ไทยปะทะกัมพูชา

ไทยก้าวใหม่จี้รัฐบาล เอาไงต่อปมรบกัมพูชา

“ดร.เอ้ สุชัชวีร์” หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ จี้รัฐบาลพูดความจริงเอาอย่างไรต่อปมรบกัมพูชา ชี้ปล่อยคลุมเครือกระทบ ชาวบ้านอพยพ – จีดีพี ไตรมาสสุดท้ายลด ซ้ำเสี่ยงโดนกดดันภาษีทรัมป์

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือ ดร.เอ้ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวถึงเหตุรุนแรงตามแนวชายแดนไทยกัมพูชาที่ดำเนินมาเกิน 1 สัปดาห์แล้ว ทำให้มีคนไทยต้องอพยพมาพักอาศัยในศูนย์อพยพต่างๆ หลายแสนคน ซึ่งต้องมีการบริหารจัดการที่ดีให้ผู้อพยพมีความปลอดภัย ลูกหลานเด็กเล็กที่อพยพมาด้วย ต้องได้รับการศึกษาชดเชยกับที่เสียไปจากการปิดโรงเรียนในพื้นที่ปะทะ โดยเฉพาะภาระทางการเงินต่างๆ ไม่ว่าจะเรื่องหนี้สิน ค่าน้ำ ค่าไฟ เงินผ่อน เงินกู้ ผู้อพยพไม่สามารถประกอบอาชีพได้ แต่ดอกเบี้ยไม่ได้หยุดตาม ยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอีกมากมาย

นอกจากนี้ยังมีคนไทยที่ตกค้างอยู่ในกัมพูชานับพันคนที่ต้องเร่งช่วยเหลือ เพราะมีความสุ่มเสี่ยงเรื่องความปลอดภัย แต่ถึงขณะนี้ ยังไม่เห็นมาตรการที่ชัดเจนจากรัฐบาลว่าจะดำเนินการอย่างไร

นายสุชัชวีร์ ยังกล่าวอีกว่า นายกรัฐมนตรี ต้องพูดความจริงกับคนไทยว่ามีนโยบายอย่างไร จะเร่งหาวิธียุติหรือจะสู้รบต่อไป เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รู้อนาคตตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นผู้อพยพที่อยากกลับไปใช้ชีวิตปกติ อยากทำงานหารายได้ ผู้ประกอบการวางแผนธุรกิจได้ ผู้ส่งออกจะโดนทรัมป์เพิ่มภาษีสินค้าหรือไม่

เพราะหากทุกอย่างยังคลุมเครืออยู่อย่างนี้ โอกาสที่ จีดีพีไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ และต้นปีหน้าอาจจะลดลงกว่าที่คาดการณ์ เพราะรัฐบาลไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นกับประชาชนได้ โดยเฉพาะเรื่องภาษีของทรัมป์ ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เคยบอกว่า สหรัฐฯ จะไม่นำมากดดันให้ไทยและกัมพูชา หยุดยิง แต่สุดท้าย ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ก็ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่าจะกดดันไทยและกัมพูชาด้วยการขึ้นภาษี ซึ่งจะทำให้ไทยเสียเปรียบเวียดนามในการส่งออกไปสหรัฐฯ ทันที

โดยในวันพุธที่ 17 ธันวาคม 2568 นี้ ตนจะเดินทางไปเยี่ยมเยียนผู้ประสบภัยและไปที่โรงพยาบาลสนามในจังหวัดสระแก้ว นอกจากไปให้กำลังใจแล้ว ยังต้องการรับทราบปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่จากประชาชนด้วยตนเอง

พรรคไทยก้าวใหม่ จี้รัฐบาลพูดความจริงเอาอย่างไรต่อปมรบกัมพูชา

สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างใกล้ชิด พรรคไทยก้าวใหม่ได้ออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับท่าทีที่คลุมเครือของรัฐบาลต่อสถานการณ์ดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่

ผลกระทบต่อประชาชนจากปมรบกัมพูชา

ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดน การอพยพออกจากบ้านเรือน การหยุดชะงักของการทำมาหากิน รวมถึงความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ล้วนเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

  • ผู้อพยพ: หลายแสนคนต้องอพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว ขาดแคลนปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต
  • เศรษฐกิจ: การค้าชายแดนหยุดชะงัก ธุรกิจในพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก
  • การศึกษา: โรงเรียนต้องปิดทำการ นักเรียนขาดโอกาสทางการศึกษา

พรรคไทยก้าวใหม่เรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความจริงใจและเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

รัฐบาลควรทำอย่างไรกับปมรบกัมพูชา

พรรคไทยก้าวใหม่เสนอแนะให้รัฐบาลดำเนินการดังนี้:

  • เจรจา: เร่งเจรจากับรัฐบาลกัมพูชาเพื่อหาทางออกโดยสันติวิธี
  • ช่วยเหลือ: ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่และทั่วถึง
  • เปิดเผยข้อมูล: ชี้แจงสถานการณ์ที่แท้จริงให้ประชาชนทราบอย่างชัดเจน
  • เตรียมพร้อม: เตรียมแผนรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ควรเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก พรรคไทยก้าวใหม่พร้อมที่จะสนับสนุนและร่วมมือกับทุกฝ่ายในการแก้ไขปัญหานี้

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การที่พรรคไทยก้าวใหม่ จี้รัฐบาลพูดความจริงเอาอย่างไรต่อปมรบกัมพูชา สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของประชาชนและภาคส่วนต่างๆ ในสังคม ดังนั้น รัฐบาลควรรับฟังเสียงสะท้อนเหล่านี้และดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

การที่รัฐบาลยังคงนิ่งเฉยและไม่สามารถให้ความกระจ่างเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหานี้ ทำให้ประชาชนเกิดความไม่มั่นใจและกังวลเกี่ยวกับอนาคตของประเทศ

ที่มา – พรรคไทยก้าวใหม่ จี้รัฐบาลพูดความจริงเอาอย่างไรต่อปมรบกัมพูชา ชี้กระทบชาวบ้าน โดนกดดันภาษีทรัมป์

“โรม” ซัด รัฐบาลอนุทิน ล้มเหลว โลกล้อมไทย

“รังสิมันต์ โรม” ชำแหละ ความล้มเหลวของรัฐบาลภายใต้การนำของ “อนุทิน” เปลี่ยนสถานการณ์จาก “โลกอยู่ข้างไทย” ไปสู่ “โลกล้อมไทย” หวั่น กัมพูชามีเครื่องจักรสงครามที่อาจทำให้ความขัดแย้งยืดเยื้อกว่าที่คาดไว้

