ไทยปะทะกัมพูชา

รัฐบาลชวน บริจาคโลหิต ช่วยโรงพยาบาลชายแดน

รัฐบาลเชิญชวนประชาชนร่วมบริจาคโลหิต สำรองช่วยโรงพยาบาลแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ให้เพียงพอต่อการรักษาผู้ได้รับผลกระทบทุกกลุ่ม

จากสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ทำให้โรงพยาบาลในพื้นที่ต้องการสำรองโลหิตอย่างเร่งด่วน เพื่อให้เพียงพอต่อการรักษาผู้ได้รับผลกระทบทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นผู้บาดเจ็บ ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยติดเตียง ดังนั้น การบริจาคโลหิตจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในช่วงเวลานี้

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงความจำเป็นในการสำรองโลหิต และขอความร่วมมือจากประชาชนในการร่วมบริจาคโลหิต เพื่อช่วยเหลือโรงพยาบาลที่ต้องดูแลผู้ป่วยจำนวนมาก

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ได้แจ้งความต้องการสำรองโลหิตเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนโรงพยาบาลในพื้นที่ชายแดน จึงขอเชิญชวนประชาชนที่มีสุขภาพแข็งแรง มาร่วมบริจาคโลหิตได้ทันทีที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ถ.อังรีดูนังต์ โดยมีรายละเอียดการเปิดให้บริการดังนี้

  • วันจันทร์–ศุกร์ เวลา 07.30–19.30 น.
  • วันเสาร์–อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 08.30–15.30 น.

ศูนย์บริการโลหิตฯ สามารถรองรับผู้บริจาคได้วันละกว่า 1,500 คน เพื่อความสะดวกและลดความแออัด ขอแนะนำให้ผู้บริจาคลงทะเบียนจองคิวล่วงหน้าได้ที่ https://bdbooking.redcross.or.th/ เพื่อความรวดเร็วและลดระยะเวลารอคอย

เนื่องจากปัจจุบันมีการก่อสร้างอาคารและปรับปรุงพื้นที่บริเวณศูนย์บริการโลหิต ถ.อังรีดูนังต์ ทำให้ที่จอดรถมีจำนวนจำกัด จึงขอความร่วมมือผู้ที่เดินทางมาบริจาคโลหิต ใช้บริการรถสาธารณะ เพื่อความสะดวกในการเดินทาง

สำหรับผู้ที่อยู่ต่างจังหวัด ท่านสามารถร่วมบริจาคโลหิตได้ที่ภาคบริการโลหิตแห่งชาติทั้ง 11 แห่งทั่วประเทศ และหน่วยบริการโลหิตประจำจังหวัดต่างๆ เช่น นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ ลพบุรี ราชบุรี ชลบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครศรีธรรมราช และภูเก็ต ร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยการบริจาคโลหิต

รัฐบาลเชิญชวนประชาชนร่วมบริจาคโลหิต สำรองช่วยโรงพยาบาลแนวชายแดนไทย–กัมพูชา

ทำไมการบริจาคโลหิตจึงสำคัญในช่วงนี้?

การบริจาคโลหิตในครั้งนี้คือการ “ช่วยชีวิต” อย่างแท้จริง และเป็นพลังสำคัญในการสนับสนุนภารกิจของโรงพยาบาลชายแดนในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินเช่นนี้ โลหิตที่ท่านบริจาคจะถูกนำไปใช้ในการรักษาผู้บาดเจ็บ ช่วยชีวิตผู้ป่วย และเป็นส่วนสำคัญในการดูแลสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

นอกจากนี้ การบริจาคโลหิตยังเป็นการแสดงออกถึงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และความสามัคคีของคนในชาติ ในยามที่ประเทศชาติต้องการความช่วยเหลือ การเสียสละโลหิตเพียงเล็กน้อยของท่าน สามารถสร้างความแตกต่างอย่างยิ่งใหญ่ให้กับชีวิตของผู้อื่นได้

ดังนั้น ขอเชิญชวนประชาชนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือพี่น้องไทยอย่างเต็มกำลัง สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02 256 4300 มาร่วมกันสร้างสังคมที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

การบริจาคโลหิต คือการให้ที่ยิ่งใหญ่ เพราะเป็นการให้ชีวิต

ที่มา – รัฐบาลเชิญชวนประชาชนร่วมบริจาคโลหิต สำรองช่วยโรงพยาบาลแนวชายแดนไทย–กัมพูชา

สดุดีวีรชน! ส.อ.พชร แย้มแตงอ่อน กลับลพบุรี

ความสูญเสียครั้งใหญ่ของชาติ! สดุดีทหารกล้า “ส.อ.พชร แย้มแตงอ่อน” ผู้เสียสละชีพเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ บริเวณช่องอานม้า ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังจากการโจมตีด้วยจรวด BM-21 จากฝั่งกัมพูชา เตรียมนำร่างอันกล้าหาญกลับสู่บ้านเกิดที่จังหวัดลพบุรี เพื่อให้ครอบครัวและญาติมิตรได้ประกอบพิธีทางศาสนา

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 08.13 น. ที่ผ่านมา (12 ธันวาคม) เมื่อกัมพูชาได้ยิงจรวด BM-21 จำนวน 3 ชุด เข้าใส่เนิน 677 ทำให้ ส.อ.พชร แย้มแตงอ่อน สังกัด รพศ.1 พัน.2 ตำแหน่ง พนง.วิทยุ ถูกสะเก็ดระเบิดเข้าที่ศีรษะ และเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ สร้างความเศร้าสลดใจแก่เพื่อนทหารและผู้บังคับบัญชาเป็นอย่างยิ่ง

นอกจาก สดุดีทหารกล้า “ส.อ.พชร แย้มแตงอ่อน” แล้ว ยังมีทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เดียวกัน ได้แก่ ส.ท.พีรภัทร เจนจบ สังกัด รพศ.1 พัน.1 ถูกยิงที่แขนซ้าย และ ส.อ.สุรศักดิ์ สระแสง สังกัด รพศ.1 พัน.2 ถูกสะเก็ดระเบิดเข้าที่เบ้าตา ทั้งสองนายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อรับการรักษาอย่างเร่งด่วน

