ไทยปะทะกัมพูชา

พรรคประชาชน มั่นใจกวาด 33 สส.กทม. ครบ!

“เลขาฯ ติ่ง” มั่นใจพรรคประชาชนกวาดครบ 33 เขตเลือกตั้งใน กทม. มอง “เท้ง” ยังไม่ปิดโอกาสจับมือ 100%

วันที่ 20 ธันวาคม 2568 นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน กล่าวถึงความมั่นใจในกระแสของพรรคประชาชนจะได้รับการเลือกตั้งเป็นอันดับ 1 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครหรือไม่ ว่า ตนมั่นใจว่าจะสามารถรักษาพื้นที่ กทม. ได้เป็นอันดับ 1 จากการดูข้อมูลต่างๆ ความนิยมของพรรคประชาชนใน กทม. ก็ยังเป็นอันดับ 1 อยู่ รวมถึงกระบวนการคัดสรรผู้สมัครที่ผ่านมา ทั้งคนใหม่และคนเดิมก็ยังทำงานอย่างมุ่งมั่นได้รับการยอมรับจากประชาชน ซึ่งยังมั่นใจในทั้ง 33 เขตที่น่าจะได้ทั้งหมดในรอบนี้

ส่วนผลโพลที่ความนิยมของพรรคประชาชนลดลงจากการยกมือให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี รวมถึงไม่มี นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มาช่วยดึงดูดคะแนน พรรคประชาชนจะทำอย่างไร นายศรายุทธิ์ ตอบว่า จากผลโพลที่ลดลงหลายคนกังวลว่าจะทำให้เราพ่ายแพ้หรือไม่ แต่ถ้าสังเกตให้ดีคะแนนที่ลดลงไม่ได้ไปอยู่ฝั่งไหน ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจ หมายความว่าในช่วงระยะเวลาที่เหลือประมาณ 50 วัน เราสามารถรณรงค์ชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนได้ และเชื่อว่าประชาชนจะกลับมาให้การยอมรับและความเชื่อมั่นตัดสินใจเลือกพรรคประชาชนของเรา

ส่วนสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่มีการปะทะกันอยู่ ในขณะที่พรรคประชาชนในอดีตเคยรณรงค์ว่าทหารมีไว้ทำไม แล้วถูกนำมาโจมตีในการเลือกตั้งครั้งนี้ จะทำอย่างไร นายศรายุทธิ์ ยอมรับว่าที่ผ่านมาเราถูกโจมตีเรื่องนี้จากหลายทาง ซึ่งเรายังไม่สามารถชี้แจงให้กับประชาชนเข้าใจได้ทั้งหมด แต่ช่วงเวลาอีกประมาณ 50 วันนี้ ประชาชนจะตื่นตัว จะรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่าย เป็นโอกาสดีที่จะทำความเข้าใจกับประชาชนได้ และยังเชื่อคะแนนของพรรค แม้ผลโพลจะลดลงเพราะคะแนนไปกองอยู่ที่คนยังไม่ตัดสินใจ

“หมายความว่าเขายังไม่ไปที่ไหน ยังคงรอเราอยู่ว่าเราสามารถชี้แจงเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้เพียงใด”

ผู้สื่อข่าวถามว่า สถานการณ์ปัจจุบันไม่เหมือนในอดีตที่มีกระแสเบื่อลุง แต่ครั้งนี้มีกระแสรักชาติจากสถานการณ์ชายแดนถือว่าพรรคเสียเปรียบหรือไม่ นายศรายุทธิ์ ระบุ คิดว่ากระแสการเลือกตั้งและสถานการณ์แต่ละครั้งต่างกัน แม้ครั้งนี้ไม่มีกระแสเบื่อลุง แต่ยังมีกระแสความไม่พอใจกับการแก้ปัญหาของรัฐบาล พรรคประชาชนชนะเลือกตั้งแต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ มีรัฐบาลมา 2 ปีกว่ามีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี 3 ครั้ง ขณะที่สถานการณ์ชายแดนก่อให้เกิดปัญหาต่อประเทศ รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจ สังคม สแกมเมอร์ คิดว่าบรรยากาศปัจจุบันประชาชนรู้สึกหมดหวังกับสภาพที่กำลังเผชิญอยู่ ถ้าพรรคประชาชนมีนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชน มีทีมบริหารที่ประชาชนเชื่อมือ เชื่อว่ายังมีโอกาสอยู่ และการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกจริงๆ

นายศรายุทธิ์ เผยต่อไปว่า เนื่องจากการเลือกตั้งที่ผ่านมายังมี สว.อยู่ และเมื่อย้อนหลังไป 15 ปี การเลือกตั้งไม่นำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลตามเสียงของประชาชน ครั้งสุดท้ายคือปี 2554 ที่ประชาชนเลือก นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และได้เป็นรัฐบาล แต่หลังจากนั้นผลการเลือกตั้ง 2 ครั้งสุดท้ายไม่ได้นำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาล นี่คือโอกาสที่ประชาชนจะรู้สึกว่าครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่สำคัญที่เขาจะมีส่วนเลือกอนาคตจริงๆ มั่นใจทีมงานพรรคประชาชนที่ทำงานมาต่อเนื่อง มั่นใจว่านโยบายของเราตอบโจทย์ประชาชนได้

เมื่อถามถึงจุดยืนเรื่องมาตรา 112 ยังเหมือนเดิมหรือไม่ นายศรายุทธิ์ เผยว่า คงพูดไม่ได้ หลังมีคำตัดสินจากศาลรัฐธรรมนูญ “ผมคิดว่าจะดีกว่าถ้าเราไม่พูด และไม่พูดเรื่องนี้ในการเลือกตั้ง”

ส่วนปัญหาผู้สมัครคนเก่าไม่ได้ไปต่อกับพรรค นายศรายุทธิ์ ระบุว่า ผู้สมัครมีการเปลี่ยนแปลงทุกครั้ง เช่น เขตบางขุนเทียน อย่าง นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ อดีต สส.กทม. ก็ไม่ได้ลงสมัคร สส.เขต พร้อมบอกว่า พรรคมีความเป็นมวลชน ประชาชนสมาชิกพรรคมีส่วนร่วมมีความเป็นเจ้าของ “ดังนั้นในการตัดสินใจเลือกแต่ละครั้ง บางเขตอาจมีผู้สมัครเยอะ แต่เราเลือกได้แค่คนเดียว สำหรับคนที่ไม่เห็นด้วยก็แสดงออกถึงความไม่พอใจ แต่คิดว่าสมาชิกส่วนใหญ่ยังเชื่อมั่นในการตัดสินใจของพรรคอยู่”

