ไทยปะทะกัมพูชา

สรุปสถานการณ์บ้านหนองหญ้าแก้ว 18 ก.ย. 68


สรุปสถานการณ์ชายแดน “บ้านหนองหญ้าแก้ว” วันที่ 18 กันยายน 2568 พบว่า ตลอดทั้งวัน “ชาวกัมพูชา” ยังคงมีการเคลื่อนไหว กดดันฝ่ายไทยอย่างเป็นระบบ มีการเกณฑ์ประชาชนเข้ามาเติมในพื้นที่ พร้อมตะโกนด่าทอ กดดัน และยั่วยุเจ้าหน้าที่ที่ยังคงตรึงกำลังเข้มแข็งเพื่อควบคุมสถานการณ์

วันที่ 18 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา หลังจากเกิดเหตุการณ์รวมตัวชุมนุมของชาวกัมพูชา ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว โดยมีการรื้อลวดหนามเพื่อก่อกวนเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยที่ตรึงกำลังบริเวณแนวชายแดน จ.สระแก้ว ส่งผลให้มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย ซึ่งเป็นตำรวจควบคุมฝูงชน (คฝ.) ได้รับบาดเจ็บ 4 ราย ภายหลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้มีการสลายการชุมนุมโดยใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยาง โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวาน (17 กันยายน) ช่วงเวลาประมาณ 16.30 น. ดังที่ได้นำเสนอข่าวไปก่อนหน้านี้

สถานการณ์โดยรวมในวันนี้ 18 กันยายน พบว่ายังคงตึงเครียด และมีการรวมตัวของชาวกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง โดยตลอดทั้งวันพบพฤติกรรมที่แสดงถึงการเตรียมการและการกดดันฝ่ายไทยอย่างเป็นระบบ ดังนี้

เวลา 11.00 น. ชาวกัมพูชา เริ่มรวมตัวกันในพื้นที่ใกล้แนวชายแดน พร้อมประกาศว่าจะเคลื่อนย้ายลวดหนาม หากเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยยังคงดำเนินการวางแนวลวดหนามต่อไป

เวลา 12.30 น. ฝ่ายกัมพูชายังคงเกณฑ์ชาวบ้านจำนวนมากเข้ามาในพื้นที่ โดยไม่มีการห้ามปรามจากทหารกัมพูชา อีกทั้งยังมีการจัดเตรียมสถานที่พยาบาลไว้รองรับสถานการณ์ที่อาจบานปลาย

เวลา 12.40 น. สถานการณ์ยิ่งน่าจับตา เมื่อมีสื่อมวลชนและผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจยเข้ามาอยู่ร่วมกับกลุ่มผู้ชุมนุม ถือเป็นการแสดงออกถึงการให้การสนับสนุนในระดับจังหวัด

เวลา 13.20 น. มีรายงานว่าฝ่ายกัมพูชาได้เกณฑ์ชาวบ้านเพิ่มเติมเข้ามาในพื้นที่ และพักคอยเพื่อเตรียมการ จำนวนประมาณ 300 คน

เวลา 13.50 น. ชาวบ้านกัมพูชาประมาณ 120 คนเริ่มทยอยเคลื่อนเข้ามายังแนวลวดหนามของฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง

เวลา 15.10 น. การเคลื่อนไหวทวีความเข้มข้นขึ้นเมื่อฝ่ายกัมพูชายังคงเกณฑ์ชาวบ้านเพิ่ม และได้มีการแจกจ่ายอาหาร น้ำดื่ม และอุปกรณ์ป้องกันตนเอง เช่น ท่อนไม้และไม้ตะขอ รวมถึงซักซ้อมวิธีการรื้อทำลายลวดหนามของฝ่ายไทย ขณะนั้นมีประชาชนเข้ามาแล้วราว 500 คน

เวลา 15.37 น. เริ่มมีการตะโกนด่าว่าและยั่วยุเจ้าหน้าที่ทหารไทย

เวลา 15.55 น. พฤติกรรมยั่วยุมีความรุนแรงมากขึ้น โดยมีการใช้ถ้อยคำหยาบคายต่อทหารไทยอย่างต่อเนื่อง

เวลา 16.50 น. แม้กลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนจะแยกย้าย แต่ยังมีชาวบ้านประมาณ 30 คนปักหลักอยู่ที่แนวลวดหนาม และยังคงมีการด่าว่า ยั่วยุเจ้าหน้าที่

เวลา 18.00 น. สถานการณ์ล่าสุด พบว่ามีกลุ่มชาวกัมพูชาและพระสงฆ์มากกว่า 50 รูป เข้ามาปักหลักชุมนุมที่แนวลวดหนาม พร้อมทั้งมีการขนย้ายเสบียงอาหารและน้ำดื่มเข้าไปเก็บไว้บริเวณแนวหลังป่ายูคา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เกิดเหตุปะทะกับฝ่ายไทยเมื่อวานนี้

โดยตลอดทั้งวัน การเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชามีลักษณะเป็นการจัดตั้งอย่างชัดเจน ทั้งการเกณฑ์ประชาชน การจัดหาเสบียง การสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัด และการฝึกซ้อมเตรียมทำลายแนวป้องกันของฝ่ายไทย ส่งผลให้บรรยากาศตามแนวชายแดนยังคงตึงเครียด ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยยังคงตรึงกำลังเข้มเพื่อควบคุมสถานการณ์ไม่ให้บานปลาย