ร่างของ สดุดีทหารกล้า “ส.อ.พชร แย้มแตงอ่อน” ได้ถูกเคลื่อนย้ายจากโรงพยาบาลสนามไปยังแผนกนิติเวช โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อเวลา 13.20 น. เพื่อดำเนินการชันสูตรตามขั้นตอนทางกฎหมาย

สดุดีทหารกล้า “ส.อ.พชร แย้มแตงอ่อน”

หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการชันสูตรแล้ว ร่างของ ส.อ.พชร แย้มแตงอ่อน จะถูกนำไปบำเพ็ญกุศล ณ พุทธสถานมณฑลทหารบกที่ 22 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อให้เพื่อนทหารและประชาชนทั่วไปได้ร่วมไว้อาลัย ก่อนที่จะเคลื่อนย้ายกลับไปยังบ้านเกิดที่จังหวัดลพบุรี เพื่อประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป

กำหนดการเคลื่อนย้ายร่าง ส.อ.พชร แย้มแตงอ่อน

  • เคลื่อนย้ายร่างจากโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ไปยังพุทธสถานมณฑลทหารบกที่ 22
  • ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศล ณ พุทธสถานมณฑลทหารบกที่ 22
  • เคลื่อนย้ายร่างกลับบ้านเกิดที่จังหวัดลพบุรี (วันและเวลาจะแจ้งให้ทราบต่อไป)

เหตุการณ์ในครั้งนี้ถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของกองทัพไทย และเป็นเครื่องเตือนใจให้เห็นถึงความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของทหารกล้า ผู้พร้อมที่จะพลีชีพเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย ให้รอดพ้นจากภัยคุกคามทั้งปวง ขอสดุดีและไว้อาลัยต่อ สดุดีทหารกล้า “ส.อ.พชร แย้มแตงอ่อน” และขอเป็นกำลังใจให้แก่ครอบครัวและญาติมิตรของผู้เสียชีวิต

เหตุการณ์ความรุนแรงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในอดีต ได้สร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของทั้งสองฝ่าย การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจา จึงเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เศร้าสลดเช่นนี้ขึ้นอีก

ขอให้ดวงวิญญาณของ ส.อ.พชร แย้มแตงอ่อน สู่สุคติ และขอให้ครอบครัวของท่านเข้มแข็ง ก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้านี้ไปให้ได้

ที่มา – สดุดีทหารกล้า “ส.อ.พชร แย้มแตงอ่อน” เตรียมนำร่างเดินทางกลับบ้านเกิดที่ จ.ลพบุรี

ชาวบ้านสร้างหลุมหลบภัยแทนอพยพ ฝากทหารเป็นของขวัญปีใหม่

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในพื้นที่ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ยังคงตึงเครียด แม้จะมีศูนย์พักพิงสำหรับผู้ที่ต้องการอพยพ แต่ชาวบ้านบางส่วนเลือกที่จะ “ชาวบ้านสร้างหลุมหลบภัยแทนอพยพ” พวกเขาลงทุนสร้างบังเกอร์หลุมหลบภัยส่วนตัว เพื่อใช้เป็นที่กำบังในกรณีฉุกเฉิน แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยในทรัพย์สินและความมุ่งมั่นที่จะปกป้องบ้านเกิดของตนเอง

ชาวบ้านสร้างหลุมหลบภัยแทนอพยพ

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม้จะยังได้ยินเสียงปืนดังจากชายแดนสุรินทร์เป็นระยะ แต่ชาวบ้านใน อ.บ้านกรวดจำนวนหนึ่งตัดสินใจที่จะไม่ทิ้งบ้าน พวกเขาลงทุนซื้อท่อซีเมนต์ จ้างรถแบคโฮ และรถบรรทุก 6 ล้อ เพื่อขุดหลุมหลบภัยในบริเวณบ้านของตนเอง นอกจากนี้ ยังเตรียมพร้อมขนย้ายสิ่งของจำเป็นใส่รถยนต์ส่วนตัว เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเลวร้ายลง

นายพล นนทบท ชาวบ้านวัย 52 ปี จาก อ.บ้านกรวด เปิดเผยว่า เขาไม่สะดวกที่จะอพยพไปยังศูนย์พักพิง จึงตัดสินใจสร้างบังเกอร์หลุมหลบภัย เพื่อเป็นที่หลบภัยสำหรับตนเองและเพื่อนบ้าน “ชาวบ้านสร้างหลุมหลบภัยแทนอพยพ” เป็นการป้องกันไว้ก่อน หากสถานการณ์ไม่รุนแรงก็ถือว่าเป็นเรื่องดีไป

ในหมู่บ้านของนายพล มีชาวบ้านอพยพไปยังศูนย์พักพิงกว่า 70% แต่เขาและเพื่อนบ้านที่เหลือเลือกที่จะอยู่ต่อ เพื่อดูแลทรัพย์สินและช่วยผู้นำชุมชน รวมถึง ชรบ. รักษาความปลอดภัยให้กับหมู่บ้าน การตัดสินใจ “ชาวบ้านสร้างหลุมหลบภัยแทนอพยพ” แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและความเสียสละของคนในชุมชน

ความสำคัญของหลุมหลบภัยที่ชาวบ้านสร้างขึ้น

การที่ชาวบ้านตัดสินใจสร้างหลุมหลบภัยด้วยตนเอง สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกไม่มั่นคงและความกังวลต่อสถานการณ์ชายแดน พวกเขาต้องการที่จะพึ่งพาตนเองและเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น หลุมหลบภัยเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ที่กำบัง แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความเข้มแข็งและความสามัคคีของชุมชนอีกด้วย

  • การเตรียมพร้อม: หลุมหลบภัยช่วยให้ชาวบ้านมีสถานที่ปลอดภัยในกรณีฉุกเฉิน
  • ความอุ่นใจ: การมีหลุมหลบภัยทำให้ชาวบ้านรู้สึกอุ่นใจและมั่นใจมากขึ้น
  • การพึ่งพาตนเอง: การสร้างหลุมหลบภัยด้วยตนเองแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการพึ่งพาตนเอง