ขณะเดียวกัน นายศรายุทธิ์ ยังยอมรับด้วยว่า พรรคมีความสำคัญกว่าตัวบุคคล ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ แนวทางในการสร้างพรรคของเราคือพรรคเป็นสถาบันการเมืองอย่างแท้จริง ทุกคนร่วมกันเป็นเจ้าของ ดังนั้น จะเห็นว่าความนิยมของพรรคจะสูงกว่าความนิยมของตัวบุคคล และคะแนนการเลือกตั้งในแต่ละเขตก็เป็นแบบนั้นในการเลือกตั้งปี 2566 มั่นใจว่าความแข็งแกร่งของพรรคมีมากกว่าตัวบุคคล

ส่วนคำถามว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มีกระแสความนิยมของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เหมือนกับกระแสของนายพิธา ที่มีออร่ามากกว่านั้น นายศรายุทธิ์ เผยว่า ความนิยมของนายพิธา เกิดขึ้น 1 เดือนก่อนการเลือกตั้ง นายณัฐพงษ์ ยังมีเวลาเหลืออีก 7 สัปดาห์ที่จะทำให้มีกระแสความนิยมได้ ซึ่งเชื่อว่าความนิยมของตัวบุคคลก่อนการเลือกตั้ง เกิดจากประชาชนมีความหวังที่มีต่อพรรคและนโยบายของพรรค อยากให้พรรคนี้เป็นรัฐบาล ทำให้คะแนนความนิยมบุคคลเพิ่มตาม เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม นายณัฐพงษ์จะเจิดจรัสไม่น้อยกว่านายพิธา

สำหรับกรณีที่นายณัฐพงษ์ ให้สัมภาษณ์ว่าหากพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พรรคประชาชนจะไปเป็นฝ่ายค้าน เป็นการปิดทางจับมือในอนาคตหรือไม่ นายศรายุทธิ์ ตอบว่า ไม่ แต่นายณัฐพงษ์มองความเป็นไปได้ คงไม่ได้หมายความว่าปิดทาง 100% แต่เป็นสิ่งที่ชี้ว่าเป็นการแข่งขันระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้น ถ้าอยากเห็นพรรคประชาชนเป็นรัฐบาลจะต้องเลือกให้พรรคอันดับ 2 และ 3 ไม่สามารถจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลได้ เชื่อว่าเนื้อหาที่นายณัฐพงษ์พูดน่าจะหมายถึงแบบนี้มากกว่า เพราะถ้าพรรคประชาชนไม่ชนะเด็ดขาดในโอกาสที่จะได้เป็นรัฐบาล พรรคอันดับ 2 และ 3 อาจจะจับขั้วกันเหมือนครั้งที่ผ่านมา.

พรรคประชาชนมั่นใจกวาด 33 สส.กทม. ครบ!

พรรคประชาชนยังคงมุ่งมั่นที่จะได้รับความไว้วางใจจากชาวกรุงเทพฯ ในการเลือกตั้งที่จะมาถึง แม้ว่าผลสำรวจความคิดเห็นจะแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่ลดลงบ้าง แต่ทางพรรคยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพและนโยบายของตน

ทำไมพรรคประชาชนถึงมั่นใจกวาด 33 สส.กทม. ครบ?

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรคประชาชนยังคงมีความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยม ได้แก่ ฐานเสียงที่แข็งแกร่งในกรุงเทพฯ ทีมผู้สมัครที่มีความสามารถ และนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน

  • ฐานเสียงที่แข็งแกร่ง: พรรคประชาชนมีฐานเสียงที่มั่นคงในกรุงเทพฯ ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วจากการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ
  • ทีมผู้สมัครที่มีความสามารถ: พรรคได้คัดเลือกผู้สมัครที่มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ และมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชน
  • นโยบายที่ตอบโจทย์: พรรคได้พัฒนานโยบายที่ครอบคลุมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และสาธารณสุข ซึ่งตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม การที่พรรคประชาชนจะสามารถกวาดที่นั่ง สส. ในกรุงเทพฯ ได้ครบทั้ง 33 เขตหรือไม่นั้น ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด เพราะยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่อาจส่งผลกระทบต่อผลการเลือกตั้งได้

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของกรุงเทพฯ และประเทศไทย เพราะจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของประเทศในอีก 4 ปีข้างหน้า ดังนั้น จึงขอเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนชาวกรุงเทพฯ ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างพร้อมเพรียงกัน เพื่อเลือกผู้แทนที่ท่านไว้วางใจให้เข้าไปทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร

พรรคประชาชนยังคงเดินหน้าผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน การสร้างสังคมที่เป็นธรรม และการส่งเสริมประชาธิปไตยที่ยั่งยืน หากคุณเห็นด้วยกับแนวทางของพรรคประชาชน อย่าลังเลที่จะให้โอกาสพรรคประชาชนได้รับใช้ท่าน

พรรคประชาชนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนชาวกรุงเทพฯ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ และพร้อมที่จะทำงานอย่างหนักเพื่อพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป

การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของพวกเราทุกคน มาร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิมด้วยการเลือกพรรคประชาชน!

ที่มา – มั่นใจพรรคประชาชนกวาดครบ 33 เก้าอี้ สส.กทม. มอง “เท้ง” ยังไม่ปิดโอกาสจับมือ 100%

13 วันไม่มีรายได้ ชาวบ้านแห่ออก ‘ศูนย์พักพิง’

หลังจากอพยพนาน 13 วันที่ปราศจากรายได้ ชาวบ้านจำนวนมากจึงตัดสินใจเดินทางออกจาก “ศูนย์พักพิง” แม้ว่าจะยังไม่มีประกาศอย่างเป็นทางการให้กลับเข้าพื้นที่ได้ก็ตาม พวกเขาแสดงความกังวลเกี่ยวกับภาระหนี้สินที่อาจเพิ่มพูน พร้อมทั้งส่งกำลังใจให้แก่ทหารไทยและชื่นชมในความสามารถของทุกนาย

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บนทางหลวงหมายเลข 2171 เดชอุดม – น้ำยืน พบเห็นรถกระบะของชาวบ้านจากอำเภอน้ำยืนจำนวนมาก บรรทุกสัมภาระเดินทางออกจากศูนย์พักพิงเพื่อกลับไปยังภูมิลำเนาในช่วง 2 วันที่ผ่านมา สืบเนื่องจากข่าวการยึดคืนพื้นที่เนิน 677 และช่องอานม้าได้สำเร็จเมื่อวันที่ 17 ธันวาคมที่ผ่านมา ทำให้หลายครอบครัวตัดสินใจที่จะกลับไปเริ่มต้นชีวิตใหม่