เมื่อเวลา 21.59 น. วันที่ 15 ธ.ค. 2568 นายรังสิมันต์ โรม อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์เฟซบุ๊ก ว่าท่ามกลางการสู้รบ ในสงครามของฮุน เซน ที่ดูเหมือนจะลากยาวกว่าที่หลายฝ่ายประเมิน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอาวุธของฝ่ายกัมพูชาดีกว่าที่ประเมินกันไว้ ซึ่งอาจเป็นเพราะชาติมหาอำนาจบางชาติให้การสนับสนุนตามที่เคยเป็นข่าว แสดงให้เห็นว่าฝ่ายกัมพูชาเตรียมพร้อมเรื่องนี้มาเป็นอย่างดี ขณะเดียวกัน เราก็ไม่รู้อีกว่ากัมพูชาได้รับการสนับสนุนด้านงานข่าวจากใครหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นว่าความขัดแย้งระหว่างไทย–กัมพูชากำลังยกระดับอย่างน่ากังวล หากงานต่างประเทศของเราทำได้เพียง “แค่นี้” ยังไม่นับว่าพันธมิตรเก่าแก่ของประเทศไทย อย่างสหรัฐอเมริกา ก็ดูเหมือนจะไม่สนับสนุนบทบาทของไทย และยังมีท่าทีในการกดดันประเทศไทยอย่างหนัก เป็นที่ชัดเจนว่าผลการพูดคุยกับคุณอนุทินออกมาในทิศทางที่ส่งผลลบต่อประเทศไทย นี่จึงเป็นอีกครั้งที่งานต่างประเทศของเราทำได้เพียง “แค่นี้”

นายรังสิมันต์ โพสต์ว่า ทั้งอาวุธของกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นโดรนแบบกามิกาเซ่ การสนับสนุนอาวุธจากบางชาติ รวมถึงท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ออกมาในลักษณะเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องที่คาดหมายไม่ได้ ฝ่ายความมั่นคงย่อมรู้อยู่แล้วว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นนี้ แต่คำถามคือ เพราะเหตุใดรัฐบาลจึงปล่อยให้งานต่างประเทศทำได้เพียง “แค่นี้” การที่กัมพูชาเลือกใช้แท็กติกทำตัวเป็นเหยื่อเพื่อหลอกสายตาสังคมโลกและสร้างความเห็นใจ เป็นวิธีการที่หลายฝ่ายพยายามนำเสนอต่อรัฐบาลให้ระมัดระวัง โดยเฉพาะในสนามต่างประเทศซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง หากจัดการไม่ดี เราอาจกำลังสร้างมิตรให้กับฝ่ายศัตรูโดยไม่รู้ตัว (ซึ่งเป็นงานถนัดของคุณอนุทิน) การที่งานต่างประเทศได้เพียง “แค่นี้” ทำให้วันนี้กัมพูชาได้รับการสนับสนุนและสามารถกดดันประเทศไทยโดยอาศัยชาติมหาอำนาจ ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความล้มเหลวของงานต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง จนกัมพูชามีเครื่องจักรสงครามที่อาจทำให้ความขัดแย้งยืดเยื้อกว่าที่คาดไว้ ความล้มเหลวของรัฐบาลภายใต้การนำของคุณอนุทิน ได้เปลี่ยนสถานการณ์จาก “โลกอยู่ข้างไทย” ไปสู่ “โลกล้อมไทย” ผมไม่แน่ใจว่าคุณอนุทินรู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังทำอะไรอยู่

นายรังสิมันต์ ระบุอีกว่า เครื่องจักรต้องอาศัยน้ำมัน และสงครามก็มีต้นทุนสูง ที่ผ่านมาหลายฝ่ายเตือนรัฐบาลว่า หากไม่ทำลายเครือข่ายสแกมเมอร์ โดยเฉพาะที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ฮุน เซน จะมีท่อน้ำเลี้ยงสำหรับหล่อเลี้ยงสงครามอย่างไม่สิ้นสุด ระเบิดแต่ละลูกมีราคาสูง ยังไม่นับโดรน รวมถึงค่าใช้จ่ายในการติดต่อประเทศต่าง ๆ เพื่อสร้างแรงกดดันต่อประเทศไทย ทั้งหมดนี้ต้องใช้เงิน และเงินเหล่านั้นก็มาจากเงินสแกมเมอร์ที่ดูดมาจากประเทศไทย และใช้ประเทศไทยเป็นแหล่งฟอกเงิน ความล่าช้าในการปราบปรามสแกมเมอร์ การปล่อยให้ เบน สมิธ ลอยนวล ไม่มีการออกหมายจับ ไม่มีหมายแดง การกระทำเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับการช่วยเหลือเบน สมิธ คุณอนุทินพูดเองว่ารู้จัก แต่ไม่สนิท ทว่ารู้มากพอว่าคนแบบนี้ไม่ควรให้สัญชาติ ถ้ารู้ขนาดนี้ เหตุใดจึงไม่รีบจัดการตั้งแต่ก่อนที่เขาจะออกไปอยู่ต่างประเทศ และอย่าลืมว่า เบน สมิธ คือที่ปรึกษาของฮุน เซน เขาเชี่ยวชาญการเล่นกลทางการเงิน การที่เขามาอยู่เมืองไทย เขาทำงานให้ใคร และมีเครือข่ายชนชั้นนำจำนวนมากเป็นพวกพ้อง แบบนี้ไม่เท่ากับว่าทุนเทากำลังยึดประเทศไทยจากใจกลางเมืองหลวง โดยที่คุณอนุทินกำลังบกพร่องต่อหน้าที่อยู่หรือไม่

“ยิ่งไปกว่านั้น ยังปล่อยให้รัฐมนตรีสายเทาที่สนิทชิดเชื้อกับนายเบน สมิธ มีอำนาจใหญ่คับฟ้า คนเหล่านี้มีบทบาทไม่ต่างอะไรกับการช่วยทุนเทายึดประเทศ แล้วคุณอนุทินได้ทำอะไรบ้าง คุณธรรมนัสเคยให้ข้อมูลผ่านสื่อว่าใครบ้างที่รู้จักกับนายเบน สมิธ จนถึงตอนนี้ การสอบสวนไปถึงไหนแล้ว หากสุดท้ายรัฐบาลนี้อุ้มชูโจร และไม่จัดการกับโจร เราควรเรียกรัฐบาลนี้ว่าอย่างไร สุดท้ายนี้ เราคงไม่สามารถพึ่งพารัฐบาลนี้ได้อีกต่อไป ก็ได้แต่หวังว่า ปปง. ก.ล.ต. รวมไปถึงองค์กรตำรวจ จะทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด เพื่อให้ประชาชนยังเหลือความหวังในการเอาชนะศึกครั้งนี้ด้วยเถอะครับ”

“โรม” ซัด รัฐบาลอนุทิน ล้มเหลว โลกล้อมไทย

วิเคราะห์สถานการณ์ “โรม” ซัด รัฐบาลอนุทิน ล้มเหลว โลกล้อมไทย

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาและความท้าทายที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ การที่นายรังสิมันต์ โรม ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของประชาชนต่อสถานการณ์ปัจจุบัน และความไม่ไว้วางใจต่อการบริหารงานของรัฐบาล

การที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับสภาวะ “โรม” ซัด รัฐบาลอนุทิน ล้มเหลว โลกล้อมไทย นั้น เป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะหมายถึงการที่ประเทศไทยกำลังเสียเปรียบในเวทีโลก และอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศในระยะยาว

ดังนั้น การแก้ไขสถานการณ์ “โรม” ซัด รัฐบาลอนุทิน ล้มเหลว โลกล้อมไทย จึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก โดยจะต้องดำเนินการอย่างจริงจังและโปร่งใส เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นจากประชาชนและนานาชาติ

“รังสิมันต์ โรม” ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลอนุทินอย่างหนักหน่วง โดยระบุว่าความล้มเหลวในการบริหารจัดการด้านต่างประเทศ ทำให้สถานการณ์ของประเทศไทยเปลี่ยนจาก “โลกอยู่ข้างไทย” กลายเป็น “โลกล้อมไทย” ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง

สิ่งที่น่าสนใจคือ ประเด็นที่นายรังสิมันต์ โรม ยกขึ้นมานั้น สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างในการบริหารจัดการประเทศของรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การขาดประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ การปล่อยปละละเลยปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน และการไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน

การออกมาวิพากษ์วิจารณ์ของนายรังสิมันต์ โรม ในครั้งนี้ จึงเป็นเหมือนสัญญาณเตือนให้รัฐบาลตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และเร่งแก้ไขสถานการณ์ก่อนที่จะสายเกินไป เพราะหากปล่อยให้สถานการณ์ “โรม” ซัด รัฐบาลอนุทิน ล้มเหลว โลกล้อมไทย ดำเนินต่อไป ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับวิกฤตที่รุนแรงกว่าเดิม

ที่มา – “โรม” ซัด รัฐบาลอนุทิน ล้มเหลว เปลี่ยนจากโลกอยู่ข้างไทยเป็นโลกล้อมไทย

สถานทูตจีน เร่งไกล่เกลี่ย ไทย-กัมพูชา

สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เร่งไกล่เกลี่ยเหตุปะทะชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา พร้อมผลักดันการหยุดยิงและฟื้นฟูสันติภาพ

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 เฟซบุ๊ก Chinese Embassy Bangkok สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความ โดยระบุถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา มีผู้นำหลายประเทศได้ติดต่อพูดคุยกับผู้นำของทั้งประเทศไทยและกัมพูชา เพื่อผลักดันให้ทั้งสองประเทศหยุดยิงโดยเร็ว แต่สถานการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชายังคงดำเนินอยู่ ในการแถลงข่าวประจำวันของกระทรวงการต่างประเทศจีนเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ได้มีผู้สื่อข่าวสอบถามถึงความเห็นของจีน และความพยายามในการผลักดันการหยุดยิง

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนตอบว่า ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านและมิตรของทั้งไทยและกัมพูชา จีนติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างใกล้ชิด และขอแสดงความเสียใจและความห่วงใยอย่างยิ่งต่อการสูญเสียและความบาดเจ็บของประชาชน

จีนย้ำว่า ไทยและกัมพูชาเป็นเพื่อนบ้านที่ไม่อาจย้ายหนีกันได้ และมีสุภาษิตโบราณที่ว่า “อยู่ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านด้วยความเป็นมิตรและมีเมตตา ถือเป็นสมบัติล้ำค่าของประเทศตนเอง” สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการหยุดยิง การยุติการสู้รบ และการคุ้มครองพลเรือน จีนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้งสองฝ่ายจะคำนึงถึงการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในพื้นที่ชายแดน รวมถึงผลประโยชน์ของประชาชนของทั้งสองประเทศ

นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จีนได้ติดต่อสื่อสารกับทั้งสองฝ่ายอย่างใกล้ชิด ผ่านช่องทางต่างๆ ในทุกระดับ โดยดำเนินการไกล่เกลี่ยและส่งเสริมการเจรจาอย่างแข็งขัน เพื่อสร้างโอกาสและเตรียมเวทีสำหรับการเจรจาระหว่างไทยและกัมพูชา จีนสนับสนุนให้ทั้งสองฝ่ายเจรจาและปรึกษาหารือโดยตรง รวมถึงสนับสนุนความพยายามในการไกล่เกลี่ยและส่งเสริมการเจรจาของอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งของมาเลเซีย และสนับสนุนการแสวงหาแนวทางแก้ไขความขัดแย้งภายใต้กรอบอาเซียนที่เป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่าย

จีนกำลังดำเนินการไกล่เกลี่ยและส่งเสริมการเจรจาอย่างเต็มที่ และจะยังคงดำเนินการต่อไปในอนาคต เพื่อแสดงบทบาทอย่างสร้างสรรค์ในการผลักดันการหยุดยิงและฟื้นฟูสันติภาพ

สถานทูตจีน เร่งไกล่เกลี่ย ไทย-กัมพูชา

จีนผลักดันการเจรจา ไทย-กัมพูชา

จากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา ท่าทีของจีนในการเข้ามาเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย ถือเป็นความพยายามที่น่าจับตามอง ซึ่งอาจนำไปสู่การคลี่คลายสถานการณ์ได้ในอนาคต การที่จีนแสดงบทบาทในฐานะมิตรประเทศของทั้งสองฝ่าย แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การเจรจาโดยตรงระหว่างไทยและกัมพูชา ถือเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหา ซึ่งการสนับสนุนจากอาเซียน และการไกล่เกลี่ยจากจีน จะช่วยสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการพูดคุยและหาทางออกร่วมกันได้ การหยุดยิงและการยุติความรุนแรงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดน

สถานทูตจีนได้แสดงบทบาทที่แข็งขันในการสถานทูตจีน เร่งไกล่เกลี่ย ไทย-กัมพูชา โดยหวังว่าความพยายามนี้จะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนในที่สุด

สถานทูตจีน เร่งไกล่เกลี่ย ไทย-กัมพูชา และแสดงเจตจำนงที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง การให้ความสำคัญกับการพูดคุยและการเจรจา ถือเป็นแนวทางที่สร้างสรรค์ และเป็นสิ่งที่นานาชาติควรสนับสนุน เพื่อสร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

ที่มา – “สถานทูตจีน” เร่งไกล่เกลี่ย “ไทย-กัมพูชา” ผลักดันการหยุดยิง-ฟื้นฟูสันติภาพ

ตม.เข้ม! กัมพูชา-ต่างชาติ ฟรีวีซ่าเข้าไทย

สถานการณ์ชายแดนตึงเครียด ส่งผลให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย โดยเฉพาะผู้ที่มาจากกัมพูชาและชาติอื่นๆ ที่ได้รับสิทธิ์ฟรีวีซ่า เนื่องจากมีความกังวลว่าอาจมีกลุ่มบุคคลที่เป็นภัยต่อความมั่นคงแฝงตัวเข้ามาในประเทศ

ตม.เข้ม กัมพูชา-ต่างชาติ ฟรีวีซ่าเข้าไทย เพื่อป้องกันการแทรกซึมของกลุ่มบุคคลที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคง หลังจากมีกระแสข่าวว่าอาจมีนักรบรับจ้างพยายามใช้ช่องทางดังกล่าวเข้ามาปฏิบัติการในประเทศไทย

ตม.เข้ม กัมพูชา-ต่างชาติ ฟรีวีซ่าเข้าไทย

พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี รอง ผบช.สตม. เปิดเผยว่า ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และ สตม. มีความห่วงใยในสถานการณ์ดังกล่าว จึงได้สั่งการให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบบุคคลที่เดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะในช่วงที่มีความขัดแย้งเกิดขึ้น