สรุปสถานการณ์บ้านหนองหญ้าแก้ว 18 ก.ย. 68

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ บ้านหนองหญ้าแก้ว ในวันที่ 18 กันยายน 2568 นี้ แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยังคงมีอยู่ การรวมตัวของชาวกัมพูชาและการตอบสนองของเจ้าหน้าที่ไทยเป็นสิ่งที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปมากกว่านี้ การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจาเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ

สถานการณ์ล่าสุดที่บ้านหนองหญ้าแก้ว

สถานการณ์ล่าสุดที่ บ้านหนองหญ้าแก้ว ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การเจรจาและการรักษาสันติภาพเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้

ถึงแม้สถานการณ์จะตึงเครียด แต่การรักษาความอดทนอดกลั้นและการเจรจาอย่างสันติจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – สรุปสถานการณ์ “บ้านหนองหญ้าแก้ว” 18 ก.ย. 68 ชาวกัมพูชามีการรวมตัวตลอดทั้งวัน

รวบ 13 คนไทย ลักลอบข้ามแดน อ้างถูกหลอกไปกัมพูชา

เจ้าหน้าที่รวบ 13 คนไทย กำลังจะลักลอบข้ามแดน อ้างเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ถูกหลอกไปทำงานกัมพูชา ขณะที่ผู้นำทางอาศัยความชุลมุนหลบหนี

วันที่ 18 กันยายน 2568 พ.อ.ชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ กองกำลังบูรพา พร้อมด้วย พ.อ.เมธี คำเต็ม ผู้บังคับการชุดควบคุมกรมทหารพรานที่ 12 ได้นำกำลังหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ และชุดควบคุมกรมทหารพรานที่ 12 ออกสกัดจับ 13 คนไทย (ชาย 8 คน, หญิง 5 คน) ขณะกำลังเดินเท้าอยู่ในไร่อ้อยริมชายแดน ต.คลองน้ำใส อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว มุ่งหน้าจะลักลอบข้ามพรมแดนช่องทางธรรมชาติออกไปประเทศกัมพูชา พร้อมผู้นำพาชาวกัมพูชา 3 คน

แต่ขณะเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบอยู่นั้น ผู้นำพาซึ่งเป็นชาวกัมพูชาทั้ง 3 คนได้อาศัยความชุลมุนในไร่อ้อยแยกย้ายกันวิ่งหลบหนีเข้าไปในไร่อ้อยแล้ววิ่งหนีข้ามพรมแดนออกไปฝั่งกัมพูชาได้ เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวคนไทยทั้ง 13 คน มาซักถามที่ กองร้อยทหารพรานที่ 1206 ต.คลองน้ำใส อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

จากการซักถามเบื้องต้น กลุ่มคนไทยทั้งหมดให้การว่า ได้รับการชักชวนให้ไปทำงานที่ชายแดน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ผ่านแอปพลิเคชัน LINE และ Facebook โดยผู้จัดหางานอ้างว่า จะได้เงินเดือนสูงถึง 8,000-12,000 บาท และไม่ต้องเสียค่าเดินทาง ทำให้พวกตนหลงเชื่อ เนื่องจากต้องการหางานทำเพื่อมีรายได้

จากนั้นพวกตนได้เดินทางมาถึง จ.สระแก้ว ได้มีคนไทยขับรถยนต์มารับไปพักที่รีสอร์ตแห่งหนึ่ง ไม่ทราบว่าที่ไหนก่อนจะถูกพาตัวมายังชายแดน จากนั้นได้มีชายชาวกัมพูชา 3 คน มารับช่วงต่อ แล้วนำพาเดินเท้าเพื่อข้ามแดนตามเส้นทางธรรมชาติ ซึ่งทุกคนยืนยันว่าไม่ทราบมาก่อนว่าจะต้องเดินทางไปทำงานถึงต่างประเทศ

เจ้าหน้าที่คาดว่ากลุ่มคนไทยทั้งหมดอาจตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ โดยอาศัยสถานการณ์ที่คนส่วนใหญ่กำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจและไม่มีงานทำเป็นเครื่องมือในการหลอกลวงไปทำงานแบบผิดกฎหมายในฝั่งกัมพูชา

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวคนไทยทั้ง 13 คนไปส่งมอบให้กับ พนักงานสอบสวน สภ.คลองน้ำใส อ.อรัญประเทศฯ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายและสอบสวนขยายผลหาขบวนการหลอกลวงรายนี้ต่อไป.