นายเผด็จ ทองพิเศษ อายุ 49 ปี ชาวบ้านที่กำลังเติมน้ำมัน ได้เปิดเผยว่า ครอบครัวของเขาต้องออกจากบ้านตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันแรกที่มีการปะทะกันรอบที่ 2 รวมเป็นเวลา 13 วันแล้ว เมื่อทราบข่าวว่าฝ่ายไทยสามารถยึดช่องอานม้าได้สำเร็จ และสถานการณ์ในพื้นที่เริ่มคลี่คลายไม่มีเสียงปืนใหญ่ เขาจึงตัดสินใจเก็บข้าวของเดินทางกลับบ้านเพื่อไปกรีดยางพาราหารายได้ เพราะตลอด 13 วันที่อยู่ใน “ศูนย์พักพิง” นั้น ครอบครัวไม่มีรายได้เลย หากไม่กลับไปกรีดยางก็จะไม่มีเงินจ่ายหนี้สินที่คั่งค้าง นอกจากนี้ เขายังฝากให้กำลังใจแก่ทหารทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แนวหน้า และชื่นชมในความสามารถและความเสียสละของทหารไทย

ชาวบ้านแห่ออกจากศูนย์พักพิง หลัง 13 วันไม่มีรายได้

นางกชพร ธรรมโม ผู้ใหญ่บ้านบ้านน้ำยืน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ ชรบ. ยังคงปฏิบัติหน้าที่ตั้งจุดสกัดคัดกรองการเข้าออก และป้องกันไม่ให้ประชาชนกลับเข้าไปในพื้นที่โดยพลการ เนื่องจากสถานการณ์ยังคงอยู่ในภาวะสีแดง แม้ว่าจะไม่มีเสียงปืนในพื้นที่แล้วก็ตาม การกลับเข้าไปในพื้นที่ได้นั้นยังคงต้องรอคำสั่งจากฝ่ายความมั่นคงอย่างเป็นทางการ

ทำไมชาวบ้านถึงตัดสินใจออกจาก “ศูนย์พักพิง” ก่อนได้รับอนุญาต?

เหตุผลหลักที่ชาวบ้านตัดสินใจออกจาก “ศูนย์พักพิง” ก่อนได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการ คือปัญหาเรื่องปากท้องและการขาดรายได้เป็นเวลานานถึง 13 วัน หลายครอบครัวมีภาระหนี้สินที่ต้องชำระ และการอยู่ในศูนย์พักพิงไม่ได้ช่วยให้พวกเขามีรายได้เพียงพอที่จะเลี้ยงชีพและชำระหนี้ได้ การกลับไปยังภูมิลำเนาเพื่อประกอบอาชีพเดิม เช่น กรีดยางพารา จึงเป็นทางเลือกที่พวกเขาพิจารณาแล้วว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนกว่า

นอกจากนี้ ข่าวการยึดคืนพื้นที่และการที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลายลง แม้จะยังไม่ปลอดภัย 100% ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชาวบ้านตัดสินใจเสี่ยงที่จะกลับไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ แม้จะยังมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยอยู่บ้าง แต่ความต้องการที่จะหารายได้เลี้ยงครอบครัวมีมากกว่า

  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจชุมชน: การอพยพของชาวบ้านส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจชุมชนในภาพรวม เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายอย่างหยุดชะงัก
  • ความช่วยเหลือจากภาครัฐ: หน่วยงานภาครัฐควรเร่งให้ความช่วยเหลือด้านการเงินและอาชีพแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสนับสนุนให้พวกเขาสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติ
  • การฟื้นฟูพื้นที่: การฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับประชาชนในการกลับคืนสู่บ้านเกิด

การตัดสินใจของชาวบ้านที่ออกจาก “ศูนย์พักพิง” สะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากและความเดือดร้อนที่พวกเขาต้องเผชิญ การแก้ไขปัญหาจึงต้องคำนึงถึงความต้องการที่แท้จริงของพวกเขา และให้ความช่วยเหลืออย่างเหมาะสมเพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็ว

ที่มา – 13 วันไม่มีรายได้ ชาวบ้านแห่ออก “ศูนย์พักพิง” แม้ยังไม่มีประกาศให้เข้าพื้นที่

กองทัพบก ประณามกัมพูชา โจมตีพลเรือน

“กองทัพบก” ประณาม “กัมพูชา” ที่โจมตีชุมชนพลเรือน ใช้กำลังไม่เลือกเป้าหมาย ชี้สร้างผลกระทบรุนแรงต่อประชาชนคนไทยในพื้นที่ชายแดน

วันที่ 20 ธ.ค. 2568 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เผยว่า กองทัพบกขอประณามการกระทำของฝ่ายกัมพูชา ที่ใช้กำลังทางทหารและอาวุธโจมตีเข้ามาในพื้นที่ชุมชนและบ้านเรือนประชาชนใกล้แนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นพื้นที่พลเรือนและมิใช่พื้นที่ทางทหาร การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดหลักการคุ้มครองพลเรือนตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและบรรทัดฐานตามหลักสากลอย่างร้ายแรง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนคนไทยผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก

การใช้กำลังในลักษณะดังกล่าว ได้สร้างความสูญเสียและความเดือดร้อนแก่ประชาชนในพื้นที่ชายแดนอย่างกว้างขวาง ทั้งต่อชีวิต ทรัพย์สิน และความเป็นอยู่ของประชาชน ทำให้ต้องดำรงชีวิตท่ามกลางความหวาดกลัวและความไม่มั่นคง อันเป็นผลจากการใช้กำลังที่ไม่คำนึงถึงผลกระทบด้านมนุษยธรรมและความปลอดภัยของพลเรือน

ส่วนสถานการณ์ความไม่สงบและการใช้กำลังทางทหารบริเวณแนวชายแดน ซึ่งยังคงมีความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง ได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนไทยเป็นวงกว้าง มีประชาชนได้รับผลกระทบรวมประมาณ 400,000 ราย จากสถานการณ์ดังกล่าว พบว่ามีประชาชนเสียชีวิตรวม 23 ราย แบ่งเป็นผู้เสียชีวิตจากกรณีอาวุธจรวดหลายลำกล้อง BM-21 ตกในพื้นที่บ้านเรือนของประชาชนโดยตรง จำนวน 1 ราย และผู้เสียชีวิตจากผลกระทบทางอ้อมของเหตุการณ์ จำนวน 22 ราย

นอกจากนี้ ยังมีประชาชนได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีดังกล่าวอีก 6 ราย ซึ่งผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมดล้วนเป็นประชาชนผู้บริสุทธิ์ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสู้รบแต่อย่างใด นอกจากความสูญเสียต่อชีวิตของประชาชนแล้ว การกระทำดังกล่าวยังสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อทรัพย์สินและโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน โดยมีบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายไม่น้อยกว่า 30 หลัง พื้นที่ทำการเกษตรซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของประชาชนได้รับความเสียหายในหลายพื้นที่ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถประกอบอาชีพหรือดำรงชีวิตได้ตามปกติ