นอกจากนี้ ชาวบ้านยังได้ฝากกำลังใจไปยังทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แนวหน้า ขอให้ทหารทุกนายสู้เพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ และหวังว่าสถานการณ์จะไม่ยืดเยื้อเกินไปนัก พวกเขาปรารถนาให้ทหารไทยได้รับชัยชนะกลับมา เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับคนไทยทั้งประเทศ เพื่อให้ทุกคนได้ร่วมเฉลิมฉลองปีใหม่ด้วยกันอย่างมีความสุข

สิ่งที่ชาวบ้านทำนั้น แสดงถึงความรักชาติและความห่วงใยต่อกองทัพที่เสียสละ พวกเขาไม่ได้เพียงแค่ปกป้องตนเอง แต่ยังส่งกำลังใจให้ทหารหาญที่ปกป้องประเทศชาติอีกด้วย สิ่งที่ “ชาวบ้านสร้างหลุมหลบภัยแทนอพยพ” ไม่ใช่แค่ที่หลบภัย แต่มันคือสัญลักษณ์ของความกล้าหาญ ความสามัคคี และความรักชาติที่ฝังลึกอยู่ในใจของคนไทย

ที่มา – ชาวบ้านสร้างหลุมหลบภัยแทนอพยพ ฝากทหารรักษาอธิปไตย เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่

“จุลพันธ์” จี้ ปชป.-ภท. รับผิดชอบ ชิงยุบสภา

“จุลพันธ์” จี้ “พรรคประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย” รับผิดชอบทั้งคู่ หลังฉีก MOA ชิงยุบสภา ลั่นจากนี้ไม่ถามหาความจริงใจรัฐบาล ขอให้ทำตามกฎหมาย หากเลื่อนเลือกตั้งอ้างเหตุชายแดนก็ให้ลองดู เชื่อประชาชนไม่รอ

เมื่อเวลา 08.49 น. วันที่ 12 ธันวาคม 2568 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ที่ทำการพรรคเพื่อไทย ถึงกรณีการยุบสภาผู้แทนราษฎรของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวานนี้ (11 ธันวาคม 2568) ว่า การตัดสินใจยุบสภาฯ ของนายกรัฐมนตรี ถือเป็นการขัดต่อหลักประชาธิปไตยและกระบวนการธรรมชาติ เมื่อเข้าสู่ดีลนี้กันแล้วก็จะมีแต่ความผิดพลาด สุดท้ายก็ปรากฏชัด ซึ่งพรรคเพื่อไทยสงสัยมาตลอด ในความจริงใจของรัฐบาลเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ไม่รู้พรรคประชาธิปัตย์เพิ่งเห็นหรืออย่างไร เพราะเราพยายามบอกมาตั้งแต่ต้น จนสุดท้ายก็ปรากฏชัดในรัฐสภาที่สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ยกมือให้ ด้วยเหตุผลว่าไม่สามารถคุยกับ สว. ได้ หากจะมีคนเชื่อก็คงมีแต่พรรคประชาธิปัตย์ เพราะพรรคการเมืองอื่นรู้อยู่แล้วว่ากระบวนการของ สว.กลุ่มนี้ มีความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทยอย่างไร ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องประหลาด

ส่วนที่พรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทยโยนกันไปมานั้น นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ก็ต้องรับผิดชอบกันทั้งคู่ แต่สำหรับพรรคเพื่อไทยขอแสดงความผิดหวังต่อรัฐบาล เพราะในสภาวะประเทศแบบนี้ ทั้งการปะทะชายแดน และน้ำท่วมที่ยังแก้ไขไม่เสร็จ รัฐบาลกลับปัดทิ้งภาระความรับผิดชอบ เลือกที่จะหนีการตรวจสอบด้วยการอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วยุบสภาฯ ทิ้งให้ประชาชนต้องเดือดร้อนต่อไป แม้จะมีกลไกของรัฐในการตรวจสอบ และทหารที่รับผิดชอบสถานการณ์ชายแดน

ขณะที่ความผิดหวังที่ 2 ที่พรรคเพื่อไทยรู้สึกคือพรรคประชาธิปัตย์ เพราะตั้งแต่การคุยกันกับหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มีการขอให้ชะลอการยื่นซักฟอก มาตรา 151 (อภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติ) แต่ยื่นข้อเสนอว่าหากลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 2 แล้วแพ้ จะเชื่อว่าความจริงใจของรัฐบาลไม่มี และจะมาร่วมกับพรรคเพื่อไทยในการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เป็นไปตามนั้น ตนมองว่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่พรรคประชาธิปัตย์ไว้วางใจพรรคภูมิใจไทยเป็นการปล่อยหนูเข้าป่า เปิดโอกาสให้รัฐบาลยุบสภาฯ หนีโดยไม่ทันได้ตรวจสอบ

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อไป ตนไม่แน่ใจว่าพรรคประชาธิปัตย์ตามเกมพรรคภูมิใจไทยไม่ทัน หรือคิดว่าวิธีการนี้จะดีกว่าหรือไม่ พรรคประชาธิปัตย์อยากจะให้ยุบสภาฯ เพื่อเลือกตั้ง แทนการตรวจสอบรัฐบาล เพราะหากตรวจสอบจะมีหลายเรื่อง ทั้งเขากระโดง การฮั้ว สว. การทุจริตคอร์รัปชัน MotoGP ซึ่ง 2 เดือนที่ผ่านมาคนไทยไม่ได้อะไรเลย แต่คนที่ได้เต็มๆ คือพรรคภูมิใจไทย ที่ได้สั่งสมกำลังความแข็งแกร่งของกลุ่มอนุรักษ์นิยม ที่สำคัญคือได้โยกย้ายข้าราชการเตรียมไว้สำหรับการเลือกตั้ง แต่คนไทยได้รัฐบาลบริหารประเทศล้มเหลว ตั้งแต่น้ำท่วมยันชายแดน และขอให้ทั้งพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาธิปัตย์ต้องรับผิดชอบทั้งคู่