รวบ 13 คนไทย กำลังลักลอบข้ามแดน อ้างเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ถูกหลอกไปกัมพูชา

สถานการณ์การหลอกลวงคนไทยไปทำงานต่างประเทศยังคงมีอยู่เรื่อยๆ ล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้ทำการรวบตัว รวบ 13 คนไทย กำลังลักลอบข้ามแดน อ้างเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ถูกหลอกไปกัมพูชา ซึ่งเป็นเรื่องราวที่น่าเศร้าใจและควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ความเสี่ยงของการลักลอบข้ามแดน

การลักลอบข้ามแดนเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และมีความเสี่ยงมากมายที่อาจเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นการถูกหลอกลวง การถูกทำร้าย หรือแม้กระทั่งการเสียชีวิต ดังนั้นการเดินทางไปทำงานต่างประเทศอย่างถูกกฎหมายจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

  • การตรวจสอบข้อมูลบริษัทจัดหางาน: ก่อนตัดสินใจเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ควรตรวจสอบข้อมูลบริษัทจัดหางานให้ละเอียดถี่ถ้วน ว่ามีความน่าเชื่อถือและได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องหรือไม่
  • การทำสัญญาจ้างงาน: ควรทำสัญญาจ้างงานที่เป็นลายลักษณ์อักษร ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับค่าจ้าง สวัสดิการ และเงื่อนไขการทำงานต่างๆ อย่างชัดเจน
  • การแจ้งข้อมูลแก่สถานทูต: แจ้งข้อมูลการเดินทางและที่อยู่ให้สถานทูตไทยในประเทศนั้นๆ ทราบ เพื่อขอความช่วยเหลือหากเกิดปัญหา

การที่ รวบ 13 คนไทย กำลังลักลอบข้ามแดน อ้างเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ถูกหลอกไปกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับภัยของการหลอกลวงไปทำงานต่างประเทศ และวิธีการป้องกันตนเองจากภัยดังกล่าว ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง

หากคุณกำลังพิจารณาที่จะไปทำงานต่างประเทศ ควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบ และตรวจสอบให้แน่ใจว่าทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ และเพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง

เรื่องราวของ รวบ 13 คนไทย กำลังลักลอบข้ามแดน อ้างเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ถูกหลอกไปกัมพูชา เป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญ ที่เตือนใจให้เราทุกคนต้องระมัดระวัง และตรวจสอบข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจใดๆ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของขบวนการหลอกลวง

ที่มา – รวบ 13 คนไทย กำลังลักลอบข้ามแดน อ้างเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ถูกหลอกไปกัมพูชา

ไทม์ไลน์เดือด บ้านหนองหญ้าแก้ว คฝ.สลายชุมนุม

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาตึงเครียด เกิดเหตุการณ์ที่ บ้านหนองหญ้าแก้ว เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน (คฝ.) ใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยางเพื่อสลายการชุมนุมของชาวกัมพูชา ทำให้มีตำรวจไทยได้รับบาดเจ็บ 2 นาย มาติดตาม ไทม์ไลน์เดือด “บ้านหนองหญ้าแก้ว” ไปพร้อมๆ กัน

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 บริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เมื่อกลุ่มชาวกัมพูชาเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ คฝ. ฝ่ายไทย สถานการณ์เริ่มตึงเครียดและนำไปสู่การใช้กำลังเพื่อควบคุมสถานการณ์

ไทม์ไลน์เดือด “บ้านหนองหญ้าแก้ว”

เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เรามาดู ไทม์ไลน์เดือด “บ้านหนองหญ้าแก้ว” อย่างละเอียด:

  • เวลา 16.20 น.: สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่บ้านหนองหญ้าแก้วตึงเครียดอย่างมาก เมื่อกลุ่มชาวบ้านกัมพูชาเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ คฝ. ฝ่ายไทย ด้วยเหตุนี้ เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยางเพื่อควบคุมสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
  • เวลา 16.25 น.: ทั้งสองฝ่ายจำต้องถอยร่นออกจากแนวปะทะ เนื่องจากควันจากแก๊สน้ำตาที่หนาทึบปกคลุมพื้นที่ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการถอยร่น แต่ยังคงมีเสียงตะโกนต่อว่าเจ้าหน้าที่ไทยดังขึ้นเป็นระยะๆ สะท้อนถึงความไม่พอใจที่ยังคงคุกรุ่น
  • เวลา 16.42 น.: เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน เจ้าหน้าที่ไทยได้ดำเนินการวางแนวลวดหนาม ซึ่งเป็นเครื่องกีดขวางที่สำคัญ และนำยางรถยนต์มาจัดวางเป็นแนวป้องกันเพิ่มเติม เพื่อป้องกันการบุกรุกหรือการปะทะที่อาจเกิดขึ้นได้อีก
  • เวลา 17.00 น.: ฝ่ายไทยได้ยกระดับมาตรการในการควบคุมฝูงชนให้เข้มงวดยิ่งขึ้น โดยมีการใช้แก๊สน้ำตา กระสุนยาง และเครื่องขยายเสียงความถี่สูง (LRAD) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่สามารถส่งคลื่นเสียงดังในระยะไกล เพื่อผลักดันและควบคุมสถานการณ์ให้กลับคืนสู่ความสงบเรียบร้อยโดยเร็วที่สุด แม้ว่าสถานการณ์โดยรวมจะอยู่ในความควบคุมแล้ว แต่กลุ่มชาวกัมพูชายังคงปักหลักอยู่ใกล้กับแนวชายแดน แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะยังคงแสดงออกถึงจุดยืนของตนเองต่อไป

มาตรการควบคุมฝูงชนที่ บ้านหนองหญ้าแก้ว

การใช้แก๊สน้ำตา กระสุนยาง และเครื่องขยายเสียงความถี่สูง (LRAD) เป็นมาตรการที่เจ้าหน้าที่นำมาใช้เพื่อควบคุมสถานการณ์ให้กลับสู่ความสงบเรียบร้อยโดยเร็วที่สุด อย่างไรก็ตาม การใช้มาตรการเหล่านี้ก็ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมและความจำเป็น เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์