รวมทั้งพบว่า มีโรงพยาบาลได้รับผลกระทบ 20 แห่ง และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ได้รับผลกระทบ 201 แห่ง โดยเฉพาะโรงพยาบาลพนมดงรักที่ได้รับผลกระทบจากอาวุธจรวดหลายลำกล้อง BM-21 โดยตรง ขณะเดียวกัน ความไม่ปลอดภัยที่เกิดขึ้นยังส่งผลให้สถานศึกษาหลายแห่งในพื้นที่ชายแดนต้องหยุดการเรียนการสอน เด็กและเยาวชนไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้ตามปกติ ขาดโอกาสทางการศึกษา และต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความหวาดกลัว ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและต่อเนื่องต่อคุณภาพชีวิตและความมั่นคงในการดำรงชีพของประชาชนในระยะยาว

โฆษกกองทัพบกระบุว่า การมุ่งเป้าโจมตีของฝ่ายกัมพูชาเป็นการใช้กำลังในลักษณะไม่เลือกเป้าหมาย ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายและผลกระทบต่อชีวิตประชาชนเพิ่มมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้. ประชาชนคนไทยไม่ควรต้องตกเป็นเป้าหมายหรือได้รับผลกระทบจากการกระทำทางทหารในลักษณะดังกล่าว. กองทัพบกขอเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชายุติการกระทำที่ก่อให้เกิดความรุนแรงต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ในทันที พร้อมทั้งปฏิบัติตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายมนุษยธรรมอย่างเคร่งครัด.

จากเหตุการณ์ “กองทัพบก” ประณาม “กัมพูชา” โจมตีชุมชนพลเรือนในครั้งนี้ ทำให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งดำเนินการเจรจาและหาทางออกร่วมกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต ความปลอดภัยและชีวิตของประชาชนต้องมาเป็นอันดับแรก

กองทัพบก ประณามกัมพูชา โจมตีพลเรือน

ผลกระทบจากเหตุการณ์ กองทัพบก ประณามกัมพูชา โจมตีพลเรือน

  • ความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
  • ผลกระทบต่อการศึกษาและการดำรงชีวิต
  • ความหวาดกลัวและความไม่มั่นคงในพื้นที่ชายแดน

การกระทำของกัมพูชาที่ “กองทัพบก” ประณาม “กัมพูชา” โจมตีชุมชนพลเรือนในครั้งนี้ เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

ที่มา – “กองทัพบก” ประณาม “กัมพูชา” โจมตีชุมชนพลเรือน ใช้กำลังไม่เลือกเป้าหมาย

AOT โต้สื่อกัมพูชา ยันไม่มีสัมภาระสูญหาย

AOT โต้สื่อกัมพูชาเสนอข่าวบิดเบือน ยันไม่มีสัมภาระผู้โดยสารสูญหาย มุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกควบคู่ไปกับการรักษาความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล

วันที่ 19 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก “AOT Official” ได้โพสต์ข้อความระบุว่า AOT โต้กัมพูชาเสนอข่าวบิดเบือน ยันไม่มีสัมภาระสูญหาย-บริการผู้โดยสารตามมาตรฐานสากล 

จากกรณีที่สื่อมวลชนของประเทศกัมพูชาได้เผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ว่า สถานเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศฝรั่งเศสได้ออกคำเตือนเกี่ยวกับการเดินทางไปยังกัมพูชา โดยมีการเดินทางต่อเครื่องที่สนามบินในกรุงเทพมหานคร (ประเทศไทย) ซึ่งระบุว่าผู้โดยสารชาวยุโรปที่เดินทางต่อเครื่องถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดและไม่เหมาะสม อาทิ การสอบถามเป็นเวลานานก่อนขึ้นเครื่อง การขอหลักฐานแสดงฐานะการเงินที่ไม่สมเหตุสมผล การตรวจสอบรายละเอียดการจองที่พักในกัมพูชาอย่างละเอียด และสัมภาระของผู้โดยสารสูญหายนั้น บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) ขอยืนยันว่าประเด็นที่กล่าวอ้างตามข่าวนั้นไม่เป็นความจริง 

AOT ตั้งมั่นการให้บริการและการดูแลผู้โดยสาร มุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกควบคู่ไปกับการรักษาความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล โดยมีระบบติดตามตรวจสอบสัมภาระและรับเรื่องร้องเรียนเพื่ออำนวยความสะดวกผู้โดยสารให้ได้รับประสบการณ์การเดินทางที่ราบรื่น เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ ในฐานะประตูสู่ประเทศไทย (Gateway to Thailand) และพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการเดินทางทางอากาศของประเทศไทยในระดับสากล 

ทั้งนี้ AOT ขอยืนยันว่าท่าอากาศยานของ AOT ทั้ง 6 แห่ง ได้ดำเนินการตามกฎระเบียบมาตรฐานขั้นตอนการปฏิบัติที่กำหนดด้านการรักษาความปลอดภัยต่อผู้โดยสารและสัมภาระที่ออกเดินทางจากท่าอากาศยาน ซึ่งได้รับการตรวจสอบด้านมาตรฐานการบินสากลตามข้อกำหนดขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ทั้งในด้านความปลอดภัย (Safety) และการรักษาความปลอดภัย (Security) เป็นไปตามมาตรฐานสากลในระดับนานาชาติเพื่อผู้โดยสารทุกท่านอย่างแท้จริง

AOT โต้สื่อกัมพูชา ยันไม่มีสัมภาระสูญหาย

จากกรณีการนำเสนอข่าวของสื่อกัมพูชาที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ได้ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนว่าข่าวที่ระบุว่ามีสัมภาระของผู้โดยสารสูญหาย หรือมีการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากลนั้น ไม่เป็นความจริง

AOT ยืนยันมาตรการรักษาความปลอดภัยเป็นไปตามมาตรฐานสากล

AOT ย้ำว่าท่าอากาศยานทุกแห่งภายใต้การดูแล ได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบและมาตรฐานสากลอย่างเคร่งครัด โดยมีการตรวจสอบและรับรองจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ทั้งในด้านความปลอดภัยและการรักษาความปลอดภัย เพื่อให้ผู้โดยสารทุกท่านมั่นใจได้ว่าจะได้รับการบริการที่เป็นเลิศและปลอดภัยตลอดการเดินทาง

สิ่งที่ AOT ให้ความสำคัญเสมอมา คือการอำนวยความสะดวกควบคู่ไปกับการรักษาความปลอดภัย นี่คือหัวใจสำคัญในการดำเนินงานของท่าอากาศยานทุกแห่ง เพื่อให้ผู้โดยสารได้รับประสบการณ์การเดินทางที่ดีที่สุด และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักเดินทางทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