มาตรการคุมเข้ม ตม. ตรวจสอบ กัมพูชา-ต่างชาติ ฟรีวีซ่าเข้าไทย

มาตรการที่สำคัญคือการตรวจสอบประวัติและพฤติการณ์ของผู้เดินทางอย่างละเอียด โดยเฉพาะกลุ่มนักรบรับจ้างจากยุโรปตะวันออกและเอเชียตอนบน รวมถึงชาวกัมพูชาที่เดินทางเข้าไทยด้วยสิทธิฟรีวีซ่า เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทำให้การเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในช่วงนี้ดูผิดปกติวิสัย

หากพบว่ามีบุคคลใดมีพฤติการณ์ที่น่าสงสัย หรืออาจเป็นภัยต่อความมั่นคง จะถูกปฏิเสธการเข้าเมืองทันที นอกจากนี้ ยังมีการประสานงานกับหน่วยงานข่าวความมั่นคงเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลต้องสงสัยอย่างใกล้ชิด

ตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา มีการปฏิเสธการเข้าเมืองไปแล้ว 185 ราย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเข้มงวดในการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ ตม. อย่างไรก็ตาม ทาง สตม. ยืนยันว่าจะพยายามดำเนินการโดยไม่กระทบต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เดินทางเข้าประเทศไทยโดยสุจริต

ผลกระทบและความท้าทาย

มาตรการคุมเข้มดังกล่าวอาจส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการตรวจคนเข้าเมือง โดยเฉพาะที่สนามบินสุวรรณภูมิในช่วงเวลาที่มีเที่ยวบินหนาแน่น แต่ทางเจ้าหน้าที่ ตม. ได้พยายามจัดกำลังพลเต็มอัตราเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เดินทางให้มากที่สุด คาดว่าระยะเวลาในการรอคิวจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อการเดินทางของคนไทย

ข้อแนะนำสำหรับผู้เดินทาง

  • ตรวจสอบเอกสารการเดินทางให้พร้อม
  • เตรียมข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ในการเดินทางให้ชัดเจน
  • ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบ
  • เผื่อเวลาในการเดินทางมากขึ้น

สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนส่งผลให้ ตม. ต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบบุคคลที่เดินทางเข้าประเทศไทย เพื่อป้องกันภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น แม้มาตรการดังกล่าวอาจสร้างความไม่สะดวกบ้าง แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของประเทศ

การดำเนินการของ ตม. เป็นไปตามสถานการณ์และความจำเป็น เพื่อรักษาความปลอดภัยของประเทศ การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ที่มา – ตม.เข้ม กัมพูชา-ต่างชาติ ฟรีวีซ่าเข้าไทย หวั่นเป็นทหารรับจ้าง ปฏิเสธเข้าเมืองแล้ว 185 ราย

กัมพูชาย้ำ บินเข้าออกไทยได้ปกติ แม้ปิดด่านบก

กัมพูชาย้ำว่า เที่ยวบินระหว่างกัมพูชาและไทยยังคงให้บริการตามปกติ แม้รัฐบาลกัมพูชาจะสั่งระงับการเดินทางผ่านด่านพรมแดนทางบกทั้งหมด ท่ามกลางสถานการณ์สู้รบอย่างต่อเนื่องตามแนวชายแดน

วันที่ 15 ธันวาคม 2568 โฆษกสำนักเลขาธิการการบินพลเรือนแห่งรัฐกัมพูชาแถลงว่า เที่ยวบินเส้นทางพนมเปญ–เสียมราฐ–กรุงเทพฯ ยังดำเนินการตามปกติ และเปิดให้บริการแก่ผู้โดยสารทุกสัญชาติ โดยย้ำว่าคำสั่งระงับการเดินทางผ่านด่านพรมแดนทางบก เป็นการจำกัดเฉพาะด่านพรมแดนทางบกเท่านั้น ไม่กระทบต่อการเดินทางทางอากาศ

การชี้แจงมีขึ้นหลังจากกระทรวงมหาดไทยกัมพูชาออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. ประกาศระงับการเดินทางผ่านด่านกัมพูชา-ไทย เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและชาวต่างชาติ ส่งผลให้เกิดความกังวล โดยเฉพาะในฝั่งรัฐบาลไทย

อย่างไรก็ตาม โฆษกฯ ยืนยันว่า กัมพูชาไม่มีเจตนาขัดขวางการเดินทางกลับประเทศของพลเมืองไทย และการเดินทางทางอากาศยังคงเปิดตามพันธกรณีระหว่างประเทศทุกประการ โดยอ้างคำแถลงของสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ที่ขอให้ประชาชนทั้งสองประเทศหลีกเลี่ยงพื้นที่ชายแดน เนื่องจากยังมีความเสี่ยงด้านความมั่นคง พร้อมกล่าวอ้างว่ากองทัพไทยมีการใช้เครื่องบินรบโจมตีหลายพื้นที่

พร้อมกันนี้ระบุว่า รัฐบาลกัมพูชาจะคุ้มครองความปลอดภัยของชาวไทยที่พำนักอยู่ในประเทศ ขณะเดียวกันแนะนำให้แรงงานกัมพูชาในไทยชะลอการเดินทางกลับ จนกว่าสถานการณ์ชายแดนจะคลี่คลาย.

กัมพูชาย้ำ ยังบินเข้า-ออกไทยได้ตามปกติ แม้ปิดด่านบก

จากสถานการณ์ชายแดนที่ตึงเครียด ทำให้หลายคนกังวลเกี่ยวกับการเดินทางระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา แต่ล่าสุดมีข่าวดีคือ กัมพูชาย้ำว่าการเดินทางทางอากาศยังคงเป็นไปได้ตามปกติ แม้ว่าด่านพรมแดนทางบกจะถูกปิดชั่วคราวก็ตาม ข่าวนี้ช่วยคลายความกังวลให้กับนักท่องเที่ยวและผู้ที่จำเป็นต้องเดินทางระหว่างสองประเทศได้มากทีเดียว

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ กัมพูชาย้ำ ยังบินเข้า-ออกไทยได้ตามปกติ แม้ปิดด่านบก

โฆษกสำนักเลขาธิการการบินพลเรือนแห่งรัฐกัมพูชาได้ออกมาแถลงอย่างชัดเจนว่า เที่ยวบินระหว่างพนมเปญ เสียมราฐ และกรุงเทพฯ ยังคงเปิดให้บริการตามปกติสำหรับผู้โดยสารทุกสัญชาติ นั่นหมายความว่า หากคุณวางแผนจะเดินทางไปกัมพูชา หรือจากกัมพูชามายังประเทศไทย คุณยังสามารถใช้บริการเที่ยวบินได้โดยไม่มีปัญหา

การระงับการเดินทางผ่านด่านพรมแดนทางบกนั้นมีจุดประสงค์เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและชาวต่างชาติ เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกัมพูชายืนยันว่า พวกเขาไม่มีเจตนาที่จะขัดขวางการเดินทางกลับประเทศของพลเมืองไทย และพร้อมที่จะอำนวยความสะดวกในการเดินทางทางอากาศอย่างเต็มที่

