อถอนบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และส่งเสริมให้ผู้ต้องขังได้มีโอกาสทำประโยชน์เพื่อสังคม

ทางด้าน น.ส.ธีรรัตน์ จะติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างบ้านน็อกดาวน์ให้แก่ประชาชนที่บ้านเรือนได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยในระยะแรกมีการดำเนินการก่อสร้างบ้านเพื่อคนไทยแบบน็อกดาวน์สำเร็จรูปพร้อมประกอบ จำนวน 11 หลัง เพื่อส่งมอบให้ประชาชนที่บ้านพักได้รับความเสียหายจากเหตุระเบิด โดยวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ส่งมอบจำนวน 4 ครอบครัว

  • หลังที่ 1 ของนายณัฐกิตติ์ ตาดี มีผู้อยู่อาศัยจำนวน 4 คน
  • หลังที่ 2 ของนายอาทิตย์ พันธ์โชติ มีผู้อยู่อาศัยจำนวน 5 คน
  • หลังที่ 3 ของนางออม อบชา มีผู้อยู่อาศัยจำนวน 2 คน
  • หลังที่ 4 ของนายพัชราพร อบชา ในที่ดินมีบ้าน 2 หลัง มีผู้อยู่อาศัยรวมจำนวน 4 คน

จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่ามีบ้านเรือนในพื้นที่ อ.น้ำยืน ได้รับความเสียหายจำนวน 82 หลังคาเรือน แบ่งเป็นความเสียหายเล็กน้อย ปานกลาง และเสียหายทั้งหลัง รัฐบาลได้มอบให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงยุติธรรมร่วมมือกันเร่งรัดดำเนินงานซ่อมแซมบ้านพักที่ชำรุดเสียหายหรือก่อสร้างบ้านน็อกดาวน์แบบสำเร็จรูปให้กับประชาชนที่บ้านเสียหายทั้งหลัง เพื่อฟื้นฟูความเป็นอยู่ของประชาชนให้กลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ ในระหว่างการลงพื้นที่ โดย พ.ต.อ.ทวี และ น.ส.ธีรรัตน์ จะพบปะประชาชนในพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะ พร้อมทั้งให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่ปฏิบัติหน้าที่ในการบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชน.

2 รมต. มอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยจากเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา

ความสำคัญของการมอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัย

การมอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความตั้งใจของรัฐบาลในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ การมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงถือเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต การมอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยจึงเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยให้พวกเขาสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว

โครงการมอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัย ไม่ได้เป็นเพียงแค่การสร้างบ้านเท่านั้น แต่เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ประสบภัย ให้พวกเขารู้สึกว่าไม่ได้ถูกทอดทิ้ง และยังมีความหวังที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ในอนาคต

ที่มา – 2 รมต. ไปอุบลฯ 12 ส.ค. มอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยจากเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา

กรมอุทยานฯ แจง: จนท.พิทักษ์ป่า ไม่ใช่ทหาร

จากกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพเจ้าหน้าที่ใส่ชุดลายพรางกำลังยิงหนังสติ๊ก ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าบุคคลในภาพเป็นทหาร กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงแล้วว่า บุคคลดังกล่าวคือ เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ไม่ใช่ทหารอย่างที่เข้าใจกัน และขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลที่บิดเบือน

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 เวลาประมาณ 11.52 น. เพจเฟซบุ๊ก “กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช” ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความชี้แจงถึงกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า บุคคลที่ปรากฏในภาพคือเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า สังกัดอุทยานแห่งชาติทับลาน ซึ่งแต่งกายด้วยชุดลายพรางในเครื่องแบบปกติขณะปฏิบัติงาน ไม่ใช่ทหารที่ปฏิบัติภารกิจตามแนวชายแดนแต่อย่างใด

อุทยานฯ แจงภาพคนใส่ชุดลายพรางยิงหนังสติ๊ก ไม่ใช่ “ทหาร” แต่เป็น จนท.พิทักษ์ป่า

ทางกรมอุทยานฯ ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ากลุ่มนี้ได้เข้าร่วมกิจกรรม “เทศกาลปลูกป่าลอยฟ้า ครั้งที่ 4” เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 ณ ผาเก็บตะวัน อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกป่าและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยมีหลายหน่วยงานเข้าร่วม และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติภารกิจทางทหารใด ๆ ทั้งสิ้น

ทำความเข้าใจบทบาทของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า

หลายคนอาจจะสงสัยว่าแล้วเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ามีบทบาทหน้าที่อะไรบ้าง จริง ๆ แล้วเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ามีบทบาทสำคัญอย่างมากในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พวกเขาเหล่านี้เป็นด่านหน้าที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงต่าง ๆ ในการปกป้องป่าไม้ สัตว์ป่า และทรัพยากรอื่น ๆ จากการถูกทำลาย ไม่ว่าจะเป็นการลักลอบตัดไม้ การล่าสัตว์ หรือการบุกรุกพื้นที่ป่า

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ายังมีหน้าที่ในการให้ความรู้และสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และร่วมมือกันปกป้องผืนป่าของเราให้คงอยู่ต่อไป

ดังนั้น การที่กรมอุทยานฯ ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงในครั้งนี้ จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า

การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นความจริง สามารถสร้างความสับสนและความเข้าใจผิดในสังคมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ข้อมูลข่าวสารสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วผ่านช่องทางออนไลน์ ดังนั้น การตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะเชื่อและแชร์ข้อมูลใด ๆ จึงเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง

กรมอุทยานฯ ขอความร่วมมือประชาชนในการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารที่ได้รับมา และอย่าหลงเชื่อข้อมูลที่ไม่ได้มาจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดและความสับสนในสังคม

เรื่องนี้ถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญที่สอนให้เรารู้ว่า การเสพข่าวสารในยุคดิจิทัลต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ ต้องตรวจสอบแหล่งที่มาของข่าวให้แน่ชัดก่อนที่จะเชื่อและทำการเผยแพร่ต่อ เพราะข้อมูลที่ไม่ถูกต้องอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและการตัดสินใจที่ผิดพลาดได้

มาร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมที่รู้เท่าทันสื่อ และร่วมกันปกป้องรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของเราให้คงอยู่สืบไป โดยการสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – อุทยานฯ แจงภาพคนใส่ชุดลายพรางยิงหนังสติ๊ก ไม่ใช่ “ทหาร” แต่เป็น จนท.พิทักษ์ป่า

Scroll to top