เหตุการณ์ ไทม์ไลน์เดือด “บ้านหนองหญ้าแก้ว” แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี การเจรจาและการทำความเข้าใจซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงเช่นนี้ขึ้นอีก

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่ บ้านหนองหญ้าแก้ว ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องตระหนักถึงความสำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และเคารพซึ่งกันและกัน การแก้ไขปัญหาด้วยความเข้าใจและอดทนเท่านั้นที่จะนำไปสู่ความสงบสุขอย่างยั่งยืน

ที่มา – ไทม์ไลน์เดือด “บ้านหนองหญ้าแก้ว” คฝ. ใช้แก๊สน้ำตา-กระสุนยาง สลายชุมนุมชาวกัมพูชา

ทบ. แจงเหตุควบคุมมวลชนกัมพูชา ป่วนบ้านหนองหญ้าแก้ว

กองทัพบก (ทบ.) ได้ออกมาชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ควบคุมมวลชนกัมพูชา ป่วนบ้านหนองหญ้าแก้ว ซึ่งเกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเหตุการณ์ดังกล่าวสืบเนื่องมาจากการชุมนุมประท้วงของกลุ่มชาวกัมพูชาที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว

ทบ. แจงเหตุควบคุมมวลชนกัมพูชา ป่วนบ้านหนองหญ้าแก้ว

ตามรายงานของกองทัพบก เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 เวลา 15.40 น. เมื่อกองกำลังบูรพาได้รับรายงานว่ามีกลุ่มมวลชนชาวกัมพูชาประมาณ 200 คน เดินทางมาชุมนุมประท้วงบริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว การชุมนุมดังกล่าวมีขึ้นเพื่อแสดงความไม่พอใจต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยในการวางเครื่องกีดขวางและลวดหีบเพลงเพื่อเสริมความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

ในเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้พยายามชี้แจงและทำความเข้าใจกับกลุ่มผู้ชุมนุม พร้อมทั้งยืนยันว่าจะดำเนินการวางลวดหีบเพลงตามแผนที่วางไว้ อย่างไรก็ตาม กลุ่มมวลชนกัมพูชายังคงแสดงการประท้วงอย่างต่อเนื่อง ทำให้สถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้น

ลำดับเหตุการณ์สำคัญในการควบคุมมวลชนกัมพูชา ป่วนบ้านหนองหญ้าแก้ว

  • 15.40 น.: กองทัพบกได้รับรายงานการชุมนุมประท้วงของชาวกัมพูชา
  • 16.20 น.: เจ้าหน้าที่ไทยใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยางเพื่อควบคุมสถานการณ์
  • 17.00 น.: ฝ่ายไทยยังคงเสริมความมั่นคงตามแนวชายแดนและควบคุมการประท้วง

สถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเวลา 16.20 น. เมื่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยตัดสินใจใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยางเพื่อควบคุมสถานการณ์ ส่งผลให้กลุ่มผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนต้องถอยห่างออกจากแนวปะทะเนื่องจากผลของแก๊สน้ำตา

ถึงเวลาประมาณ 17.00 น. ฝ่ายไทยยังคงดำเนินการเสริมความมั่นคงตามแนวชายแดน โดยการวางแนวลวดหนามเพิ่มเติมและใช้ยางรถยนต์ประกอบ รวมถึงควบคุมการประท้วงโดยใช้แก๊สน้ำตา กระสุนยาง และเครื่อง LRAD (Long Range Acoustic Device)

ในขณะที่ฝ่ายกัมพูชาเริ่มถอยออกจากพื้นที่ แต่ยังคงมีการตะโกนต่อว่าเจ้าหน้าที่ไทยเป็นระยะ นอกจากนี้ ยังมีการใช้ความรุนแรงโดยการขว้างปาท่อนไม้ ก้อนหิน และยิงหนังสติ๊กมายังเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย ส่งผลให้มีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ไทยยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

เหตุการณ์ควบคุมมวลชนกัมพูชา ป่วนบ้านหนองหญ้าแก้ว เป็นเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และความสำคัญของการเจรจาและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงเช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต การเสริมสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนของปัญหาชายแดนและการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การใช้ความอดทนอดกลั้นและการเจรจาอย่างสร้างสรรค์ จะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปมากกว่านี้

ที่มา – ทบ. แจงเหตุควบคุมมวลชน “กัมพูชา” ป่วนบ้านหนองหญ้าแก้ว ทำร้าย จนท.ไทย บาดเจ็บ

คฝ.ใช้กระสุนยาง แก๊สน้ำตา ที่หนองหญ้าแก้ว

สถานการณ์ตึงเครียดที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว เมื่อเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน (คฝ.) เริ่มใช้กระสุนยาง แก๊สน้ำตา ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว เพื่อสลายการชุมนุม หลังชาวกัมพูชาระดมมวลชนประชิดและทำร้ายเจ้าหน้าที่ไทย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 บริเวณชายแดนระหว่างหลักเขตที่ 42-43 สร้างความกังวลต่อความสงบเรียบร้อยในพื้นที่