นอกจากนี้ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้ขอให้ประชาชนของทั้งสองประเทศหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่ชายแดนในช่วงนี้ เพื่อความปลอดภัยส่วนบุคคล และรัฐบาลกัมพูชายังให้คำมั่นว่าจะดูแลความปลอดภัยของชาวไทยที่อาศัยอยู่ในกัมพูชาอีกด้วย

สำหรับแรงงานชาวกัมพูชาที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย ทางรัฐบาลกัมพูชาแนะนำให้ชะลอการเดินทางกลับประเทศไปก่อน จนกว่าสถานการณ์ชายแดนจะคลี่คลายลง เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

ข่าวนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ควรทราบสำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาในช่วงนี้ แม้ว่าการเดินทางทางบกอาจไม่สะดวก แต่การเดินทางทางอากาศยังคงเป็นทางเลือกที่เปิดกว้าง และได้รับการยืนยันจากรัฐบาลกัมพูชาแล้ว

ดังนั้น หากคุณมีแผนที่จะเดินทาง อย่าลืมตรวจสอบข้อมูลเที่ยวบินและสถานการณ์ล่าสุดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การเดินทางของคุณเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย

สำหรับใครที่กำลังวางแผนเดินทางเข้าออกประเทศไทยและกัมพูชาในช่วงนี้ อย่าลืมอัปเดตข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน และตรวจสอบรายละเอียดของเที่ยวบินก่อนเดินทางเสมอ เพื่อให้การเดินทางของคุณเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยนะคะ ข่าวที่ กัมพูชาย้ำ เรื่องการบินเข้าออกไทยได้ตามปกติ ถือเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้เราวางแผนการเดินทางได้ดียิ่งขึ้น

ที่มา – กัมพูชาย้ำ ยังบินเข้า-ออกไทยได้ตามปกติ แม้ปิดด่านบก

กองทัพเรือรับ กองบังคับการหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราดถูกโจมตีจริง

“กองทัพเรือ” ยอมรับ “กองบังคับการหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด” ถูกโจมตีจริง เพื่อสร้างสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดน

เมื่อเวลา 20.50 น. วันที่ 14 ธ.ค. 2568 ตามที่ปรากฏกระแสข่าวในสื่อและสื่อสังคมออนไลน์ กรณีกองบังคับการหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด (ฉก.นย.ตราด) ถูกโจมตีนั้น พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ขอเรียนให้ประชาชนทราบว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นความจริง โดยเป็นการกระทำของฝ่ายตรงข้ามที่แทรกซึมมาในพื้นที่ จ.ตราด และพยายามก่อวินาศกรรมต่อสถานที่สำคัญทางทหารและราชการ เพื่อสร้างสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดน

ทั้งนี้ กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ได้ดำเนินมาตรการด้านความมั่นคงอย่างเข้มงวดและรอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะดังกล่าวขึ้นซ้ำอีก โดยได้มีการ ประกาศใช้มาตรการห้ามออกนอกเคหสถานในเวลาที่กำหนดในบางพื้นที่ จัดตั้งด่านตรวจและด่านความมั่นคงในจุดสำคัญ เพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัยของที่ตั้งทางทหารและพื้นที่โดยรอบ

พล.ร.ต.ปารัช กล่าวว่า กองทัพเรือขอยืนยันว่า ขณะนี้สถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายความมั่นคง และกำลังพลทุกนายปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง รอบคอบ และยึดความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญสูงสุด ขอความร่วมมือประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากทางราชการ และหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ.

กองบังคับการหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราดถูกโจมตีจริง

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ กองบังคับการหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด ทำให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนเกิดความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน กองทัพเรือจึงได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย มาตรการเหล่านี้รวมถึงการเพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวน การตั้งด่านตรวจ และการเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ กองทัพเรือยังได้ขอความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลที่อาจเป็นประโยชน์ต่อการรักษาความมั่นคง

สถานการณ์ปัจจุบันและความคืบหน้า

ถึงแม้ว่า กองบังคับการหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด จะถูกโจมตี แต่สถานการณ์โดยรวมยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่ กองทัพเรือและหน่วยงานความมั่นคงอื่นๆ กำลังเร่งสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิดและนำตัวมาลงโทษตามกฎหมาย นอกจากนี้ ยังมีการประเมินความเสียหายและวางแผนในการปรับปรุงมาตรการรักษาความปลอดภัยให้รัดกุมยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันการโจมตีในอนาคต

สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน ควรติดตามข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ หากพบเห็นสิ่งผิดปกติหรือบุคคลที่น่าสงสัย ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศชาติ

การโจมตี กองบังคับการหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด ถือเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ และจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญกับการสนับสนุนและพัฒนากองทัพเรือ รวมถึงเสริมสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาความมั่นคงในระยะยาว จำเป็นต้องแก้ไขที่ต้นเหตุของปัญหา ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างผู้คนในทุกภาคส่วนจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ขอให้ทุกท่านร่วมกันเป็นหูเป็นตา สอดส่องดูแลความปลอดภัย และแจ้งเบาะแสที่เป็นประโยชน์ต่อเจ้าหน้าที่ เพื่อความสงบสุขของสังคมส่วนรวม

ที่มา – “กองทัพเรือ” ยอมรับ “กองบังคับการหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด” ถูกโจมตีจริง

“อนุทิน” ทำส้มตำปูปลาร้าเลี้ยงศูนย์พักพิง

นายกฯ แอบลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจประชาชนและเจ้าหน้าที่ที่ศูนย์อพยพบุรีรัมย์ ลงมือทำส้มตำปูปลาร้าและหอยทอด พร้อมร้องเพลงให้ชาวบ้านฟัง โพสต์ข้อความอันวาร์ ยืนยันไม่มีข้อตกลงหยุดยิงกับกัมพูชา

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 เวลา 16.15 น. ที่สนามช้างอารีน่า จังหวัดบุรีรัมย์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยพล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจชาวบ้านที่ศูนย์อพยพสนามช้างอารีน่า จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่จุดต่างๆ และลงมือทำหอยทอดทะเลและส้มตำปูปลาร้าให้ชาวบ้าน ให้กำลังใจทีมแพทย์ พยาบาล ที่เต็นท์ปฐมพยาบาลโรงพยาบาลบ้านกรวด เดินทักทายประชาชนที่จุดพักผ่อน โดยมีประชาชนเข้ามาสวมกอดและถ่ายภาพ

พร้อมร่วมร้องเพลง “คนสุดท้าย” ของอัสนี-วสันต์ และเพลง “ซมซาน” ของโลโซ กับนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ สร้างรอยยิ้มให้กับชาวบ้าน โดยนายกฯได้กล่าวว่า ให้คนเข้ามา การันตีเรื่องความปลอดภัย