AOT ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาการบริการและยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าเชื่อถือและปลอดภัยสำหรับนักเดินทางจากทั่วโลก ความโปร่งใสและการตอบสนองต่อข้อมูลที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับระบบการขนส่งทางอากาศของประเทศไทย

AOT โต้สื่อกัมพูชา ยันไม่มีสัมภาระสูญหายและพร้อมให้ความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระบบการเดินทางทางอากาศของไทย

การเดินทางที่ราบรื่นและปลอดภัยของผู้โดยสารคือพันธกิจหลักของ AOT เสมอมา ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถมอบประสบการณ์การเดินทางที่ดีที่สุดให้กับผู้โดยสารทุกท่านได้

AOT โต้สื่อกัมพูชา ยันไม่มีสัมภาระสูญหาย และให้ความสำคัญกับการตรวจสอบความปลอดภัยอย่างเข้มงวดเสมอ

ที่มา – AOT โต้สื่อกัมพูชาเสนอข่าวบิดเบือน ยันไม่มีสัมภาระสูญหาย-ให้บริการตามมาตรฐานสากล

สรุปเหตุปะทะฝั่งสระแก้ว พบกัมพูชาเสริมกำลัง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณฝั่งสระแก้วยังคงตึงเครียด กองทัพภาคที่ 1 ได้สรุปสถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับการปะทะและการเสริมกำลังของฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่ดังกล่าว โดยมีการรบปะทะเพื่อยึดครองพื้นที่สำคัญ 3 แห่ง ได้แก่ บ้านคลองแผงและหนองหญ้าแก้ว ซึ่งพบว่ากัมพูชาเร่งเสริมความแข็งแรงของที่มั่นและเพิ่มเติมกำลังพลอย่างต่อเนื่อง

รายงานจากศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 เวลา 18.00 น. ระบุว่า กกล.บูรพา ยังคงปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยในสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่ 12 แล้ว สถานการณ์โดยรวมยังคงน่าจับตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชา

สรุปเหตุปะทะฝั่งสระแก้ว พบกัมพูชาเร่งเสริมความแข็งแรงของที่มั่น เพิ่มเติมกำลัง

รายละเอียดสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่:

  • พื้นที่บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา: ฝ่ายกัมพูชาได้เร่งเสริมความแข็งแกร่งของที่มั่นอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงการเพิ่มจำนวนปืนใหญ่และเครื่องยิงลูกระเบิดในพื้นที่ถึง 2 จุด สันนิษฐานว่าเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการยิงสนับสนุนการปฏิบัติการทางทหาร
  • พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง: สถานการณ์ใกล้เคียงกัน โดยกัมพูชาเร่งเสริมความแข็งแรงของที่มั่นและใช้ปืนใหญ่ รวมถึงเครื่องยิงลูกระเบิดโจมตีที่มั่นของฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มกำลังพลอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งคาดการณ์ว่าเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการเข้าดำเนินกลยุทธ์ในพื้นที่เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบ
  • พื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง: การยิงปืนใหญ่และเครื่องยิงลูกระเบิดจากฝ่ายกัมพูชามายังฝ่ายไทยยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีการลำเลียงเสบียง อาวุธ และกระสุนเข้าไปเก็บไว้ในที่มั่นต่างๆ ซึ่งคาดว่าสามารถรองรับการปฏิบัติการได้ต่อเนื่อง 2-3 วัน

ผลกระทบต่อประชาชนและการช่วยเหลือ

จากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น ประชาชนในพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว จำนวน 4 อำเภอ ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทางจังหวัดสระแก้วร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้เปิดศูนย์พักพิงชั่วคราว จำนวน 41 ศูนย์ เพื่อรองรับผู้พลัดถิ่น ปัจจุบันมีประชาชนรวม 18,874 คนที่อยู่ในความดูแลของศูนย์พักพิงเหล่านี้

หน่วยงานต่างๆ ได้ให้การสนับสนุนและบำรุงขวัญแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พวกเขามีกำลังใจที่ดีและสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ ประชาชนต่างส่งกำลังใจให้ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติให้ปลอดภัย

สถานการณ์ชายแดนและการเตรียมพร้อมรับมือยังคงเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การเสริมกำลังของฝ่ายกัมพูชาและการปะทะที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต การประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ และการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

การที่กัมพูชา สรุปเหตุปะทะฝั่งสระแก้ว พบกัมพูชาเร่งเสริมความแข็งแรงของที่มั่น เพิ่มเติมกำลัง แสดงให้เห็นถึงความตึงเคลียดในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง การติดตามข่าวสารและสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจะช่วยให้เราเข้าใจถึงผลกระทบและความจำเป็นในการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อย่างทันท่วงที

การที่ สรุปเหตุปะทะฝั่งสระแก้ว พบกัมพูชาเร่งเสริมความแข็งแรงของที่มั่น เพิ่มเติมกำลัง เป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา – สรุปเหตุปะทะฝั่งสระแก้ว พบกัมพูชาเร่งเสริมความแข็งแรงของที่มั่น เพิ่มเติมกำลัง

ทอ. ยัน! ป้องกันโดรนภัยคุกคามความมั่นคงของไทย

“โฆษกกองทัพอากาศ” ยัน กองทัพอากาศประสานทุกภาคส่วน เพื่อป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของไทย คาด CAAT จะออกมาตรการพื้นที่บินโดรนเพิ่มเติม เพื่อสร้างความมั่นใจในพื้นที่ “แท่นผลิตปิโตรเลียม” ที่มีมูลค่าสูง

วันที่ 19 ธ.ค. 68 พลอากาศโท จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ เปิดเผยถึงการวางแนวทางป้องกันโดรน ของฝ่ายกัมพูชา ที่อาจมีเจตนาในการก่อวินาศกรรมต่อแท่นขุดเจาะปิโตรเลียม ในพื้นที่อ่าวไทยว่า ขณะนี้กองทัพอากาศเป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลมาตรการตอบโต้ หรือต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ โดยประสานงานกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งประสานกับหน่วยงานด้านความมั่นคงเพื่อป้องกันการโจมตีจากโดรนที่คาดว่าจะเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของไทย โดยยืนยันว่าขณะนี้ทุกกองบินมีมาตรการป้องกันโดรนทั้งเชิงรุกและเชิงรับ และประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ เพื่อป้องกันการบินโดรนในพื้นที่ที่มีโอกาสจะส่งผลกระทบต่อทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง

ส่วนกรณีที่ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ขอความร่วมมือเรือประมง ผู้ประกอบการเดินเรือ และผู้ดำเนินกิจกรรมทางทะเล ร่วมเฝ้าระวังความปลอดภัยในทะเล กรณีพบเรือที่มีพฤติกรรมต้องสงสัยหรือใช้อากาศยานไร้คนขับเหนือพื้นที่แท่นผลิตปิโตรเลียมนั้น คาดว่า สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย จะมีมาตรการต่อเนื่องตามมาเพื่อออกพื้นที่ห้ามบินโดรนเพิ่มเติม เพื่อสร้างความมั่นใจว่าพื้นที่ที่มีมูลค่าสูง จะได้รับการคุ้มครองดูแลอย่างแท้จริง นอกจากนี้ มาตรการการลงโทษต่าง ๆ และการดำเนินคดีต่าง ๆ หากมีการฝ่าฝืน จะมีตามมา ตามที่เห็นสมควร

ทอ. ยันประสานทุกภาคส่วน เพื่อป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของไทย

จากสถานการณ์ปัจจุบันที่เทคโนโลยีโดรนมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและแพร่หลาย การใช้งานโดรนจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การถ่ายภาพหรือกิจกรรมสันทนาการเท่านั้น แต่ยังอาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย หรือก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติได้ กองทัพอากาศจึงจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามดังกล่าว โดยการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ

ทำไมการป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของไทยจึงสำคัญ?

การป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของไทย มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจาก:

  • ปกป้องทรัพย์สินของชาติ: แท่นขุดเจาะปิโตรเลียมเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง หากเกิดความเสียหายจากโดรน จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ
  • รักษาความปลอดภัยของประชาชน: โดรนสามารถนำไปใช้ในการก่อวินาศกรรม หรือโจมตีเป้าหมายต่างๆ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
  • ป้องกันการละเมิดอธิปไตย: การบินโดรนโดยไม่ได้รับอนุญาต อาจเป็นการละเมิดอธิปไตยของประเทศ

มาตรการป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคาม:

กองทัพอากาศได้ดำเนินการมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคาม ดังนี้:

  • การเฝ้าระวังและตรวจจับ: ใช้ระบบเรดาร์และอุปกรณ์ตรวจจับอื่นๆ เพื่อเฝ้าระวังและตรวจจับโดรนที่บินเข้ามาในพื้นที่หวงห้าม
  • การตอบโต้และทำลาย: มีมาตรการในการตอบโต้และทำลายโดรนที่คุกคามความมั่นคง
  • การบังคับใช้กฎหมาย: ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการบินโดรน
  • การสร้างความตระหนักรู้: ให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับอันตรายของโดรนและการใช้งานที่ถูกต้อง

ความร่วมมือกับทุกภาคส่วน:

การป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคาม จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การบูรณาการข้อมูลและทรัพยากรจากทุกฝ่าย จะช่วยให้การป้องกันมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น การที่กองทัพอากาศยืนยันการประสานงานกับทุกภาคส่วนเพื่อ ป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของไทย จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดี และแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในความปลอดภัยของประเทศชาติและประชาชน การเฝ้าระวังและป้องกันภัยคุกคามจากโดรนอย่างต่อเนื่อง จะช่วยสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับทุกภาคส่วน

ที่มา – ทอ. ยันประสานทุกภาคส่วน เพื่อป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของไทย

หวัง อี้ คุยไทย-กัมพูชา อ้างพร้อมลดตึงเครียด!

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมาโดยตลอด ล่าสุด นายหวัง อี้ คุยไทย-กัมพูชา โดยอ้างว่าทั้งสองฝ่ายพร้อมลดความตึงเครียดและบังคับใช้การหยุดยิง ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกที่อาจนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างสันติ

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 นายกั๊ว เจี่ยคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน ได้เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการว่า นายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน ได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับนายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย แยกกัน

ใจความสำคัญของการสนทนาคือ นายหวัง อี้ ได้กล่าวว่า ทั้งฝ่ายกัมพูชาและไทยต่างแสดงความเต็มใจที่จะลดระดับความตึงเครียดและบังคับใช้การหยุดยิง ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาคมโลกต่างเฝ้ารอคอย

หวัง อี้ คุยไทย-กัมพูชา

รัฐมนตรีต่างประเทศของจีนยังเน้นย้ำถึงจุดยืนของจีนในประเด็นชายแดนกัมพูชา-ไทย โดยระบุว่า จีนสนับสนุนการเจรจาอย่างสันติมาโดยตลอด และยังคงรักษาจุดยืนที่ยุติธรรมและเป็นกลาง พร้อมทั้งสนับสนุนความพยายามในการเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยของอาเซียน (ASEAN) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงบทบาทที่สร้างสรรค์ของจีนในการส่งเสริมสันติภาพในภูมิภาค

นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศของจีนได้ส่งทูตพิเศษด้านกิจการเอเชียเดินทางไปยังกัมพูชาและไทยเพื่อดำเนิน “การทูตแบบไปกลับ” (Shuttle Diplomacy) ซึ่งเป็นความพยายามอย่างต่อเนื่องของจีนในการเป็นสะพานเชื่อมและสนับสนุนการฟื้นฟูสันติภาพระหว่างทั้งสองประเทศ

ความสำคัญของการพูดคุย หวัง อี้ คุยไทย-กัมพูชา

การที่ หวัง อี้ คุยไทย-กัมพูชา และทั้งสองฝ่ายแสดงความพร้อมที่จะลดความตึงเครียด ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาชายแดน การลดความตึงเครียดจะช่วยสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเจรจาและการหาทางออกร่วมกัน การบังคับใช้การหยุดยิงจะช่วยป้องกันการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

การสนับสนุนของจีนในการเจรจาอย่างสันติและการเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยของอาเซียน มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความไว้วางใจและความเข้าใจซึ่งกันและกัน การที่จีนส่งทูตพิเศษไปดำเนิน “การทูตแบบไปกลับ” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของจีนในการช่วยเหลือทั้งสองประเทศในการหาทางออกที่ยั่งยืน

การแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างสันติ จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศและภูมิภาคโดยรวม จะช่วยส่งเสริมความมั่นคง ความเจริญรุ่งเรือง และความร่วมมือในภูมิภาคอาเซียน

  • การพูดคุยระหว่าง หวัง อี้ กับรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยและกัมพูชาถือเป็นสัญญาณบวก
  • การลดความตึงเครียดและการบังคับใช้การหยุดยิงเป็นสิ่งจำเป็น
  • การสนับสนุนของจีนและการเป็นตัวกลางของอาเซียนมีความสำคัญ
  • การแก้ไขปัญหาอย่างสันติจะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การที่ หวัง อี้ คุยไทย-กัมพูชา เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการแก้ไขปัญหา การเจรจาและการสร้างความไว้วางใจยังคงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้บรรลุสันติภาพที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