พล.ต.ต.ถาวร ดุลยวิทย์ ผบก.ภ.จว.สระแก้ว ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.จตุรภัทร สิงหัษฐิต รอง ผบก.ภ.จว.สระแก้ว ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดควบคุมฝูงชน (คฝ.) จาก บก.ภ.จว.สระแก้ว ร่วมกับตำรวจ สภ.โคกสูง จ.สระแก้ว เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณพื้นที่ดังกล่าว ตามมาตรการปราบจลาจลและจับกุมผู้ลักลอบเข้าเมือง การเตรียมพร้อมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความปลอดภัยและอธิปไตยของชาติ

ก่อนหน้านี้ นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ได้นำเอกสารหลักฐานไปยื่นประท้วงต่อ นายอูม เรีย เตร็ย ผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา ที่ด่าน ตม.ปอยเปต กรณีที่ประชาชนชาวกัมพูชาบุกรุกอธิปไตยไทยเข้ามารื้อรั้วลวดหนามหีบเพลง ที่กองกำลังบูรพานำมาวางกั้นพื้นที่บริเวณหลักเขตที่ 42-43 เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 การกระทำดังกล่าวส่งผลให้รั้วลวดหนามหีบเพลงได้รับความเสียหายและสูญหายไปบางส่วน

เริ่มใช้กระสุนยาง แก๊สน้ำตา ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว

เหตุการณ์บานปลายเมื่อเวลาประมาณ 16.20 น. เมื่อเจ้าหน้าที่ คฝ. ตัดสินใจใช้กระสุนยาง แก๊สน้ำตา ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว เพื่อควบคุมสถานการณ์ หลังชาวกัมพูชาจำนวนมากเข้ามาทำร้ายเจ้าหน้าที่ไทยและระดมมวลชนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง การตัดสินใจดังกล่าวเป็นไปเพื่อรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และควบคุมฝูงชนให้อยู่ในความสงบ

สถานการณ์ล่าสุด: กระสุนยาง แก๊สน้ำตา ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว

การใช้กระสุนยาง แก๊สน้ำตา ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ส่งผลให้เกิดความชุลมุนและความไม่พอใจในกลุ่มผู้ชุมนุม อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังคงตรึงกำลังในพื้นที่เพื่อป้องกันเหตุการณ์บานปลายและรักษาความสงบเรียบร้อย สถานการณ์ยังคงตึงเครียดและต้องมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่บ้านหนองหญ้าแก้วสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของสถานการณ์ชายแดนและความสำคัญของการเจรจาและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี การใช้กำลังและการเผชิญหน้าอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น การเปิดโต๊ะเจรจาและการแสวงหาทางออกร่วมกันจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาสัมพันธไมตรีและความสงบสุขระหว่างประเทศ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและต้องการการจัดการด้วยความระมัดระวัง การรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีเป็นหนทางที่ดีที่สุด

  • การเจรจาและการทูต: การเจรจาอย่างต่อเนื่องระหว่างรัฐบาลทั้งสองประเทศเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง
  • การบังคับใช้กฎหมาย: การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดต่อผู้กระทำผิดทั้งสองฝั่งชายแดน
  • การพัฒนาเศรษฐกิจ: การส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและความยากจน
  • การสร้างความเข้าใจ: การส่งเสริมความเข้าใจและความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ

เหตุการณ์ที่บ้านหนองหญ้าแก้วเป็นเครื่องเตือนใจว่าการรักษาสันติภาพและความมั่นคงตามแนวชายแดนนั้นเป็นงานที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องและต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศเป็นหนทางที่ยั่งยืนที่สุด

ที่มา – เริ่มใช้กระสุนยาง แก๊สน้ำตา ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว หลังกัมพูชาประชิด-ทำร้าย จนท.

กัมพูชารื้อรั้ว! ทหารไทยเจรจาบ้านหนองหญ้าแก้ว

สถานการณ์ตึงเครียดที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อชาวกัมพูชารื้อรั้วลวดหนามบริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว ทำให้เกิดความกังวล แต่สุดท้ายการเจรจาอย่างสันติวิธีช่วยคลี่คลายสถานการณ์ได้

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เมื่อมีรายงานว่าชาวกัมพูชาจำนวนหนึ่งได้ทำการรื้อรั้วลวดหนามที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว รั้วดังกล่าวเป็นรั้วที่ฝ่ายไทยได้ติดตั้งไว้เพื่อป้องกันการลักลอบเข้าออกบริเวณชายแดน สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความตึงเครียดให้กับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่

จากการตรวจสอบพบว่า นอกจากจะมีการรื้อรั้วแล้ว ยังมีการขโมยลวดหนามกลับไปยังฝั่งกัมพูชาอีกด้วย คาดว่ามีจุดประสงค์เพื่อนำไปขายหรือใช้ประโยชน์ส่วนตัว การกระทำนี้เป็นการเพิ่มแรงกดดันให้กับเจ้าหน้าที่ไทย เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาใช้ชาวบ้านเป็นโล่มนุษย์ในการกดดันแนวชายแดน