ภายหลัง นายอนุทิน ได้ให้สัมภาษณ์ว่า เที่ยวนี้การบริหารจัดการศูนย์พักพิงดีขึ้นมาก เพราะเราได้มีปฏิบัติการในการดูแลพี่น้องประชาชนที่เข้ามาอยู่ และสามารถการันตีเรื่องของความปลอดภัย การที่ประชาชนได้อยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ก็จะทำให้เจ้าหน้าที่ทั้งทหารและตำรวจในพื้นที่ได้ตอบโต้ และปกป้องอธิปไตยของเราได้อย่างเต็มที่

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ตนทราบดีว่าทุกคนคิดถึงบ้านของตนเองกันหมด แต่ถ้าให้เลือกว่าอยากกลับบ้านหรือไม่ ทุกคนอยากกลับบ้านหมด เราก็ต้องพยายามอธิบายให้เข้าใจว่าการอยู่ในศูนย์อพยพนี้จะมีความปลอดภัยสูงสุด เราจะระดมอาหารการกิน เครื่องนุ่งห่ม เครื่องใช้ประจำวันให้รู้สึกว่าการอยู่ที่นี่ไม่ได้ห่างบ้านมา และมีจิตอาสามากมาย ที่ต้องชื่นชมสรรเสริญ เอกชน ห้างร้าน บริษัทต่างๆ นำของใช้มาให้ และเราก็พยายามที่จะมีมาตรการในทุกสถานที่พักพิง และเราได้ใช้กลไกของกระทรวงมหาดไทยมาจัดการ มีผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยแล้วก็จะมีงบประมาณในการดูแลพี่น้องประชาชน

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ตนเองได้มีการพูดคุยกับหลายๆคนให้มีความอดทนอดกลั้น เพราะการเข้าไปในพื้นที่นั้นยังอันตราย ขอให้อยู่จนกว่ารัฐบาลจะมั่นใจว่า ในพื้นที่มีความปลอดภัยแล้ว ก็จะให้ประชาชนได้กลับเข้าพื้นที่ แต่หากสถานการณ์ยังอันตรายอยู่ขอให้อยู่ที่ศูนย์พักพิงจะดีกว่า

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ นายกฯไม่ได้แจ้งกำหนดการล่วงหน้าแต่มีการไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊ก ซึ่งปรากฏว่า มีชาวกัมพูชาเข้ามาคอมเมนต์จำนวนมาก

“อนุทิน” ทำส้มตำปูปลาร้าเลี้ยงศูนย์พักพิง

นอกจากนี้ นายอนุทิน ยังโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ว่า “Dear PM Anutin My statement #DID #NOT mention ceasefire I merely said – my suggestion to cease any provocations from 10 pm. I didn’t say that both parties have agreed.”

The above statement was sent to me from Prime Minister Anwar Ibrahim yesterday. This clearly proves that there was no plan nor agreement by Thai Government to ceasefire with our enemy as of 10 pm last night. Thailand stands firm with our determination to preserve, protect and defend integrity of our land and our people at all costs.

ซึ่งข้อความดังกล่าว นายอนุทินระบุว่าเป็นข้อความที่ นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ส่งมาให้เมื่อวานนี้ ที่นายอันวาร์ ระบุว่า แถลงการณ์ของผมไม่ได้กล่าวถึงการหยุดยิง

แค่เพียงพูดว่า “ผมเสนอให้ยุติการยั่วยุใดๆ ตั้งแต่เวลา 22.00 น. เป็นต้นไป

ผมไม่ได้บอกว่าทั้งสองฝ่ายตกลงกันแล้ว”

นายอนุทิน กล่าวว่า ข้อความด้านบนเป็นข้อความที่นายอันวาร์ส่งมาให้เมื่อวานนี้ ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์แล้วว่าไม่มีแผนหรือข้อตกลงใดๆจากรัฐบาลไทยที่จะหยุดยิงกับกัมพูชาตอน 4 ทุ่มเมื่อคืนที่ผ่านมา ไทยยังคงยืนยันในการปกป้องและพิทักษ์แผ่นดินและประชาชนอย่างสุดกำลังไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม

ทำไม “อนุทิน” ต้องทำส้มตำปูปลาร้า และ หอยทอด เอง?

การที่นายอนุทินลงมือทำอาหารเลี้ยงผู้ประสบภัยด้วยตัวเอง แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความห่วงใยที่ท่านมีต่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน การทำส้มตำปูปลาร้าและหอยทอด ซึ่งเป็นอาหารที่คุ้นเคยและเป็นที่ชื่นชอบของคนไทย ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ที่ต้องพลัดพรากจากบ้านเรือนอีกด้วย

การลงพื้นที่และกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ เป็นการยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมที่จะดูแลและช่วยเหลือประชาชนในทุกสถานการณ์ และพร้อมที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็วที่สุด การทำส้มตำปูปลาร้าและหอยทอดอาจเป็นเพียงกิจกรรมเล็กๆ แต่มีความหมายที่ยิ่งใหญ่ในการสร้างความเชื่อมั่นและความหวังให้กับประชาชน

นอกจากนี้ นายอนุทินยังยืนยันถึงความปลอดภัยในพื้นที่พักพิง โดยเน้นย้ำถึงการดูแลอย่างเต็มที่จากภาครัฐและเอกชน เพื่อให้ประชาชนรู้สึกอบอุ่นใจและไม่รู้สึกว่าถูกทอดทิ้งในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ การสื่อสารที่ชัดเจนและตรงไปตรงมาของนายอนุทิน ยังเป็นการสร้างความเข้าใจและความร่วมมือจากประชาชนในการปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลกำหนดไว้ เพื่อให้การช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

การแสดงออกถึงความห่วงใยและความเข้าใจต่อความรู้สึกของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่นและความศรัทธาต่อรัฐบาล การลงมือทำส้มตำปูปลาร้าและหอยทอดของนายอนุทิน จึงเป็นมากกว่าการทำอาหาร แต่เป็นการแสดงออกถึงความรักและความห่วงใยที่ท่านมีต่อประชาชนทุกคน

ที่มา – “อนุทิน” ทำตำส้มตำปูปลาร้า-หอยทอดเลี้ยงศูนย์พักพิง โชว์ข้อความอันวาร์ ไม่มีเรื่องหยุดยิง

“สีหศักดิ์” ยัน ไทยไม่ได้ก้าวร้าว ถ้ากัมพูชาไม่พร้อมคุย

“สีหศักดิ์” ยืนยัน ไทยไม่ได้ก้าวร้าว แต่เป็นการแสดงความเข้มแข็งบนเวทีต่างประเทศ เหตุเพราะ “กัมพูชา” ไม่เคยแสดงความจริงใจให้เป็นที่ประจักษ์