ที่มา – หวัง อี้ คุยไทย-กัมพูชา อ้าง 2 ฝ่ายพร้อมลดตึงเครียด-หยุดยิง

ทอ.ยัน! โจมตีคลัง BM-21 ปอยเปต ไร้พลเรือน

โฆษกกองทัพอากาศ (ทอ.) ยืนยันการปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ บริเวณนอกเมืองปอยเปต มุ่งเป้าหมายทางทหาร หลังพบข้อมูลว่ากัมพูชาใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นคลังเก็บจรวด BM-21 ที่ใช้ในการโจมตีกำลังพลและประชาชนไทย พร้อมยืนยันว่าพื้นที่ปฏิบัติการนั้นไม่มีพลเรือนอาศัยอยู่

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ ได้แถลงถึงความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเน้นย้ำถึงมาตรการป้องกันภัยคุกคามจากอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) และการตอบโต้การโจมตีด้วยอาวุธหนัก

รัฐบาลได้มอบหมายให้กองทัพอากาศเป็นหน่วยงานหลักในการรับผิดชอบการต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ โดยทำงานร่วมกับสำนักงานการบินพลเรือนเพื่อกำหนดมาตรการรับมือภัยคุกคามดังกล่าว เบื้องต้นได้ออกมาตรการห้ามบินโดรนในพื้นที่ชายแดน หน่วยงานความมั่นคงต่างๆ ได้ดำเนินการเชิงรุกและเชิงรับเพื่อตอบโต้ภัยคุกคามจากอากาศยานไร้คนขับ ทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ ได้เตรียมกลไกในการต่อสู้กับภัยคุกคามอากาศยานไร้คนขับทั้งเชิงรับในการทำระบบป้องกันความเสียหายสถานที่และพื้นที่สำคัญ รวมถึงการเตรียมอาวุธยุทโธปกรณ์ยิงทำลายหากเข้ามาในพื้นที่ ความร่วมมือนี้มีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบจากการโจมตีด้วยอากาศยานไร้คนขับต่อพื้นที่สำคัญของไทย

พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย ยังได้ชี้แจงถึงปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่ปอยเปต โดยระบุว่า การโจมตีเป้าหมายนอกเมืองปอยเปต มุ่งเป้าไปที่คลังเก็บอาวุธ โดยเฉพาะจรวด BM-21 ซึ่งเป็นอาวุธที่ฝ่ายกัมพูชานำมาใช้ในการโจมตีกำลังพลและประชาชนไทย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ โดยมีการยิง BM-21 กว่า 100 ลูกเข้ามาโจมตีเป้าหมายทางพลเรือนของไทย

ปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยเป็นการโจมตีเป้าหมายที่เป็นคลังเก็บ BM-21 ก่อนการโจมตี กองทัพไทยได้ใช้ขีดความสามารถด้านการข่าวในการพิสูจน์ทราบว่าเป้าหมายดังกล่าวเป็นเป้าหมายทางทหาร โดยสังเกตกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นบริเวณโดยรอบอาคารสถานที่ พบว่ามีการนำรถเข้าไปโหลดจรวด BM-21 ทำให้มั่นใจว่าเป้าหมายนั้นมีคุณค่าในการโจมตี ที่สำคัญคือการตรวจสอบพื้นที่โดยรอบ พบว่าเป็นพื้นที่ที่ไม่มีพลเรือนอาศัยอยู่ นำไปสู่การตัดสินใจโจมตีคลังเก็บ BM-21 เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา

โฆษกกองทัพอากาศยังได้แสดงภาพการปฏิบัติการ ซึ่งปรากฏการระเบิดซ้อนหลายจุดภายในพื้นที่เป้าหมาย อันเป็นผลจากการระเบิดของจรวด BM-21 ที่ถูกจัดเก็บอยู่ในคลัง พร้อมระบุว่า กองทัพไทยมุ่งเน้นโจมตีเป้าหมายทางทหารเท่านั้น ปฏิบัติการบนพื้นฐานของการปกป้องเอกราชอธิปไตย ภายใต้หลักมนุษยธรรม โจมตีเป้าหมายเท่าที่จำเป็น ได้สัดส่วนกับภัยคุกคาม และแบ่งแยกชัดเจนระหว่างเป้าหมายทางทหารกับเป้าหมายทางพลเรือน

ร.ท.หญิงนภัสกร ทิพย์โส ผู้ช่วยโฆษกกองทัพเรือ แถลงข่าวถึงกรณีการพบโดรนก่อกวนแท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเลอ่าวไทย โดยทัพเรือภาค 2 ได้ส่งอากาศยานลาดตระเวนเข้าตรวจสอบพื้นที่ และยังคงรักษามาตรการความปลอดภัยและคุ้มครองผลประโยชน์ทางด้านพลังงานของชาติอย่างต่อเนื่อง

พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงสถานการณ์การสู้รบในพื้นที่เนิน 350 ซึ่งถือเป็นยุทธภูมิสำคัญว่า ฝ่ายกัมพูชาใช้ยุทธวิธีระดมยิงด้วยอาวุธหนัก ทั้งจรวด BM-21 ปืนใหญ่ และอาวุธยิงสนับสนุนระยะไกล ก่อนใช้โดรนติดระเบิดเข้ามาโจมตีซ้ำ ทำให้การตั้งรับและการรุกคืบของกำลังพลไทยต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างต่อเนื่อง

กองทัพบกยืนยันว่ากำลังพลยังมีขวัญกำลังใจดี และมีการเตรียมการรับมืออย่างรอบคอบ เพื่อเสริมความมั่นคงและเดินหน้าปฏิบัติการยึดคืนพื้นที่ตามแผนที่กำหนดไว้

ขณะเดียวกัน ในพื้นที่ปอยเปต กองทัพไทยได้ใช้กำลังทางอากาศสนับสนุนการโจมตีเป้าหมายทางทหาร เพื่อสร้างความได้เปรียบในทางยุทธวิธี โดยย้ำว่าทุกการปฏิบัติการผ่านการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน มุ่งเฉพาะเป้าหมายทางทหาร และไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชน หรือพลเรือนโดยเด็ดขาด ยืนยันว่า กองทัพไทยยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศและหลักมนุษยธรรมอย่างเคร่งครัด พร้อมเดินหน้าปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเต็มกำลัง

พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงผลการประชุมสภากลาโหม ว่า ตรวจพบการเคลื่อนย้ายกำลังพลและยุทโธปกรณ์ของฝ่ายกัมพูชาเข้าสู่พื้นที่ปอยเปต และได้มีการใช้อาวุธหนักระดมยิงเข้ามาในดินแดนไทยอย่างต่อเนื่องตามแนวชายแดน ฝ่ายไทยได้ดำเนินการสกัดกั้นการซ่องสุมกำลังของฝ่ายกัมพูชา ภายในโกดังบริเวณนอกตัวเมืองปอยเปต ซึ่งเป็นเป้าหมายทางทหาร เพื่อยับยั้งภัยคุกคามและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน

พล.ร.ต.จุมพล นาคบัว โฆษกศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ชี้แจงถึงมาตรการควบคุมการนำเข้าน้ำมันและยุทธภัณฑ์ผ่านเส้นทางทะเลของไทยไปยังกัมพูชา และขอความร่วมมือให้เรือสินค้าไทยและเรือประมงสัญชาติไทย หลีกเลี่ยงการเดินเรือเข้าสู่พื้นที่เสี่ยง เพื่อป้องกันอันตราย

ทอ.ยัน! โจมตีคลัง BM-21 ปอยเปต ไร้พลเรือน

สรุปคือ กองทัพอากาศยืนยันการโจมตีคลังเก็บ BM-21 นอกเมืองปอยเปต โดยระบุว่าเป็นเป้าหมายทางทหาร และไม่มีพลเรือนในพื้นที่ดังกล่าว ทั้งนี้ กองทัพไทยยังคงดำเนินมาตรการรักษาความปลอดภัยและปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเต็มที่

ทำไมการโจมตีคลัง BM-21 นอกเมืองปอยเปตจึงมีความสำคัญ

การโจมตีคลัง BM-21 นอกเมืองปอยเปตมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการตอบโต้การโจมตีด้วยอาวุธหนักจากฝ่ายกัมพูชาที่ส่งผลกระทบต่อกำลังพลและประชาชนไทย การทำลายคลังเก็บอาวุธดังกล่าวเป็นการลดทอนศักยภาพในการโจมตีของฝ่ายตรงข้าม และเป็นการปกป้องความปลอดภัยของประชาชนไทย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียดและต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด กองทัพไทยยังคงเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามทุกรูปแบบ เพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประเทศ

การตัดสินใจโจมตีคลัง BM-21 นอกเมือง ปอยเปต สะท้อนให้เห็นถึงความรอบคอบในการประเมินสถานการณ์และการพิจารณาถึงผลกระทบต่อพลเรือน ทอ.ยัน! โจมตีคลัง BM-21 ปอยเปต ไร้พลเรือน เป็นการยืนยันถึงเจตนารมณ์ในการปกป้องอธิปไตยของชาติภายใต้หลักมนุษยธรรม การปฎิบัติการที่ปอยเปต แสดงให้เห็นถึงการตอบโต้ที่ได้สัดส่วนต่อภัยคุกคาม

ที่มา – โฆษก ทอ. ยันโจมตีคลังเก็บ BM-21 นอกเมือง “ปอยเปต” ไม่มีพลเรือนอยู่ในพื้นที่

เปิดสภาพล่าสุด! “ตลาดอานม้า” หลังเคลียร์

สถานการณ์ล่าสุดของ “ตลาดอานม้า” เป็นอย่างไรบ้าง? หลังจากเจ้าหน้าที่ทหารเข้าเคลียร์พื้นที่เกิดอะไรขึ้น? วันนี้เราจะมาอัปเดตข้อมูลล่าสุดให้ทุกคนได้ทราบกัน

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณตลาดอานม้า หลังจากที่เจ้าหน้าที่ทหารได้เข้าเคลียร์พื้นที่อย่างละเอียดในเช้าวันนั้น สภาพโดยรอบพบว่าพื้นที่ราบเรียบ ไม่ปรากฏภาพของตลาด ที่พักอาศัย หรือชุมชนบริเวณช่องอานม้าอีกต่อไป สิ่งปลูกสร้างต่างๆ เช่น ฐาน ตชด. ฐานทหาร และฐานปืนใหญ่ของจังหวัดพระวิหาร ถูกทำลายจนหมดสิ้น

ในส่วนของอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ยังคงประจำการที่ด่านตรวจ เพื่อคัดกรองบุคคลที่เข้าออก โดยเฉพาะบุคคลภายนอกพื้นที่และผู้ต้องสงสัย นอกจากนี้ ยังคอยอำนวยความสะดวกด้านการจราจรแก่เจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายปกครองยังไม่อนุญาตให้ชาวบ้านกลับเข้าไปในพื้นที่ แม้ว่าการเข้ายึดพื้นที่เนิน 677 และช่องอานม้าจะสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีแล้วก็ตาม

นายอำนาจ ลุนบุดดา ผู้ใหญ่บ้านโนนแสงเพชร อายุ 55 ปี ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สถานการณ์ในปัจจุบันยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่บ้าง ได้ยินเสียงปืนใหญ่จากทั้งสองฝ่ายเป็นระยะๆ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับ 2-3 วันก่อนหน้า การปะทะถือว่าลดลง อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง และพี่น้องประชาชนยังไม่สามารถกลับเข้าไปในพื้นที่ได้ ต้องรอการแจ้งจากทางราชการหรือทหารอีกครั้ง

สภาพล่าสุดของ “ตลาดอานม้า” เป็นอย่างไร?

จากรายงานข้างต้น เราจะเห็นว่า“ตลาดอานม้า” ในปัจจุบันไม่มีสภาพความเป็นตลาดหรือชุมชนหลงเหลืออยู่เลย พื้นที่ถูกปรับให้ราบเรียบ ซึ่งเป็นผลมาจากการเข้าเคลียร์พื้นที่ของเจ้าหน้าที่ทหาร

ผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ตลาดอานม้า

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับ “ตลาดอานม้า” ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนที่เคยอาศัยและทำมาหากินในบริเวณนั้น พวกเขาต้องพลัดพรากจากบ้านเรือนและแหล่งทำกินเดิม และยังไม่สามารถกลับเข้าไปในพื้นที่ได้จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายและได้รับการอนุญาตจากทางการ

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่“ตลาดอานม้า” แสดงให้เห็นถึงความผันผวนและความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดน ความขัดแย้งและความตึงเครียดระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน สามารถส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวได้อย่างมาก การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจาจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

การพัฒนาพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน ควรคำนึงถึงความมั่นคงของชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญ การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน จะช่วยลดความขัดแย้งและความตึงเครียด และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว

เราหวังว่าสถานการณ์บริเวณชายแดนจะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น และประชาชนในพื้นที่“ตลาดอานม้า” จะสามารถกลับคืนสู่บ้านเรือนและดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุขในเร็ววัน

ที่มา – เปิดสภาพล่าสุด “ตลาดอานม้า” หลังทหารเข้าเคลียร์พื้นที่ พบราบเรียบเป็นที่โล่ง

Scroll to top