บรรยากาศตึงเครียดดำเนินไปจนถึงเวลา 22.40 น. พันเอก ชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับการกองกำลังเฉพาะกิจที่ 12 ได้เดินทางมายังพื้นที่เพื่อควบคุมสถานการณ์ และเริ่มการเจรจากับฝ่ายกัมพูชา โดยมีล่ามแปลภาษาเพื่อการสื่อสารที่เข้าใจตรงกัน

กัมพูชารื้อรั้วลวดหนามบ้านหนองหญ้าแก้ว

พันเอก ชัยณรงค์ ยืนยันกับฝ่ายกัมพูชาอย่างชัดเจนว่า รั้วลวดหนามที่ถูกรื้อเป็นรั้วเดิมที่ไทยสร้างไว้ก่อนหน้านี้ ไม่มีการรุกล้ำเข้าไปในดินแดนกัมพูชาแต่อย่างใด ในขณะที่ฝ่ายกัมพูชาไม่สามารถแสดงหลักฐานยืนยันว่าไทยรุกล้ำได้ เมื่อไม่มีข้อพิสูจน์ที่เป็นรูปธรรม และการเจรจาเป็นไปอย่างมีเหตุผล ทหารกัมพูชาและชาวบ้านจึงยอมถอนกำลังกลับไป สถานการณ์จึงคลี่คลายโดยไม่มีความรุนแรง

ทางด้านกองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ โดยระบุว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง เนื่องจากเป็นการยั่วยุโดยใช้ประชาชน และทหารกัมพูชาไม่ได้ห้ามปราม อีกทั้งยังมีการบิดเบือนข้อมูลว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่อ้างสิทธิ์ ทั้งที่จริงแล้วอยู่ในเขตอธิปไตยของไทย

กองทัพบกชี้แจงเหตุการณ์ กัมพูชารื้อรั้วลวดหนามบ้านหนองหญ้าแก้ว

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า บริเวณแนวรั้วลวดหนามอยู่ในพื้นที่อธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน และสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ฝ่ายไทยจะรวบรวมหลักฐานเพื่อประท้วงผ่านกลไกสากล

เหตุการณ์ กัมพูชารื้อรั้วลวดหนามบ้านหนองหญ้าแก้ว ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเจรจาและการรักษาสันติภาพชายแดน การแก้ไขปัญหาด้วยความเข้าใจ และการยึดมั่นในข้อตกลงระหว่างประเทศเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

สถานการณ์ กัมพูชารื้อรั้วลวดหนามบ้านหนองหญ้าแก้ว เป็นกรณีศึกษาที่สำคัญเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการจัดการความขัดแย้งชายแดน การที่ทั้งสองฝ่ายสามารถเจรจาและคลี่คลายสถานการณ์ได้โดยไม่เกิดความรุนแรงถือเป็นสัญญาณที่ดี

สิ่งที่เกิดขึ้นที่ กัมพูชารื้อรั้วลวดหนามบ้านหนองหญ้าแก้ว แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาชายแดน และความจำเป็นในการมีกลไกการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ การรักษาสันติภาพและความมั่นคงตามแนวชายแดนต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกันของทั้งสองประเทศ

ที่มา – ตึงเครียดกลางดึก กัมพูชารื้อรั้วลวดหนามบ้านหนองหญ้าแก้ว ทหารเจรจาคลี่คลาย

กัมพูชาป่วนอีก! บุกรื้อแนวลวดหนามบ้านหนองหญ้าแก้ว

เกิดเหตุการณ์วุ่นวายที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อชาวกัมพูชารวมตัวประท้วง บุกรื้อแนวลวดหนามในพื้นที่ชายแดน “บ้านหนองหญ้าแก้ว” จังหวัดสระแก้ว พร้อมด่าทอทหารไทย ล่าสุดสถานการณ์คลี่คลายแล้วหลังเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมสถานการณ์

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงบ่ายที่ผ่านมา บริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ได้เกิดเหตุชาวกัมพูชาประมาณ 50–70 คน รวมตัวกันบุกเข้ามาที่แนวชายแดน รื้อถอนแนวลวดหนามที่เจ้าหน้าที่ไทยใช้กั้นเขตแดน พร้อมตะโกนด่าทอทหารไทย โดยมีบางคนสามารถพูดภาษาไทยได้และโต้เถียงอ้างว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของกัมพูชา

มีรายงานเบื้องต้นระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นขณะเจ้าหน้าที่ไทยกำลังติดตั้งเสาไฟฟ้าใกล้แนวรั้ว ห่างจากกองร้อยทหารพรานที่ 1301 ราว 600 เมตร ทำให้ชาวบ้านกัมพูชาเข้าใจผิดว่าเป็นการรุกล้ำพื้นที่ ก่อนรวมตัวก่อเหตุประท้วงดังกล่าว เจ้าหน้าที่กองกำลังบูรพาและหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ จึงรีบเสริมกำลังเข้าพื้นที่ ควบคุมสถานการณ์ด้วยการเจรจาอย่างอดทน โดยไม่ใช้ความรุนแรง จนกลุ่มชาวบ้านทยอยสลายตัวกลับเข้าหมู่บ้านฝั่งกัมพูชาเรียบร้อยแล้ว

ขณะนี้สถานการณ์กลับเข้าสู่ความสงบ แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังใกล้ชิดเพื่อป้องกันการลุกฮือซ้ำ ด้านหน่วยงานความมั่นคงได้รายงานไปยังกองทัพบก เพื่อพิจารณามาตรการในระยะต่อไป