ผู้สื่อข่าวถามว่าการยุบสภาฯ ในสถานการณ์ตอนนี้ถือว่าเป็นการเตะหมูเข้าปากหนูหรือไม่ นายจุลพันธ์ ตอบว่า ทางพรรคเพื่อไทยเตรียมพร้อมเลือกตั้งแล้ว วันนี้ขอแจ้งกับประชาชนว่าอย่าเพิ่งสิ้นหวัง และจะใช้วิธีการเลือกตั้งนำประเทศกลับสู่เส้นทางที่ถูกต้อง

ส่วนการเลือกตั้งในครั้งนี้อาจจะมีกระแสคลั่งชาติจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชานั้น นายจุลพันธ์ ระบุ ไม่ว่ากระแสใดก็ต้องฝ่าฟันไป และขอย้ำถึงจุดยืนที่มั่นคงของพรรค ในประเด็นคำถามว่าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาจะกระทบต่อการเลือกตั้งหรือไม่ นายจุลพันธ์ ยอมรับว่ามีการพูดคุยกันว่าจะมีการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปในกรณีที่ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้พร้อมกันทั่วประเทศ ซึ่งเมื่อวานนี้ (11 ธันวาคม) สส.พรรคภูมิใจไทยพยายามพูดถึงเรื่องนี้ทั้งวัน

ทั้งนี้ ขอเรียนว่ากลไกของรัฐธรรมนูญไม่มีอะไรที่ทำให้สะดุดหรือติดขัด รัฐธรรมนูญกำหนดชัดต้องเลือกตั้งภายใน 45-60 วัน โดยตามกำหนดแล้วอาจจะเป็นวันที่ 1 กุมภาพันธ์ หรือ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อให้ทันต่อกรอบเวลาและคำถามประชามติ ก็คาดว่าจะเป็นวันที่ 8 กุมภาพันธ์ หากประกาศให้มีการเลือกตั้งทั้งประเทศแล้ว กฎหมายการเลือกตั้งก็กำกับไว้ว่า ในกรณีที่พื้นที่ใดมีเหตุฉุกเฉินหรือจำเป็น เช่น สงคราม มีการปะทะ หรือภัยพิบัติ เหตุฉุกเฉินเหล่านั้นจะสามารถทำให้หน่วยการเลือกตั้งของพื้นที่เลื่อนการเลือกตั้งเฉพาะพื้นที่นั้นได้ จะไม่กระทบต่อการเลือกตั้งภาพรวมทั้งหมดของประเทศ

หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เผยต่อไป ตนยังมองไม่ออกว่ารัฐบาลมีความประสงค์ที่จะดำเนินการเลือกตั้งอย่างไร จะใช้ช่องกฎหมายใด ซึ่งต่อให้มีการดำเนินการจริง ตนก็ขอย้ำว่าการเลือกตั้งสามารถเดินหน้าต่อได้ตามกฎหมาย แต่หากพรรคภูมิใจไทยจะทำก็เรียนเชิญหาช่องทางทางกฎหมายทำเลย แต่มันคือความพังพินาศของท่าน เพราะประชาชนจะไม่รอด้วย

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า มีการตั้งข้อสงสัยหรือไม่กรณีสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา อาจจะเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคการเมืองใด นายจุลพันธ์ ตอบว่า ในประเด็นนี้ขอทุกคนอย่าคิดมาก นาทีนี้ควรส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทหารชายแดนและประชาชนในพื้นที่ที่อพยพไปยังศูนย์ลี้ภัยแล้ว พรรคเพื่อไทยก็พร้อมให้ความช่วยเหลือ

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่าการยุบสภาฯ จะมีผลต่อการปราบสแกมเมอร์ให้หยุดชะงักหรือไม่นั้น นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ในส่วนนี้การดำเนินการของภาครัฐก็ดำเนินการต่อไปอย่าให้สะดุดหรือติดขัด ส่วนของรัฐบาลรักษาการก็ดำเนินการบริหารได้ เมื่อมีรัฐบาลใหม่ก็ทำงานต่อ ไม่ได้ทำให้การแก้ไขปัญหาใดๆ ยุติลง โดยผู้สื่อข่าวถามต่อหลังจากนี้จะมองเห็นความจริงใจสุดท้ายของรัฐบาลชุดนี้ในเรื่องการทำคำถามประชามติหรือไม่ นายจุลพันธ์ บอกว่า ไม่มีปัญหาอะไร สุดท้ายแล้วสมาชิกสภาต้องคุยกัน เพื่อเร่งให้มีการผ่านญัตติคำถามที่ 1 ว่าเห็นควรที่จะมีการให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ ซึ่งเมื่อวานนี้ก็ได้เร่งผ่านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ไม่ใช่เวลาถามถึงความจริงใจของรัฐบาล เมื่อมีคำถามประชามติส่งไปจากรัฐสภาไปยังรัฐบาล ตามกฎหมายรัฐบาลจะต้องดำเนินการ ไม่ใช่ถามหาความจริงใจ เพราะว่าความจริงใจของเขาหมดไปตั้งแต่เข้าสู่ MOA และการลงมติมาตรา 256/28 เมื่อวานนี้.