วันที่ 14 ธ.ค. 2568 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงการพูดคุยสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา กับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเวียดนาม ว่า ทางเวียดนามรับทราบ ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร และเห็นการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี การคลี่คลายสถานการณ์ ซึ่งได้บอกไปว่า ขึ้นอยู่กับฝ่ายกัมพูชา ที่จะแสดงความพร้อมเมื่อไหร่ เพราะเมื่อวานยังเห็นได้ชัด ที่พูดถึงการหยุดยิง แล้ววันนี้กัมพูชาทำอะไร ก็ยังยิง BM – 21 ข้ามมาฝั่งไทย ถูกพลเรือนไทยเสียชีวิต และบาดเจ็บหลายคน พร้อมถามกลับว่า แบบนี้กัมพูชาพร้อมจะหยุดยิงหรือไม่ ดังนั้น ถ้าเราจะพูดเรื่องการหยุดยิง ต้องพูดกันด้วยความจริงใจ และเราอยากจะให้ฝ่ายสหรัฐอเมริกา ที่อยากเห็นการหยุดจริง อยากเห็นสันติภาพกลับมา ก็ต้องเข้าใจสถานการณ์อย่างแท้จริง เข้าใจความรู้สึกของคนไทย เข้าใจความรู้สึกของประเทศไทย และเหตุการณ์ทุ่นระเบิดก็เกิดขึ้นจริง ไม่ได้เป็นอุบัติเหตุ หากจะหยุดยิงต้องจริงใจต่อกัน พิสูจน์กันด้วยการกระทำ

ส่วนที่ล่าสุด นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ชี้แจงกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เกี่ยวกับการหยุดยิง นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เป็นการชี้แจงว่า อยากให้การยั่วยุทั้งหลายยุติลง ไม่ได้พูดถึงเรื่องการหยุดยิง

ขณะที่กัมพูชายกระดับตัวเองเป็นผู้ถูกกระทำ จะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบหรือไม่นั้น นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ประเทศไทยก็อยากจะคุยอย่างจริงจัง ในประเด็นที่เป็นปัญหาระหว่างกัน เพื่อหาทางออก แต่ถ้ากัมพูชาไม่พร้อมที่จะคุยสถานการณ์ก็ต้องเป็นแบบนี้ เพราะเคยพูดหลายครั้งแล้ว ว่า มีสองเส้นทาง เส้นทางหนึ่ง คือ มีความขัดแย้งมากขึ้น มีความสูญเสียมากขึ้นทั้งสองฝ่าย อีกเส้นทางหนึ่ง คือ สันติภาพ พูดคุยกัน แต่รู้สึกว่า ฝ่ายกัมพูชายังไม่ได้ตัดสินใจว่าไปเส้นทางไหน ถ้ากัมพูชายังไม่ตัดสินใจ ประเทศไทยจะไปคนเดียวได้อย่างไร ส่วนจุดไหนที่ทำให้เชื่อมั่นว่า กัมพูชาพร้อมที่จะพูดคุยนั้น ถ้าพูดถึงเรื่องการหยุดยิงก็หยุดยิงได้เลย ถูกหรือไม่ ไม่ใช่พูดถึงการหยุดยิง แล้วก็ยังยิง ซ้ำแล้วซ้ำอีก

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยังกล่าวถึงการช่วยเหลือคนไทยจากกัมพูชานั้นว่า ถ้าออกทางชายแดนไม่ได้ ตามจุดผ่านแดน โดยเฉพาะที่ปอยเปต อาจจะต้องใช้วิธีการให้เดินทางกลับด้วยเครื่องบินพาณิชย์ ซึ่งเรามีเที่ยวบินที่ไปเสียมราฐ ที่เข้าใจว่ามีวันละ 3 เที่ยวบิน ก็จะทยอยพาคนไทยที่ประสงค์จะกลับประเทศไทยผ่านทางอากาศ

นายสีหศักดิ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่ นายอันวาร์จะเรียกประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียนว่า อันดับแรกเราพร้อมที่จะไป ขึ้นอยู่กับว่าจะจัดได้หรือไม่ และขึ้นอยู่กับประเทศอื่นว่า พร้อมที่จะไปด้วยหรือไม่ คิดว่าเรื่องที่สำคัญแบบนี้ การประชุมออนไลน์ไม่ทำให้สามารถคุยกันลงลึกอย่างแท้จริง ซึ่งเราก็มีความพร้อมที่จะไปพูดคุยในประเด็นที่เป็นปัญหาจริง ๆ เบื้องต้นได้พูดคุยถึงวันที่ประเทศไทยสะดวก เร็วที่สุดจะเป็นวันที่ 16 ธันวาคมนี้ ซึ่งเราก็พร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่ และได้ให้วันไป แต่ตอนนี้ยังตกลงกันไม่ได้เรื่องวัน ยังต้องดูอีกที และอาจจะไม่ได้ไปประชุมที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยเราได้เสนอให้ไปประชุมที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของอาเซียน

สำหรับกรณีที่กองทัพต้องการให้กระทรวงการต่างประเทศช่วยชี้แจงประชาคมโลก ภายหลังตรวจพบสมุดจดบันทึกพิกัดการวางทุ่นระเบิดของทหารกัมพูชานั้น นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ได้ชี้แจงมาตลอดในทุกโอกาสและทุกเวทีก็นำประเด็นนี้ไปชี้แจง เช่น ในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ที่นครเจนีวา ก็ได้พูดถึงกรณีที่ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดถึง 7 ครั้ง และได้เสนอในแง่ของถ้อยแถลง นำเสนอวิดีโอคลิปซึ่งทำมาในทุกเวที

ส่วนการที่กัมพูชาเริ่มกลับมาโจมตีพื้นที่พลเรือน จะยกระดับการชี้แจงตอบโต้อะไรเพิ่มเติมมากกว่าการประณาม นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของฝ่ายทหารในการดำเนินการ ซึ่งฝ่ายทหารรู้ว่าจะต้องทำอย่างไร ในส่วนการปฏิบัติการทางการทูตก็พร้อมสนับสนุนการปฏิบัติการทางทหาร การยกระดับอะไรต่าง ๆ คงเป็นเรื่องของฝ่ายทหาร

“สีหศักดิ์” ยืนยัน ไทย ไม่ได้ก้าวร้าว ถ้า “กัมพูชา” ไม่พร้อมพูดคุย ก็ต้องเป็นแบบนี้

ขณะเดียวกัน มีหลายฝ่ายกังวลว่า ท่าทีที่แข็งกร้าวของไทย จะทำให้นานาชาติมองไทยเป็นผู้เล่นที่ก้าวร้าวหรือไม่ นายสีหศักดิ์ ระบุว่า ตนเองไม่คิดว่าเราก้าวร้าว เรามีท่าทีที่ปกป้องผลประโยชน์ และไม่ได้คิดว่าเราตั้งใจที่จะมามีท่าทีที่แข็งกร้าวเกินความจำเป็น ซึ่งเราต้องปกป้องผลประโยชน์ของเราอย่างเต็มที่อยู่แล้ว คงไม่ใช่ท่าทีที่ก้าวร้าว การที่ทหารไทยต้องสูญเสียขา แล้วเราออกมาแสดงท่าทีที่เข้มแข็งในเวทีระหว่างประเทศ เป็นการก้าวร้าวหรือไม่ ซึ่งก็ไม่ได้ก้าวร้าว

ทำไม “สีหศักดิ์” ยืนยัน ไทยไม่ได้ก้าวร้าว?

จากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้หลายฝ่ายจับตามองท่าทีของประเทศไทย ล่าสุด นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า “สีหศักดิ์” ยืนยัน ไทยไม่ได้ก้าวร้าว หากกัมพูชาไม่พร้อมที่จะพูดคุยอย่างจริงใจ

นายสีหศักดิ์เน้นย้ำว่า การแสดงออกของไทยในเวทีระหว่างประเทศ เป็นการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และตอบโต้การกระทำที่ไม่เป็นธรรมจากฝ่ายกัมพูชา การที่ทหารไทยต้องบาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์ทุ่นระเบิด เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และประเทศไทยจำเป็นต้องแสดงจุดยืนที่ชัดเจนเพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน

นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์ยังกล่าวถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี โดยเสนอให้มีการพูดคุยอย่างตรงไปตรงมาระหว่างทั้งสองฝ่าย อย่างไรก็ตาม การเจรจาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อกัมพูชาแสดงความจริงใจและพร้อมที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ทำร่วมกัน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การพูดคุยและการเจรจาด้วยความจริงใจเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่ความเข้าใจและแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน การที่ “สีหศักดิ์” ยืนยัน ไทยไม่ได้ก้าวร้าว เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ประเทศไทยพร้อมที่จะปกป้องผลประโยชน์ของชาติ แต่ก็พร้อมที่จะเจรจาเพื่อสันติภาพเช่นกัน

ถึงแม้ว่าสถานการณ์จะยังคงมีความท้าทาย แต่การรักษาความอดทนและการแสวงหาแนวทางแก้ไขโดยสันติวิธี จะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาในระยะยาว การที่ “สีหศักดิ์” ยืนยัน ไทยไม่ได้ก้าวร้าว คือการตอกย้ำถึงความตั้งใจของไทยในการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์

ที่มา – “สีหศักดิ์” ยืนยัน ไทย ไม่ได้ก้าวร้าว ถ้า “กัมพูชา” ไม่พร้อมพูดคุย ก็ต้องเป็นแบบนี้

กองทัพบกยึดขีปนาวุธต่อต้านรถถัง GAM-102LR บนเนิน 500

“กองทัพบก” ยืนยัน ทหารไทยยึด “ขีปนาวุธ” ต่อต้านรถถังนำวิถี GAM-102LR ได้จากทหารกัมพูชา บนเนิน 500 เป็นจำนวนมาก

วันที่ 14 ธ.ค. 2568 มีรายงานว่า “กองทัพบก” ยืนยันทหารไทยสามารถยึดระบบขีปนาวุธต่อต้านรถถังนำวิถี GAM-102LR ยุคที่ 5 รุ่น GAM-102LR สัญชาติจีนจากทหารกัมพูชา บนเนิน 500 ได้เป็นจำนวนมาก นับเป็นความสำเร็จในการป้องกันชายแดนและความมั่นคงของชาติ

สำหรับขีปนาวุธต่อต้านรถถังนำวิถี (ATGM) ยุคที่ 5 เป็นระบบนำวิถีที่มีความสามารถทันสมัยและตอบสนองทั้งงานต่อต้านรถถังและการโจมตีเป้าหมายยุทโธปกรณ์อื่นๆ ระบบรุ่นใหม่ที่มีฟีเจอร์ครบทั้งความแม่นยำสูงและความยืดหยุ่นในการใช้งานระยะยิง มาตรฐาน 6-10 กิโลเมตร ขีปนาวุธดังกล่าวเป็นอาวุธที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อช่วงต้นปีนี้ และถือเป็นการค้นพบอาวุธหนักและทันสมัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในแนวรบ

ทั้งนี้ ขีปนาวุธต่อต้านรถถังนำวิถี (ATGM) ยุคที่ 5 ผลิตโดยประเทศจีน โดยบริษัทหลัก Poly Defence (สาย GAM/Bolas) ใช้ได้ทั้งโดยการบุกทางยุทธวิธีของทหารและติดตั้งบนยานพาหนะ โดยคาดว่าฐานกัมพูชายังไม่มีความชำนาญในการใช้ ประกอบกับกำลังทหารฝ่ายไทยได้เข้าโจมตีและยึดพื้นที่ได้ก่อนจึงได้ทิ้งของดังกล่าวแล้วหลบหนีไป

กองทัพบกยึดขีปนาวุธต่อต้านรถถัง GAM-102LR บนเนิน 500

การยึดขีปนาวุธต่อต้านรถถังนำวิถี GAM-102LR ในครั้งนี้นับเป็นความสำเร็จที่สำคัญของกองทัพบกในการรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศชาติ การมีระบบอาวุธที่ทันสมัยถือเป็นสิ่งจำเป็นในการป้องกันภัยคุกคามจากภายนอก และการที่ทหารไทยสามารถยึดอาวุธดังกล่าวได้ แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความสามารถของกองทัพในการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ

รายละเอียดเกี่ยวกับขีปนาวุธต่อต้านรถถัง GAM-102LR

ขีปนาวุธต่อต้านรถถังนำวิถี GAM-102LR เป็นอาวุธยุคใหม่ที่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีความแม่นยำสูง และมีระยะยิงที่ไกล ทำให้สามารถโจมตีเป้าหมายได้จากระยะที่ปลอดภัย นอกจากนี้ ยังมีความยืดหยุ่นในการใช้งาน สามารถติดตั้งบนยานพาหนะหรือใช้โดยทหารราบ ทำให้เป็นอาวุธที่มีประสิทธิภาพในการต่อต้านรถถังและเป้าหมายอื่นๆ

  • ประเภท: ขีปนาวุธต่อต้านรถถังนำวิถี (ATGM)
  • รุ่น: GAM-102LR
  • ยุค: 5
  • สัญชาติ: จีน
  • ผู้ผลิต: Poly Defence (สาย GAM/Bolas)
  • ระยะยิง: 6-10 กิโลเมตร

ในการปฏิบัติการครั้งนี้ กองทัพบกได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความสามารถในการปกป้องประเทศชาติ การยึดขีปนาวุธต่อต้านรถถัง GAM-102LR ได้สำเร็จนั้น เป็นผลมาจากการฝึกฝนและการเตรียมความพร้อมอย่างดีของทหารไทย รวมทั้งการมีข่าวกรองที่แม่นยำ ทำให้สามารถเข้าปฏิบัติการได้อย่างทันท่วงที

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีกองทัพที่แข็งแกร่งและมีความพร้อมในการเผชิญกับภัยคุกคามต่างๆ การลงทุนในเทคโนโลยีและอาวุธที่ทันสมัย รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ถือเป็นสิ่งจำเป็นในการรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศชาติ

การที่กองทัพบกยึดขีปนาวุธต่อต้านรถถัง GAM-102LR ได้สำเร็จในครั้งนี้ เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสามารถและความมุ่งมั่นของกองทัพในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และเป็นสัญญาณเตือนไปยังผู้ที่คิดจะเข้ามาคุกคามความมั่นคงของประเทศไทยว่า กองทัพไทยมีความพร้อมที่จะตอบโต้ทุกรูปแบบ

ที่มา – “กองทัพบก” ยืนยันยึด “ขีปนาวุธ” ต่อต้านรถถังนำวิถี GAM-102LR ได้บนเนิน 500

Scroll to top