ขณะที่แหล่งข่าวท้องถิ่นเผยว่า สาเหตุอาจมาจากกระแสข้อมูลที่เผยแพร่ในกัมพูชาเกี่ยวกับปัญหาพื้นที่ชายแดน ทำให้ชาวบ้านบางส่วนเข้าใจคลาดเคลื่อน และก่อเหตุดังกล่าว โดยบ้านหนองหญ้าแก้วยังถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่อาจกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา หากควบคุมสถานการณ์ไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด เวลา 17.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ล่าสุดในพื้นที่นั้นสงบแล้ว ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ยังได้มีการลงพื้นที่และตรึงกำลังอยู่โดยรอบ เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขณะที่ทางชาวบ้านก็ยังเรียกร้องสิทธิทำกินของตนเองอยู่ แต่หวั่นจะเกิดเหตุความวุ่นวายขึ้น จึงอยากให้ทางเจ้าหน้าที่ดำเนินการต่อไป

กัมพูชาป่วนอีก บุกรื้อแนวลวดหนาม “บ้านหนองหญ้าแก้ว” ล่าสุดสลายตัวแล้ว

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณบ้านหนองหญ้าแก้วนี้ แสดงให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนของปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และความสำคัญของการสื่อสารที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น การแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี และการเคารพซึ่งกันและกันจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ที่ดีของทั้งสองประเทศ

ความสำคัญของบ้านหนองหญ้าแก้วต่อความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

บ้านหนองหญ้าแก้วเป็นพื้นที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ การจัดการปัญหาในพื้นที่นี้จึงต้องเป็นไปอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเจรจาและการทำความเข้าใจซึ่งกันและกันเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ล่าสุดที่บ้านหนองหญ้าแก้ว แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การรายงานสถานการณ์อย่างถูกต้องและรวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันความเข้าใจผิด และช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความสงบสุขในภูมิภาค

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งบริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว ควรเน้นการเจรจาและการสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน การใช้ความรุนแรงไม่ควรเป็นทางเลือกแรก การรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย และการหาทางออกที่ยุติธรรมจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหา

การที่ชาวบ้านออกมาเรียกร้องสิทธิทำกินของตนเองเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ แต่การกระทำใดๆ ก็ตามควรอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย การเคารพสิทธิของผู้อื่น และการไม่ใช้ความรุนแรงเป็นสิ่งสำคัญในการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข การแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีจึงเป็นสิ่งจำเป็น

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่บ้านหนองหญ้าแก้วเป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนของปัญหาชายแดนและความสำคัญของการจัดการปัญหาอย่างสันติวิธี เราหวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและกัมพูชาต่อไป

ที่มา – กัมพูชาป่วนอีก บุกรื้อแนวลวดหนาม “บ้านหนองหญ้าแก้ว” ล่าสุดสลายตัวแล้ว

กองทัพภาคที่ 2 พบ โดรน แนวชายแดน 60 ลำ

สถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด กองทัพภาคที่ 2 ได้รายงานการตรวจพบความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ ซึ่งเกี่ยวข้องกับอากาศยานไร้คนขับ หรือ “โดรน” นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการตรวจพบโดรนในบริเวณนี้ แต่จำนวนที่ตรวจพบในครั้งนี้ถือว่าค่อนข้างมาก และส่งผลให้เกิดคำถามตามมาถึงวัตถุประสงค์ของการใช้งาน

กองทัพภาคที่ 2 พบ โดรน แนวชายแดน 60 ลำ

ตามรายงานสรุปสถานการณ์ประจำวันที่ 16 กันยายน 2568 ของศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 พบว่ามีการตรวจพบโดรนในพื้นที่ตอนใน 1 ครั้ง จำนวน 2 ลำ และในพื้นที่แนวชายแดนถึง 35 ครั้ง จำนวน 60 ลำ ซึ่งในจำนวนนี้ มี 1 ลำที่สามารถตัดการควบคุมสัญญาณได้สำเร็จ ส่วนที่เหลือตรวจพบในระยะไกลที่อยู่นอกเขตพื้นที่ควบคุมการตัดสัญญาณ

สถานการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการเฝ้าระวังและติดตามความเคลื่อนไหวในพื้นที่ชายแดนอย่างใกล้ชิด กองกำลังทั้งสองฝ่ายยังคงตรึงกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง โดยฝ่ายไทยได้จัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม และเตรียมพร้อมในการตอบโต้ตามสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

การดำเนินงานด้านจิตอาสา

นอกเหนือจากการปฏิบัติหน้าที่ด้านความมั่นคงแล้ว กองทัพภาคที่ 2 ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้านจิตอาสา โดยศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน มณฑลทหารบกที่ 25 ได้รับมอบสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคจากสมาคมผู้สื่อข่าวและสื่อมวลชน (ประเทศไทย) เพื่อนำไปมอบให้แก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา นอกจากนี้ ยังมีการติดตามความคืบหน้าในการซ่อมแซมสถานศึกษา โดยร่วมกับกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน ชุดช่างจิตอาสา จากบริษัท ศิริวัฒนา อินเตอร์พริ้นท์ จำกัด (มหาชน) และประชาชนจิตอาสา ในการปรับปรุงโรงเรียนบ้านโคกกรม อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์