“จุลพันธ์” จี้ ปชป.-ภท. รับผิดชอบ ชิงยุบสภา

สรุปแล้ว สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความร้อนแรง และพรรคเพื่อไทยก็พร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือประชาชนต้องไม่สิ้นหวัง และร่วมกันนำพาประเทศกลับสู่เส้นทางที่ถูกต้อง

อนาคตจะเป็นอย่างไร หลัง “จุลพันธ์” จี้ ปชป.-ภท. รับผิดชอบ ชิงยุบสภา

การที่นายจุลพันธ์ออกมาจี้ให้พรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทยรับผิดชอบต่อการยุบสภา แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล การที่พรรคเพื่อไทยเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น เป็นการส่งสัญญาณว่าพรรคพร้อมที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศ และนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน สิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือการที่ประชาชนทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมือง และเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ของนายจุลพันธ์ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงของพรรคเพื่อไทยในการที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศ และนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน พรรคเพื่อไทยมีความพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และนำมาปรับปรุงนโยบายของพรรคให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนมากที่สุด

สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่มาก แต่สิ่งที่แน่นอนคือพรรคเพื่อไทยจะยังคงเดินหน้าต่อไปในการที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศ และนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนทุกคนต้องร่วมกันตัดสินใจทางการเมือง และเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

การที่พรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทยต้องรับผิดชอบต่อการยุบสภา แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศ และการที่พรรคการเมืองต้องมีความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง พรรคเพื่อไทยจะยังคงยืนหยัดในหลักการธรรมาภิบาล และความโปร่งใสในการบริหารประเทศ

ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่ประชาชนทุกคนต้องออกมาใช้สิทธิของตนเองในการเลือกตั้ง และเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้ ที่มา – “จุลพันธ์” จี้ ปชน.-ภท. ต้องรับผิดชอบ ปมฉีก MOA ชิงยุบสภา ย้ำเพื่อไทยพร้อมเลือกตั้ง

เกา กึม ฮวน เร่งไทย-กัมพูชา ยุติสู้รบ

นายเกา กึม ฮวน เลขาธิการอาเซียน ซึ่งเป็นชาวกัมพูชา ได้ออกมากล่าวเรียกร้องให้ประเทศไทยและกัมพูชา เร่งดำเนินการยุติการสู้รบที่กำลังทวีความรุนแรงบริเวณชายแดน

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา นายเกา กึม ฮวน เลขาธิการอาเซียน ได้แถลงการณ์ในพิธีเปิดการประชุมระดับภูมิภาค ซึ่งจัดขึ้น ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย โดยเป็นการประชุมหารือเกี่ยวกับสถานการณ์การสู้รบบริเวณชายแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา โดยเน้นย้ำให้ทั้งสองประเทศเร่งหาทางออกเพื่อยุติการสู้รบที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในภูมิภาค

เกา กึม ฮวน เรียกร้องให้ไทยและกัมพูชาเร่งยุติการสู้รบ

นายเกา กึม ฮวนกล่าวเพิ่มเติมว่า ประชาชนทั้งสองฝั่งชายแดนกำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก และตกเป็นเหยื่อโดยตรงจากความขัดแย้งที่ยังคงดำเนินอยู่ สถานการณ์นี้กำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิดจากประชาคมระหว่างประเทศและประเทศสมาชิกอาเซียน

สถานการณ์ความรุนแรงระหว่างไทยและกัมพูชาครั้งนี้ปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่องภายหลังจากเหตุปะทะเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บจำนวน 2 นาย และยังส่งผลกระทบต่อข้อตกลงหยุดยิงที่ได้รับการผลักดันโดยอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนกรกฎาคม ซึ่งครั้งหนึ่งเคยช่วยยุติการสู้รบเป็นเวลา 5 วันจากข้อพิพาทที่ยืดเยื้อมานานหลายปี

อาเซียนห่วงใยสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

อาเซียนแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถเจรจาหาทางออกร่วมกันได้โดยสันติวิธี เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินเพิ่มเติม

ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจซึ่งกันและกัน ความอดทนอดกลั้น และความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี

นอกเหนือจากการเจรจาทวิภาคีแล้ว อาเซียนสามารถมีบทบาทสำคัญในการอำนวยความสะดวกในการเจรจาและการสร้างความไว้วางใจระหว่างทั้งสองประเทศ กลไกของอาเซียน เช่น การประชุมสุดยอดอาเซียน และการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน สามารถใช้เป็นเวทีสำหรับการหารือและการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติวิธี

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่เพียงแต่จะส่งผลดีต่อทั้งสองประเทศเท่านั้น แต่ยังจะช่วยส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคอาเซียนโดยรวมด้วย

การที่ เกา กึม ฮวน เลขาธิการอาเซียน ออกมาเรียกร้องให้ไทยและกัมพูชาเร่งยุติการสู้รบสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของประชาคมอาเซียนต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น หวังว่าทั้งสองประเทศจะตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีและร่วมมือกันเพื่อสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – “เกา กึม ฮวน” เลขาธิการอาเซียน กล่าวเรียกร้องให้ไทยและกัมพูชาเร่งยุติการสู้รบ

ลูกปืนใหญ่ 155 มม. พุ่งแหวกอากาศในเวลากลางคืน

ลูกปืนใหญ่ขนาด 155 มิลลิเมตร พุ่งแหวกอากาศในเวลากลางคืน เป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจของชาวบ้านในแถบแนวชายแดนที่อยู่ใกล้เคียงกับพื้นที่ของการปะทะ เมื่อมองจากระยะไกล ลูกปืนใหญ่ 155 มิลลิเมตร ดูเหมือนลูกไฟดวงเล็กเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วจากฝั่งไทยมุ่งตรงไปยังฐานปฎิบัติการของทหาร มองเห็นได้อย่างชัดเจน หลังจากนั้น เสียงระเบิด ที่เกิดจากการยิง ถึงจะตามมา 

แรงระเบิดจากปากกระบอก ส่งเสียงตึงสนั่นได้ยินไปไกลเป็น 10 กิโลเมตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นกระสุนระเบิดแรงสูง (HE)  หรือแม้แต่กระสุนอัจฉริยะที่นำทางตัวเองด้วยเซ็นเซอร์อินฟราเรดเพื่อค้นหาเป้าหมาย เมื่อมองจากระยะไกล ชาวบ้านจะเห็นลูกไฟกลมเล็กๆ เคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว ส่องสว่างท่ามกลางท้องฟ้าที่มืดมิด ลูกปืนใหญ่ 155 มิลลิเมตร เปลี่ยนค่ำคืนแถวช่องบก ช่องอานม้าและพื้นที่แถวพรมแดนทางฝั่งตะวันออกของไทยให้กลายเป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจของเทคโนโลยีและประสิทธิภาพทางการทหารของกองทัพไทยทั้งสามเหล่าทัพ นั่นรวมถึงการผสานกำลังของทหารพรานและ กองกำลัง ตชด ในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

ที่เราเห็นเป็นแสงไฟจากกระสุน นั่นเป็นกระสุนต่อระยะแบบ Base Bleed ที่พ่นก๊าซออกมาท้ายกระสุน ลดความปั่นป่วนของกระแสอากาศและแรงต้าน ทำให้ยิงไกลขึ้น 

กระสุนระเบิดแรงสูง บางประเภท อาจมีแสงส่องนำวิถี ทำให้เส้นโค้งยาวของมันดูเหมือนเส้นสีส้มหรือสีแดงเรืองแสงพาดผ่านท้องฟ้าก่อนที่จะเกิดการระเบิดขนาดใหญ่และสว่างจ้า

กระสุนนำวิถี: กระสุน “อัจฉริยะ” เช่น SMArt 155 ใช้เซ็นเซอร์และสามารถสร้างรูปแบบเฉพาะตัว เมื่อปล่อยกระสุนย่อย บางครั้งนำวิถีด้วยอินฟราเรด ทำให้เกิดรูปแบบแสงหรือคลื่นกระแทกขณะพุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วที่แตกต่างกัน

ตัวกระสุนเอง: กระสุนขนาด 155  มิลลิเมตร มีขนาดใหญ่ (ยาวประมาณ 2 ฟุต หนัก 100 ปอนด์) และเดินทางด้วยความเร็วสูงมาก (มากกว่า 1800 ฟุตต่อวินาที)  คิดเป็นประมาณ 548.64 เมตรต่อวินาที (m/s) หรือแปลงเป็นกิโลเมตรต่อชั่วโมง (km/h) จะได้ความเร็วประมาณ 1,975 กิโลเมตรต่อชั่วโมง  โดยใช้ค่าประมาณ 1 ฟุต = 0.3048 เมตร และ 1 เมตร/วินาที = 3.6 km/h. ดังนั้น วิถีโค้งของลูกปืนใหญ่ 155 มิลลิเมตรซึ่งตามมาด้วยเสียงระเบิดดังกึกก้องเมื่อกระทบเป้าหมาย จึงเป็นทั้งภาพและเสียงที่ทรงพลังและน่าเกรงขามแม้จะมองสังเกตการณ์จากระยะไกล

ระยะยิงของกระสุนปืนใหญ่ขนาด 155 มิลลิเมตรในแต่ละชนิดนั้นแตกต่างกันอย่างมาก มีระยะตั้งแต่กระสุนระเบิดแรงสูงพื้นฐานที่ยิงได้ไกลประมาณ 24-30 กิโลเมตร ไปจนถึงกระสุนปืนใหญ่แบบนำวิถีระยะไกลขั้นสูง (ER-GAP) เช่น Excalibur ที่ยิงได้ไกล 40-50 กิโลเมตรขึ้นไป และเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่ให้ผลลัพธ์ 80-110 กิโลเมตร แรงระเบิดของมันนั้นมหาศาล  ใช้ระเบิดแรงสูง (HE) หรือกระสุนย่อยสำหรับเป้าหมาย ทำให้เกิดแรงระเบิดและการแตกกระจายของสะเก็ดระเบิด ระยะยิงจึงขึ้นอยู่กับชนิดของกระสุนและระบบปืน สำหรับลูกปืนใหญ่ 155 มิลลิเมตรแบบระเบิดแรงสูงมาตรฐาน (HE) : ทำระยะของการยิงวิถีโค้งประมาณ 24-30 กิโลเมตร จากปืนใหญ่ฮาวิตเซอร์สมัยใหม่ โดยใช้หน่วยฐานระบาย (BB) เพื่อระยะยิงที่ดีขึ้น

(HE) เป็นลูกปืนใหญ่ 155 มิลลิเมตร ที่ถูกใช้งานมากที่สุด บรรจุด้วย TNT หรือวัตถุระเบิดที่มีประสิทธิภาพคล้ายกัน ออกแบบมาเพื่อทำลายกำลังพล ยานพาหนะขนาดเล็ก และสิ่งก่อสร้าง ด้วยแรงระเบิดและการแตกกระจายที่รุนแรง

 DPICM (Dual-Purpose Improved Conventional Munition): บรรจุระเบิดขนาดเล็กหลายสิบลูกหรือที่เรียกว่า ลูกปราย เพื่อครอบคลุมพื้นที่การทำลายในวงกว้าง ทั้งกลุ่มทหาร/ยานเกราะเบา

แรงกระแทก : เมื่อกระสุนกระทบเป้าหมาย ดินระเบิดจะระเบิดอย่างรุนแรง  

ปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อระยะและผลกระทบ

ระบบปืน: ความยาวลำกล้องปืนใหญ่ การออกแบบ

ปริมาณดินปืน : ปริมาณดินปืนที่แตกต่างกันของลูกปืนใหญ่แต่ละชนิด  ให้พลังงานที่แตกต่างกัน

การออกแบบตัวกระสุน : แน่นอนว่าต้องขึ้นตรงกับหลักอากาศพลศาสตร์ ด้วยรูปทรงเพรียวบาง ระบบระบายแรงดันจากฐาน/ระบบช่วยขับเคลื่อนด้วยจรวด ช่วยเพิ่มระยะยิงได้อย่างมาก

ระบบนำทาง : ระบบนำทางด้วย GPS/เลเซอร์ ช่วยให้โจมตีเป้าได้อย่างแม่นยำ ช่วยลดจำนวนกระสุนเพราะแม่นราวกับผีจับยัดเลยทีเดียว  

ลูกปืนใหญ่ 155 มม. พุ่งแหวกอากาศในเวลากลางคืน

ข้อได้เปรียบทางยุทธวิธี แสงสว่างนำวิถีของลูกกระสุนปืน 155 มิลลิเมตร ช่วยให้ทหารราบซึ่งทำหน้าที่ตรวจการณ์หน้ามองเห็นได้ในขณะที่กระสุนพุ่งเข้าโจมตีเป้าหมายอย่างแม่นยำแม้ในเวลากลางคืน หรือในพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณ GPS นั่นแสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถของปืนใหญ่สมัยใหม่ที่กองทัพไทยมีประจำการ การผสมผสานระหว่างความเร็ว ขนาด และพลังงานในการทำลายล้าง สร้างการแสดงแสนยานุภาพทางทหารที่น่าจดจำ.