ความคืบหน้าในการซ่อมแซมโรงเรียนอยู่ที่ร้อยละ 65 โดยมีการติดตั้งฝ้าเพดาน ทาสีผนังห้อง และติดตั้งประตู การดำเนินงานด้านจิตอาสาเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพภาคที่ 2 ในการช่วยเหลือและพัฒนาชุมชนในพื้นที่รับผิดชอบ

กองทัพภาคที่ 2 ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรับข้อมูลข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณ และขอความร่วมมือจากประชาชนในการติดตามข้อมูลจากช่องทางที่เป็นทางการเท่านั้น เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นจากข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง การตรวจพบโดรนในพื้นที่แนวชายแดนถึง 60 ลำ เป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และจำเป็นต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด เพื่อประเมินสถานการณ์และกำหนดมาตรการที่เหมาะสม

การปรากฏตัวของโดรนจำนวนมากเช่นนี้ ใกล้แนวชายแดน เป็นสิ่งที่น่ากังวล และอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ การตรวจสอบหาที่มาและวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการบินโดรนเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด และสร้างความเชื่อมั่นระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ประชาชนควรติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนก และสามารถเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบ “โดรน” พื้นที่แนวชายแดน 60 ลำ ตัดการควบคุมสัญญาณได้ 1 ลำ

เคลียร์พื้นที่ “ภูมะเขือ-ช่องอานม้า-ช่องบก” พบทุ่นระเบิด

ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) รายงานความคืบหน้าในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณ “ภูมะเขือ-ช่องอานม้า-ช่องบก” หลังจากการประกาศหยุดยิง โดยในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา พบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลจำนวนมากถึง 349 ทุ่น ซึ่งเป็นอันตรายต่อประชาชนในพื้นที่อย่างยิ่ง

พ.อ.ศิวะ หว่างอากาศ โฆษกศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ เปิดเผยว่า ชุดปฏิบัติการเก็บกู้และกวาดล้างทุ่นระเบิด สนับสนุนกองทัพภาคที่ 2 ได้ดำเนินการสำรวจ เก็บกู้ และทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคลอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ ภูมะเขือ ช่องอานม้า และช่องบก เพื่อสร้างความปลอดภัยและเอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนของหน่วยงานต่างๆ

การปฏิบัติงานในระยะแรก (เฟส 1) ระหว่างวันที่ 10-23 สิงหาคม 2568 ได้จัดชุดปฏิบัติการจำนวน 9 ชุด สามารถเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลได้ 122 ทุ่น ทุ่นระเบิดต่อต้านยานพาหนะ 4 ทุ่น สรรพาวุธระเบิดที่ยังไม่ระเบิด (UXO) 50 รายการ และสรรพาวุธระเบิดที่ถูกทิ้งไว้ในพื้นที่ 1,575 รายการ

ต่อมาในระยะที่สอง (เฟส 2) ระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม – 21 กันยายน 2568 ได้เพิ่มชุดปฏิบัติการเป็น 10 ชุด สามารถเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลได้อีก 227 ทุ่น สรรพาวุธระเบิดที่ยังไม่ระเบิด 25 รายการ และสรรพาวุธระเบิดที่ถูกทิ้งไว้ในพื้นที่ 467 รายการ (ข้อมูล ณ วันที่ 11 กันยายน 2568) โดยปฏิบัติการในพื้นที่เดิม

เคลียร์พื้นที่ "ภูมะเขือ-ช่องอานม้า-ช่องบก" พบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล 349 ทุ่น

นอกเหนือจากการเก็บกู้และทำลายทุ่นระเบิดในพื้นที่ปะทะแล้ว ศทช. ยังให้ความสำคัญกับการแจ้งเตือนและให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้ทราบถึงอันตรายจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และสรรพาวุธระเบิดที่อาจตกค้างอยู่ในพื้นที่พักอาศัยและพื้นที่ทำกิน

ความสำคัญของการเคลียร์พื้นที่จากทุ่นระเบิด

การเคลียร์พื้นที่ "ภูมะเขือ-ช่องอานม้า-ช่องบก" จากทุ่นระเบิดเป็นภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเหล่านี้ไม่เพียงแต่ลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บและเสียชีวิต แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตและทำมาหากินได้อย่างปกติสุข

การดำเนินการอย่างต่อเนื่องของ ศทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมถึงประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

การพบทุ่นระเบิดจำนวนมากในพื้นที่ดังกล่าว ทำให้เกิดความตระหนักถึงความสำคัญของการทำงานด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างต่อเนื่อง และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับอันตรายจากทุ่นระเบิดและวิธีการหลีกเลี่ยง

สถานการณ์นี้ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเก็บกู้และทำลายทุ่นระเบิด รวมถึงการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิด

ที่สำคัญที่สุดคือการสร้างความตระหนักและความเข้าใจในอันตรายของทุ่นระเบิดในหมู่ประชาชน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – เคลียร์พื้นที่ “ภูมะเขือ-ช่องอานม้า-ช่องบก” พบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล 349 ทุ่น

Scroll to top