ลูกปืนใหญ่ 155 มม. ที่มีความทันสมัย ทำให้เกิดความได้เปรียบในการสู้รบ และปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างมีประสิทธิภาพ

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail [email protected]  
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom  
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/       

ที่มา – เมื่อลูกปืนใหญ่ไทยขนาด 155 มิลลิเมตร พุ่งแหวกอากาศในเวลากลางคืน

กองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ชายแดน กัมพูชายังไม่ให้ความร่วมมือ

กองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ชายแดนฝั่ง จ.สระแก้ว ระบุมีกำลังพลเสียชีวิต 2 คน ขณะที่การดำเนินกลยุทธ์ยึดพื้นที่ “บ้านคลองแผง-บ้านหนองจาน” ยังคงดำเนินต่อไป ท่ามกลางการระดมยิงจรวด BM-21 และปืนใหญ่จากกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ปัญหาสำคัญคือปัจจุบันกัมพูชายังไม่ให้ความร่วมมือในการปล่อยตัวคนไทยกลับประเทศ

กองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ชายแดน กัมพูชายังไม่ให้ความร่วมมือ

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ จ.สระแก้ว ประจำวัน โดยกองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) ยังคงปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยในสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่ 4 แล้ว สรุปการปฏิบัติที่สำคัญได้ดังนี้

สถานการณ์ล่าสุดตามพื้นที่ชายแดน: กองทัพภาคที่ 1 สรุป

  • พื้นที่บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา: การดำเนินกลยุทธ์เพื่อยึดพื้นที่ยังคงดำเนินอยู่ ฝ่ายกัมพูชายังคงระดมยิงอย่างต่อเนื่องด้วยอาวุธ BM-21, ปืนใหญ่ และเครื่องยิงลูกระเบิด
  • พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง: สามารถยึดครองพื้นที่ได้ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2568 และได้วางกำลังตั้งรับตามแนวอ้างสิทธิ์ ฝ่ายกัมพูชายังคงระดมยิงด้วยอาวุธ BM-21 ประมาณ 40 นัด, ปืนใหญ่ และเครื่องยิงลูกระเบิด
  • พื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง: อยู่ระหว่างการดำเนินกลยุทธ์เพื่อยึดพื้นที่เช่นกัน โดยฝ่ายกัมพูชายังคงระดมยิงด้วยอาวุธ BM-21, ปืนใหญ่ และเครื่องยิงลูกระเบิดอย่างต่อเนื่อง
  • พื้นที่บ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ: มีการวางกำลังคุ้มครองพื้นที่ นอกจากนี้ บริเวณด่านถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ ฝ่ายไทยได้เตรียมการเปิดด่านเพื่อรับคนไทยจากฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชากลับประเทศ เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการรับตัวและคัดกรองตามขั้นตอน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) พร้อมส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง จะดำเนินการคัดแยกและตรวจสอบหลักฐานการเข้า-ออกประเทศตามกฎหมายต่อไป ที่สำคัญคือจนถึงปัจจุบันยังไม่ได้รับความร่วมมือจากฝ่ายกัมพูชาในการปล่อยตัวคนไทยกลับเข้าประเทศ ซึ่งยังคงอยู่ระหว่างการเจรจาของทั้งสองฝ่าย
  • พื้นที่ อ.คลองหาด: วางกำลังคุ้มครองพื้นที่

สถานการณ์ความสูญเสียที่เกิดขึ้น มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บเดิม 14 นาย แต่มีกำลังพลสูญเสียเพิ่มเติมคือเสียชีวิต 2 นาย และได้รับบาดเจ็บ 20 นาย ทำให้สรุปยอดกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน มีผู้บาดเจ็บรวม 34 นาย และเสียชีวิต 2 นาย

กองทัพภาคที่ 1 ขอยืนยันว่าจะปฏิบัติงานตามภารกิจอย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยการปฏิบัติการทางทหารจะดำเนินการภายใต้กฎการปะทะและสิทธิในการป้องกันตนเอง จนกว่าภัยคุกคามในพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว จะยุติลง เพื่อรักษาอธิปไตยของไทยและความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เห็นความสำคัญของการรักษาความมั่นคงของชาติ และความเสียสละของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัย การติดตามข่าวสารและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่เป็นสิ่งที่เราทำได้ในฐานะประชาชนคนไทย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นที่กัมพูชายังไม่ให้ความร่วมมือในการส่งคนไทยกลับประเทศ การเจรจาและหาทางออกร่วมกันเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ

ที่มา – กองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ชายแดน กัมพูชายังไม่ให้ความร่วมมือส่งคนไทยกลับบ้าน

F-16 ทิ้งไข่ 4 ลูกที่ตราด: รายงานล่าสุด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.ตราด ตึงเครียด หลังมีรายงานว่าเครื่องบิน F-16 บินทิ้งไข่ 4 ลูก ใส่แนวคูทหารกัมพูชา บริเวณบ้าน 3 หลัง สร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่ มาติดตามรายละเอียดของเหตุการณ์ F-16 ทิ้งไข่ 4 ลูก ใส่แนวคูทหารกัมพูชา บริเวณบ้าน 3 หลัง ใน จ.ตราด กัน

F-16 ทิ้งไข่ 4 ลูก ใส่แนวคูทหารกัมพูชา บริเวณบ้าน 3 หลัง ใน จ.ตราด

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ได้เกิดเหตุการณ์ที่สร้างความตื่นตระหนกบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านจังหวัดตราด โดยมีรายงานว่าเครื่องบิน F-16 ซึ่งสนับสนุนปฏิบัติการของกองทัพเรือ ได้ทำการทิ้งระเบิดจำนวน 4 ลูก ลงบนแนวคูที่ทหารกัมพูชาขุดไว้ บริเวณใกล้เคียงกับบ้านเรือนประชาชนในตำบลชำราก อำเภอเมืองตราด

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 15.55 น. โดยมีเป้าหมายเพื่อทำลายแนวป้องกันที่ทหารกัมพูชาสร้างขึ้น ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเข้ายึดพื้นที่ของนาวิกโยธินไทย หลังจากเครื่องบิน F-16 ทิ้งระเบิดแล้ว เรือรบและปืนใหญ่ภาคพื้นดินก็ได้ทำการยิงสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดกลุ่มควันดำขนาดใหญ่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า

รายละเอียดเหตุการณ์ F-16 ทิ้งไข่ 4 ลูก ที่ตราด

หลังจากการโจมตีทางอากาศและภาคพื้นดิน ช่วงเวลาประมาณ 16.10 น. ได้มีการปะทะกันด้วยปืนเล็กเป็นเวลาประมาณ 1 นาที ก่อนที่เสียงปืนใหญ่จะดังขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานหลายนาที สถานการณ์บริเวณชายแดนยังคงตึงเครียด และมีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด

เหตุการณ์ F-16 ทิ้งไข่ 4 ลูก ใส่แนวคูทหารกัมพูชา บริเวณบ้าน 3 หลัง ใน จ.ตราด นี้ ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่เกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตนเอง ทางหน่วยงานภาครัฐได้เร่งให้ความช่วยเหลือและดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อน การแก้ไขปัญหาจำเป็นต้องใช้ความอดทนและความเข้าใจ เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่งและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น การเจรจาและการใช้สันติวิธีเป็นแนวทางที่ควรให้ความสำคัญ เพื่อสร้างความมั่นคงและความสงบสุขในภูมิภาค

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และการให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน

การที่ F-16 ทิ้งไข่ 4 ลูก ใส่แนวคูทหารกัมพูชา บริเวณบ้าน 3 หลัง ใน จ.ตราด ถือเป็นเหตุการณ์ที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ที่มา – F-16 บินทิ้งไข่ 4 ลูก ใส่แนวคูทหารกัมพูชา บริเวณบ้าน 3 หลัง ใน จ.ตราด

กรมศิลป์ยัน! ปราสาทตาควายซ่อมแซมได้

จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ส่งผลกระทบต่อโบราณสถานสำคัญอย่างปราสาทตาควาย ล่าสุดสำนักศิลปากรที่ 10 ได้ออกมาให้ความมั่นใจว่า ปราสาทตาควายซ่อมแซมได้ อย่างแน่นอน แต่ทั้งนี้ต้องรอให้สถานการณ์ความขัดแย้งสงบลงเสียก่อนจึงจะสามารถเข้าดำเนินการสำรวจและบูรณะได้อย่างเต็มที่

นายทศพร ศรีสมาน ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา ซึ่งดูแลรับผิดชอบโบราณสถานในพื้นที่อีสานใต้ ได้แก่ สุรินทร์ บุรีรัมย์ นครราชสีมา และชัยภูมิ ได้กล่าวถึงกรณีปราสาทตาควายถูกใช้เป็นบังเกอร์ในการสู้รบและได้รับความเสียหายว่า ทางกรมศิลปากรไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้เตรียมการที่จะเข้าสำรวจความเสียหายทันทีที่สถานการณ์เอื้ออำนวย

ปราสาทตาควายซ่อมแซมได้ จริงหรือ?

ผู้อำนวยการทศพร กล่าวว่า จากภาพที่ปรากฏ สภาพของปราสาทตาควายในปัจจุบันพบว่าส่วนยอดของปราสาทได้พังทลายลงมาอันเนื่องมาจากความรุนแรงของการสู้รบ อย่างไรก็ตาม ทางกรมศิลปากรได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบโบราณสถานตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะโบราณสถานที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบนี้แล้ว

“ถึงแม้ว่าสถานการณ์ชายแดนยังไม่สงบ ทำให้ยังไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบรายละเอียดได้ แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย คณะกรรมการจะเข้าสำรวจและประเมินความเสียหายอย่างละเอียด เพื่อวางแผนการบูรณะซ่อมแซมต่อไป” นายทศพรกล่าว นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่าปราสาทตาเมือนธมและปราสาทคนา อาจได้รับผลกระทบจากการปะทะในครั้งนี้ด้วย

ขั้นตอนการบูรณะปราสาทตาควาย

นายทศพรยังกล่าวเสริมอีกว่า ปราสาทตาควายซ่อมแซมได้ และสามารถบูรณะให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิมได้ เนื่องจากที่ผ่านมาเคยมีกรณีโบราณสถานอื่นๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักศิลปากรที่ 10 ได้รับความเสียหายมากกว่าปราสาทตาควายเสียอีก แต่ก็สามารถบูรณะให้กลับมาสวยงามได้ดังเดิม

สำหรับขั้นตอนในการบูรณะนั้น จะเริ่มจากการขุดค้นทางโบราณคดี การจัดทำแบบแปลน การทำรูปแบบรายการสำหรับการบูรณะ และนำไปสู่ขั้นตอนการบูรณะซ่อมแซมจริง ซึ่งเป็นกระบวนการที่เป็นมาตรฐานในการบูรณะโบราณสถานทุกแห่ง

ดังนั้น จึงขอยืนยันว่า ปราสาทตาควายซ่อมแซมได้ แน่นอน เพียงแต่ต้องรอให้สถานการณ์สงบลงก่อน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

การบูรณะโบราณสถานไม่เพียงแต่เป็นการรักษาทรัพย์สินทางวัฒนธรรม แต่ยังเป็นการเสริมสร้างความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์และเอกลักษณ์ของชาติ การที่สำนักศิลปากรที่ 10 ยืนยันว่าปราสาทตาควายสามารถซ่อมแซมได้ จึงเป็นข่าวดีที่สร้างความหวังให้กับผู้ที่รักและหวงแหนมรดกทางวัฒนธรรมของไทย

ที่มา – สำนักศิลปากรที่ 10 ยันปราสาทตาควายซ่อมแซมได้ แต่ต้องรอเหตุปะทะสงบก่อน

Scroll to top